- หน้าแรก
- กลยุทธ์การพิชิตหอคอยฉบับคนกาก
- บทที่ 1 การปลุกพลัง (1)
บทที่ 1 การปลุกพลัง (1)
บทที่ 1 การปลุกพลัง (1)
ค.ศ. 2004
หอคอยสีดำทมิฬขนาดมหึมา หรือที่เรียกขานกันว่า ‘หอคอยทมิฬ’ ได้ปรากฏตัวขึ้นทั่วทุกมุมโลก พร้อมกันนั้น การปลุกพลังของมวลมนุษยชาติก็เริ่มต้นขึ้น
ผู้คนเริ่มตระหนักรู้ลางๆ ว่าหอคอยพวกนั้นปรากฏขึ้นมาทำไม และควรจะรับมือกับมันอย่างไร มนุษย์ผู้ตื่นรู้ถูกขนานนามว่า ‘เพลเยอร์’ ซึ่งถือเป็นชื่อเรียกที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ยี่สิบปีให้หลัง ในปี 2024 หอคอยทมิฬก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นเดิม ขณะที่มนุษย์เพียงหยิบมือเดียวยังคงก้าวผ่านกระบวนการปลุกพลังอย่างเงียบงัน
บงจูฮยอก ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในปีนี้เองก็เพิ่งจะตื่นรู้ขึ้นมาเช่นกัน แม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยปรารถนาเลยแม้แต่นิดเดียวก็ตามที
[ขอแสดงความยินดีด้วย คุณบงจูฮยอกได้รับการปลุกพลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว]
“เฮ้ย! เชี่ยเอ๊ย ตกใจหมด!”
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำของวันอาทิตย์ จังหวะที่เขากำลังคีบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้มร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยยัดเข้าปากภายในห้องเช่าแคบๆ ของตัวเอง
“ต... ตื่นรู้เนี่ยนะ?”
ให้ตายเถอะ!
“หมาตัวไหนมันเห่าอะไรวะเนี่ย?”
เขาเผลอคิดไปว่าตัวเองอาจจะหูแว่วไปเอง และภาวนาให้มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด บงจูฮยอกนั่งนิ่งค้างไปพักใหญ่ ทำไมต้องเป็นกูวะ?
ใครต่อใครต่างก็บอกว่าการปลุกพลังคือพรจากสวรรค์ มันคือโชคหล่นทับที่ยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง หากทำผลงานได้ดีก็อาจจะคว้าโอกาสพลิกชีวิตครั้งยิ่งใหญ่มาครองได้เลย แน่นอนว่า... นั่นหมายถึงในกรณีที่ยังมีชีวิตรอดกลับมาน่ะนะ
ทว่าสำหรับบงจูฮยอกแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เขาไม่เคยแม้แต่จะวาดฝันถึงการเป็นเพลเยอร์แล้วก้าวเท้าเข้าไปในหอคอยบ้าๆ นั่น
ถึงชีวิตจะยากลำบากไปสักหน่อย แต่เขาก็แค่อยากใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างคนธรรมดา ไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูงอะไร บงจูฮยอกเป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ เป็นแค่ประชาชนตาดำๆ คนหนึ่ง หากเห็นความอยุติธรรมอยู่ตรงหน้า เขาก็เลือกที่จะเดินเลี่ยงหลบไปให้พ้นทาง เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่พาตัวเองเข้าไปเสี่ยงภัย
การก้าวเข้าไปในหอคอยคือการเอาชีวิตไปทิ้งดีๆ นี่เอง ไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำว่าในแต่ละวันมีเพลเยอร์กี่ชีวิตที่ต้องสังเวยให้กับภารกิจที่ล้มเหลว
พวกเขาอาจจะถูกมอนสเตอร์ฉีกร่างเป็นชิ้นๆ หนาวตายในสภาพแวดล้อมที่เย็นยะเยือก ถูกไฟคลอกตาย ขาดใจตายเพราะพิษร้าย โดนกับดักบดขยี้จนแหลกเหลว หรือแม้กระทั่งหิวตายเพราะหาทางออกไม่ได้
“บรื๋อ! แค่คิดก็ขนลุกแล้ว”
นี่เขาตื่นรู้แล้วจริงๆ งั้นเหรอ?
วิธีตรวจสอบนั้นง่ายแสนง่าย แค่เรียกดูหน้าต่างสถานะก็พอแล้ว สิ่งนี้สามารถเรียกใช้งานจากภายนอกหอคอยได้เช่นกัน
“ห... หน้าต่างสถานะ!”
ทันใดนั้นเอง ฟึ่บ! ข้อความโปร่งแสงก็ไหลพรวดลงมาตรงหน้า
[ชื่อ: บงจูฮยอก]
[สังกัด: หอคอยทมิฬ (เกาหลี)]
[เลเวล: 1]
[คุณลักษณะ: อัญเชิญ (อัญเชิญพร้อมกัน: 1)]
[แคตตาล็อก: ว่างเปล่า]
[สกิลคุณลักษณะ: อัญเชิญแบบระบุเป้าหมาย / อัญเชิญแบบสุ่ม / ยกเลิกการอัญเชิญ]
[สกิลทั่วไป: เข้าสู่หอคอย (1 ครั้งต่อวัน) / ช่องเก็บของเฉพาะหอคอย]
[สกิลต่อสู้: ไม่มี]
“เฮ้อ”
ชัดเจนเลยว่าตื่นรู้แล้วจริงๆ สกิลเข้าสู่หอคอยก็ตรงตามตัวอักษร ส่วนช่องเก็บของเฉพาะหอคอยก็เอาไว้ใส่และนำสิ่งของที่ได้จากในหอคอยออกมาใช้ได้เท่านั้น แต่ไอ้คุณลักษณะนี่สิ บงจูฮยอกถอนหายใจยาว
‘อัญเชิญงั้นเหรอ’
เมื่อตื่นรู้แล้วก็จะได้รับคุณลักษณะประจำตัว ซึ่งมีอยู่หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เวทมนตร์แห่งไฟ เวทมนตร์แห่งน้ำแข็ง เวทมนตร์สายฟ้า ศิลปะการต่อสู้ พละกำลังเหนือมนุษย์ อัญเชิญ วิชาดาบ วิชาหอก วิชาธนู การรักษา และอื่นๆ อีกมากมาย
คุณลักษณะสายอัญเชิญเองก็ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงอยู่พอตัว มีทั้งผู้อัญเชิญภูต ผู้อัญเชิญสัตว์วิเศษ ผู้อัญเชิญโกเลม ผู้อัญเชิญสัตว์ประหลาด และอีกสารพัด แล้วตัวเขาล่ะเป็นผู้อัญเชิญประเภทไหนกันแน่? ลองใช้สกิลดูหน่อยดีไหม?
“อัญเชิญ... แบบสุ่ม”
ทำไมถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยวะ?
“อ๊ะ!”
เขาลืมไปสนิทเลย สกิลมันจะไปเปิดใช้งานในสถานที่ที่ไม่ใช่หอคอยได้ยังไงล่ะ เลเวล คุณลักษณะ และสกิลของเพลเยอร์จะมีผลก็ต่อเมื่ออยู่ในสถานะออนไลน์ หรือก็คืออยู่ภายในหอคอยเท่านั้น พอออฟไลน์กลับออกมาสู่โลกภายนอก พวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากคนธรรมดาทั่วไปเลยสักนิด
ในทางกลับกัน หน้าต่างสถานะและข้อความจากระบบสามารถเปิดดูได้ทุกที่ทุกเวลา มันก็เหมือนกับการเล่นเกมนั่นแหละ เพราะเหตุนี้คนที่ตื่นรู้แล้วถึงถูกเรียกว่า ‘เพลเยอร์’ ต่อให้ในเกมจะมีเลเวลทะลุหนึ่งร้อยไปแล้ว แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ยังเป็นแค่มนุษย์ที่อ่อนแอปวกเปียกอยู่ดี
เพราะงั้นตอนนี้ต่อให้พยายามใช้สกิลแทบตาย มันก็ไม่มีทางทำงานขึ้นมาได้หรอก...
ทว่าในจังหวะนั้นเอง!
[กำลังเริ่มต้นการอัญเชิญแบบสุ่ม ขอให้โชคดีนะไอ้หนุ่ม]
“หา?”
วาบ!
พรึ่บ!
เหมือนมันจะทำงานเลยเว้ย?
‘ท... ทำไมมันถึงใช้ได้วะเนี่ย?’
สกิลถูกร่ายขึ้นมานอกหอคอยเสียอย่างนั้น และท่ามกลางแสงสีขาวสว่างจ้า บางสิ่งบางอย่างก็ปรากฏตัวขึ้น บงจูฮยอกกะพริบตาปริบๆ เพื่อปรับโฟกัสสายตา
“ค... คนเหรอ?”
นี่มันเรื่องจริงดิ? ชายชาวตะวันตกหน้าตาธรรมดาๆ ที่ดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงพร้อมกับเรือนผมสีน้ำตาลแดงยืนอยู่ตรงหน้าเขา
“ถูกแล้วครับ ผมเป็นคนครับ”
“อะไรวะเนี่ย...”
เขาอัญเชิญสำเร็จงั้นเหรอเนี่ย แถมยังอัญเชิญมนุษย์ออกมาในโลกภายนอกที่อยู่นอกหอคอย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตามกฎแล้วไม่น่าจะใช้สกิลได้อีกต่างหาก
“ฟุดฟิด... นี่มันกลิ่นอะไรเนี่ย... โอ๊ะ! บะหมี่เหรอ? ผมขอชิมสักคำได้ไหมครับ?”
แถมยังอัญเชิญไอ้พวกชอบขอชิมคำนึงออกมาอีกต่างหาก!
ภายในใจของบงจูฮยอกกำลังสับสนวุ่นวายอย่างหนัก ต่อให้มองซ้ายมองขวาหรือตีลังกามองยังไง หมอนี่ก็คือคนชัดๆ ทั้งรูปร่างหน้าตาและพฤติกรรม โดยเฉพาะไอ้ท่าทางซู้ดบะหมี่เข้าปากราวกับผีหิวโซนั่นน่ะ
“ซู้ดดด... ซี้ด... ซู้ดดด! ฮ่าห์ ไม่ได้กินนาน เผ็ดเหมือนกันนะครับเนี่ย”
รามยอนหน้ากุ้งทอดเนี่ยนะเผ็ด?
“ปกติคุณกินเผ็ดแบบนี้เลยเหรอครับ? ผมชอบรสจืดๆ มากกว่าอะ”
เป็นทั้งพวกชอบขอชิมคำนึง แถมยังเป็นพวกกินเผ็ดไม่ได้อีก ซู้ดดด! ซู้ดดด! ปากบ่นเผ็ดแต่ก็ยังสวาปามเข้าไปหน้าตาเฉย ประหลาดคนแท้ๆ บงจูฮยอกไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว
ทำไมสกิลอัญเชิญถึงใช้งานนอกหอคอยได้สำเร็จล่ะ? แถมสิ่งที่อัญเชิญออกมาดันเป็นมนุษย์อีกต่างหาก?
ชายหนุ่มรีบเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาตรวจสอบทันที เขาเพ่งความสนใจไปที่คุณลักษณะเป็นอันดับแรก ก่อนจะมีข้อความกวนๆ เด้งขึ้นมา
[ทำการอัญเชิญมนุษย์และอมนุษย์]
[ขอบเขตการอัญเชิญที่เป็นไปได้คือระดับ R (แรร์), ระดับ SR (ซูเปอร์แรร์), ระดับ SSR (สเปเชียลซูเปอร์แรร์) และระดับ LSSR (เลเจนด์สเปเชียลซูเปอร์แรร์)]
[บริการเสริมสุดพิเศษ: ผู้อัญเชิญและผู้ถูกอัญเชิญสามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื่นในทุกกรณี ไม่ต้องพึ่งวุ้นแปลภาษา!]
ตั้งแต่ระดับแรร์ไปจนถึงระดับเลเจนด์สเปเชียลซูเปอร์แรร์เลยเหรอ นึกว่ากำลังสุ่มกาชาหาตัวละครในเกมอยู่หรือไง แต่ความบัดซบยังไม่หมดเพียงแค่นั้น
[ผู้ถูกอัญเชิญจะต้องปฏิบัติตามกฎ 3 ประการอย่างเคร่งครัด ห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด]
‘กฎ 3 ประการ?’
[1. ผู้ถูกอัญเชิญจะต้องปกป้องชีวิตของผู้อัญเชิญเป็นอันดับแรก]
[2. ผู้ถูกอัญเชิญจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้อัญเชิญอย่างสัมบูรณ์]
[3. หากกฎข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ขัดแย้งกัน ให้ยึดถือกฎข้อที่ 1 เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด]
‘หืม...’
ถ้าอย่างนั้นไอ้มนุษย์ที่กำลังยกหม้อซดน้ำซุปจนหมดเกลี้ยงอยู่ตรงนั้น... ตัวตนที่แท้จริงของผู้ถูกอัญเชิญคนนี้คือใครกันแน่?
ในวินาทีนั้นเอง!
ติ๊ง!
หน้าต่างสถานะอีกบานก็เด้งพรวดขึ้นมา แต่มันไม่ใช่ของเขา ทว่าเป็นหน้าต่างสถานะของผู้ถูกอัญเชิญต่างหาก
[แคตตาล็อก: นักฆ่าสติเฟื่องแห่งกิลด์นักฆ่าครูเอล]
[ชื่อ: จอห์น โกซัค]
[ระดับ: SR]
[ประเภท: นักฆ่า (มนุษย์)]
[ระยะเวลาคงอยู่: 6 ชั่วโมง]
[การประเมินความพึงพอใจ: ไม่มี (รีวิวให้ด้วยล่ะ!)]
[ระยะเวลาคูลดาวน์ก่อนอัญเชิญซ้ำ: 3 ชั่วโมง (เริ่มนับหลังจากยกเลิกการอัญเชิญ)]
เมื่อเพ่งตามองดูให้ดีๆ ก็พบว่ามีเรื่องราวภูมิหลังระบุเอาไว้ด้วย
[จอห์น โกซัค คือตัวป่วนประจำกิลด์นักฆ่าครูเอล พูดง่ายๆ ก็คือไอ้โรคจิตดีๆ นี่เอง ทว่าอัตราความสำเร็จในภารกิจของเขากลับสูงถึง 99% ถึงขั้นเคยสร้างวีรกรรมลอบสังหารผู้ใช้เวทมนตร์ดำระดับ 5 เซอร์เคิลได้สำเร็จมาแล้ว วาระสุดท้ายของเขาเกิดจากความล้มเหลวเพียงครั้งเดียวในชีวิต นั่นคือการถูกสังหารอย่างอนาถระหว่างพยายามลอบสังหารซอร์ดมาสเตอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิ]
ในเวลาเดียวกัน ภาพฉากต่างๆ ก็แล่นวาบเข้ามาในหัวของบงจูฮยอก อดีตของชายคนนั้นถูกฉายให้เห็นราวกับฉากในภาพยนตร์ แม้จะสั้นกระชับแต่มันกลับเด่นชัดและสมจริง จอห์น โกซัคใช้ทักษะเร้นกายพรางตัว ลอบโจมตีจากด้านหลัง และบั่นคอเป้าหมายอย่างเลือดเย็น
‘ไอ้บ้าเอ๊ย!’
หมอนี่คือนักฆ่าของแท้เลยนี่หว่า หมอนั่นไม่มีความลังเลเลยสักนิดตอนที่พรากชีวิตคนอื่น ลงดาบปาดคอและตัดหัวเหยื่ออย่างเฉียบขาดไร้ความปรานี
แต่ทว่า...
ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกเมื่อตระหนักได้ว่าทำไมระบบถึงบอกว่าหมอนี่มันสติเฟื่อง ภาพที่เห็นคือจอห์น โกซัคกำลังเอาเศษผ้ามาผูกเป็นโบประดับไว้บนหัวของศพที่ตัวเองเพิ่งจะตัดมาสดๆ ร้อนๆ
‘กะจะทำเป็นของขวัญหรือไงวะ?’
หมอนั่นจับหัวมนุษย์ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดมาตกแต่งด้วยโบรูปผีเสื้อแสนสวยอย่างอารมณ์ดี
‘...หรือแค่อยากจะผูกหูหิ้วให้มันหิ้วกลับไปง่ายๆ วะนั่น’
และวาระสุดท้ายของเขา...
ภาพครึ่งท่อนบนและครึ่งท่อนล่างของจอห์น โกซัคถูกฟันขาดสะบั้นด้วยคมดาบของอัศวินผมขาวโพลน สรุปสั้นๆ ก็คือจอห์น โกซัคได้ตายห่าไปแล้วนั่นเอง
‘หมายความว่ากูอัญเชิญผีคนตายออกมางั้นเหรอ?’
รูปร่างหน้าตาก็ดูเป็นมนุษย์ปกติดี เอาเป็นว่าลองคุยกันดูหน่อยก็แล้วกัน
“คุณโกซัค?”
“ครับผม!”
“คุณมาจากไหนเหรอครับ?”
“ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ... แต่ที่แน่ๆ คือเป็นที่ที่มีคนอยู่เยอะแยะยั้วเยี้ยไปหมดเลยครับ”
น่าจะเป็นที่ที่มี ‘ผี’ อยู่เยอะแยะไปหมดมากกว่ามั้ง สวรรค์เหรอ? หรือว่านรก?
“รบกวนช่วยลุกขึ้นยืนหน่อยได้ไหมครับ?”
“รับทราบครับผม”
จอห์น โกซัค นักฆ่าสติเฟื่องเด้งตัวลุกขึ้นยืนตัวตรงแหน่ว ว่านอนสอนง่ายใช้ได้เลยนี่หว่า กฎเรื่องการเชื่อฟังคำสั่งอย่างสัมบูรณ์เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ?
“ถ้ากินบะหมี่หมดแล้ว ก็ช่วยเก็บหม้อกับชามไปล้างด้วยนะครับ อ้อ เช็ดโต๊ะกินข้าวให้ด้วยล่ะ”
“เยสเซอร์!”
ไม่มีแม้แต่เสียงบ่นอิดออด อยากรู้จริงๆ แฮะว่าขีดจำกัดความเชื่อฟังของหมอนี่มันอยู่ตรงไหน
“คุณโกซัค”
“สั่งมาได้เลยครับผม”
“คุณจะเชื่อฟังคำสั่งของผมจริงๆ ใช่ไหมครับ?”
“แน่นอนครับ ไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น!”
“งั้น... ถ... ถ้าผมสั่งให้คุณถอดกางเกงลงล่ะ?”
จอห์น โกซัคที่กำลังนั่งเอาทิชชูเช็ดโต๊ะอยู่เด้งตัวลุกขึ้นยืนพรวด
“จะถอดเดี๋ยวนี้แหละครับ”
แล้วหมอนั่นก็รูดซิปถอดกางเกงลงดื้อๆ
พรวด!
เผยให้เห็นบางสิ่งที่กำลังแกว่งต่องแต่งไปมา สมกับเป็นชาวตะวันตก... ไซส์เบิ้มใช้ได้เลยแฮะ
“...ช่วยใส่กลับเข้าไปเหมือนเดิมทีเถอะครับ”
“เยสเซอร์!”
ดูเหมือนว่าคำสั่งของผู้อัญเชิญจะมีความสำคัญเหนือกว่าความหน้าบางและยางอายสินะ
“เอ่อ คุณโกซัคพอจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าหอคอยไหมครับ?”
“รู้จักดีเลยละครับ! คุณตั้งใจจะเริ่มปีนหอคอยแล้วใช่ไหมครับ?”
“ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยครับ”
“ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ออกคำสั่งมาได้เลยครับ ผมจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อซัพพอร์ตคุณเอง”
จะบ้าตาย ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับกูด้วยวะเนี่ย?
ทว่าในวินาทีนั้นเอง!
ปังๆๆๆ!
เสียงทุบประตูห้องเช่าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังมันเข้ามา