- หน้าแรก
- การอัญเชิญ ข้ามีวีรบุรุษทุกยุคทุกสมัย
- บทที่ 15 สองยอดฝีมือระดับเทียนเหรินบุกจู่โจม!
บทที่ 15 สองยอดฝีมือระดับเทียนเหรินบุกจู่โจม!
บทที่ 15 สองยอดฝีมือระดับเทียนเหรินบุกจู่โจม!
ภายในเผ่าโต้วจ้าน จางเหลียวและฉินมู้กำลังเดินตรวจตราไปด้วยกัน ทว่าสีหน้าของจางเหลียวกลับดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
"เหวินหย่วน เป็นอะไรไป? ทำไมทำหน้าอมทุกข์เช่นนั้น!" ฉินมู้อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย เขาอยากรู้ว่าจะมีสิ่งใดที่ทำให้ขุนพลผู้ห้าวหาญผู้นี้ลำบากใจได้
จางเหลียวส่ายหน้าเบาๆ พลางชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีเงาดำขนาดใหญ่บินวนเวียนอยู่แล้วอธิบายว่า "ไอ้สัตว์เดรัจฉานตัวนี้บินวนอยู่ข้างบนมาหลายวันแล้ว แต่มันกลับไม่ยอมลงมาหาเหยื่อกิน กระหม่อมสงสัยว่ามันจะเป็นสัตว์ที่เผ่าอื่นเลี้ยงไว้เพื่อใช้สอดแนมเผ่าของพวกเราโดยเฉพาะ!"
เมื่อฉินมู้ฟังจบก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นเงาดำกำลังบินวนเวียนอยู่จริงๆ ดูแล้วคล้ายกับอินทรีตัวมหึมา!
"สอดแนม? อินทรี! หรือจะเป็นเผ่าเซางี!" ฉินมู้พึมพำกับตัวเอง สำหรับเผ่าขนาดกลางที่ทรงพลังในบริเวณรอบๆ นี้ เขายังพอมีความรู้อยู่บ้าง
ภายในเผ่าเซางีมียอดฝีมือระดับเทียนเหรินถึงสองคน และในช่วงหลายปีมานี้ พวกเขาได้กลืนกินเผ่าขนาดเล็กและขนาดกลางไปมากมาย
สำหรับเผ่านี้ เขาจึงไม่ได้รู้สึกแปลกหน้าเลยสักนิด
ว่ากันว่าภายในเผ่าเซางีมีการเลี้ยงอินทรียักษ์ขนาดกว่ายี่สิบเมตรไว้ตัวหนึ่ง และตัวที่อยู่บนฟ้านี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นลูกหลานของมัน!
"ดูท่าว่าสงครามกำลังจะมาถึงแล้วสินะ!" ฉินมู้เอ่ยอย่างทอดถอนใจ ก่อนจะถามต่อ "เหวินหย่วน พอจะมีวิธีจัดการไอ้เดรัจฉานตัวนี้ไหม?"
จางเหลียวพยักหน้าทันที "ย่อมมีวิธีขอรับ นายท่านโปรดรอสักครู่!"
พูดจบ เขาก็โบกมือเรียกทหารคนสนิทที่อยู่ไกลออกไป จากนั้นคันธนูขนาดมหึมาก็ถูกยกเข้ามา
คันธนูที่ต้องใช้ยอดฝีมือนักรบขอบเขตขัดเกลากายาระดับแปดถึงสองคนถึงจะยกไหว กลับถูกจางเหลียวหยิบขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะพาดลูกศรที่แผ่ประกายแสงลึกลับลงไป
ฉินมู้เห็นดังนั้นก็ใจสั่นสะท้าน บนความสูงหลายหมื่นเมตร จางเหลียวกลับมีความมั่นใจที่จะสอยอินทรียักษ์ลงมาได้!
จากนั้นเขาจึงนึกขึ้นได้ว่า จางเหลียวเกิดในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเชี่ยวชาญด้านการขี่ม้ายิงธนูเป็นที่สุด
แม้ฝีมือการยิงธนูของจางเหลียวจะไม่ได้มีชื่อเสียงเลื่องลือออกมาภายนอกมากนัก แต่ในสายตาของฉินมู้ การจะสอยอินทรียักษ์ลงมาสักตัวย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินมู้ก็ไม่กังวลอีก ในขณะนี้จางเหลียวรวบรวมพลังเสร็จสิ้น ปลายศรเปล่งประกายเย็นเยียบ กลิ่นอายอันลึกล้ำไร้ก้นบึ้งทำเอาผู้คนแทบหายใจไม่ออก!
จางเหลียวพลันระเบิดอานุภาพไร้เทียมทานออกมา อำนาจระดับเทียนเหรินอันไพศาลถาโถมเข้ามา หากไม่ใช่เพราะฉินมู้มีสายเลือดจักรพรรดิเหลืองอยู่ในกาย เกรงว่าคงจะรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศก็ดังสนั่น ลูกศรพุ่งทะยานออกจากสาย ทิ้งไว้เพียงเงาพร่ามัวนับไม่ถ้วน ก่อนจะพุ่งดิ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์อย่างดุดัน!
ฟุ่บ~!
ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของอินทรีที่ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า เบื้องล่างภายในเผ่า ผู้คนมากมายต่างอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า
จากนั้นก็เห็นร่างมหึมาล่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ เพียงพริบตาเดียวก็กระแทกพื้นจนเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ ฝุ่นละอองคละคลุ้งไปทั่วทุกสารทิศ
"ดี!" ฉินมู้อดไม่ได้ที่จะตะโกนชมด้วยสีหน้าชื่นชมยิ่ง
เห็นได้ชัดว่าเขาชื่นชมจากใจจริง และต้องยอมรับว่าเขาเองก็ตกตะลึงกับลูกศรดอกนี้เช่นกัน!
จางเหลียวกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า "นายท่านชมเกินไปแล้ว เรื่องฝีมือยิงธนูนั้น ข้าน้อยนับว่าธรรมดายิ่งนัก หากเทียบกับเวินโหวหรือขุนพลจ๊กก๊กอย่างหวงจงหวงฮั่นเซิงแล้ว ล้วนแต่เก่งกาจกว่าข้าน้อยทั้งสิ้น!"
ฉินมู้ไม่ได้ใส่ใจคำถ่อมตัวนั้น หลังจากกล่าวชมซ้ำอีกรอบเขาก็เริ่มสั่งการ "ถ่ายทอดคำสั่งลงไป วันนี้เราจะกินเลี้ยงโต๊ะจีนอินทรียักษ์กัน ส่วนเนื้อปีกนั่นให้เก็บไว้ให้ข้าชิ้นหนึ่งด้วย!"
ในยามนี้ บริเวณที่อินทรียักษ์ตกลงมามีผู้คนรุมล้อมอยู่เต็มไปหมด เมื่อเห็นอินทรีที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ถูกสังหาร พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์กัน
"อินทรีตัวใหญ่มาก! ลำตัวยาวร่วมสิบเมตร เฉพาะปีกก็น่าจะกว้างสี่ห้าเมตรได้แล้ว!"
"ได้ยินว่าเป็นท่านแม่ทัพจางเหลียวที่ยิงมันตกลงมา มีเพียงยอดฝีมือระดับเทียนเหรินอย่างท่านเท่านั้น ถึงจะสังหารอินทรีตัวใหญ่ขนาดนี้ได้!"
"สมกับเป็นยอดฝีมือระดับเทียนเหรินจริงๆ น่าสยดสยองยิ่งนัก!"
อินทรียักษ์ยาวสิบเมตรตัวหนึ่ง เมื่อรวมกับสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายด้านอาหารของคนนับหมื่นในมื้อเที่ยงนี้แล้ว เพราะอินทรียักษ์มีพลังเลือดสมบูรณ์ยิ่งนัก สำหรับคนชราและเด็กๆ เพียงแค่ดื่มน้ำซุปครึ่งชามก็อิ่มหนำแล้ว!
ขณะเดียวกัน สองพี่น้องเซางูและเซางีที่กำลังเร่งทัพมาก็พลันหยุดชะงัก สีหน้าของพวกเขาดูย่ำแย่อย่างยิ่ง
"เถี่ยโถวขาดการติดต่อไปแล้ว ดูท่าจะมีจอมยุทธ์ลงมือสังหารมันเสียแล้ว!" เซางีเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ
เซางูเต็มไปด้วยจิตสังหาร "ไม่ว่าใครที่บังอาจฆ่าเถี่ยโถว มันต้องตาย! หากเป็นฝีมือของเผ่าโต้วจ้าน ข้าจะให้ผู้ชายทั้งเผ่ามันลงไปเฝ้าผีแทนเถี่ยโถวให้หมด!"
เซางีพยักหน้าเห็นด้วย "พูดได้ถูกต้อง พวกเราเร่งความเร็วขึ้นอีก พยายามไปถึงเผ่าโต้วจ้านให้ทันยามอู่!"
อินทรียักษ์เถี่ยโถวตัวนั้น เป็นสัตว์อสูรที่มีโอกาสบรรลุระดับเทียนเหรินมากที่สุดรองจากอินทรียักษ์ขนาดยี่สิบเมตรของเผ่าเซางี ยามนี้มันตายตกไป พวกเขาจะไม่เจ็บปวดใจได้อย่างไร!
จากนั้น กองทัพทั้งหมดก็เร่งฝีเท้าเข้าสู่เผ่าโต้วจ้านด้วยโทสะที่เต็มเปี่ยม!
เมื่อพวกเขามาถึงเผ่าโต้วจ้านและเห็นภาพเบื้องหน้า แทบจะทำให้สมองระเบิดด้วยความโกรธแค้น
เบื้องหน้า จางเหลียวนำทัพองครักษ์เซียวเหยาแปดร้อยนายและหน่วยอารักขาอีกห้าพันนายยืนตระหง่านเตรียมพร้อมรับศึก
กำลังรบที่ไม่ถึงหกพันนายนี้ย่อมไม่อยู่ในสายตาของสองพี่น้องเซางีอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขาใส่ใจคือขนนกและโครงกระดูกอินทรีขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังจางเหลียวต่างหาก
พวกเขาใช้ชีวิตคลุกคลีกับอินทรียักษ์ตัวนี้มาโดยตลอด ย่อมจดจำได้ทันทีว่านั่นคือซากศพของอินทรียักษ์ประจำเผ่าของตน
"เผ่าโต้วจ้าน บังอาจฆ่าอินทรียักษ์ประจำเผ่าข้า วันนี้ชายฉกรรจ์ของพวกเจ้าจะถูกฆ่าล้างบาง ส่วนผู้หญิงจะต้องกลายเป็นเพียงเครื่องมือผลิตลูก!"
เซางีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา จิตสังหารอันไร้ขอบเขตผสานกับพลังของยอดฝีมือระดับเทียนเหรินขั้นกลาง ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
นอกจากองครักษ์เซียวเหยาแปดร้อยนายของจางเหลียวแล้ว หน่วยอารักขาอีกห้าพันนายที่อยู่ด้านหลังต่างเริ่มมีท่าทีระส่ำระสายเล็กน้อย
ทว่าด้วยการปกครองทหารที่เข้มงวดของจางเหลียว กอปรกับเสียงตวาดปรามขององครักษ์เซียวเหยา ทำให้พวกเขาสงบลงได้อย่างรวดเร็ว