- หน้าแรก
- กลยุทธ์การพิชิตหอคอยฉบับคนกาก
- บทที่ 1 การปลุกพลัง (2)
บทที่ 1 การปลุกพลัง (2)
บทที่ 1 การปลุกพลัง (2)
“บงจูฮยอก! มึงอยู่ข้างในใช่ไหม? รีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!”
บัดซบเอ๊ย! มีคนมา
แถมเขายังรู้ดีซะด้วยว่าไอ้พวกที่มาเคาะประตูคือใคร พวกทวงหนี้ไงล่ะ จะว่าไป เขาก็ดันลืมวันจ่ายดอกเบี้ยไปซะสนิทเลย วันอาทิตย์แท้ๆ ก็ยังอุตส่าห์ถ่อมาทวงถึงที่ ขยันขันแข็งกันดีจริงๆ
ใช่แล้วล่ะ เขาไปกู้ยืมเงินมา แถมยังเป็นเงินก้อนโตถึง 10,000,000 วอน เพื่อเอาไปจ่ายค่าผ่าตัดให้พ่อที่ลื่นล้มบนพื้นน้ำแข็งจนกระดูกสะโพกหัก ค่าเทอมของน้องสาว และค่ามัดจำห้องเช่าซอมซ่อที่อาศัยอยู่ตอนนี้
ในเมื่อสถาบันการเงินทั่วไปปฏิเสธที่จะปล่อยกู้ให้คนอย่างเขา ทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดก็หนีไม่พ้นพวกบริษัทเงินกู้นอกระบบนี่แหละ
ตอนแรกก็กะว่าแค่ก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ รีบหาเงินมาใช้หนี้ให้หมดก็สิ้นเรื่อง แต่กลายเป็นว่าแค่ค่าดอกเบี้ยอย่างเดียว เขาก็จ่ายทะลุ 5,000,000 วอนไปแล้ว ในขณะที่เงินต้นยังคงอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์
เอาตรงๆ เขาก็รู้ตัวแหละว่ามันเป็นการตัดสินใจที่โง่เง่าบัดซบขนาดไหน แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะวะ ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำแบบเดิมอยู่ดี
“จูฮยอกอ่า! โผล่หน้ามาให้พวกกูเห็นหน่อยดิวะ แค่ขอเช็กดูว่ามึงยังอยู่ดีมีแฮงก็แค่นั้นเอง!”
หมดทางเลี่ยงแล้วสินะ
“คุณโกซัคครับ”
“สั่งมาได้เลยครับผม เดี๋ยวผมจะออกไปตัดหัวไอ้เวรนั่นมาเซ่นคุณเดี๋ยวนี้แหละ”
เชี่ย หมอนี่แม่งตัวก่อเรื่องขนานแท้เลยนี่หว่า
“ไม่ใช่โว้ย! คุณไปหลบอยู่ตรงมุมอับสายตาตรงนั้น ห้ามขยับเขยื้อนเด็ดขาด รูดซิปปากให้สนิท ห้ามส่งเสียงอะไรออกมาทั้งนั้นด้วย”
“...ล... แล้วผมยังหายใจได้อยู่ไหมครับ?”
“ได้ครับ”
“ฟู่... ค่อยยังชั่วหน่อย”
บงจูฮยอกเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูแง้มออก พนักงานทวงหนี้ร่างยักษ์สามคนก็เดินกร่างเข้ามาในโถงทางเดิน
“ไอ้บงจูฮยอก ก็ยังดูอยู่ดีมีสุขนี่หว่า? เห็นดอกเบี้ยไม่โอนเข้าบัญชี กูละนึกว่ามึงป่วยหนักใกล้ตายซะอีก”
“ผมไม่ได้ป่วยครับ แค่ลืมไปสนิทเลยจริงๆ ขอโทษด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะโอนให้เดี๋ยวนี้แหละ”
ชายหนุ่มรีบหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันธนาคารและโอนเงินออกไปอย่างรวดเร็ว
“ดีมาก จำใส่กะโหลกไว้ว่าห้ามเจ็บห้ามป่วยโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกูเด็ดขาด ก้มหน้าก้มตาหาเงินมาจ่ายหนี้ซะดีๆ”
“ครับๆ”
“หรือถ้ามึงช็อตเงินนัก จะเฉือนอวัยวะภายในสักชิ้นสองชิ้นไปขายก่อนก็ได้นะ ไตสักข้างเป็นไงล่ะ? เดี๋ยวเฮียติดต่อพวกนายหน้าค้าอวัยวะให้เอาไหม?”
ฮึ่ม... แม่งเอ๊ย! สั่งเชือดทิ้งแม่มเลยดีไหมวะ? ในเมื่อกูก็ตื่นรู้แล้วด้วย
“อะไร? มองหน้ากูแบบนี้คือมึงอยากมีปัญหางั้นสิ?”
ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น บดกรามจนนูนเป็นสัน
“ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ ถ้ามึงไม่อยากตายเป็นผีเฝ้าห้องแบบไม่มีใครรู้ใครเห็น”
ใช่แล้ว... ต่อให้เป็นเพลเยอร์ แต่พอออกมาอยู่โลกภายนอก เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
“...ผมจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนให้เร็วที่สุดครับ รวมทั้งเงินต้นด้วย”
“หึหึ เงินต้นน่ะค่อยๆ ทยอยจ่ายทีหลังก็ได้ ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย เข้าใจไหม?”
พวกแก๊งทวงหนี้นอกระบบแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะปิดประตูเดินจากไป
“เฮ้อ”
โลกนี้แม่งอยู่ยากชะมัด จะว่าไปก็...
“คุณซ่อนตัวได้เงียบกริบจริงๆ ด้วยแฮะ”
“ก็คุณสั่งผมไว้แบบนั้นนี่ครับ”
ชายหนุ่มถึงกับใบ้แดก อานุภาพของกฎการเชื่อฟังคำสั่งอย่างสัมบูรณ์นี่มันทรงพลังจริงๆ แฮะ
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าไอ้พวกเวรนั่นมันลงไม้ลงมือทำร้ายเขาจริงๆ หมอนี่ก็น่าจะโผล่พรวดออกมาช่วยเหลือเขาอยู่แล้วล่ะมั้ง?
จู่ๆ ความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าใส่ร่างกายอย่างหนักหน่วง ไหนจะเรื่องการปลุกพลัง การอัญเชิญมนุษย์ออกมาได้ และการแวะมาเยี่ยมเยียนของพวกแก๊งทวงหนี้ หัวสมองของเขาปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด
เรื่องบ้าบอคอแตกมากมายประเดประดังเข้ามาพร้อมๆ กันจนเขาแทบจะรับมือไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่าจะเริ่มก้าวเท้าเข้าไปปีนป่ายหอคอยมรณะนั่น หรือจะเลือกใช้ชีวิตเงียบๆ ไปวันๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อไปดี
สำหรับไอ้ขี้แพ้อย่างบงจูฮยอกแล้ว ตัวเลือกหลังย่อมเป็นคำตอบที่อยู่ในใจอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เอาเถอะ... มันยังไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมานั่งตัดสินใจเอาตอนนี้ พรุ่งนี้เขายังต้องตื่นไปทำงานแต่เช้าอีก
“แล้วตอนนี้จะให้ผมทำอะไรต่อดีครับ?”
เอาไงดีวะ? จะยกเลิกการอัญเชิญแล้วส่งหมอนี่กลับไปเลยดีไหม?
“ไม่รู้สิครับ คุณอยากจะทำอะไรล่ะ? ถ้าคุณอยากจะกลับไปเดี๋ยวผมจะส...”
“ถ้างั้นผมขอเปิดทีวีดูหน่อยได้ไหมครับ? ไม่ได้ดูมาตั้งนานแล้วเหมือนกัน”
รู้จักทีวีด้วยแฮะ ไหนจะเรื่องบะหมี่ก่อนหน้านี้อีก หรือว่าของพวกนี้มันจะมีอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่โกซัคยังมีชีวิตอยู่? แต่เอาเถอะ ให้ดูทีวีก็ไม่ได้เสียหายอะไร
“ได้ครับ เชิญตามสบายเลย”
บงจูฮยอกหยิบรีโมตกดเปิดทีวีให้หมอนั่น
“ขอบคุณมากครับผม! งั้นผมขอนั่งดูซีรีส์สักสองสามตอนก็แล้วกันครับ”
ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนฟูกนอนอย่างอ่อนล้า เหนื่อย... แม่งโคตรเหนื่อยเลย เปลือกตาของเขาหนักอึ้งจนแทบจะปิดลงมาเองโดยอัตโนมัติ
ยังไงซะเรื่องที่เขาตื่นรู้แล้วมันก็เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ยังสงสัย เอาไว้ค่อยลองร่ายสกิลอัญเชิญดูอีกรอบทีหลังก็แล้วกัน แค่คิดทบทวนเรื่องต่างๆ ตอนนี้ สมองของเขาก็แทบจะระเบิดอยู่แล้ว บงจูฮยอกผล็อยหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว
เวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทขณะที่เขากำลังสะลึมสะลือ
[จอห์น โกซัค ถูกยกเลิกการอัญเชิญแล้ว กลับหลุมไปเรียบร้อย!]
กลับไปแล้วสินะ งั้นก็นอนต่อดีกว่า
บงจูฮยอกสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฟูกนอนเพราะเสียงนาฬิกาปลุกแผดร้องลั่น แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าตรู่สาดส่องเข้ามาภายในห้อง
‘คุณโกซัคถูกยกเลิกการอัญเชิญไปแล้วจริงๆ ด้วยแฮะ?’
กวาดสายตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นวี่แววของหมอนั่นแม้แต่น้อย ทิ้งไว้ก็แต่ทีวีที่ยังคงเปิดแช่ทิ้งเอาไว้ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ กะจะเดินไปอาบน้ำแปรงฟันให้ตาสว่างสักหน่อย
ทว่าในวินาทีนั้นเอง… เสียงประกาศข่าวเช้าจากโทรทัศน์ก็ดังแว่วเข้ามากระทบโสตประสาท
[เมื่อคืนที่ผ่านมา เกิดเหตุฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญขึ้นที่สำนักงานของบริษัทสินเชื่อนอกระบบ ‘สไมล์แคช’ ค่ะ มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุจำนวนสามราย โดยสภาพศพทั้งหมดถูกหั่นหัวขาดสะบั้น และสิ่งที่น่าตกตะลึงจนขนหัวลุกก็คือ... ศีรษะของเหยื่อที่ขาดกระเด็นหลุดออกจากบ่าเหล่านั้น ถูกนำมาตกแต่งผูกด้วยเศษผ้าสีแดงเป็นรูปโบผีเสื้ออย่างสวยงาม...]
กึก!
บงจูฮยอกที่กำลังถือแปรงสีฟันค้างคาปากถึงกับยืนแข็งทื่อ ก่อนจะรีบสับตีนแตกพุ่งพรวดไปที่หน้าจอทีวีทันที
สไมล์แคช... นั่นมันบริษัทเงินกู้ที่เขาเพิ่งจะจ่ายดอกเบี้ยให้ไปเมื่อคืนนี้ไม่ใช่รึไงวะ แล้วไอ้เหตุฆาตกรรมนั่นมันอะไรกัน?
‘เดี๋ยวนะ? นี่กูหูแว่วไปเองหรือเปล่า?’
ริบบิ้นสีแดง แถมยังผูกเป็นโบผีเสื้ออีก
‘...หรือว่า?!’