- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 211: กรอกเลือกอันดับมหาวิทยาลัย
บทที่ 211: กรอกเลือกอันดับมหาวิทยาลัย
บทที่ 211: กรอกเลือกอันดับมหาวิทยาลัย
บทที่ 211: กรอกเลือกอันดับมหาวิทยาลัย
การตรวจร่างกายจัดขึ้นที่โรงพยาบาลประชาชนที่หนึ่งประจำเมือง
ผู้เข้าสอบจากทุกพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงล้วนต้องมารับการตรวจร่างกายที่นี่ ตอนที่พวกเจียงชิ่นเดินทางมาถึงโรงพยาบาลประชาชน ก็มีผู้คนมารออยู่ก่อนแล้วเป็นจำนวนมาก
พอเห็นเจียงชิ่นก้าวลงจากรถ หลายคนก็จำเธอได้ทันที
ก็เจียงชิ่นเล่นโด่งดังซะขนาดนั้นนี่นา
ตอนสอบเกาเข่าก็เป็นคนแรกของห้องสอบที่ลุกไปส่งกระดาษคำตอบก่อนใครเพื่อนตลอด แบบนี้จะไม่ให้ทุกคนจำหน้าได้ยังไงไหว ประกอบกับเรื่องที่เธอสอบได้อันดับหนึ่งของมณฑล แถมยังฟาดคะแนนเต็มไปอีก
ผู้เข้าสอบนับล้านคนทั่วประเทศ คนที่ทำคะแนนเต็มได้ก็คงจะมีแค่เธอคนเดียวนี่แหละ
มันสุดยอดเกินไปแล้ว !
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกจุดหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ นั่นก็คือเจียงชิ่นสวยสะกดตาเหลือเกิน สวยโดดเด่นซะจนแค่มองปราดเดียวก็สะดุดตาโดดเด่นออกมาจากฝูงชนแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นสหายชายหรือสหายหญิง ต่างก็พากันเหลียวมองไปทางเจียงชิ่น
พวกสหายหญิงนั้นมองกันอย่างเปิดเผย ส่วนสหายชายก็แอบลอบมองเงียบ ๆ
พอสายตาจับจ้องไปที่เจียงชิ่น แล้วเลื่อนไปมองฟู่เส้าตั๋วที่รูปร่างสูงใหญ่หล่อเหลาอยู่ข้าง ๆ บรรดาสหายหญิงต่างก็อิจฉากันตาร้อนผ่าว
ดูจากทรงก็รู้แล้วว่าสองคนนี้เป็นสามีภรรยากัน คนเขามีสามีหล่อเหลาดูดีขนาดนี้ พอย้อนกลับมามองดูคนของตัวเองที่บ้าน...
สหายหญิงที่มีสามีหรือมีคนรักแล้ว ต่างก็เริ่มเปรียบเทียบในใจทันที
แล้วก็ยิ่งเปรียบเทียบ ก็ยิ่งรู้สึกว่าไอ้คนที่บ้านมันน่าเอาไปทิ้งซะให้รู้แล้วรู้รอด
ส่วนพวกสหายชาย พอเห็นฟู่เส้าตั๋วปุ๊บ แต่ละคนก็ดึงสายตากลับมาเงียบ ๆ
คนเขามีสามีแล้ว ไม่ใช่เรื่องอะไรของตัวเองสักหน่อย
การตรวจร่างกายเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว
ด้วยความที่รู้ว่าคนกลุ่มนี้คือว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัย บรรดาหมอและพยาบาลในโรงพยาบาลจึงดูแลและปฏิบัติต่อทุกคนด้วยท่าทีที่เป็นมิตรมาก ๆ
อนาคตคนเหล่านี้จะต้องก้าวเข้าไปมีบทบาทสำคัญในหลากหลายแวดวง และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติเลยนะ
รายการตรวจร่างกายมีไม่เยอะนัก แค่วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก เจาะเลือด และตรวจวัดสายตา...
ผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เข้าสอบจากฟาร์มตงอันทั้งหมดก็ตรวจร่างกายกันเสร็จเรียบร้อย
ทุกคนกินข้าวมื้อเที่ยงเสร็จ ก็ขึ้นรถบัสเดินทางกลับ
หลังจากผ่านการนั่งรถกระเด้งกระดอนมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็เดินทางกลับมาถึงฟาร์มตงอัน ทุกคนรู้สึกเหมือนร่างจะแหลกสลายเป็นชิ้น ๆ
เจียงชิ่นนวดเอวที่ปวดเมื่อย พลางหันไปพูดกับฟู่เส้าตั๋ว "รู้อย่างนี้นั่งรถไฟไปดีกว่า นั่งรถไฟสบายกว่านั่งรถบัสตั้งเยอะ"
ฟู่เส้าตั๋วเอื้อมมือมาช่วยนวดเอวให้เธอ "คุณน่ะเหรอ ต่อให้ได้นั่งรถไฟ คุณก็ต้องบ่นว่าปวดเอวอยู่ดีนั่นแหละครับ"
เขารู้ใจเธอดีเกินไปแล้ว
เจียงชิ่นเถียงไม่ออก คราวที่แล้วตอนนั่งรถไฟไปสอบในเมือง เธอก็บ่นว่าปวดเอวจริง ๆ นั่นแหละ
ตอนหลังต้องให้ฟู่เส้าตั๋วช่วยนวดให้ ถึงจะรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
ในที่สุดรถก็จอดสนิท เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วลงจากรถ ทั้งสองคนตั้งใจเดินอ้อมไปด้านหน้าเพื่อกล่าวขอบคุณคนขับรถ ก่อนจะเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
เพิ่งจะเดินไปได้แค่สองก้าว ก็มีเสียงคนตะโกนเรียกชื่อฟู่เส้าตั๋วดังลั่นมาจากไกล ๆ
"หัวหน้าฟู่ ! หัวหน้าฟู่ ! "
ร่างนั้นวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาใกล้ เป็นพนักงานจากแผนกอุปกรณ์ ลูกน้องของฟู่เส้าตั๋วนั่นเอง
"เกิดอะไรขึ้น ? ที่แผนกมีเรื่องเหรอ ? "
ฟู่เส้าตั๋วสาวเท้าเข้าไปหา พร้อมกับเอ่ยถาม
ชายคนนั้นรีบโบกมือปฏิเสธ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มปีติยินดี
"ไม่มีเรื่องครับ เอ้ย ไม่ใช่สิ มีเรื่องครับ แต่เป็นเรื่องดีสุด ๆ ไปเลย โรงงานเครื่องจักรกลของมณฑลส่งอุปกรณ์เครื่องจักรกลมาให้พวกเราลอตนึงครับ เพิ่งจะมาส่งสด ๆ ร้อน ๆ ตอนนี้เอาไปวางไว้ที่ลานหลังแผนกของเราแล้วครับ"
"เยี่ยมไปเลย ! "
สีหน้าตึงเครียดของฟู่เส้าตั๋วผ่อนคลายลงทันที เขาหันไปบอกเจียงชิ่นคำหนึ่ง แล้วก็เดินตามคนของแผนกไปดูอุปกรณ์เครื่องจักรพวกนั้นทันที
คิดไม่ถึงเลยว่าเพิ่งจะพูดขอทางมณฑลไปได้ไม่นาน ของก็ถูกส่งมาถึงเร็วขนาดนี้
ผู้บริหารระดับมณฑลทำงานกันเด็ดขาดฉับไวสมคำร่ำลือจริง ๆ
เจียงชิ่นมองตามแผ่นหลังของทั้งสองคนที่เดินห่างออกไป ยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็หมุนตัวเดินกลับบ้านเพียงลำพัง
สองวันนี้เธอฝากลูก ๆ ไว้กับเพื่อนบ้านข้าง ๆ
ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว
เจียงชิ่นเดินไปรับเด็ก ๆ กลับมา จูงมือหน่วนหน่วนกับหยางหยางเข้าบ้าน จัดการเช็ดหน้าเช็ดตา ล้างมือล้างไม้ให้เรียบร้อย แล้วก็ปล่อยให้ทั้งสองคนเล่นกันไป ส่วนตัวเธอก็ผูกผ้ากันเปื้อนเข้าครัวไปทำมื้อเย็น
ทำกับข้าวเสร็จ เจียงชิ่นก็ป้อนข้าวให้ลูก ๆ กินจนอิ่มก่อน พอเก็บกวาดถ้วยชามเสร็จ ก็ตั้งใจจะรอให้ฟู่เส้าตั๋วกลับมากินข้าวพร้อมกัน แต่รอแล้วรอเล่า เขาก็ยังไม่กลับมาสักที สุดท้ายเจียงชิ่นก็ทนรอไม่ไหว หิวจนไส้กิ่ว เลยชิงกินข้าวก่อนซะเลย
ผ่านไปอีกพักใหญ่ จนกระทั่งเจียงชิ่นกล่อมเด็กสองคนหลับสนิทแล้ว ถึงได้มีเสียงเปิดประตูดังมาจากข้างนอก ในที่สุดฟู่เส้าตั๋วก็กลับมาซะที
เจียงชิ่นเห็นว่าเด็ก ๆ กำลังหลับปุ๋ย ก็เลยคลุมเสื้อคลุมแล้วเดินลงจากเตียง
เดินออกไปที่โถงทางเดินด้านนอก ฟู่เส้าตั๋วกำลังตักน้ำมาล้างหน้าล้างมือ พอเห็นเจียงชิ่นเดินออกมา เขาก็ถามเสียงเบาว่า "เด็ก ๆ หลับแล้วเหรอครับ ? "
"อืม หลับกันหมดแล้วค่ะ ทำไมคุณเพิ่งกลับมาป่านนี้ล่ะคะ ? "
ฟู่เส้าตั๋วยิ้มกว้าง หางตาและคิ้วเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี "ของที่ทางมณฑลส่งมาให้มีแต่ของเจ๋ง ๆ ทั้งนั้นเลยครับ ทั้งเครื่องหยอดเมล็ด เครื่องเก็บเกี่ยว เครื่องดำนา ล้วนเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งหมดเลย รอให้ปีหน้าฟาร์มเรามีเครื่องจักรยักษ์พวกนี้ ก็ไม่ต้องไปหยิบยืมจากฟาร์มอื่นแล้วล่ะครับ เรามีของตัวเองแล้ว นึกอยากจะใช้ตอนไหนก็เอาออกมาใช้ได้เลย ถึงตอนนั้นประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แถมยังช่วยประหยัดแรงงานคนไปได้เยอะเลยครับ"
"ยอดเยี่ยมไปเลยค่ะ" เจียงชิ่นได้ฟังก็พลอยดีใจไปด้วย
"ผู้จัดการหลิวพอได้เห็นอุปกรณ์เครื่องจักรเยอะแยะขนาดนั้น คงจะดีใจจนเนื้อเต้นเลยใช่ไหมคะ ? " เธอถามต่อ
"แน่นอนสิครับ คุณไม่รู้หรอกว่าสีหน้าของผู้จัดการหลิวตอนนั้นเป็นยังไง มันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลยล่ะ" ฟู่เส้าตั๋วตอบพลางก้มหน้าลงไปล้างหน้าต่อ
เจียงชิ่นเดินเข้าครัว ไปยกกับข้าวที่ยังอุ่น ๆ อยู่ในหม้อออกมาวางไว้บนขอบเตา แล้วให้ฟู่เส้าตั๋วนั่งกินบนเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ
เด็ก ๆ ในห้องหลับกันหมดแล้ว ขืนเข้าไปกินในห้องนอนก็กลัวจะทำเสียงดังจนพวกแกรบกวนตื่น
ฟู่เส้าตั๋วล้างหน้าเสร็จ ก็รับตะเกียบกับช้อนมาจากมือเจียงชิ่น โน้มหน้าเข้าไปประทับจูบที่ริมฝีปากของเธอเบา ๆ
"คุณรีบไปพักผ่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมกินเสร็จก็จะเข้าห้องไปนอนแล้วเหมือนกัน"
"ตกลงค่ะ งั้นฉันกลับเข้าห้องก่อนนะคะ"
เจียงชิ่นกระชับเสื้อคลุมที่คลุมไหล่ไว้ให้แน่นขึ้น แล้วเดินกลับเข้าห้องไป
เธอล้มตัวลงนอนอยู่นานก็ยังนอนไม่หลับ หลัก ๆ เป็นเพราะปกติจะมีฟู่เส้าตั๋วนอนอยู่ข้าง ๆ ทุกวัน พอจู่ ๆ วันนี้เขาไม่อยู่ เจียงชิ่นก็เลยรู้สึกไม่ค่อยชิน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากหน้าประตู ฟู่เส้าตั๋วกลับเข้ามาแล้ว
เขาก้าวขึ้นเตียงคังอย่างแผ่วเบา แล้วล้มตัวลงนอนข้าง ๆ เจียงชิ่น
เจียงชิ่นสัมผัสได้ถึงร่างที่ค่อนข้างเย็นเฉียบของเขาที่ขยับเข้ามาซุกตัวใกล้ ๆ พร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงที่ตวัดมากอดเธอเอาไว้
"ตัวเย็นจังเลย"
เจียงชิ่นผลักเขาออกเบา ๆ แต่ไม่ได้ออกแรงผลักจริง ๆ หรอก แค่ทำเป็นแกล้งดันไปอย่างนั้นแหละ
ฟู่เส้าตั๋วชะงักไปนิดนึง ก่อนจะออกแรงรวบตัวเธอเข้ามากอดแนบอกแน่นขึ้น กระซิบถามชิดริมฝีปาก "ยังไม่นอนอีกเหรอครับ รอผมอยู่ล่ะสิ ? "
"ใครรอคุณกัน ฝันไปเถอะ" เจียงชิ่นปากแข็งเถียงกลับ
ฟู่เส้าตั๋วหัวเราะเบา ๆ ลมหายใจอุ่น ๆ รินรดลงบนใบหูของเจียงชิ่น ทำเอาเธอขนลุกซู่สั่นสะท้านไปทั้งตัว
"รีบนอนดี ๆ เลยนะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก อย่ามากวนนะ"
เธอดิ้นขลุกขลัก ฟู่เส้าตั๋วก็ยอมหยุดแกล้ง กอดเธอเอาไว้แล้วหลับไปอย่างเงียบ ๆ
หลังจากการตรวจร่างกายเสร็จสิ้น ผู้เข้าสอบที่ผ่านเกณฑ์ทุกคนก็เริ่มดำเนินการกรอกความจำนงเลือกอันดับมหาวิทยาลัย การเลือกอันดับแบ่งออกเป็น มหาวิทยาลัยระดับที่ 1 (ปริญญาตรี), มหาวิทยาลัยระดับที่ 2, และระดับอนุปริญญา (วิทยาลัย)
คำเรียกในยุคนี้อาจจะแตกต่างจากยุคหลังไปบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วก็มีความหมายเดียวกันนั่นแหละ
มหาวิทยาลัยอันดับแรกที่เจียงชิ่นเลือกกรอกลงไป แน่นอนว่าต้องเป็นมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ด้วยระดับคะแนนของเธอ กรอกแค่มหาวิทยาลัยเดียวก็เพียงพอแล้ว ถ้าขนาดคะแนนเต็มยังเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งไม่ได้ งั้นก็คงไม่มีใครในประเทศนี้เข้าได้แล้วล่ะ
และเจียงชิ่นก็เลือกกรอกแค่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเพียงที่เดียวจริง ๆ ส่วนในช่องคณะที่ต้องการศึกษา เธอก็กรอก 'สถาปัตยกรรมศาสตร์' ซึ่งเป็นสายงานเดิมของเธอลงไป
ในใบสมัครต้องกรอกเลือกทั้งหมดห้าคณะ แต่เจียงชิ่นไม่ได้กรอกคณะอื่น ๆ เพิ่มลงไปเลย