- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 212: เปลี่ยนคณะเรียน ได้ไหมคะ ?
บทที่ 212: เปลี่ยนคณะเรียน ได้ไหมคะ ?
บทที่ 212: เปลี่ยนคณะเรียน ได้ไหมคะ ?
บทที่ 212: เปลี่ยนคณะเรียน ได้ไหมคะ ?
ด้วยคะแนนของเธอ การเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นั้นรับรองว่าฉลุย ไม่มีปัญหาเลยสักนิด
ฟู่เส้าตั๋วเองก็กรอกเลือกแค่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเพียงที่เดียว เพียงแต่ในช่องคณะ เขาเขียนลงไปครบทั้งห้าอันดับ
อันดับแรกแน่นอนว่าเป็นวิศวกรรมเครื่องกล อันดับสองคือระบบอัตโนมัติ อันดับสามคือวิทยาการคอมพิวเตอร์...
เจียงชิ่นมองดูใบสมัครของเขาแล้วถามด้วยความสงสัย "คุณกรอกไปซะเต็มเหยียดทำไมคะเนี่ย ? ด้วยคะแนนของคุณ ยังไงก็ติดวิศวกรรมเครื่องกลอยู่แล้วค่ะ"
ฟู่เส้าตั๋วเท้าคาง "ผมขาดอีกตั้งสี่คะแนนถึงจะเต็ม เผื่อว่าไม่ได้เข้าเครื่องกล..."
เจียงชิ่นถึงกับพูดไม่ออก มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยสักนิด โอเคไหม
เมื่อกรอกใบสมัครเสร็จและส่งรวบรวมขึ้นไปแล้ว สิ่งที่เหลือก็แค่รอรับจดหมายตอบรับเข้าศึกษา
พวกเสี่ยวหูต่างก็เลือกมหาวิทยาลัยภายในมณฑลกันหมด
ทั้งสามคนคะแนนไม่ได้สูงกว่าเกณฑ์มากนัก การเลือกมหาวิทยาลัยในมณฑลจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
ส่วนมหาวิทยาลัยปักกิ่งน่ะเหรอ เป็นสถานที่ที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝันเลยด้วยซ้ำ
ผ่านไปอีกสองสัปดาห์ จดหมายตอบรับเข้าศึกษาก็ทยอยส่งมาถึง
จดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยภายในมณฑลมาถึงก่อน
พอพวกเสี่ยวหูได้รับจดหมาย พวกเขาก็ดีใจจนพูดไม่ออก แต่ละคนตาแดงก่ำ กอดจดหมายตอบรับเอาไว้แนบอก ผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ ที่ได้รับจดหมายตอบรับต่างก็ดีใจจนแทบเนื้อเต้น แทบอยากจะพุ่งออกไปกลิ้งเกลือกบนกองหิมะ
ในบรรดาคนเหล่านี้ มีบางส่วนที่ไม่ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยและคณะที่ตัวเองใฝ่ฝัน
อย่างเช่นเสี่ยวหู เดิมทีเขาเลือกมหาวิทยาลัยครุศาสตร์เฮยหลงเจียง คณะคณิตศาสตร์ คะแนนของเขาก็ถึงเกณฑ์ แต่สุดท้ายกลับถูกโยกไปเรียนวิศวกรรมเครื่องกลที่สถาบันเทคโนโลยีเฮยหลงเจียงแทน
มหาวิทยาลัยก็ไม่ตรง คณะก็ไม่ตรง
มีผู้เข้าสอบที่เจอแบบนี้เยอะมาก หลายคนถูกโยกไปเรียนในมหาวิทยาลัยและคณะที่ไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนต่างก็งุนงงกันไปหมด ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ?
ในกลุ่มนั้นมีคนใช้เส้นสาย ไปสืบข่าวมาอย่างยากลำบาก จนได้ความว่าการสอบเกาเข่าระดับชาติในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเติมเต็มช่องว่างของบุคลากรที่ขาดหายไป
หลายสาขาอาชีพกำลังต้องการคนอย่างเร่งด่วน กระทรวงศึกษาธิการจึงโยกย้ายผู้เข้าสอบบางส่วนไปยังมหาวิทยาลัยและคณะที่ต้องการบุคลากรเหล่านี้อย่างเร่งด่วน
พอเจียงชิ่นได้ยินข่าวนี้ ลางสังหรณ์ใจไม่ดีก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
เธอหันไปพูดกับฟู่เส้าตั๋ว "ฉันคงไม่ถูกเปลี่ยนคณะใช่ไหมคะ ? แล้วมหาวิทยาลัยล่ะ จะถูกโยกไปเรียนที่อื่นหรือเปล่า ? "
ฟู่เส้าตั๋วตอบอย่างใจเย็น "ไม่น่าจะหรอกครับ คุณเป็นคนเดียวในประเทศที่ได้คะแนนเต็ม ผมคิดว่าโอกาสเปลี่ยนมหาวิทยาลัยมีน้อยมาก แต่เรื่องคณะนี่พูดยากจริง ๆ ครับ"
คำพูดของเขามีเหตุผล เจียงชิ่นจึงค่อยเบาใจลงมาได้บ้าง
ถึงแม้เธอจะชอบเรียนสถาปัตยกรรมมาก แต่ถ้าหากประเทศชาติต้องการให้เธอไปเรียนสาขาอื่น เธอก็ยินดีน้อมรับ ขอแค่มหาวิทยาลัยไม่เปลี่ยนก็พอ เพราะมหาวิทยาลัยปักกิ่งคือความเสียใจในชาติที่แล้ว ชาตินี้เธอต้องการจะเติมเต็มความฝันนั้นให้สำเร็จ
ผ่านไปอีกสองสามวัน จดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยต่างมณฑลก็ทยอยส่งมาถึง
ฟู่เส้าตั๋วได้รับจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง คณะที่เขาสอบติดก็คือวิศวกรรมเครื่องกล ซึ่งเป็นอันดับแรกที่เขาเลือกไว้ ทว่าจดหมายตอบรับของเจียงชิ่นกลับยังมาไม่ถึงสักที
ทั้ง ๆ ที่สมัครมหาวิทยาลัยเดียวกันแท้ ๆ ของฟู่เส้าตั๋วมาถึงแล้ว แต่ของตัวเองกลับไร้วี่แวว เจียงชิ่นเริ่มร้อนใจ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? ตกหล่นชื่อเธอไปเหรอ ?
ไม่น่าจะเป็นไปได้ การสอบเกาเข่าสำคัญขนาดนี้ เจ้าหน้าที่เบื้องบนจะทำงานสะเพร่าแบบนี้ได้ยังไง ?
อีกอย่าง เธอเป็นถึงอันดับหนึ่งของมณฑลเฮยหลงเจียง และเป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้วย
ก็แหม คนที่ได้คะแนนเต็มมีแค่เธอคนเดียวนี่นา
แบบนี้ยังจะตกหล่นได้อีกเหรอ ?
ฟู่เส้าตั๋วเองก็ร้อนใจเหมือนกัน ระหว่างที่เขากำลังหาวิธีไปสืบข่าว ผู้บริหารระดับมณฑลท่านเดิมก็เดินทางมาที่ฟาร์มตงอันอีกครั้ง พอมาถึง เขาก็ตรงดิ่งไปที่แผนกประชาสัมพันธ์เพื่อหาเจียงชิ่นทันที โดยมีผู้จัดการหลิวเดินตามมาด้วย
คราวนี้ไม่มีการทักทายอ้อมค้อมใด ๆ ประโยคแรกที่ผู้บริหารระดับมณฑลพูดเมื่อเห็นหน้าเจียงชิ่นก็คือ "สหายเจียงชิ่น หากประเทศชาติต้องการให้คุณไปเรียนในสาขาที่สำคัญกว่า และเป็นที่ต้องการของประเทศชาติมากกว่า คุณจะยินดีไหมครับ ? "
พอได้ยินประโยคนี้ เจียงชิ่นกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก
เป็นไปตามลางสังหรณ์ของเธอเป๊ะเลย คณะจะถูกเปลี่ยนจริง ๆ ด้วย
"ขอถามหน่อยได้ไหมคะ ว่าจะให้ฉันเปลี่ยนไปเรียนคณะอะไร ? "
ผู้บริหารระดับมณฑลเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "สาขาฟิสิกส์นิวเคลียร์ครับ"
ฟิสิกส์นิวเคลียร์เนี่ยนะ ? สาขาฮาร์ดคอร์ขนาดนี้เลยเหรอ ?
พอผู้บริหารระดับมณฑลเห็นสีหน้าของเจียงชิ่นเปลี่ยนไปกะทันหัน ในใจก็เริ่มตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ
สาขาวิชาที่ต้องตรากตรำขนาดนี้ สหายเจียงชิ่นคงต้องปฏิเสธแหง ๆ
ทว่าในเวลานี้ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเจียงชิ่นก็คือ คงไม่ได้ส่งเธอไปหมกตัวอยู่กลางป่ากลางเขาแล้วไม่ให้กลับมาหรอกนะ ?
"ฉันคงไม่ถูกส่งตัวไปไหนใช่ไหมคะ ? "
พอเจียงชิ่นถามจบ ผู้บริหารระดับมณฑลก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
กว่าจะเข้าใจความหมายที่เธอจะสื่อ ผู้บริหารระดับมณฑลก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเต็มเสียงนักว่า "ช่วงที่เรียนอยู่ก็จะอยู่ในมหาวิทยาลัยตลอดครับ ส่วนตอนเรียนจบแล้ว ก็ต้องรอดูการจัดสรรตำแหน่งงานในตอนนั้นอีกทีครับ"
เจียงชิ่นแปลความหมายประโยคนี้ในหัวโดยอัตโนมัติ นั่นก็แปลว่าตอนเรียนน่ะไม่โดนส่งไป แต่ทำงานเมื่อไหร่โดนแน่
"ขอฉันคิดดูก่อนนะคะ"
พอผู้บริหารระดับมณฑลเห็นว่าเจียงชิ่นมีท่าทีลังเล ก็รีบพูดเสริมขึ้นมาว่า "เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อนหรอกครับ ถึงยังไงมันก็เป็นเรื่องใหญ่ชั่วชีวิต ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ ผมจะพักอยู่ที่ฟาร์มสักสองวัน ช่วงสองวันนี้คุณก็กลับไปคิดให้ถี่ถ้วนก่อน แล้วค่อยให้คำตอบผมก็ได้ครับ"
หลังจากผู้บริหารระดับมณฑลกลับไปแล้ว เจียงชิ่นก็นั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง ในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด
เด็ก ๆ ยังเล็กเกินไป กว่าเธอจะเรียนจบมหาวิทยาลัย พวกเขาก็เพิ่งจะอยู่แค่ชั้นอนุบาลเอง
ต้องห่างลูกตั้งแต่ยังเล็กขนาดนี้ เจียงชิ่นทำใจไม่ได้จริง ๆ
แล้วก็ยังมีฟู่เส้าตั๋วอีก แน่นอนว่าเขาตามเธอไปอยู่ในหุบเขาได้ แต่การทำแบบนั้นหมายความว่าพวกเขาทั้งสองคนจะต้องพรากจากลูก
เพราะเด็ก ๆ ต้องไปโรงเรียน การให้ลูกได้เติบโตและเรียนหนังสือในเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เจียงชิ่นคิดทบทวนไปมา กะจะเดินไปปฏิเสธผู้บริหารระดับมณฑลซะให้รู้แล้วรู้รอด
แต่พอก้าวเท้าออกไปได้ก้าวเดียว ก้าวที่สองก็ก้าวไม่ออกซะแล้ว
เธอรู้ดีกว่าใครว่าประเทศชาติในยุคนี้กำลังเผชิญกับความยากลำบากขนาดไหน
ประเทศชาติต้องการเธอ แต่เธอกลับเลือกที่จะหนี ความรู้สึกแบบนี้มันทรมานใจจริง ๆ
ระหว่างที่เจียงชิ่นกำลังเดินวนไปวนมา เพื่อตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย จู่ ๆ เสียงระบบก็ดังขึ้น
[โฮสต์ครับ อย่าลืมสิครับว่าคุณยังมีห้องปฏิบัติการซูเปอร์อยู่นะครับ]
ฝีเท้าที่กำลังเดินวนของเจียงชิ่นชะงักกึก
คิดไม่ถึงเลยว่าระบบที่หายหัวไปนานจะโผล่พรวดพราดออกมา
เธอทบทวนคำพูดของระบบครู่หนึ่ง ก่อนจะลองหยั่งเชิงถามดู "หมายความว่าไง ? ห้องปฏิบัติการซูเปอร์จะช่วยให้ฉันไม่ต้องถูกส่งไปกักตัวงั้นเหรอ ? "
[ใช่แล้วครับ ห้องปฏิบัติการซูเปอร์มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าทุกประเทศในยุคปัจจุบันอย่างเทียบไม่ติด ล้ำหน้าไปอย่างน้อยก็หนึ่งพันปีเลยล่ะครับ ดังนั้น หากใช้ประโยชน์จากห้องปฏิบัติการซูเปอร์ให้ดี คุณก็จะสามารถวิจัยและพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างที่ประเทศชาติต้องการได้ และนี่ก็คือข้อต่อรองของคุณครับ]
คราวนี้เจียงชิ่นดึงสติกลับมาจากความสับสนวุ่นวายเมื่อครู่ได้ทันที
เทคโนโลยีล้ำหน้าไปพันปีเลยเหรอ ?
พอคิดถึงเรื่องนี้ เจียงชิ่นก็ตื่นเต้นจนตัวสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย
"พูดจริงเหรอ ห้องปฏิบัติการซูเปอร์สามารถวิจัยสร้างอะไรออกมาก็ได้หมดเลยใช่ไหม ? "
[แน่นอนสิครับ]
ระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโสนิด ๆ คล้ายจะตำหนิเจียงชิ่นที่กล้าตั้งข้อสงสัย
เจียงชิ่นพลันยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มอย่างรู้กัน
"โอเค งั้นเอาตามที่แกบอกเลย ฉันจะไปหาผู้บริหารระดับมณฑลเดี๋ยวนี้แหละ จะไปเจรจาต่อรองกับเขา ! "
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เจียงชิ่นก็รีบพุ่งตัวไปที่พักที่ทางฟาร์มจัดเตรียมไว้ให้ผู้บริหารระดับมณฑลและก็เจอเขาพอดี
หลังจากบอกจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้ให้ฟัง ผู้บริหารระดับมณฑลก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
"สหายเจียงชิ่น หมายความว่า ไม่ว่าประเทศชาติต้องการอะไร คุณก็จะหาวิธีวิจัยและพัฒนามันขึ้นมาให้ได้งั้นเหรอ ? "
เจียงชิ่นพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ใช่ค่ะ ฉันมีความมั่นใจในตัวเองค่ะ ความรู้ที่จะได้รับตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย มันมากพอให้ฉันใช้ทำงานแล้ว ฉันยินดีให้เปลี่ยนคณะค่ะ แต่มีข้อแม้คือห้ามส่งฉันไปกักตัวเด็ดขาด"
เรื่องนี้ผู้บริหารระดับมณฑลไม่มีอำนาจตัดสินใจตกลง เขาต้องรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปตามลำดับชั้น
เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงกว่าเป็นผู้ตัดสินใจ