- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งวันสิ้นโลก วังวนเวลาและมหาเวท
- บทที่ 36 - เป้าหมายใหม่
บทที่ 36 - เป้าหมายใหม่
บทที่ 36 - เป้าหมายใหม่
บทที่ 36 - เป้าหมายใหม่
มิเรียนตื่นขึ้นมาในหอพักของเธอ และเงียบกริบ เธอเงียบงันขณะเก็บข้าวของและเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อปิดเครื่องทำน้ำอุ่น
เงียบงันขณะเดินกลับลงมาแต่งตัว และเงียบงันขณะจัดกระเป๋าสะพายใส่ของที่ต้องใช้สำหรับวันนี้
เธอขยับตัวไปมาโดยอัตโนมัติ ไม่ได้ประมวลผลสิ่งที่กำลังทำอยู่จริงๆ ความคิดทั้งหมดของเธอจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น สเกลความพินาศของมันช่างมหาศาลจนเกินจะรับไหว
เธอเดินออกจากห้องไปก่อนที่ลิลี่จะตื่น เธอคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรกับหล่อนดี แน่นอนล่ะ เธออาจจะพยายามโน้มน้าวให้หล่อนเชื่อเรื่องการย้อนเวลาอีกครั้ง แต่มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ? ใครก็ตามที่เธอช่วยชีวิตไว้จากการโจมตี ก็ต้องตายในอีกไม่กี่วันต่อมาอยู่ดีเมื่อดวงจันทร์ดิเวียร์พุ่งชนโลก
เธอยังคงไม่อยากจะเชื่อเลย การประทุของเลย์ไลน์ทั่วทั้งเอ็นเทอเรีย ดวงจันทร์ดวงที่สองร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
เธอจะเริ่มหาวิธีหยุดยั้งเรื่องแบบนั้นได้ยังไงกัน?
การรีเซ็ตครั้งที่สามนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่สี่แล้วที่เธอตื่นขึ้นมาในวันที่ 1 เดือนโซเลม
สร้างรูปแบบที่ชัดเจนขึ้นมา เธอต้องทึกทักไว้ก่อนเลยว่ามันจะต้องเกิดขึ้นอีก เธอไม่สามารถใช้ชีวิตเพื่ออนาคตที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีกต่อไปแล้ว เธอต้องใช้ชีวิตเพื่อปัจจุบันอันแสนประหลาดที่ปรากฏชัดเจนนี้
อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับเธอมันไม่ได้ผูกมัดอยู่แค่การโจมตีบางอย่าง แต่ผูกมัดอยู่กับจุดจบของโลกใบนี้เลยต่างหาก
มิเรียนสั่งสมคำถามมามากมาย เป็นที่ชัดเจนสำหรับเธอแล้วว่ามันจะไม่มีคำตอบง่ายๆ ก็นะ เธอรับมือกับมันได้ไม่ใช่เหรอ? เธอไม่ได้เข้าเรียนที่สถาบันทอร์ร์วิโอล เพราะมันเป็นเส้นทางที่ง่ายดายเสียหน่อย
เธอรู้วิธีการเรียนรู้ เธอรู้วิธีการศึกษาทบทวน เธอจะค้นหาคำตอบให้ตัวเอง และเธอจะหาหนทางให้ได้ เธอเอาจริงกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับนิโคลัส: เธอ จะ หยุดยั้งเรื่องนี้ให้ได้
เธอมีทางเลือกอื่นอีกงั้นเหรอ? เธอรู้ดีว่าตัวเองคงไม่มีวันพอใจกับชีวิตที่เอาแต่หาความสุขใส่ตัวไปวันๆ โดยที่ไม่มีอะไรที่เธอทำหลงเหลืออยู่อย่างถาวรเลย
เธอมาเป็นนักประดิษฐ์เวท ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอชอบสร้างสิ่งที่จะคงทนถาวร ดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่คงทนถาวรก็คือ ตัวเธอเอง ดังนั้นเธอจึงต้องพัฒนาตัวเอง—เติบโตขึ้นจนกว่าเธอจะมีความรู้มากพอ
ในช่วงวันท้ายๆ ของลูปที่สาม มิเรียนมีเวลาทบทวนว่าเธออาจจะทำอะไรในลูปที่สี่ เมื่อลางสังหรณ์เริ่มรุนแรงขึ้น เธอก็ตระหนักชัดแล้วว่านี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เธอไปดักรอในตรอกข้างอาคารวิชาเล่นแร่แปรธาตุ กระชากกระเป๋าสะพายมาจากสายลับอคานัน แล้วก็แทรกตัวหายเข้าไปในตึก ไปป้วนเปี้ยนอยู่หลังห้องพร้อมกับเปิดสมุดเลกเชอร์ทำทีเป็นยืนอ่านมัน
ไม่ใช่ว่าเธออยากได้ม้วนสมุดรหัสลับนั่นเท่าไหร่นักหรอก แต่เธอต้องการกุญแจอักขระสำหรับไขเข้าห้องกริฟฟินฮอลล์ เพื่อจะได้กลับไปที่เส้นทางลับนั่นต่างหาก ส่วนเงินก็ถือเป็นของแถม หินแกะรอยก็น่าจะมีประโยชน์เหมือนกัน
เมื่อคนในคลาสเริ่มนั่งกันเรียบร้อย มิเรียนก็ไปหาที่นั่งตรงที่มีเก้าอี้ว่างสองตัวใกล้ๆ ประตู และก็เป็นไปตามคาด เมื่อนิโคลัสเดินเข้ามาสาย เขาเลือกที่นั่งที่คาลิสโตจะมานั่งข้างๆ ไม่ได้—ซึ่งก็คือที่นั่งข้างๆ มิเรียน
มิเรียนไม่ได้พูดอะไร เธอจะพูดอะไรได้ล่ะ? ฉันเห็นนายโอบกอดร่างไร้วิญญาณของอัศวินผู้พิทักษ์ของนาย ถ้าฉันไม่หนีไปกับนาย นายก็คงต้องติดแหง็กอยู่ในตู้รถไฟพร้อมกับศพของหล่อน และคงโดนพวกสัตว์อสูรไมร์ไวท์กินทั้งเป็นไปแล้ว เราจับมือกันในวาระสุดท้ายของโลก และนายก็จะไม่มีวันจำมันได้เลย
ความรู้สึกชาหนึบที่เกาะกุมเธอยังคงอ้อยอิ่งอยู่ แม้ว่าความคิดของเธอจะแล่นไปมาก็ตาม
เธอจดเลกเชอร์ไปตามกลไกอัตโนมัติ แม้ว่ามันจะไม่ใช่การตั้งใจฟังศาสตราจารย์เซเนก้า แต่เป็นการคัดลอกสิ่งที่เธอท่องจำได้จนขึ้นใจแล้วเสียมากกว่า
นิโคลัสชวนเธอเข้ากลุ่มติว และเธอก็แกล้งทำเป็นดีใจไปกับมัน เธอหวังว่าเขาจะไม่เห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ข้างใน
การติวหนังสือน่าจะมีประโยชน์ แต่มากไปกว่านั้น เธอแค่ต้องการใช้เวลานั้นอยู่กับเพื่อนๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะจำเธอไม่ได้เลยก็ตาม
มิเรียนแวะที่พื้นที่ประดิษฐ์เวทของสถาบันเพื่อไปเอาเศษไม้และเศษทองแดงที่ต้องใช้ซ่อมรูบนเพดานกับท่อน้ำ เธอตัดสินใจเมินเฉยต่อสายลับคนที่สองที่กำลังจะเข้าไปในอาคารวิจัยสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์
เธอไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะไปขัดขวางเขา อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ล่ะนะ เธอแค่ทำตัวตามสบายในคลาสของวิริเดียน และนั่งใช้ความคิด
แน่นอนว่า พอสติไม่ได้จดจ่ออยู่กับบทเรียนเลย เธอก็อดสังเกตไม่ได้ว่าวาเลน เอาแต่แอบมองเธออยู่เรื่อย
ยัยนี่หนิ เธอคิดในใจ แต่ความน่ารำคาญนั้นดูเล็กน้อยไปเลยในตอนนี้ และความคุ้นเคยของมันกลับมอบความรู้สึกสบายใจแปลกๆ ให้เธอ
ในวิชามนตรา เธอทำข้อสอบเสร็จและส่งก่อนเวลา ทำเอาศาสตราจารย์เอลด์ถึงกับเหวอ
หลังจากการพรีเซนต์งานในวิชาออกแบบสิ่งประดิษฐ์เวท เธอก็นั่งเหม่อลอย ใช้ความคิด พอหมดคลาส เธอก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางก้าวเดินต่อไป ม้วนสมุดและหินแกะรอยนั่นคงจะมีประโยชน์ในท้ายที่สุด
มีเพียงวิชาคณิตศาสตร์ลี้ลับเท่านั้นที่เธอตั้งใจเรียน เธอวาดรูปทรงสี่มิติที่กำลังหมุนเพิ่มขึ้น พยายามทำความเข้าใจเส้นและรูปทรงประหลาดๆ ที่สมการบอกเป็นนัย แต่ดวงตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นมันได้จริงๆ
หลังเลิกเรียน เธอเดินเข้าไปหาศาสตราจารย์เจ่ย
“ศาสตราจารย์คะ ฉันมีของสองอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์กับโปรเจกต์ที่อาจารย์กับศาสตราจารย์ตอร์เรส กำลังทำอยู่ นี่ได้มาจากสายลับอคานันค่ะ”
เธอบอก พลางยื่นม้วนสมุดให้ “ส่วนนี่คือหินแกะรอย ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าพวกสายลับแอบหย่อนมันใส่คนที่ทำงานในโปรเจกต์นี้ อาจารย์คงอยากจะเก็บมันไว้ในกล่องโลหะเพื่อไม่ให้พวกมันตามรอยได้นะคะ”
เธอวางมันกลับลงไปในกระเป๋าสะพายของสายลับ แล้วยื่นมันให้หล่อน โดยริบเอากุญแจอักขระกับเหรียญเงินเข้ากระเป๋าตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว
ศาสตราจารย์เจ่ยทำหน้าแปลกๆ ใส่เธอ
“เธอทำตัวแปลกๆ นะ” หล่อนว่า “ทำตัวให้มันแปลกน้อยลงหน่อย”
มิเรียนส่ายหน้า
“ฉันอธิบายได้นะคะ แต่ยังไม่มีใครเชื่อฉันเลย จนกว่ามันจะสายเกินไป ถ้าอาจารย์คุยกับศาสตราจารย์ตอร์เรส บอกหล่อนนะคะว่าฉันรู้เรื่องคทาเวทของพวกเปอร์เซเมียนแล้ว สถานการณ์... กำลังจะเลวร้ายลงในไม่ช้านี้
ที่ผ่านมา อาจารย์ไม่เคยได้มาสอนวิชาออกแบบสิ่งประดิษฐ์เวทให้ฉันในเทอมหน้าเลย ดังนั้นคราวนี้ฉันเลยจะมาเปลี่ยนมันค่ะ
และถ้าหลีกเลี่ยงได้ อาจารย์น่าจะเลิกใช้เส้นทางลับใต้ห้องกริฟฟินฮอลล์นะคะ ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าอาจารย์ไม่ใช่คนเดียวที่ใช้มัน”
เธอพยักพเยิดไปทางกำแพงว่างเปล่าด้านหลังหล่อน
“ถ้าอาจารย์ต้องการ ฉันไปกดก้อนอิฐลับให้เอาไหมคะ...?” มิเรียนเสนอ
ศาสตราจารย์เจ่ยหรี่ตาลง “ไม่จำเป็น อืม เธอรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง? เมื่อวานเธอยังไม่รู้เลยนี่”
“การย้อนเวลาค่ะ” มิเรียนตอบ
“อย่างที่ฉันบอก มันเหลือเชื่อสุดๆ เพราะงั้นอาจารย์จะแต่งเรื่องอื่นที่มันฟังดูเข้าท่ากว่านี้แล้วเชื่อเรื่องนั้นแทนก็ได้นะคะ แต่ถ้าอาจารย์เชื่อฉัน ฉันพร้อมจะช่วยเก็บข้อมูลให้ค่ะ ฉันแค่ต้องการใครสักคนมาคิดสมการคณิตศาสตร์ที่ต้องใช้ทดสอบน่ะค่ะ”
เธอยิ้มให้ศาสตราจารย์ แล้วก็เดินจากมา
ระหว่างทางไปปราสาทเบนโรสเพื่อเจอกับนิโคลัสและนูเรีย
เธอเหลือบมองกลับไปที่ห้องกริฟฟินฮอลล์ เป็นครั้งแรกที่ศาสตราจารย์เจ่ยยอมใช้ประตูหน้าเดินออกมา
ดีมาก เธอคิด เธอคงต้องคอยดูว่าการดึงเชือกเส้นนี้จะส่งผลให้อะไรเปลี่ยนไปบ้าง
วันต่อมา เธอทำได้ดีทีเดียวในวิชาเล่นแร่แปรธาตุ
ระหว่างการพรีเซนต์งานวิชาประดิษฐ์เวท เธอสังเกตเห็นว่าตอร์เรสมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ แต่หล่อนก็ไม่ได้พูดอะไร มิเรียนก็เลยเงียบไว้
ดี หล่อนกับเจ่ยคุยกันแล้ว มิเรียนตัดสินใจที่จะไม่ลงไปดูประตูใต้ปราสาทเบนโรส อย่างแรกคือ เธอไม่แน่ใจว่าการฉกกระเป๋าของสายลับคนแรกไปมันจะทำให้แผนพังหรือเปล่า และอย่างที่สอง แค่ลงไปดูประตูบานยักษ์นั่นมันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก
เธอจำเป็นต้องสู้กับสายลับข้างล่างนั่นให้ได้ถ้าเธออยากจะมีโอกาสได้ดูมันจริงๆ หรือไม่ก็ต้องหาวิธีที่หมอนั่นใช้เปิดประตูบานนั้นตั้งแต่แรก แล้วไปหากุญแจอักขระที่ต้องใช้มาให้ได้—ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกจับได้แล้วติดคุก หรืออาจจะเลวร้ายกว่านั้น
และถึงแม้จะมีคาถาที่กำลังเรียนอยู่ตอนนี้ เธอก็คงสู้ใครเขาไม่ได้หรอก เพราะตำราเวทมนตร์ของเธอจะเริ่มต้นด้วยคาถาที่แทบจะไร้ประโยชน์ในการต่อสู้ไปตลอดกาล
เรียนรู้ให้เยอะๆ ตอนนี้ก่อน แล้วค่อยไปหาทางแก้ปัญหาที่เหลือทีหลัง เธอตัดสินใจ
หลังเลิกเรียน ก็ถึงเวลาไปเจอกับเซเลเซียอีกครั้ง คราวนี้เธอปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ—ซะส่วนใหญ่ แต่ตอนกินมื้อค่ำเสร็จ เธอหันไปถามเซเลเซียว่า
“เฮ้ เธอดูจะชอบการดวลดาบเรเปียร์มากเลยนะ อยากให้ฉันสอนให้ไหมล่ะ?”
เซเลเซียกัดริมฝีปากอย่างประหม่า
“เดี๋ยวนะ เอาจริงดิ? ฉันเกรงใจน่ะ คือ คลาสของเด็กปีหกมันเรียนหนักมากไม่ใช่เหรอ? เธอมีเวลาว่างจริงๆ เหรอ?”
มิเรียนยักไหล่ “ฉันว่าฉันรับมือได้สบายมากนะ เอาอย่างงี้สิ เธอสอนภาษาเอสคานาร์ให้ฉันบ้างสิ แล้วเราก็ถือว่าเจ๊ากัน ฉันอยากเรียนภาษานี้มาตั้งนานแล้ว”
ลิลี่ทำหน้าประมาณว่า ไม่เห็นจะเคยอยากเรียนเลย แต่เนื่องจากเซเลเซียกับมิเรียนแอบจีบกันเนียนๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว หล่อนก็เลยไม่พูดขัดอะไร
คราวนี้เธอไม่ได้พูดทำนายอนาคตอะไรให้ลิลี่ฟังเลย มันจึงไม่มีความบาดหมางระหว่างกัน หรือความกังวลที่ปิดไม่มิดในแววตาของหล่อน มันรู้สึกดีจริงๆ
ในตอนเย็น เธอสามารถพักผ่อนหย่อนใจกับลิลี่ หรือเซเลเซีย พอเปิดเทอมที่สอง เธอก็จะมีความสุขกับการได้อยู่ร่วมกลุ่มกับนิโคลัสและซิปูแอต
เธอจะมีคลาสเรียนวิชาคาถาภาพลวงตา และคาถาสายต่อสู้ใหม่ๆ ให้เรียน จนกว่าจะถึงตอนนั้น เธอก็มีห้องสมุดเบนโรสทั้งแห่งให้ใช้งาน มีเงินถุงเงินถัง และมีวันเวลาที่คาดเดาได้อีกถมเถ
เธอเปิดวงเงินสินเชื่อกับธนาคารทาวเวอร์สทรัสต์ และกว้านซื้อเสบียงเวทมนตร์มาตุนไว้เพียบ
จากนั้น มิเรียนก็เริ่มศึกษาตำราเกี่ยวกับการพยากรณ์และค้นหา
เหมือนกับเวทมนตร์ส่วนใหญ่นั่นแหละ การพยากรณ์และค้นหามันมีความซับซ้อน และมีชุดสารเคมีเวทมนตร์ และอักขระเวทเฉพาะทางของตัวเอง
เช่นเดียวกับภาพลวงตา มันมีทั้งคาถาที่มีองค์ประกอบทางจิตใจและคาถาที่ไม่มีองค์ประกอบนั้น
คาถาแบบที่ไม่มีองค์ประกอบทางจิตใจนี่แหละคือสิ่งที่เธอสนใจ—ประเภทที่สามารถตรวจจับหินแกะรอยได้ หรือวาดแผนที่ห้องผ่านรูกุญแจได้
การขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดหลายชั่วโมงช่วยให้เธอเห็นภาพรวมของพื้นฐานวิชานี้ได้ค่อนข้างชัดเจน และบอกให้รู้ว่าเธอต้องโฟกัสที่จุดไหน
ความรู้ที่เธอเริ่มศึกษาในลูปที่แล้วและอุปกรณ์ตรวจจับถ้ำรุ่นดึกดำบรรพ์ที่เธอสร้างขึ้นนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่น่าจะมีประโยชน์กว่านั้นมาก
คาถาหนึ่งที่เธอเล็งไว้คือ คาถานักวาดแผนที่ หากนำไปผนวกรวมเข้ากับอุปกรณ์อย่างถูกวิธี มันจะสามารถวาดแผนที่ให้เธอได้
คาถาและอุปกรณ์เวอร์ชันขั้นสูงสามารถนำไปเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์เวทฉายภาพ และฉายภาพแผนที่สามมิติสามมิติขึ้นมาได้จริงๆ
เธอไม่คิดว่าตัวเองจะทำระดับ นั้น ได้ในเร็วๆ นี้หรอก แต่เธอสามารถใช้คาถาเวอร์ชันง่ายๆ เพื่อให้มันวาดแผนที่ให้เธอได้อย่างแน่นอน นั่นจะทำให้การทำแผนที่อุโมงค์ลับใต้ทอร์ร์วิโอลง่ายขึ้นเป็นกอง
เธอมีความคืบหน้าไปมากในช่วงสุดสัปดาห์ จากนั้น พอถึงวันแรก ศาสตราจารย์เจ่ยก็มาถึงห้องสอบด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน และขนาบข้างมาด้วยผู้คุมสอบสองคนตามปกติ เมื่อหล่อนทำท่าจะเดินออกไป มิเรียนก็เด้งพรวดขึ้นจากเก้าอี้
“ศาสตราจารย์คะ!” เธอเรียก “ฉันขอคุยด้วยแป๊บเดียวได้ไหมคะก่อนอาจารย์จะไป?”
เจ่ยยอมออกมาคุยกับเธอข้างนอก และปิดประตูเพื่อไม่ให้นักศึกษาคนอื่นได้ยิน
“เธอทำตัวแปลกๆ อีกแล้วนะ” หล่อนว่า
“ตอร์เรสได้คทาเวทไปไหมคะ?”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน มิเรียน?”
“หลังจากวันนี้ ฉันจะไม่ได้เจออาจารย์อีกเลย ไม่ว่าตอนนี้อาจารย์มีแผนจะไปที่ไหน ฉันไม่รู้หรอก แต่จะไม่มีใครได้เจออาจารย์อีกเลย ศาสตราจารย์ตอร์เรสจะมารับช่วงสอนวิชาออกแบบสิ่งประดิษฐ์เวทแทนในเทอมหน้า นั่นคือสาเหตุที่ฉันรู้เรื่องคทาเวทค่ะ”
“ทำไมเธอถึงทำเหมือนกับว่าตัวเองรู้อนาคตล่ะ?”
ศาสตราจารย์เจ่ยถาม หล่อนดูกระวนกระวายใจมากกว่าที่มิเรียนเคยเห็นมาทั้งหมด
“ก็เพราะฉันรู้จริงๆ ไงคะ ฟังนะคะ—ฉันคุยกับตอร์เรสในลูปที่แล้วที่ร้านคิงออฟเดอะกริลล์ และให้คำทำนายไปตั้งหลายอย่าง มันเกิดขึ้นจริงเป๊ะๆ แต่ก็ยังโน้มน้าวหล่อนไม่ได้
หล่อนไม่ยอมบอกอะไรฉันเกี่ยวกับโปรเจกต์เลยสักนิด แต่ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ ฉันรู้ เพราะอคานา แพรเดียร์ มีเป้าหมายที่จะกวาดล้างทอร์ร์วิโอลให้สิ้นซากในอีกยี่สิบสามวันข้างหน้า นั่นคือที่มาของพวกสายลับ กับม้วนสมุดนั่นไง อาจารย์ถอดรหัสลับได้หรือยังคะ?”
“ก็ต้องยังไม่ได้อยู่แล้วสิ ฉันยุ่งจะตาย และฉันก็พูดภาษาเอสคานาร์ไม่เป็นด้วย” เจ่ยตอบ
“เธอรู้ในสิ่งที่เธอไม่ควรรู้ แต่เธอก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอเองกำลังทำอยู่เหมือนกัน”
“งั้นอาจารย์ก็เข้าใจแจ่มแจ้งเลยสิคะ” มิเรียนย้อน
“ฟังนะคะ สัญญากับฉันนะว่าจะไม่ไปในที่ที่อาจารย์กำลังจะไป อาจารย์ต้องเปลี่ยนแผนอะไรก็ตามที่วางไว้ ไม่งั้นจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น และฉันก็ไม่รู้ด้วยว่ามันคืออะไร สัญญากับฉันมา ไม่งั้นฉันจะเดินไปกดก้อนอิฐลับนั่นเดี๋ยวนี้เลย นั่นคือแต้มต่อเดียวที่ฉันมี เเละฉันทำจริงแน่”
เจ่ยหลับตาลง “เธอไม่เข้าใจหรอก ฉัน... อ่า! ฉันนึกคำศัพท์ในภาษาของเธอที่จะทำให้ฉันอธิบายให้เธอเข้าใจแจ่มแจ้งไม่ออกเลย”
“อาจารย์เจอหินแกะรอยในข้าวของของตัวเองหรือเปล่าคะ?”
ศาสตราจารย์เจ่ยเม้มปากเป็นเส้นตรง ซึ่งมิเรียนตีความเอาเองว่าแปลว่า ‘เจอ’
“มันต้องมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปค่ะ หลังจากนี้ฉันจะตอบทุกคำถามที่อาจารย์อยากรู้—แต่อาจารย์ต้องรอดชีวิตผ่านช่วงสองสามวันนี้ไปให้ได้ก่อนนะ
ฉันหวังว่าฉันจะบอกอะไรอาจารย์ได้มากกว่านี้ แต่ก็นะ ฉันเพิ่งจะมือใหม่กับไอ้เรื่องการย้อนเวลานี่เหมือนกันแหละ และก็ไม่มีใครเชื่อฉันเลย ถึงแม้ว่ามันจะ ไม่มี คำอธิบายอื่นที่ดีกว่านี้แล้วก็เถอะ”
มิเรียนเปิดประตูและเดินกลับเข้าไปข้างใน เธอหันกลับมาพูดว่า “ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ศาสตราจารย์”
บางทีนั่นอาจจะเพียงพอแล้ว หรือบางทีก็อาจจะไม่
เธอกลับไปนั่งทำข้อสอบ เธอไม่เคยได้เห็นคะแนนของวิชานี้เลยจริงๆ จังๆ สักที แม้ว่าตอนนี้เธอจะรู้แล้วว่าทำไม;
คงไม่มีใครที่มีคุณสมบัติมากพอที่จะตรวจข้อสอบนี้ได้หรอกหลังจากเจ่ยหายตัวไป
จากนั้นก็ถึงเวลากลับไปศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองต่อ
ในเย็นวันนั้นเอง เธอเริ่มลงมือสร้างอุปกรณ์วาดแผนที่