- หน้าแรก
- กลยุทธ์การพิชิตหอคอยฉบับคนกาก
- บทที่ 6 การตัดสินใจที่ผิดพลาด (1)
บทที่ 6 การตัดสินใจที่ผิดพลาด (1)
บทที่ 6 การตัดสินใจที่ผิดพลาด (1)
สำนักงานบริหารจัดการผู้ได้รับการปลุกพลัง เขตฮันนัมดง กรุงโซล
เมื่อวานนี้ก็มีประกาศแจ้งเตือนการเคลียร์ด่านระดับ S++ ในชั้นที่สิบดังขึ้นอีกแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่มีคนเคลียร์หอคอยทมิฬได้แล้วจะมีประกาศแจ้งเตือนไปทั่วเซิร์ฟเวอร์แบบนี้ ตามปกติแล้ว เสียงประกาศแจ้งเตือนระดับโลกจะดังขึ้นก็ต่อเมื่อมีใครสักคนพิชิตชั้นใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครผ่านได้มาก่อนเท่านั้น
นั่นคือสิ่งที่ทุกคนรู้กันมาตลอด ทว่าตอนนี้กลับมีเงื่อนไขใหม่เพิ่มขึ้นมา นั่นคือการประกาศแจ้งเตือนเมื่อมีผู้เล่นเคลียร์ด่านด้วยระดับ S++ ซึ่งนี่น่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก และที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือ... มันเกิดขึ้นในเกาหลีใต้
‘เราต้องหาตัวคนคนนี้ให้พบ’
ทุกคนต่างรู้ดีว่ายอดฝีมือลึกลับคนนี้คือผู้เล่นชาวเกาหลีใต้อย่างแน่นอน แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่มีเบาะแสอะไรเลยที่จะตามรอยได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือการนั่งรอให้โทรศัพท์ดังขึ้นอย่างมีความหวัง
“หัวหน้าจอน เรื่องไปถึงไหนแล้ว เห็นบอกว่าเมื่อวานมีโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาอีกสายนึงนี่” ผู้อำนวยการพัคคยองซูเอ่ยถามจอนกวังอิล หัวหน้าทีมบริหารจัดการกลุ่มหัวกะทิ
“ครับ ผมส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าเป็นผู้เล่นจริงๆ ครับ เป็นผู้หญิงอายุยี่สิบเจ็ดปี อาศัยอยู่ที่แดกูครับ”
“หรือว่าจะเป็น...?”
“น่าเสียดายครับที่ครั้งนี้ก็ไม่ใช่เจ้าของสถิติ S++ เหมือนเดิม”
“อืม... ไม่รู้เลยแฮะว่าเขาจะยอมเผยตัวออกมาไหม”
จำนวนผู้เล่นในระบบมักจะคงที่อยู่ในระดับหนึ่งเสมอ หากมีใครสังเวยชีวิตในหอคอยทมิฬ หรือถอดใจล้มเลิกการเป็นผู้เล่นจนถูกริบสิทธิ์ โควตานั้นก็จะถูกส่งต่อให้กับคนใหม่ ด้วยเหตุนี้ ในแต่ละสัปดาห์จึงมักจะมีโทรศัพท์ติดต่อขอขึ้นทะเบียนผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาประมาณหนึ่งถึงสองสายเสมอ
ส่วนวิธีการตรวจสอบว่าคนคนนั้นเป็นผู้เล่นตัวจริงหรือไม่นั้นก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ไปยืนดูพวกเขาตอนกำลังเข้าสู่หอคอยทมิฬก็พอ หากร่างกายของพวกเขาหายวับไปกับตา นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีแล้ว แต่สำหรับรัฐบาล ยังมีอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการประเมินพรสวรรค์ของผู้เล่น
แล้วจะประเมินยังไงล่ะ
ง่ายนิดเดียว หลังจากได้รับความยินยอม ผู้เล่นจะต้องถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่ตัวเองกำลังลุยหอคอยทมิฬมาให้ดูเป็นหลักฐาน ในเมื่อพวกเขาสามารถพกสมาร์ตโฟนหรือกล้องถ่ายรูปเข้าไปข้างในได้ วิธีนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร การบันทึกวิดีโอถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะสำหรับผู้เล่นในกลุ่มหัวกะทิที่ถูกบังคับให้ต้องบันทึกภาพการต่อสู้ทุกครั้ง เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาแผนการรบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“แต่ผู้เล่นคนล่าสุดนี้ก็ถือว่าฝีมือใช้ได้เลยนะครับ เธอเคลียร์ภารกิจชั้นแปดด้วยระดับ B พอผมดูคลิปการต่อสู้ของเธอแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าระดับ B นั้นสมน้ำสมเนื้อทีเดียว”
“โอ้! เยี่ยมไปเลย”
“ครับ แถมเธอยังมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมกลุ่มหัวกะทิอย่างแรงกล้า ผมว่าเธอมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นกองกำลังสำรองของเราได้สบายๆ ครับ”
“งั้นก็ดีเลย จัดการทำสัญญาซะสิ”
ถึงแม้พรสวรรค์จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่แค่มีความทะเยอทะยานอยากจะเข้าร่วมกลุ่มหัวกะทิ ก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้เล่นคือความมุ่งมั่นที่จะปีนป่ายหอคอยทมิฬต่อไปเรื่อยๆ ส่วนอะไรที่ขาดตกบกพร่อง รัฐบาลก็พร้อมจะอุดช่องโหว่ให้เอง
ผู้เล่นสามารถนำสิ่งของติดตัวเข้าไปในหอคอยทมิฬได้ตราบใดที่มันไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ ไอเทมเสริมพลัง โพชั่นสารพัดชนิด หรือแม้แต่อาวุธปืน ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิพิเศษที่กลุ่มหัวกะทิจะได้รับนั้นเรียกได้ว่ามหาศาล ไม่ใช่แค่เงินเดือนก้อนโต แต่ยังรวมถึงสิทธิพิเศษระดับเดียวกับสมาชิกรัฐสภา รัฐบาลพร้อมจะประเคนผลประโยชน์ทุกอย่างให้แบบไม่ยั้ง แม้แต่การก่ออาชญากรรมร้ายแรงอย่างการฆาตกรรมก็ยังได้รับการยกเว้นโทษ
ปัจจุบัน รัฐบาลมีผู้เล่นกลุ่มหัวกะทิอยู่ในความดูแลประมาณร้อยห้าสิบคน แบ่งย่อยออกเป็นทีมหลักและกองกำลังสำรอง พวกเขาเหล่านี้คือกองกำลังสำคัญในการทะลวงขึ้นสู่ชั้นใหม่ๆ ของหอคอยทมิฬ การแบ่งชนชั้นแบบนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการจะปกป้องโลกจากหายนะหอคอยถล่ม
ทว่าสำหรับผู้เล่นกลุ่ม ‘ทั่วไป’ นั้นต่างออกไป พวกเขาไม่มีแรงจูงใจในการปีนหอคอย รัฐบาลจึงไม่ได้ให้การสนับสนุนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเมื่อเทียบกับกลุ่มหัวกะทิ อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พวกเขายังคงเสี่ยงตายเข้าไปขุดผลึกมานามาช่วยพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงมอบเงินอุดหนุนให้เดือนละสองล้านวอน เป็นตัวแทนรับซื้อไอเทมรางวัล และให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายเป็นสิ่งตอบแทน
แล้วถ้าเกิดว่าผู้เล่นที่ทำสถิติ S++ ติดต่อขอลงทะเบียนขึ้นมาล่ะ
ผู้อำนวยการพัคคยองซูพร้อมจะทุ่มสุดตัว ประเคนทุกอย่างที่อีกฝ่ายต้องการให้แบบไม่อั้น
และในวินาทีนั้นเอง...
ครืดดด ครืดดดด
สมาร์ตโฟนของหัวหน้าจอนกวังอิลสั่นเตือน เขาก้มลงอ่านข้อความก่อนจะเงยหน้าขึ้นรายงาน
[ท่านผู้อำนวยการครับ]
“มีอะไร”
[มีสายติดต่อขอขึ้นทะเบียนผู้เล่นเข้ามาอีกแล้วครับ]
“อีกแล้วเหรอ พื้นที่ไหนล่ะ”
[กรุงโซลครับ]
“งั้นเหรอ”
กรุงโซล... อยู่ใกล้แค่นี้เอง
[เดี๋ยวผมลงพื้นที่ไปตรวจสอบเองครับ]
“ฝากด้วยนะหัวหน้าจอน ถ้าเกิดว่าเขาเป็นคนคนนั้นจริงๆ ล่ะก็...”
[ผมจะลากคอเขาเข้ากลุ่มหัวกะทิให้จงได้ครับ]
“เสนอผลประโยชน์ขั้นสูงสุดที่สำนักงานของเราจะให้ได้ไปเลย”
[รับทราบครับ]
……
สีหน้าของบงจูฮยอกในเวลานี้ดูไม่ได้เอาเสียเลย
“เฮ้อ...”
ถึงแม้จะรวบรวมความกล้ากดโทรศัพท์ออกไปแล้ว แต่ความกังวลและความเสียใจก็ยังคงเกาะกินหัวใจไม่คลาย จะทำยังไงได้ล่ะ ก็คนมันใจเสาะเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนี่นา
‘...แขกกำลังจะมา ทำความสะอาดห้องหน่อยดีกว่า’
ถึงห้องเช่าจะซอมซ่อแค่ไหน อย่างน้อยก็ต้องจัดให้มันดูสะอาดตาสักหน่อย ชายหนุ่มลงมือปัดกวาดเช็ดถูอย่างแข็งขัน ฉีดสเปรย์ปรับอากาศ ล้างจานชามที่กองสุม ทิ้งขยะ ทำทุกอย่างด้วยความลุกลี้ลุกลน ทว่า...
‘ใจคอไม่ดีเลยแฮะ’
การที่มีคนแปลกหน้ากำลังจะมาเยือนถึงถิ่นมันทำให้เขารู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
‘...หรือว่าจะลองเรียกคุณโกซัคออกมาดี’
ไม่เอาดีกว่า ขืนเรียกบอดี้การ์ดระดับพระกาฬออกมาด้วยเรื่องแค่นี้มีหวังความลับแตกกันพอดี
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง!
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น
‘มะ มาแล้ว’
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นเต้น
“ใครครับ”
“เจ้าหน้าที่จากสำนักงานบริหารจัดการผู้ได้รับการปลุกพลังครับ ขอเข้าไปข้างในได้ไหมครับ”
บงจูฮยอกแง้มประตูต้อนรับแขกผู้มาเยือน
“ชะ เชิญครับ นะ นั่งตรงนี้เลยครับ”
ผู้มาเยือนเป็นชายวัยกลางคนและหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ทั้งคู่ส่งสายตาประเมินชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าในชั่วพริบตา
“สวัสดีครับ ผมจอนกวังอิล หัวหน้าทีมจากสำนักงานบริหารจัดการครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันอีมินอา หัวหน้าแผนกค่ะ ฉันเองก็เป็นผู้เล่นเหมือนกันนะคะ”
“...อ้อ! ครับผม ผะ ผมบงจูฮยอกครับ”
ทั้งสามคนนั่งเผชิญหน้ากันโดยมีโต๊ะกินข้าวตัวเล็กๆ คั่นกลาง
“ก่อนอื่น ขออนุญาตสอบถามเพื่อความแน่ใจนะครับ คุณบงจูฮยอกได้รับการปลุกพลังแล้วจริงๆ ใช่ไหมครับ”
“...อ่า ครับผม เข้าไปในหอคอยทมิฬมาแล้วด้วย เคลียร์ภารกิจมาบ้างแล้วครับ”
“โอ้! แล้วตอนนี้ถึงชั้นไหนแล้วครับ”
“ชั้นสิบครับ แค่ช่วงปรับตัวของมือใหม่น่ะครับ อ้อ นี่ผลึกมานาที่ผมสะสมไว้ครับ”
บงจูฮยอกควักผลึกมานาน้ำหนักรวมห้ากิโลครึ่งออกมาวางเรียงบนโต๊ะ
‘ชั้นสิบงั้นเหรอ’
ดวงตาของจอนกวังอิลทอประกายวาววับ สถิติการเคลียร์ระดับ S++ ล่าสุดก็หยุดอยู่ที่ชั้นสิบพอดี หรือว่าจะเป็นหมอนี่จริงๆ นะ ดูทรงไม่น่าใช่เลยแฮะ
หลังจากใช้เครื่องชั่งดิจิทัลพกพาตรวจสอบน้ำหนักของผลึกมานาจนเสร็จสิ้น
“คุณบงครับ ผมขอถามอะไรอีกสักข้อได้ไหมครับ”
“ได้ครับ”
“ช่วงนี้คุณน่าจะได้ยินประกาศแจ้งเตือนแบบภาพรวมบ่อยๆ ใช่ไหมครับ”
“อ้อ! เรื่องที่เคลียร์ด่านได้ระดับ S++ น่ะเหรอครับ ผะ ผมก็ได้ยินเหมือนกันครับ... ยะ อยากรู้จังเลยนะครับว่าเป็นใคร ต้องเป็นผู้เล่นที่เก่งกาจมากแน่ๆ เลย”
จอนกวังอิลเอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัย ก่อนจะอธิบายรายละเอียดของสัญญาต่อไป
“ขออธิบายเงื่อนไขของสัญญาก่อนนะครับ รัฐบาลของเราแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือทีมปีนหอคอยหัวกะทิ ส่วนกลุ่มที่สองคือทีมทั่วไปครับ”
“อะ เอ่อ ครับๆ”
“หากคุณตกลงเข้าร่วมทีมหัวกะทิ คุณจะได้รับเงินเดือนเริ่มต้นที่...”
คำอธิบายยาวยืดพรั่งพรูออกจากปากของหัวหน้าทีม ทั้งโครงสร้างของทีมหัวกะทิ สิทธิประโยชน์สารพัดรูปแบบ และการสนับสนุนจากรัฐบาลที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำภารกิจลงอย่างมหาศาล
แต่ทำไมเขาต้องมานั่งฟังคำอธิบายยืดยาวเกี่ยวกับสิทธิพิเศษของพวกหัวกะทิด้วยล่ะ หรือว่าพวกนี้กำลังสงสัยว่าเขาคือเจ้าของสถิติ S++
‘สายตาที่มองมาก็ดูมีลับลมคมนัยแปลกๆ’
ฝันไปเถอะ! ทีมหัวกะทิอะไรนั่น เขาไม่เอาด้วยหรอก!
“อย่างไรก็ตาม การจะเข้าร่วมทีมหัวกะทิได้นั้นจำเป็นต้องมีการทดสอบฝีมือครับ เราเตรียมกล้องติดตัวมาให้คุณบันทึกภาพการต่อสู้...”
ไม่ได้การแล้ว ขืนปล่อยให้พูดต่อมีหวังโดนลากเข้าทีมแน่ๆ ต้องรีบตัดบท!
“ดะ เดี๋ยวครับ ขะ ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับ”
“ครับผม?”
“ผะ ผมขอพะ พูดความต้องการของผมเลยได้ไหมครับ”
“เชิญเลยครับ เต็มที่เลย”
บงจูฮยอกสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี