- หน้าแรก
- กลยุทธ์การพิชิตหอคอยฉบับคนกาก
- บทที่ 14 ชั้นที่ยี่สิบ (2)
บทที่ 14 ชั้นที่ยี่สิบ (2)
บทที่ 14 ชั้นที่ยี่สิบ (2)
ในห้วงเวลาแห่งความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวขึ้นนั้นเอง บานประตูหน้าห้องพักของบงจูฮยอกก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น หัวหน้าทีมจอนกวังอิลแห่งสำนักงานจัดการฯ พรวดพราดเข้ามาด้านในด้วยใบหน้าถมึงทึง
ทันทีที่เห็นผู้มาเยือน ชเวโฮซอกก็ตาลุกวาวด้วยความดีใจราวกับเห็นสวรรค์มาโปรด เขาละล่ำละลักตะโกนเสียงหลงราวกับคนเสียสติ
“หัวหน้าทีมครับ! ผมชเวโฮซอกไงครับ จำผมได้ไหม? ผมเป็นผู้เสียหายนะครับ แต่ดันโดนไอ้เวรนี่ใส่ร้ายป้ายสี...”
เพียะ!
ยังไม่ทันที่คำแก้ตัวหลอกเด็กจะจบประโยค เสียงฝ่ามือกระทบหน้าฉาดใหญ่ก็ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องแคบๆ จนคนที่โดนตบหน้าหันไปตามแรงกระแทก
“อ-อ้าว? ทำไมจู่ๆ ถึงตบหน้าผมล่ะครับ...”
เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ!
ฝ่ามืออรหันต์ซัดกระหน่ำไม่ยั้ง ศีรษะของชเวโฮซอกสั่นคลอนหันซ้ายหันขวาไปตามแรงตบอันหน่วงหนัก เพียงไม่กี่อึดใจ ใบหน้าของเขาก็บวมปูดและแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก หยาดเลือดสีข้นค่อยๆ ริ้วไหลซึมออกมาจากมุมปากที่ฉีกขาด
“ไอ้สวะเอ๊ย! หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ยังจะกล้าพ่นคำโกหกตอแหลออกมาหน้าด้านๆ อีกเรอะ!”
“...ม-มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ”
จอนกวังอิลกระชากกลุ่มผมของชเวโฮซอกอย่างแรงพลางคำรามลอดไรฟันด้วยความเกรี้ยวกราด
“ชเวโฮซอก ไอ้ชาติหมา! นับตั้งแต่นี้ไป แกเตรียมตัวไปนอนเน่าในคุกยาวๆ ได้เลย บังอาจนักนะที่กล้าคิดจะลอบสังหารเพื่อนเพลเยอร์ด้วยกันเองเพื่อชิงไอเทม! สถานะการลงทะเบียนเพลเยอร์ของแกถูกเพิกถอนนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป แกจะไปนั่งมโนไต่หอคอยอยู่ในซังเตก็ตามใจแกเลย ฉันไม่สนหรอก ส่วนเรื่องประกันตัวน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ ถ้าอยากจะหลุดพ้นจากขุมนรกนักก็ไปตายห่าในหอคอยซะไป๊”
“อ-เอ่อ... ผ-ผมบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้นไงครับ”
ชเวโฮซอกได้แต่มึนงงสับสนไปแปดตลบ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่มีใครยอมฟังคำพูดของเขาเลย
จอนกวังอิลหันไปออกคำสั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนตะลึงงัน “ลากคอมันไปได้เลยครับ อีกประเดี๋ยวทางหน่วยข่าวกรองแห่งชาติจะส่งคนมารับช่วงต่อ พอพวกนั้นมาถึงก็รบกวนส่งมอบตัวนักโทษให้พวกเขาจัดการต่อได้เลย”
รัฐบาลนั้นมีมาตรการลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงและเด็ดขาดมากสำหรับคดีอาชญากรรมที่มุ่งเป้าโจมตีเพลเยอร์ ขืนโดนลากตัวไปให้หน่วยข่าวกรองจัดการ มีหวังได้โดนทรมานรีดข้อมูลจนสภาพไม่เหลือชิ้นดีแน่
ชเวโฮซอกกรีดร้องอ้อนวอนอย่างน่าสมเพช น้ำหูน้ำตาไหลพราก
“ผ-ผมหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะครับ ด-ได้โปรดเห็นใจผมเถอะนะครับ...”
“ตอแหลหน้าด้านๆ! คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าแกน่ะมันพวกสันดานโจรที่ก่อคดีมานักต่อนักแล้ว ทุกวีรกรรมระยำที่แกเคยก่อเอาไว้ ฉันจะลากไส้ออกมาแฉให้หมด ไปหาทนายเก่งๆ เตรียมไว้ซะ ถึงจะไม่มีทนายหน้าโง่คนไหนกล้าออกหน้ารับทำคดีให้แกก็เถอะ”
จากนั้นเขาจึงหันกลับไปกำชับกับตำรวจอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง
“อ้อ จริงสิ! คุณตำรวจคงจำคู่มือปฏิบัติการจับกุมเพลเยอร์ได้ใช่ไหมครับ? ระหว่างทางที่พามันไปโรงพัก ไอ้เวรนี่อาจจะฉวยโอกาสใช้สกิลมุดหนีเข้าไปในหอคอยทมิฬเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเกิดมันอันตรธานหายตัวไปล่ะก็ รบกวนช่วยตรึงกำลังเฝ้ารออยู่ตรงจุดนั้นแหละครับ พอมันโผล่หัวกลับออกมาเมื่อไหร่ก็ตะครุบตัวมันไว้ได้เลย”
จอนกวังอิลปรับอารมณ์ให้เย็นลงก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับบงจูฮยอก ท่าทีเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
“คุณเพลเยอร์บงจูฮยอกครับ ทางเราต้องกราบขออภัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ทราบว่าคุณได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหมครับ?”
“...ก็แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะครับ ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
จอนกวังอิลค้อมศีรษะลงต่ำแทบจะจรดปลายเท้าเพื่อเป็นการขอขมาอย่างสุดซึ้ง “ผมขอให้คำมั่นสัญญาครับ ว่าจะวางมาตรการป้องกันอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อุกอาจเช่นนี้ซ้ำรอยขึ้นอีกเป็นอันขาด”
“อ่า... ค-ครับผม”
สีหน้าของจอนกวังอิลเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกลัดกลุ้มใจอย่างเห็นได้ชัด “เห็นที ช่วงนี้คงต้องหาแม่กุญแจมาคล้องประตูเพิ่มสักสองสามตัวแล้วล่ะมั้งครับเนี่ย”
“...นั่นสินะครับ”
ใจจริงจอนกวังอิลอยากจะงัดเอามาตรการขั้นเด็ดขาดมาใช้ปกป้องชายหนุ่มเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าด้วยสายตาหลายคู่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับจ้องอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถกระโตกกระตากทำอะไรได้มากนัก นอกเสียจากการฝากฝังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยจัดเวรยามมาเดินลาดตระเวนให้บ่อยขึ้น
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ยอมเตะถ่วงเรื่องสัญญาระดับหัวกะทิอีกต่อไปแล้ว
......
ความวุ่นวายระดับชาติจบลงเสียที
ถึงแม้ว่าทางตำรวจจะเสนอตัวเข้ามาช่วยเพิ่มรอบเดินลาดตระเวนเพื่อรักษาความปลอดภัยรอบๆ บริเวณบ้านให้ แต่บงจูฮยอกก็ปฏิเสธความหวังดีนั้นไปอย่างสุภาพ
ขืนยอมรับข้อเสนอ มีหวังพวกตำรวจคงได้แวะเวียนมาเคาะประตูถามไถ่สารทุกข์สุกดิบให้วุ่นวายใจเปล่าๆ
บนโลกใบนี้จะมีใครหน้าไหนที่ชีวิตปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนไปมากกว่าเขาอีกเล่า ขนาดตอนที่โดนชเวโฮซอกบุกเข้ามาปล้นถึงในบ้าน เขายังเป็นห่วงสวัสดิภาพของไอ้โจรหน้าโง่นั่นมากกว่าชีวิตของตัวเองซะอีก
เอาล่ะ กลับสู่โหมดการใช้ชีวิตตามปกติกันดีกว่า
เขาเริ่มต้นด้วยการเปิดแคตตาล็อก แล้วประเคนคะแนนประเมินความพึงพอใจระดับห้าดาวเต็มให้กับโล่เนื้อมนุษย์เถื่อนและจอห์น โกซัค
[ทำการอัญเชิญแบบระบุเป้าหมาย จอห์น โกซัค เรียบร้อยแล้ว]
“เยสเซอร์~! เมื่อวานตอนที่ผมไม่อยู่ ไม่มีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นใช่ไหมขอรับ?”
“ก็เพราะคุณนั่นแหละครับที่ช่วยเอาไว้ ไอ้หมอนั่นโดนตำรวจลากคอเข้าซังเตไปเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“โดนโทษประหารชีวิตเลยหรือเปล่าขอรับ?”
“จะบ้าเหรอครับ ก็คงติดคุกนอนกินข้าวแดงสักสองสามปีเดี๋ยวก็ออกมารับกรรมข้างนอกแล้วล่ะ”
“...อืมม ถ้าอย่างนั้น ท่านพอจะทราบพิกัดของเรือนจำที่หมอนั่นถูกขังอยู่ไหมขอรับ?”
“ไม่รู้หรอกครับ และก็ไม่อยากจะรู้ด้วย เลิกล้มความตั้งใจซะเถอะ”
“เยสเซอร์”
ถัดมา
[ทำการอัญเชิญแบบระบุเป้าหมาย โล่เนื้อมนุษย์เถื่อน เรียบร้อยแล้ว]
“...เป็นครั้งแรกเลยแฮะ”
“อะไรครั้งแรกหรือครับ?”
เจ้าของร่างบึกบึนยกมือขึ้นมาพับนิ้วลงทีละนิ้วช้าๆ อย่างตั้งใจ “ด-ดาว... ห้าดวงไง”
บงจูฮยอกแอบขำ ก็นับเลขเป็นนี่หว่า นึกว่าจะมีแต่กล้ามซะอีก
ภารกิจของวันนี้คือการทะลวงหอคอยชั้นที่สิบเก้า
“ลุยกันเถอะพวกเรา”
[เข้าสู่หอคอยทมิฬ (เกาหลี) ชั้นที่ 19]
เมื่อทัศนวิสัยกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ระบบก็แจ้งเตือนภารกิจหลักทันที นั่นคือการกวาดล้างพวกนักเวท
[ภารกิจชั้นที่ 19: กำจัดก็อบลินนักเวทจำนวน 30 ตัว]
อันที่จริง ไอ้พวกมอนสเตอร์หน้าตาอัปลักษณ์พวกนี้ไม่ได้มีพิษสงอะไรน่ากลัวนักหรอก ก็แค่ก็อบลินกระจอกๆ พวกมันไม่มีปัญญาเสกหอกน้ำแข็งหรือเรียกสายฟ้าฟาดลงมาโจมตีได้หรอก อย่างมากก็ทำได้แค่ร่ายคำสาปกิ๊กก๊อก สกิลตรึงร่าง ไม่ก็เสกศรเพลิงเหี่ยวๆ ยิงใส่เท่านั้นเอง
แต่สิ่งที่น่ารำคาญใจและต้องเฝ้าระวังให้ดีที่สุดก็คือเวทคำสาปนั่นแหละ เพราะมันส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพลวงตาปั่นประสาท ทำให้เรี่ยวแรงหดหาย หรือแม้กระทั่งกระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้า
ยิ่งไปกว่านั้น ผลของคำสาปยังสามารถสะสมทับซ้อนกันได้เรื่อยๆ กุญแจสำคัญจึงเป็นการปลิดชีพพวกมันให้ไวที่สุดก่อนที่สภาพจิตใจจะพังทลาย
แต่ก็นั่นแหละ ทฤษฎีความน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้น มันใช้ได้ผลแค่กับเพลเยอร์ทั่วไปที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนเท่านั้น เอามาใช้กับนักฆ่าสติหลุดที่วิกลจริตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือไม่ก็ยักษ์ใหญ่บ้ากล้ามที่เอาแต่ใช้เนื้อหนังมังสาพุ่งชนไม่ได้ผลหรอก
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
โล่เนื้อมนุษย์เถื่อนพุ่งทะยานไปข้างหน้าประดุจรถถังประจัญบาน ความแตกต่างทางสรีระระหว่างเขากับพวกก็อบลินแคระแกร็น มันช่างห่างชั้นราวกับเด็กทารกเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ตัวโต อาศัยพละกำลังเพียวๆ เมินเฉยต่อคำสาปและเวทพันธนาการทั้งปวง พุ่งเข้าไปจับฟาดกระแทกพื้นทีเดียวก็เป็นอันจบเห่
ส่วนจอห์น โกซัคก็อาศัยจังหวะชุลมุน หลบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังอันกว้างใหญ่เพื่อหลบหลีกคำสาป พอสบโอกาสเหมาะเจาะก็อาศัยความพลิ้วไหวประดุจสายฟ้าฟาด พุ่งเข้าไปไล่เชือดคอหอยพวกนักเวทอย่างเมามัน
ฉัวะ!
ฉับๆๆๆ...
หยาดเลือดสีแดงฉานและเศษชิ้นเนื้อกระเด็นสาดกระเซ็น ย้อมสมรภูมิรบชั้นที่สิบเก้าจนเละเทะไปหมด
‘ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ต้องเอาด้วยสิ’ บงจูฮยอกกระชับกระบองเมซและโล่สวมมือเอาไว้แน่น
วิ้งงงง!
เรียกใช้งานบาเรียพลังงานเพื่อปูรากฐานความปลอดภัยเอาไว้ก่อน เอาล่ะ คราวนี้ก็ถึงเวลาลุยแหลก งัดเอาสกิลสุดอลังการมาโชว์เทพเพื่อทดสอบพรสวรรค์ของตัวเองสักที...
[ภารกิจชั้นที่ 19 เสร็จสิ้นสมบูรณ์]
‘หืม?’
อะไรวะเนี่ย จบแล้วเรอะ?
เมื่อมองออกไปไกลๆ ก็เห็นจอห์น โกซัคที่เนื้อตัวอาบชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน กำลังยืนฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวอย่างอารมณ์ดีอยู่กลางดงศพ
‘โถ่เว้ย ไอ้บัดซบเอ๊ย!’ นี่จงใจรีบปิดจ็อบให้มันจบๆ ไปไวๆ สินะ กะจะกีดกันไม่ให้เขาเข้าไปร่วมวงตะลุมบอนด้วยใช่ไหมล่ะ
[ประกาศ: ท่านสามารถเคลียร์หอคอยทมิฬ (เกาหลี) ชั้นที่ 19 ได้ด้วยระดับ S++]
[รางวัลเคลียร์ด่านระดับ S++ : แพลตทินัมแบดจ์]
เอาเถอะ วันนี้จะยอมปล่อยผ่านไปก่อนก็แล้วกัน
……
และแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มาถึง วันแห่งการทะลวงหอคอยชั้นที่ยี่สิบอันน่าสะพรึงกลัว
[เข้าสู่หอคอยทมิฬ (เกาหลี) ชั้นที่ 20]
สถานที่แห่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เครื่องสแกนพรสวรรค์ด่านแรก’ ซึ่งขึ้นชื่อลือชาเรื่องระดับความยากนรกแตก ถึงขนาดมีเสียงเล่าลือกันหนาหูว่า ด่านชั้นที่ยี่สิบเอ็ดยังจะเคลียร์ได้ง่ายกว่าไอ้ด่านบ้าๆ นี้เสียอีก
“ด่านนี้มันอันตรายสุดๆ ไปเลยขอรับ พวกก็อบลินทุกสายพันธุ์มันจะแห่กันออกมาหมดเลย ทั้งเข็มพิษมฤตยูจากพวกทหารพราน กองกำลังนักรบที่เชี่ยวชาญกลยุทธ์ นักฆ่าที่เร้นกายอยู่ในเงามืด เวทคำสาปสุดป่วนจากพวกนักเวท แล้วก็ไอ้ฮ็อบก็อบลินตัวเบ้อเริ่มเทิ่มนั่นอีก บรื๋อออ แค่คิดก็ขนหัวลุกแล้วขอรับ”
จอห์น โกซัคเล่นใหญ่ตีบทแตก กระตู้วู้ตีโพยตีพายพรรณนาถึงความน่าสะพรึงกลัวของชั้นที่ยี่สิบเพื่อข่มขวัญผู้เป็นนายอย่างเต็มที่
“ถ้าผมเป็นบอส ผมจะหาที่หลบซ่อนตัวแจ่มๆ แล้วนอนรอให้เรื่องมันจบนะขอรับ”
พูดจบหมอนั่นก็หันไปถองศอกใส่สีข้างของร่างยักษ์รัวๆ เป็นเชิงส่งซิก
“ผู้อัญเชิญ ไม่ต้องทำอะไรหรอก ข้าจะฆ่าให้เกลี้ยงเอง” แม้แต่โล่เนื้อมนุษย์เถื่อนก็ยังเออออห่อหมกผสมโรงรับมุกไปกับเขาด้วย
[ภารกิจชั้นที่ 20: กำจัดก็อบลินจำนวน 100 ตัว โดยไม่จำกัดสายพันธุ์ และกำจัดฮ็อบก็อบลินจำนวน 1 ตัว]
[ระยะเวลาจำกัด: ภายใน 10 ชั่วโมง]
[เงื่อนไขภารกิจ: ก็อบลินทุกสายพันธุ์ 0/100, ฮ็อบก็อบลิน 0/1]
[เงื่อนไขความล้มเหลว: เสียชีวิต หรือ ล้มเลิกภารกิจ]
“นี่ ไอ้โล่เนื้อ นายพุ่งออกไปเปิดฉากลุยก่อนเลยนะ ใช้ร่างกายของนายรับการโจมตีทั้งหมดเอาไว้ซะ พอเห็นว่าพวกมันพุ่งเป้าไปที่นายกันหมดแล้ว เดี๋ยวฉันจะค่อยตามออกไปบวกทีหลัง เข้าใจไหม?”
“เดี๋ยวฉันจะเป็นเป้าล่อให้เอง”
“โอเค! เยี่ยมมาก!”
หลังจากเตี๊ยมแผนการรบกันเสร็จสรรพ จอห์น โกซัคก็ขยับตัวเข้ามาขวางหน้าบงจูฮยอกเอาไว้อย่างเนียนๆ ท่าทางเหมือนตั้งใจจะสกัดไม่ให้ผู้เป็นนายก้าวเท้าออกไปเผชิญหน้ากับศัตรู
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
โล่เนื้อมนุษย์เถื่อนพุ่งทะยานไปข้างหน้าประดุจรถถังประจัญบาน ห่าฝนเข็มพิษพุ่งแหวกอากาศเข้าจู่โจม กองกำลังนักรบตีวงล้อมเข้ามาสกัดกั้นเส้นทาง เหล่านักฆ่าเร้นกายเข้าประกบหมายจะลอบสังหารจากทางด้านหลัง เวทคำสาปและศรเพลิงถูกสาดกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
และในจังหวะชี้เป็นชี้ตายนั้นเอง!
วิ้งงงง~
บงจูฮยอกกระโจนพรวดออกไปร่วมวงตะลุมบอนในทันที พรั่งพร้อมไปด้วยบาเรียพลังงาน รองเท้าหนังบาซิลิสก์ กระบองเมซ และโล่สวมมือขนาดเล็ก
“เอ๊ะ?” จอห์น โกซัคที่กำลังยืนแคะขี้มูกเล่นอย่างสบายอารมณ์ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะแหกปากตะโกนลั่นด้วยความขวัญผวา
“ท-ท่านผู้อัญเชิญบงงงง! ไม่ได้นะครับ!!”
ฟ้าววว! ฟ้าววว!
ร่างของบงจูฮยอกเคลื่อนไหวพุ่งสลับฟันปลาไปมาอย่างปราดเปรียว สกิลก้าวเงาถูกงัดออกมาวาดลวดลายอย่างวิจิตรตระการตา ทุกครั้งที่หักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง ร่างเงาตกค้างก็จะปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งร่าง... สองร่าง... สี่ร่าง... แปดร่าง... พื้นที่โดยรอบเนืองแน่นไปด้วยเงาร่างของบงจูฮยอกที่ซ้อนทับกันจนตาลาย
‘นี่ฉันสติแตกไปแล้วงั้นเรอะ?’
ก็คงจะจริงอย่างที่คิดนั่นแหละ แต่อย่างน้อยๆ ในเสี้ยววินาทีนี้ เขาไม่ใช่ไอ้หนุ่มขี้แพ้ขี้ขลาดคนเดิมอีกต่อไป มันช่างเป็นความรู้สึกที่อิสระเสรีเสียเหลือเกิน
ฟ้าววว!
เขาพุ่งไปโผล่ที่ด้านหลังของก็อบลินนักเวท ก่อนจะหวดกระบองเมซเข้าใส่อย่างจัง
กร็อบ!
ฟ้าววว!
จากนั้นก็สลับเป้าหมายไปทุบหัวแบะใส่ก็อบลินนักรบจนกะโหลกยุบ
เปรี้ยง!
จังหวะที่เข็มพิษพุ่งแหวกอากาศเข้ามา เขาก็ยกโล่สวมมือขึ้นมาปัดป้องได้อย่างทันท่วงที
แคร้ง! แคร้ง!
ฟ้าววว! ฟ้าววว! ฟ้าววว!
มันเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและพลิ้วไหวเสียจนสายตาของมนุษย์ไม่อาจไล่ตามได้ทัน จอห์น โกซัคถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหนักใจ ลีลาการใช้สกิลก้าวเงาของชายหนุ่มนั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ชนิดที่ว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเลียนแบบได้ยาก
อุตส่าห์หลงดีใจคิดว่าท่านผู้อัญเชิญคนใหม่นี้จะเป็นคนที่รู้จักห่วงแหนรักษาชีวิตของตัวเองมากกว่าใครเสียอีก...
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ต้องปกป้องเจ้านายคนนี้เอาไว้ให้จงได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยการแผดเผาวิญญาณของตัวเองจนแหลกสลายก็ตามที