- หน้าแรก
- กลยุทธ์การพิชิตหอคอยฉบับคนกาก
- บทที่ 8 วันแห่งการช็อปปิง (2)
บทที่ 8 วันแห่งการช็อปปิง (2)
บทที่ 8 วันแห่งการช็อปปิง (2)
การเคลียร์ด่านผ่านไปอย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก ก็แน่ล่ะ ศัตรูเป็นแค่พวกคนงานที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์ก็อบลินนี่นา ถึงแม้ว่าสำหรับพวกเพลเยอร์สายต่อสู้อาจจะรู้สึกตึงมืออยู่บ้างก็ตามที
แม้ว่าครั้งนี้จะใช้เวลานานกว่าด่านก่อนๆ นิดหน่อย กว่าจะเชือดครบยี่สิบตัวก็ปาเข้าไปตั้งสิบนาที แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่า
[คุณทำภารกิจชั้นที่ 15 สำเร็จแล้ว]
[เลเวลของคุณเพิ่มขึ้น]
[รางวัล: ผลึกมานา 1.5 กิโลกรัม]
[รางวัล: โพชั่นรักษาเฉพาะหอคอย (5)]
‘โอ้! ได้โพชั่นรักษามาเพิ่มอีกห้าขวดแฮะ’ ตอนนี้ในช่องเก็บของเขามีตุนไว้สิบขวดถ้วนแล้ว
[ประกาศ: คุณบรรลุการประเมินระดับ S++ ในการเคลียร์หอคอยทมิฬ (เกาหลี) ชั้นที่ 15]
[รางวัลการเคลียร์ระดับ S++: มอบแพลตทินัมแบดจ์]
[คุณสามารถท้าทายชั้นที่ 16 ได้แล้ว]
[กำลังออกจากหอคอยทมิฬ (เกาหลี)]
ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ การเคลียร์ด่านระดับ S++ ต่อเนื่องกันสิบห้าชั้น พร้อมกับแพลตทินัมแบดจ์อีกสิบห้าอันในกระเป๋า
“เหนื่อยหน่อยนะครับบอส” จอห์น โกซัคเอ่ยทักทาย
“เหนื่อยอะไรกันล่ะครับ ผมไม่ได้ออกแรงทำอะไรเลยสักนิด”
“แค่บอสยืนหล่อๆ อยู่ข้างๆ ผมอย่างปลอดภัยก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้วล่ะครับ”
“ฮะๆๆ” ชายหนุ่มหัวเราะแก้เขิน “วันนี้เราจัดพิซซ่ากันดีกว่าครับ กินไปดูทีวีไป พักผ่อนให้เต็มที่ไปเลย”
“รับทราบครับบอส!”
ได้เวลาเชยชมของรางวัลกันแล้ว เริ่มจากผลึกมานาก่อนเลย ตอนนี้ในช่องเก็บของเฉพาะหอคอยมีผลึกมานาที่กวาดมาได้ตั้งแต่ชั้นที่สิบเอ็ดจนถึงสิบห้านอนนิ่งอยู่ถึง 6.5 กิโลกรัม ถ้าเอาไปฝากให้สำนักงานบริหารจัดการผู้ได้รับการปลุกพลังเป็นนายหน้าขายให้ล่ะก็ เขาจะได้เงินเหนาะๆ ถึงสามล้านสองแสนห้าหมื่นวอนเลยทีเดียว
‘เฮ้อ... แบบนี้ใครมันจะไปยอมหยุดปีนหอคอยกันล่ะ’
เงินที่หามาได้จากการมุดหอคอยแค่ครึ่งเดือน มันดันเยอะกว่าเงินเดือนจากการทำงานพาร์ตไทม์สองที่รวมกันตั้งสองเดือนซะอีก มิน่าล่ะ ใครๆ ถึงได้ยกย่องว่าการได้รับการปลุกพลังมันคือพรจากสวรรค์ชัดๆ
แล้วลองจินตนาการดูสิว่าถ้าเขาสามารถไต่ไปถึงชั้นที่ยี่สิบได้แบบชิลๆ ล่ะ แค่รางวัลผลึกมานารายวันก็ปาเข้าไปตั้งสองกิโลกรัมแล้ว พอเอาไปฝากขายกับสำนักงานบริหารจัดการ เขาก็จะโกยรายได้เข้ากระเป๋าวันละหนึ่งล้านวอนเหนาะๆ โดยที่ไม่ต้องโดนหักค่าคอมมิชชันหรือเสียภาษีให้หงุดหงิดใจแม้แต่แดงเดียว
รายได้วันละล้านวอน... เดือนละสามสิบล้านวอน... ชีวิตดี๊ดีแบบนี้มันโคตรจะกำไรเลยไม่ใช่หรือไง การตะลุยหอคอยสุดปลอดภัย แลกกับผลตอบแทนที่มั่นคงและสม่ำเสมอ ส่วนเรื่องกอบกู้โลกหยุดยั้งหอคอยถล่มอะไรนั่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกทีมหัวกะทิยอดมนุษย์เขาจัดการกันไปก็แล้วกัน
แต่พักนี้หัวหน้าจอนกวังอิลขยันโทรมาตื๊อเขาวันละหลายๆ รอบ พร่ำบอกว่าจะไม่บังคับฝืนใจอะไรทั้งนั้น แค่ขอให้เอาชื่อไปแปะไว้ในทีมหัวกะทิแล้วนอนรอรับสิทธิประโยชน์ไปฟรีๆ ก็พอ ฟังดูน่ารำคาญชะมัดยาด
ฝันไปเถอะ! ของฟรีไม่มีในโลกหรอกโว้ย ขืนหลวมตัวตอบตกลงไปมีหวังโดนผูกมัดจนดิ้นไม่หลุดแหงๆ
แน่นอนว่าในฐานะประชากรตาดำๆ ของเกาหลีใต้ เขาก็แอบมีความรู้สึกอยากจะช่วยทะลวงชั้นที่ยังไม่มีใครพิชิตได้ เพื่อลดความเสี่ยงที่หอคอยทมิฬจะถล่มลงมาทำลายโลกอยู่เหมือนกัน
แต่เดี๋ยวก่อนนะ นี่มันเพิ่งจะชั้นที่สิบห้าเอง หนทางยังอีกยาวไกลลิบลิ่ว ปล่อยให้หน้าที่กู้โลกเป็นของพวกทีมหัวกะทิที่ได้รับการสนับสนุนแบบจัดเต็มจนถึงชั้นที่หกสิบหกไปเถอะ
เอาล่ะ เลิกฟุ้งซ่านแล้วมาเปิดกล่องของขวัญชิ้นที่รอคอยกันดีกว่า สิทธิพิเศษจากการสะสมแพลตทินัมแบดจ์ครบห้าอัน... คราวนี้จะเป็นอะไรกันนะ
[สะสมแพลตทินัมแบดจ์ครบ 15 ชิ้น ขอมอบสิทธิพิเศษให้แก่คุณ]
[สิทธิพิเศษ: ไอเทมชุดอุปกรณ์บาเรียพลังงานถูกส่งไปยังช่องเก็บของเฉพาะหอคอยแล้ว]
‘บาเรียพลังงานงั้นเหรอ’
มันคืออะไรกันล่ะเนี่ย ชายหนุ่มเอื้อมมือเข้าไปหยิบมันออกมาจากช่องเก็บของ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือกำไลโลหะเรียบๆ ไร้ลวดลายประดับประดางดงามใดๆ ทว่าเมื่อลองสวมมันเข้าที่ข้อมือ มันกลับกระชับพอดีเป๊ะราวกับสั่งตัดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
<ชุดอุปกรณ์บาเรียพลังงาน>
<สรรพคุณ: สร้างม่านพลังงานขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายเพื่อดูดซับความเสียหายและปกป้องผู้ใช้งาน>
<ขีดจำกัด: ม่านพลังงานจะสลายไปเมื่อดูดซับความเสียหายจนถึงขีดจำกัด หากต้องการใช้งานอีกครั้งต้องรอคูลดาวน์ 5 ชั่วโมง>
<คุณสมบัติพิเศษ: ประสิทธิภาพของม่านพลังงานจะแปรผันตามเลเวลของผู้ใช้งาน>
พระเจ้ายอด! มันจอร์จมาก จะเพอร์เฟกต์อะไรขนาดนี้!
นี่แหละคือของรักของหวงชิ้นใหม่ที่เขากำลังโหยหาที่สุด การกัดฟันสะสมแบดจ์มันคุ้มค่าแบบนี้นี่เอง ไอเทมชิ้นนี้มันทรงพลังพอๆ กับการสวมชุดเกราะเต็มยศเลยนะ
แถมที่เด็ดไปกว่านั้นคือ... มันเป็นไอเทมที่ไม่มีคำนำหน้าขยายความ! กฎเหล็กของไอเทมที่ดรอปจากหอคอยทมิฬก็คือ หากมีคำว่า ‘เฉพาะหอคอย’ แปะอยู่ข้างหน้า หมายความว่ามันถูกจำกัดให้ใช้งานได้เฉพาะมิตินี้เท่านั้น แต่ถ้าปราศจากคำห้อยท้ายล่ะก็... นั่นแปลว่าเขาสามารถพกมันออกไปอวดสรรพคุณในโลกแห่งความเป็นจริงได้สบายๆ!
ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างโพชั่นรักษาเฉพาะหอคอย ที่มีฤทธิ์สมานแผลได้เฉพาะตอนที่เจ็บตัวอยู่ข้างในเท่านั้น ในทางกลับกัน ผลึกมานาที่ไม่มีคำว่าเฉพาะหอคอยต่อท้าย จึงสามารถนำออกมาแลกเป็นเงินฟ่อนใหญ่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร้ปัญหา
‘งั้นไอ้กำไลนี่ก็ต้อง...’ บงจูฮยอกพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นเต้น
“บาเรียพลังงาน”
วูบ!
วิ้งงงง!
ม่านพลังงานโปร่งแสงสว่างวาบขึ้นมาห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้อย่างมิดชิด
“...ฮ่าๆๆ”
สำเร็จ!
เขาได้รับสมบัติล้ำค่ามหาศาลมาครอบครองในฐานะสิทธิพิเศษซะแล้วสิ ถ้าเกิดเขาเอาไอ้ของเล่นชิ้นนี้ไปปล่อยขายในตลาดมืดล่ะ จะโกยเงินเข้ากระเป๋าได้สักเท่าไหร่กันนะ พันล้านวอน? สองพันล้าน? หรือจะทะลุสามพันล้านวอนไปเลย?
‘หรือฉันควรจะเทขายมันซะตอนนี้ แล้วปิดจ็อบเลิกปีนหอคอยไปเลยดีวะ’
ไม่เอาดีกว่า เก็บไว้ใช้งานให้คุ้มค่าเหนื่อยก่อนดีกว่า พอถึงจุดที่เขารู้สึกว่าหอคอยมันเริ่มตึงมือเกินไป ค่อยปล่อยขายก็ยังไม่สายเกินแกง
‘เอาล่ะ พักยกสักหน่อยดีกว่า’
ขอประกาศหยุดพักการไต่หอคอยชั่วคราว ระหว่างนี้ก็แค่แวะเวียนมาฟาร์มของในชั้นที่สิบห้าวนลูปไปพลางๆ ก็แล้วกัน
บงจูฮยอกใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์ พักผ่อนหย่อนใจแบบสุดเหวี่ยงเพื่อรอเวลาให้คูลดาวน์ของการอัญเชิญแบบสุ่มกลับมาพร้อมใช้งานอีกครั้ง ระหว่างนั้นเขาก็แค่แวะเข้ามาเคลียร์ด่านชั้นสิบห้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าแก้เบื่อ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วถึงครึ่งเดือน และแน่นอนว่าตลอดระยะเวลาสิบห้าวันนี้... เสียงประกาศแจ้งเตือนการเคลียร์ด่านระดับ S++ ที่เคยสั่นสะเทือนไปทั่วเซิร์ฟเวอร์ ก็พลอยเงียบหายเข้ากลีบเมฆไปด้วยเช่นกัน
.......
สำนักงานบริหารจัดการผู้ได้รับการปลุกพลัง เขตฮันนัมดง กรุงโซล
ผู้อำนวยการพัคคยองซูนั่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด กำลังถกเครียดอยู่กับหัวหน้าจอนกวังอิล
“นี่มันก็ปาเข้าไปครึ่งเดือนแล้วใช่ไหม”
“...ครับผม”
นับตั้งแต่การประกาศเคลียร์ชั้นที่สิบห้า เสียงประกาศสถิติระดับ S++ ก็เงียบหายไปนานถึงสิบห้าวันเต็ม
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงไม่ยอมเดินหน้าเคลียร์ชั้นที่สิบหกล่ะ... หรือว่าจริงๆ แล้วเขาพยายามเคลียร์แล้วแต่ดันทำสถิติ S++ ไม่สำเร็จกันนะ”
ระดับความยากของหอคอยทมิฬนั้นไม่ใช่สิ่งที่คาดเดาได้ง่ายๆ บางครั้งจู่ๆ ก็มีอุปสรรคโผล่มาดื้อๆ ทำให้การเคลียร์ด่านกลายเป็นนรกขุมขนาดย่อมๆ อย่างเช่นสถานการณ์ปัจจุบันของทีมสำรวจเกาหลีใต้ที่กำลังติดหล่มอยู่ในชั้นที่หกสิบหก แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปกว่าสองเดือนแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคลำหาทางออกไม่เจอ
ชั้นที่สิบหกก็เป็นหนึ่งในปราการหินแบบนั้น ความต่างชั้นระหว่างก็อบลินคนงานในชั้นสิบห้ากับก็อบลินทหารพรานในชั้นสิบหกนั้นเรียกได้ว่าห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
“ไม่น่าจะใช่แบบนั้นนะครับ เมื่อไม่กี่วันก่อนผมลองแย็บๆ ถามเพลเยอร์บงดูแล้ว เขาบอกว่ายังไม่ได้เหยียบเข้าไปในชั้นที่สิบหกเลยครับ อ้างว่ายังเตรียมตัวไม่พร้อมน่ะครับ...”
“เตรียมตัวอะไรกันนักหนา”
“เขาไม่ได้อธิบายรายละเอียดอะไรมากหรอกครับ แค่บอกสั้นๆ ว่าช่วงนี้เอาแต่วนลูปฟาร์มของอยู่แต่ในชั้นสิบห้าเท่านั้นเอง”
“หึๆ มัวแต่วนลูปอยู่ชั้นสิบห้างั้นเรอะ อย่าบอกนะว่ากะจะปักหลักพักค้างอ้างแรมอยู่ที่ชั้นสิบห้าไปตลอดกาลน่ะ”
“เอ่อ... อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ”
มันมีความเป็นไปได้สูงลิ่วเลยทีเดียว เพราะแค่วนลูปหาเศษหาเลยอยู่ในชั้นสิบห้า มันก็มากพอที่จะทำให้หมอนั่นกินหรูอยู่สบายไปได้ทั้งชาติแล้ว
ความกังวลเริ่มก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ในใจของจอนกวังอิล หากเป็นเพลเยอร์ธรรมดากิ๊กก๊อกทั่วไป เขาคงไม่มานั่งปวดหัวแบบนี้หรอก แค่คิดว่าหมอนั่นคงถอดใจยอมแพ้ไปแล้ว แล้วก็สั่งยกเลิกสัญญาไปซะก็สิ้นเรื่อง
ทว่าบงจูฮยอกไม่ใช่แบบนั้น หมอนี่คือยอดมนุษย์ที่สร้างสถิติเคลียร์ระดับ S++ ต่อเนื่องกันถึงสิบห้าชั้นเชียวนะ!
การจะปล่อยให้พรสวรรค์ระดับพระกาฬต้องมานอนเน่าเปื่อยอยู่แค่ชั้นสิบห้า มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายซะเหลือเกิน
“โธ่เอ๊ย น่าผิดหวังชะมัด สวรรค์ช่างเล่นตลกอะไรแบบนี้ อุตส่าห์ประทานพรสวรรค์ระดับเทพมาให้ทั้งที ดันเอาไปยัดใส่ตัวพวกขี้ขลาดตาขาวซะได้...”
ในจังหวะนั้นเอง
ครืดดด ครืดดดด
สมาร์ตโฟนของจอนกวังอิลสั่นครืดคราดขัดจังหวะการสนทนา
“...หืม?”
“มีอะไร”
[มีข้อความส่งมาครับ จากเพลเยอร์บงจูฮยอก]
“ระ... รายละเอียดล่ะ ว่าไงบ้าง”
[เขาบอกว่าจะเข้ามาที่สำนักงานของเราครับ บอกว่าอยากจะลองใช้บริการร้านค้าสำหรับเพลเยอร์ดูสักหน่อยน่ะครับ]
จู่ๆ ก็อยากจะมาช็อปปิงงั้นเหรอ ร้านค้าสำหรับเพลเยอร์เนี่ยนะ
“...ร้านค้าสำหรับเพลเยอร์? เอ๊ะ! หะ... หรือว่า!?”
พัคคยองซูเบิกตากว้างเมื่อความจริงบางอย่างแล่นปราดเข้ามาในหัว
“หัวหน้าจอน ตั้งแต่เป็นเพลเยอร์มา เพลเยอร์บงจูฮยอกไม่เคยมาใช้บริการร้านค้าเลยใช่ไหม”
“ดูเหมือนจะใช่นะครับ ตอนที่ผมไปยืนยันการปลุกพลังของเขาที่ห้องเช่า หมอนั่นก็ไม่มีอุปกรณ์ติดตัวเลยสักชิ้นเดียว”
“เฮ้อ... ถ้าอย่างนั้น คำว่าเตรียมตัวของหมอนั่น ก็คือการมาหาซื้ออุปกรณ์ดีๆ ไว้ลุยด่านต่อไปสินะ!”
“ใช่แล้วครับ อุปกรณ์สวมใส่มันมีราคาแพงหูฉี่ การที่หมอนั่นเอาแต่วนลูปฟาร์มอยู่ในชั้นสิบห้า ก็เพื่อหาเงินมาถลุงซื้อของนี่แหละครับ!”
พัคคยองซูถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ให้ตายสิ ทำไมฉันถึงได้โง่บัดซบขนาดนี้นะ!”
รู้สึกละอายใจเป็นบ้า ดันไปหลงด่าทอหมอนั่นซะเสียๆ หายๆ โดยที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเลย
เอาแต่พ่นคำถามงี่เง่าซ้ำซากว่าทำไมเสียงประกาศถึงเงียบหายไป ถอดใจยอมแพ้ไปแล้วเหรอ เสียดายพรสวรรค์ชะมัดยาด ไอ้คนขี้ขลาดตาขาว... ดีแต่บ่นกระปอดกระแปดเป็นหมีกินผึ้ง โดยไม่เคยฉุกคิดเลยว่าเพลเยอร์คนนั้นกำลังต่อสู้ดิ้นรนอยู่ในสภาพแบบไหน
“ถ้าเพลเยอร์บงมาถึง จัดการลดแลกแจกแถมไอเทมทุกอย่างที่เขาอยากได้ไปเลยนะ หั่นราคาให้เละไปเลย! ไม่สิ... ประเคนให้ไปฟรีๆ เลยก็ยังได้!”
“รับทราบครับผม!”
ทำผิดก็แค่ยอมรับผิดและแก้ไขมันซะ... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ล่ะนะ!