- หน้าแรก
- การอัญเชิญ ข้ามีวีรบุรุษทุกยุคทุกสมัย
- บทที่ 16 ขุนพลคลั่งจุติ!
บทที่ 16 ขุนพลคลั่งจุติ!
บทที่ 16 ขุนพลคลั่งจุติ!
จางเหลียวมองไปข้างหน้าด้วยสายตาเย็นชา เมื่อได้ยินวาจาของเซางี เขาก็สวนกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "บังอาจมาลอบสอดแนมเผ่าของข้า สมควรตายแล้ว!"
เซางีได้ยินดังนั้นก็เดือดดาล พลางเอ่ยด้วยความโอหังพองขนว่า "สามหาว! การที่เผ่าเซางีของข้าชายตามองเผ่าโต้วจ้านของพวกเจ้า ถือเป็นเกียรติเป็นศรีอย่างยิ่ง พวกเจ้าควรจะยอมให้สอดแนม ยอมให้ถูกฆ่า และยอมให้ถูกกลืนกินโดยไร้ข้อกังขาถึงจะถูก!"
วาจาของคนผู้นี้ช่างยะโสและเผด็จการยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่คนที่เขาเผชิญหน้าด้วยคือจางเหลียว
จางเหลียวไม่ได้คิดจะเสียเวลาใช้เหตุผลกับเขา เขาปรายตามองเซางีด้วยแววตาเย็นยะเยือกก่อนจะเอ่ยเรียบๆ ว่า "คำพูดนี้ เก็บไปโอหังในนรกเถอะ ต่อหน้าข้า... เจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะมาอวดดี!"
พูดจบเขาก็ไม่รอช้า ง้างง้าวตะขอในมือระเบิดอานุภาพไร้ขีดจำกัดออกมา ประกายง้าวสายหนึ่งแหวกผ่านแสงสว่างพุ่งตรงเข้าจู่โจมเซางีทันที
เซางีรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ความระแวดระวังพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในใจ เมื่อเห็นประกายง้าวฟาดฟันลงมาเขาก็ไม่กล้าประมาท
เขาชักดาบยักษ์คู่กายออกมาพลางคำรามลั่น รวบรวมพลังไว้ที่จุดตันเถียนแล้วฟาดฟันออกไปเบื้องหน้าเพื่อต้านทาน
ตูม~~!
หลังจากเสียงระเบิดกึกก้อง ประกายอาวุธทั้งสองก็ปะทะกันจนฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว
เซางีรับการโจมตีของจางเหลียวตรงๆ จนรู้สึกถึงแรงมหาศาลที่สะท้อนกลับมา เขาครางฮึดในลำคอ อวัยวะภายในสั่นสะเทือนจนปั่นป่วน
เพียงแค่การแลกหมัดเดียว เขาก็ตกเป็นรองเสียแล้ว
เซางีมองจางเหลียวด้วยความตกตะลึงพลางกัดฟันพูดว่า "ที่แท้เจ้าก็เป็นยอดฝีมือระดับเทียนเหรินขั้นกลางเหมือนกัน!"
เซางูที่อยู่ข้างๆ ก็สีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน เขาไม่คาดคิดว่าในเผ่าขนาดเล็กจะมียอดฝีมือระดับเทียนเหรินขั้นกลางสถิตอยู่
เซางีกล่าวต่อว่า "ต่อให้เป็นเทียนเหรินขั้นกลางแล้วจะอย่างไร? ต่อหน้ายอดฝีมือระดับเทียนเหรินถึงสองคน เจ้าก็มีแต่ทางตายเท่านั้น!"
จางเหลียวเก็บง้าวแล้วมองเซางีด้วยสายตาดูแคลน พลางเอ่ยเย็นชาว่า "ยอดฝีมือ? อย่างเจ้าเนี่ยนะคู่ควรกับคำว่ายอดฝีมือ!"
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน เพียงกระบวนท่าเดียวเขาก็ไม่เห็นเซางูอยู่ในสายตา ความดูถูกในแววตานั้นแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง!
"บังอาจ!" เซางูคำรามลั่น จ้องเขม็งไปที่จางเหลียวพลางหอบหายใจด้วยโทสะ
ส่วนเซางีสีหน้ามืดมน ก้าวเดินไปข้างหน้าแล้วเอ่ยเสียงเย็น "กล้าดูถูกพี่น้องข้า วันนี้จะปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้เด็ดขาด!"
จางเหลียวไหวไหล่เล็กน้อย "ก็กลัวว่าพวกเจ้าจะไม่มีปัญญาทำอย่างที่พูดน่ะสิ!"
เซางูและเซางีได้ยินดังนั้นก็สบตากัน ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทันทีโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง "ตาย!"
ชั่วพริบตา ดาบยาวสองเล่มพุ่งเข้าจู่โจมจางเหลียวด้วยความเร็วปานแหวกอากาศ
จางเหลียวเห็นดังนั้นก็ยังคงมีท่าทีสงบ ง้าวตะขอในมือร่ายรำรับการโจมตีได้ทันควัน เจตจำนงแห่งศัสตราพุ่งพล่านเขย่าขวัญผู้คน
เพียงง้าวเดียว จางเหลียวก็ต้านทานการโจมตีของทั้งคู่ได้อย่างง่ายดาย ไม่เพียงเท่านั้น เขายังโต้กลับทันควันจนกดดันให้ทั้งสองคนต้องตั้งรับอย่างจ้าละหวั่น
ในขณะเดียวกัน กองทัพสามหมื่นนายของเผ่าเซางีก็ได้เริ่มลงมือแล้ว พวกเขาพุ่งเข้าใส่เผ่าโต้วจ้านด้วยอานุภาพที่ดูเหนือกว่า
ทว่าภายในเผ่าโต้วจ้าน องครักษ์เซียวเหยาแปดร้อยนายกลับยืนประจันหน้าเป็นด่านแรก พวกเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว ใบหน้าอันเด็ดเดี่ยวเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
"ฆ่า!" องครักษ์เซียวเหยาแปดร้อยนายตะโกนลั่นพร้อมกัน เพียงชั่วครู่ที่ลงมือสังหาร ทหารศัตรูก็ล้มตายไปนับพัน
เพียงแค่ปะทะกันยกแรก เผ่าเซางีก็พ่ายยับเยินสูญเสียกำลังพลไปนับพันทันที ในขณะที่ฝั่งเผ่าโต้วจ้าน พลังรบกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่
ในการต่อสู้ที่มีองครักษ์เซียวเหยาเป็นหลักและหน่วยอารักขาห้าพันนายเป็นกำลังเสริม ทัพสามหมื่นคนกลับไม่สามารถทำอะไรทัพไม่ถึงหกพันคนนี้ได้เลย
ทางด้านจางเหลียว ยิ่งสู้จิตวิญญาณแห่งการรบก็ยิ่งแข็งแกร่ง ในที่สุดเขาก็ตวัดง้าวออกไปหนึ่งครั้ง แผ่รังสีง้าวอันไพศาลกดดันจนทั้งสองคนต้องถอยกรูด
เขายืนถือง้าวตระหง่านพลางเอ่ยเสียงเย็น "หากพวกเจ้ามีปัญญาเพียงเท่านี้ ก็ไปตายเสียเถอะ ต่อหน้าข้า... พวกเจ้าไม่คู่ควรที่จะใช้ดาบด้วยซ้ำ!"
ยามนี้ สองพี่น้องเซางูรู้ซึ้งแล้วว่าตนเองเจอเข้ากับตอเหล็กเข้าให้แล้ว แต่มาถึงขั้นนี้พวกเขาก็ไม่มีทางถอย
จางเหลียวพูดจบก็ไม่แยแสผู้ใด ง้าวตะขอในมือเปล่งประกาย รังสีง้าวอันหนาวเหน็บและยิ่งใหญ่ขยายตัวขึ้นตามแรงลม "วิชาง้าวสยบฟ้า... ตาย!"
คำว่าตายเพียงคำเดียวดุจประกาศิตสวรรค์ แหวกผ่านชั้นเมฆพุ่งตรงเข้าหาพี่น้องเซางู
เซางูเห็นดังนั้นก็คำรามลั่น "ลงมือเถอะ ไม่ต้องซ่อนเร่นแล้ว สังหารมันให้ได้ก่อนเป็นสำคัญ!"
เซางีพยักหน้าทันควัน จากนั้นทั้งสองก็กัดฟันกระตุกจิตพ่นโลหิตพิสุทธิ์ออกมา ทันใดนั้นกลิ่นอายพลังของทั้งคู่ก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ระดับเทียนเหรินขั้นปลาย... ขั้นปลายสูงสุด... จนถึงขั้นสูงสุดสมบูรณ์!
ตูม~!
ในที่สุด พลังของพี่น้องทั้งสองก็หยุดอยู่ที่ระดับเทียนเหรินขั้นสูงสุด
ในจังหวะที่ท่าไม้ตายของจางเหลียวพุ่งมาถึง ทั้งสองสบตากัน เซางีฟาดดาบออกไปหนึ่งครั้ง อานุภาพดาบอันน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนไปถึงสรวงสวรรค์ ปัดป้องการโจมตีของจางเหลียวลงได้
"สามารถบีบให้พวกเราต้องใช้เคล็ดลับวิชาลับได้ เจ้าก็นับว่าน่าภูมิใจแล้ว!"
เซางีเอ่ยขึ้นพลางมองจางเหลียวด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นก็ไม่พูดพล่าม ความเร็วของทั้งคู่พุ่งสูงขึ้นพุ่งเข้าสังหารจางเหลียวทันที
"วิชาลับเพิ่มระดับพลังชั่วคราวรึ...!" จางเหลียวพึมพำที่มุมปาก
"แต่คิดจะใช้พลังที่ฝืนเพิ่มขึ้นมาเพื่อเอาชนะข้า... มันจะดูถูกกันเกินไปหน่อยมั้ง!"
แววตาของจางเหลียวเป็นประกายสังหารพลางตะโกนก้อง "ฆ่า!"
จากนั้น ทั้งสามก็เข้าห้ำหั่นกันอีกครั้ง พลังทำลายล้างรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
จางเหลียวใช้ระดับเทียนเหรินขั้นกลางข้ามผ่านถึงสามขั้น ยืนหยัดต่อสู้กับยอดฝีมือระดับเทียนเหรินขั้นสูงสุดถึงสองคน แม้จะถูกกดดันอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เพลี่ยงพล้ำ!
ในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ้องไปยังสนามรบ ภายในห้องของฉินมู้ ณ เผ่าโต้วจ้าน ฉินมู้พลันลืมตาขึ้น
"ได้เวลาแล้ว... ขุนพลคลั่งคนที่สองที่จะจุติลงมา จะเป็นใครกันนะ?"
ฉินมู้เองก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง ใช่แล้ว ในยามนี้เขามีแต้มวาสนาอยู่ในมือถึงสองหมื่นแต้ม สามารถทำการอัญเชิญได้อีกครั้ง!
"เลือกใช้แต้มวาสนาสองหมื่นแต้ม อัญเชิญยอดขุนพล!" ฉินมู้เอ่ยในใจ
[ติ้ง! หักแต้มสำเร็จ ยอดขุนพลระดับแนวหน้า...]