- หน้าแรก
- กลยุทธ์การพิชิตหอคอยฉบับคนกาก
- บทที่ 2 ฆาตกรริบบิ้น (1)
บทที่ 2 ฆาตกรริบบิ้น (1)
บทที่ 2 ฆาตกรริบบิ้น (1)
การก่ออาชญากรรมสุดสยองขวัญด้วยการบั่นคอเหยื่อแล้วเอาเศษผ้ามาผูกเป็นโบประดับไว้บนหัว
แถมยังมีผู้เสียชีวิตมากถึง 3 ราย
‘จะบ้าตาย’
มีแม้กระทั่งการออกประกาศจับตัวคนร้ายแบบสาธารณะ
ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพใบหน้าของผู้ต้องสงสัยเอาไว้ได้อย่างชัดเจน
‘นั่นมันไม่ใช่หน้าของคุณจอห์น โกซัคนี่หว่า...’
ด้วยความที่เป็นถึงนักฆ่า บางทีอาจจะปลอมตัวไปก็เป็นได้ หรือไม่ก็... อาจจะเป็นฝีมือคนอื่น... คงเป็นแค่เรื่องบังเอิญล่ะมั้ง
แต่จะมีฆาตกรโรคจิตที่ชอบเอาโบไปผูกหัวศพถึง 2 คนเชียวเหรอ?
‘นี่กูอัญเชิญปีศาจออกมารึไงเนี่ย? หรือเพราะว่าเป็นผีก็เลยกลายเป็นวิญญาณอาฆาตอะไรเทือกนั้น?’
หลังจากดูข่าวเช้าจบ บงจูฮยอกก็รีบค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตทันที
คดีฆาตกรรมสไมล์แคช
ทว่ากระแสตอบรับจากคนทั่วไปกลับผิดคาดไปถนัดตา
บรรยากาศในช่องคอมเมนต์ส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ‘สมควรตาย’
└ ต้องเรียกมันว่าฆาตกรริบบิ้นหรือเปล่าเนี่ย?
└ ฆาตกรงั้นเหรอ! วีรบุรุษริบบิ้นต่างหากโว้ย
└ ได้ยินมาว่าไอ้พวกนี้มันแอบอ้างทำธุรกิจถูกกฎหมายบังหน้าเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายไม่ใช่หรือไง?
└ โคตรสะใจเลยเว้ย! คิดดูดิว่าพวกมันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นมาตั้งเท่าไหร่? ได้ยินมาว่ามีคนถูกเฉือนอวัยวะไปขายด้วยนี่หว่า
└ ฉันกู้มา 1 ล้านวอน ต้องจ่ายคืนไปตั้ง 5 ล้านวอนกว่าจะหลุดพ้นจากขุมนรกนั่นมาได้
└ แค่นั้นจิ๊บๆ ว่ะ เพื่อนกู้มา 8 ล้านวอน แค่ดอกเบี้ยก็ล่อไป 10 ล้านวอนแล้ว แถมเงินต้นก็ยังอยู่ครบเป๊ะ
└ ใครเป็นคนลงมือฟะ?
└ แหงล่ะ ก็ต้องเป็นหนึ่งในผู้เสียหายของพวกมันนั่นแหละ
└ ไอ้พวกชาติหมาเอ๊ย ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่า แต่ระดับนี้กูว่าป้องกันตัวเกินกว่าเหตุไปนิดเดียวนะ
บงจูฮยอกถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพับหน้าจอแล็ปท็อปลง
‘เชื่อฟังคำสั่งอย่างสัมบูรณ์ไม่ใช่หรือไง?’
เขาไม่เคยสั่งให้ไปฆ่าใครเลยสักนิด
นอกจากจะสั่งให้ดูทีวีไปเงียบๆ เท่านั้นเอง
แต่ทำไมล่ะ?
บงจูฮยอกเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาแล้วเข้าไปดูที่หมวดแคตตาล็อก
[แคตตาล็อก: นักฆ่าสติเฟื่องแห่งกิลด์นักฆ่าครูเอล]
[ชื่อ: จอห์น โกซัค]
[ระดับ: SR]
[ประเภท: นักฆ่า (มนุษย์)]
[ระยะเวลาคงอยู่: 6 ชั่วโมง]
[การประเมินความพึงพอใจ: ไม่มี]
[ระยะเวลาคูลดาวน์ก่อนอัญเชิญซ้ำ: 3 ชั่วโมง (ปัจจุบันสามารถอัญเชิญแบบระบุเป้าหมายได้แล้ว)]
อัญเชิญได้แล้วแฮะ
เรียกมาถามดีไหมนะว่าไปฆ่าคนพวกนั้นจริงๆ หรือเปล่า? แล้วถ้าทำจริง ทำไปทำไมกัน
แต่ว่า...
‘น่ากลัวฉิบหาย’
ถ้าเกิดหมอนั่นหันมาทำร้ายผู้อัญเชิญอย่างเขาขึ้นมาล่ะ?
‘...ไม่หรอกมั้ง ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น’
ที่ทำไปก็คงเพราะอยากจะปกป้องเขามากกว่าล่ะมั้ง
เอาล่ะ ตัดสินใจได้แล้ว ลองเรียกมาดูหน่อยก็แล้วกัน
“...อัญเชิญแบบระบุเป้าหมาย จอห์น โกซัค!”
ในตอนนั้นเอง
ติ๊ง!
ภาพโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้าของชายหนุ่ม พร้อมกับรูปดาวไร้สีจำนวน 5 ดวง
[ก่อนทำการอัญเชิญแบบระบุเป้าหมาย โปรดทำการประเมินความพึงพอใจของคุณจอห์น โกซัคก่อน]
[กรุณาใช้นิ้วของคุณเพื่อทำการให้คะแนนความพึงพอใจ]
อ้อ! ถึงว่าสิ ทำไมในแคตตาล็อกถึงมีหัวข้อการประเมินความพึงพอใจอยู่ด้วย
‘ให้ดาวงั้นเหรอ’
ก็คงต้องให้สินะ...
แล้วควรจะให้กี่ดาวดีล่ะ?
ปกติแล้วเวลาที่มีให้ประเมินความพึงพอใจ บงจูฮยอกมักจะให้ 5 ดาวเต็มเสมอ
เนื่องจากแม่ของเขาทำงานเป็นพนักงานคอยดูแลเครื่องกรองน้ำแบบเช่า เขาจึงรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าเวลาที่ได้คะแนนประเมินต่ำๆ นั้นมันเจ็บปวดหัวใจมากแค่ไหน
แต่จะให้ 5 ดาวกับผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเนี่ยนะ
ถ้างั้น...
จิ้ม!
[คุณประเมินความพึงพอใจให้กับจอห์น โกซัค 3 ดาว]
คะแนน 3 ดาวครึ่งๆ กลางๆ ไม่ดีไม่แย่
ถึงจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถึงกับให้ 1 ดาว
นี่แหละคือการประเมินแบบฉบับไอ้ขี้แพ้
ทันใดนั้น!
วาบ!
พรึ่บ!
[ทำการอัญเชิญจอห์น โกซัคแบบระบุเป้าหมายเสร็จสิ้น]
“รับทราบ! ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งครับผม! ขอบคุณสำหรับ 3 ดาวนะครับ! ผมจะพยายามให้หนักขึ้นกว่าเดิมครับผม!”
“...ครับ”
รอยยิ้มไร้เดียงสาประดับอยู่บนใบหน้า
คนแบบนี้น่ะเหรอที่ลงมือฆ่าคนไปถึง 3 คน?
โธ่เอ๊ย! เป็นไปไม่ได้หรอก!
“มีเรื่องอยากจะถามหน่อยน่ะครับ ก็เลยเรียกมา”
“เยสเซอร์! ถามมาได้เลยครับผม”
“เอ่อ คนที่มาที่บ้านผมเมื่อวาน... คุณเป็นคนฆ่าพวกเขาใช่ไหมครับ?”
“ใช่แล้วครับ ผมเป็นคนจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อยเมื่อคืนนี้เองครับ ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับไป”
“...”
อา!
เป็นฝีมือของหมอนี่จริงๆ ด้วย
ตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับฆาตกรตัวเป็นๆ
ขนอ่อนทั่วร่างลุกซู่ไปหมด
ทำใจดีๆ ไว้สิวะ
เอื๊อก
เขากลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกด้วยความกลัวว่าจะเผลอสะอึกออกมา
“...ท... ทำได้ยังไงครับ? สำนักงานของพวกนั้นอยู่ที่ไหน คุณก็ไม่น่าจะรู้นี่นา”
“ตอนที่ไอ้พวกสวะนั่นบุกเข้ามาในบ้านของคุณบง ผมได้ลอบประทับตราติดตามเอาไว้แล้วครับ ไม่ว่าพวกมันจะมุดหัวอยู่ที่ไหน ผมก็รู้หมดแหละครับ”
ตราติดตาม?
คงจะเป็นสกิลอะไรทำนองนั้นสินะ
“ท... ทำไมล่ะครับ? ทำไมถึงต้องทำถึงขนาดนั้นด้วย?”
“ก็เพราะว่าพวกมันคือภัยคุกคามไงครับ ชิงลงมือจัดการตัดไฟเสียแต่ต้นลมย่อมดีกว่าอยู่แล้วครับ”
“อืม แต่ผมไม่ได้เป็นคนออกคำสั่งนะครับ”
“...ก... ก็เพราะกฎข้อที่ 3 ยังไงล่ะครับ”
กฎ 3 ประการนั่นน่ะเหรอ?
ข้อ 1 คือ ต้องปกป้องชีวิตของผู้อัญเชิญเป็นอันดับแรก
ข้อ 2 คือ ต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้อัญเชิญอย่างสัมบูรณ์
ส่วนข้อ 3 คือ...
“กฎข้อที่ 3 ระบุไว้ว่า หากเกิดความขัดแย้งกันระหว่างกฎข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ให้ยึดถือกฎข้อที่ 1 เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดครับ”
“อ่า!”
พอจะเข้าใจความหมายแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขาสั่งให้โกซัคฆ่าเขา โกซัคก็จะไม่ทำตามคำสั่งนั้น เพราะกฎข้อที่ 1 มีความสำคัญมากกว่านั่นเอง
“แต่ว่าพวกนั้นก็ไม่ได้เข้ามาคุกคามอะไรผมจริงๆ นี่ครับ แบบนั้นมันไม่ถือว่าเป็นการตัดสินใจเอาเองหรอกเหรอ?”
“มันก็จริงครับ แต่กฎข้อที่ 3 สามารถตีความได้อย่างกว้างขวางเลยล่ะครับ ถ้าขืนปล่อยพวกมันเอาไว้ สักวันหนึ่งพวกมันจะต้องกลับมาคุกคามชีวิตของท่านผู้อัญเชิญอย่างแน่นอนครับ”
“...”
จะบ้าตาย
คาดเดาเอาเองว่าพวกแก๊งทวงหนี้นอกระบบอาจจะกลับมาฆ่าเขา และคงคิดว่าถ้าไม่ได้ถูกอัญเชิญออกมาก็คงไม่สามารถคอยปกป้องเขาได้ ก็เลยตัดสินใจว่าการชิงลงมือฆ่าพวกมันซะก่อนคือทางออกที่ดีที่สุดสินะ
“ว้าว! สติเฟื่องของแท้เลยนี่หว่า... อ๊ะ! ขอโทษทีครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมชินแล้วล่ะครับ”
การกระทำที่บุ่มบ่ามอันเกิดจากการตัดสินใจเอาเอง
มันก้ำกึ่งมากจริงๆ
เขาควรจะรับมือกับเรื่องนี้ยังไงดีเนี่ย?
‘...จะไปรู้สึกขอบคุณหมอนี่ก็ไม่ได้ ขืนปล่อยไว้แบบนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว’
เรียกได้ว่าเป็นระเบิดเวลาเคลื่อนที่ชัดๆ
อาจจะควบคุมได้ยากด้วยซ้ำ
ลองจินตนาการดูสิว่าถ้าเขาต้องเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนพร้อมกับจอห์น โกซัค แล้วบังเอิญมีพวกนักเลงหัวไม้เดินชนไหล่เขาเข้า ไอ้คนที่ชนก็คงจะโวยวายขึ้นมาว่า
อยากตายนักรึไงวะ? เดี๋ยวกูเจาะตาบอดซะหรอก!
ถ้าเป็นแบบนั้น จอห์น โกซัคก็คงจะรู้สึกว่าไอ้หมอนั่นกำลังเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเขา
สุดท้ายก็คงจะจบลงด้วยการที่มีหัวคนผูกโบประดับด้วยเศษผ้าเพิ่มขึ้นมาอีกหัวแหงๆ
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้การแน่ ถึงแม้ว่าจะไม่แน่ใจว่าจะเรียกหมอนี่ออกมาอีกไหมในอนาคตก็เถอะ
“การฆ่าคนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของผมเลยนะครับ แถมมันยังอาจจะทำให้ผมต้องตกที่นั่งลำบากอีกต่างหาก”
“...เอ่อ ไม่มีใครรู้หรอกครับ”
เมื่อเห็นว่าบงจูฮยอกยังคงขมวดคิ้วแน่น จอห์น โกซัคก็ค่อยๆ คุกเข่าลงช้าๆ
“ผมขอโทษครับ”
“...ไม่ต้องคุกเข่าหรอกครับ ลุกขึ้นเถอะ”
“เยสเซอร์!”
“รับปากได้ไหมครับว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก?”
“ผ... ผมก็รับปากไม่ได้หรอกครับ”
ดวงตาที่กลอกไปมาราวกับลูกปัดทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยไว้ใจเลยแฮะ
แต่ถึงอย่างนั้น หมอนี่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้โกหกล่ะนะ
“ถ้าชีวิตของผมแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าแค่คาดเดาเอาเองแล้วไปฆ่าคนอื่นแบบนี้ล่ะก็...”
“เยสเซอร์! ผมจะประเมินสถานการณ์ให้รอบคอบกว่านี้ครับ”
ตอบรับซะเสียงดังฟังชัดเชียว
“เข้าใจแล้วครับ งั้นเชิญคุณกลับไปก่อนเถอะ”
“ด... เดี๋ยวสิครับ จะไม่ไปปีนหอคอยเหรอครับ?”
ปีนหอคอยงั้นเหรอ
ในเมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาก็ควรจะบอกความจริงออกไปตรงๆ
แม้ว่าจะน่าอายอยู่บ้างก็เถอะ
“ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับ... คือผมเป็นพวกขี้ขลาดน่ะครับ ก็เลยกลัว แถมยังไม่อยากตายด้วย”
“อ๋อ! เข้าใจแล้วครับ จากประสบการณ์ของผม ผู้อัญเชิญที่เรียกพวกเราออกมาก็ควรจะเป็นคนแบบนี้นี่แหละครับ”
หืม? ผู้อัญเชิญควรจะเป็นพวกขี้ขลาดเนี่ยนะ
แล้วที่บอกว่าจากประสบการณ์นี่มัน...
“หรือว่าเคยมีผู้อัญเชิญคนอื่นด้วยเหรอครับ? คนที่เคยอัญเชิญคุณโกซัคออกมาเหมือนกับผมน่ะ”
“เคยมีครับ”
มีงั้นเหรอ?
หมายความว่ามีคนแบบเขาอยู่อีกงั้นสิ?
“...คนที่อยู่บนโลกนี้เหมือนกันเหรอครับ?”
“ไม่ใช่ครับ เป็นโลกที่คล้ายคลึงกับอารยธรรมบนโลกของพวกคุณ แต่ก็เป็นคนละโลกกันครับ มีโลกแบบนั้นอยู่เยอะแยะไปหมดเลยล่ะครับ”
“อืม”
มีโลกที่คล้ายคลึงกับอารยธรรมบนโลกด้วยแฮะ
หรือว่าจะเป็นจักรวาลคู่ขนาน?
“ถ้าอย่างนั้น คนที่อยู่ทางฝั่งนั้นก็อาจจะอัญเชิญคุณโกซัคออกไปก็ได้สินะครับ”
“ทำไม่ได้หรอกครับ”
“ทำไมถึงทำไม่ได้ล่ะครับ?”
จอห์น โกซัคตอบกลับมาด้วยสีหน้าเศร้าสลดและหดหู่
“เขาตายไปแล้วครับ”
“อ่า!”
“แถมโลกฝั่งนั้นก็ล่มสลายไปแล้วด้วยครับ”