- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งวันสิ้นโลก วังวนเวลาและมหาเวท
- บทที่ 30 - เส้นทางลับ
บทที่ 30 - เส้นทางลับ
บทที่ 30 - เส้นทางลับ
บทที่ 30 - เส้นทางลับ
วันก่อนที่เทอมฤดูหนาวจะเริ่มต้นขึ้น มิเรียนรีบประกอบอุปกรณ์เจาะสำรวจ ชิ้นแรกของเธอจนเสร็จสิ้น มันกินเวลาของวันอาทิตย์ไปเกือบทั้งวัน
และเมื่อทำเสร็จ เธอก็เหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง มันไม่ใช่งานประดิษฐ์เวทชิ้นที่ดีที่สุดของเธอหรอก แต่มันก็ใช้งานได้ดีพอสมควร
อุปกรณ์ชิ้นนี้ใช้คาถาที่เรียกว่า ตรวจจับถ้ำ ซึ่งจะส่งคลื่นเสียงและคลื่นแสงที่ถูกปรับให้กลายเป็นรังสีเอกซ์ออกไป
หากร่ายจากตำราเวทมนตร์ ผู้ร่ายจะสัมผัสได้ทางจิตแบบเลือนรางว่ามีพื้นที่กลวงเปล่าอยู่หลังวัตถุทึบตันหรือไม่ และมันอยู่ห่างออกไปแค่ไหน
เนื่องจากสัมผัสนั้นเป็นองค์ประกอบทางจิตใจ มันจึงสูบมานามากเกินกว่าที่มิเรียนจะชอบใจนัก อุปกรณ์นี้สามารถปรับจูนได้ผ่านอักขระสามตัวด้านข้างเพื่อตรวจจับพื้นที่กลวงในระยะใกล้ กลาง และไกล แทนที่จะให้ความรู้สึกทางจิตแบบเลือนราง
อุปกรณ์นี้กลับมีคริสตัลควอตซ์ที่จะเรืองแสงขึ้นมาหากมันตรวจพบพื้นที่กลวง ยิ่งแสงสว่างมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นผลการตรวจจับของจริง ไม่ใช่อย่างอื่น
หนังสือเตือนเธอไว้ว่าคาถานี้มีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายมาก หากมีวัสดุที่มีความหนาแน่นสูงขวางกั้นอยู่ระหว่างอุปกรณ์กับพื้นที่ว่างมากเกินไป มันก็จะตรวจไม่พบ และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถทำให้เกิดผลบวกลวงได้ แต่ถึงอย่างนั้น มีก็ยังดีกว่าไม่มีล่ะนะ
เธอรอจนกระทั่งทานมื้อค่ำเสร็จ แล้วจึงหยิบมันพร้อมกับกุญแจอักขระ ของสถาบัน—ซึ่งเธอยังไม่เคยเอาไปลองใช้งานจริงๆ เลย
—เธอมุ่งหน้าไปยังห้องกริฟฟินฮอลล์
ระหว่างทางไปที่นั่น เธอแทบจะเดินชนวาเลนตรงหัวมุมตึก ไม่สิ ชนเข้าจริงๆ เลยล่ะ; วาเลนตัวเตี้ยมากจนมิเรียนเพิ่งจะสังเกตเห็นหล่อนเอาตอนที่จวนตัวแล้ว
"ดูสิว่าใครมา" วาเลนทัก "กำลังจะแอบย่องไปไหนอีกล่ะ?"
มิเรียนถอนหายใจยาว แหงสิ เธอต้องมาเจอวาเลนจนได้
"โทษทีนะ ฉันรู้ว่าแสงแดดคงส่องลงไปไม่ถึงจุดที่เธอยืนอยู่หรอก แต่ฉันไม่ได้กำลัง แอบย่อง ไปไหนทั้งนั้น"
"งั้นเหรอ?" วาเลนย้อน
"การมาเดินตามตรอกซอกซอยหลังสถาบันตอนค่ำมืดแบบนี้มันคงเป็นเรื่องปกติสุดๆ ไปเลยสินะ ให้ฉันเดาเอาไหมว่าเธอ จะไปไหนล่ะ?"
"ไปให้พ้นจากยัยตัวน่ารำคาญที่เพิ่งโผล่มาขวางหน้าฉันอยู่นี่ไง ทำไมเธอถึงชอบมาวอแวฉันนัก? ฉันเคยไปทำอะไรให้เธอหนักหนา?"
วาเลนดูจะงุนงงกับคำโต้ตอบนี้
"เพื่อนร่วมชั้นจะทักทายไถ่ถามกันบ้างไม่ได้เลยหรือไง?"
ปกติแล้วมิเรียนเป็นคนควบคุมอารมณ์โกรธได้ดี ท้ายที่สุดแล้ว เธอฝึกฝนการควบคุมมันมาเยอะตั้งแต่ยังเด็ก
อย่างไรก็ตาม วันนี้เธอเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานและอ่านหนังสืออย่างหนักติดต่อกันมาหลายวัน โดยแทบจะไม่ได้พักผ่อนหย่อนใจเลย
ก่อนที่เธอจะทันรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร เธอผลักวาเลนกระแทกเข้ากับกำแพงตรอกด้วยมือข้างเดียวแล้วตรึงหล่อนไว้ตรงนั้น นิ้วของเธอกดลงบนกระดูกไหปลาร้าของอีกฝ่าย เธอก้มตัวลงไปหา ดันใบหน้าเข้าไปใกล้เด็กสาวที่ตัวเตี้ยกว่าแล้วกดเสียงต่ำ
"ฉันไม่อยู่ในอารมณ์จะมาเล่นเกมบ้าบอนี่หรอกนะ เลิก. ยุ่ง. กับ. ฉัน. เข้าใจไหม?"
วาเลนเบิกตากว้าง และด้วยฝ่ามือที่ทาบอยู่บนอกของหล่อน มิเรียนสัมผัสได้ถึงหัวใจของเด็กสาวอีกคนที่กำลังเต้นรัว
ท่ามกลางความเงียบงันยามค่ำคืน เธอได้ยินเสียงลมหายใจของหล่อน วาเลนทำท่าจะขยับตัวไปข้างหน้า แต่มิเรียนก็จับหล่อนไว้แน่น ในที่สุด วาเลนก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ฟังดูไม่เหมือนหล่อนเลยสักนิด
"เข้าใจแล้ว ปล่อยสิ เข้าใจแล้ว"
มิเรียนปล่อยหล่อนไป แล้วกระทืบเท้าเดินหนีไปตามตรอก ความโกรธเกรี้ยวยังคงแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ เเต่เธอไม่ได้หันกลับไปมอง
งี่เง่าสิ้นดี เธอด่าทอตัวเองในใจ ยัยนั่นอาจจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องสถาบัน หรือไม่ก็พวกยามก็ได้
กับยัยนั่นมันไม่เคยมีเรื่องใหญ่โตอะไรหรอก มีแต่เรื่องจิกกัดเล็กๆ น้อยๆ เป็นพันๆ เรื่อง
แล้วที่หล่อนพูดว่า 'แอบย่องไปไหนอีก' นั่นมันหมายความว่าไงกัน?
นั่นแปลว่าหล่อนเคยเห็นมิเรียนออกมาผจญภัยตอนดึกๆ ในคืนอื่นด้วยงั้นสิ วาเลนกำลัง สะกดรอย ตามเธออยู่งั้นเหรอ? คราวนี้เธอหันขวับกลับไปมอง แต่ก็ไม่เห็นหล่อนแล้ว
ยัยนั่นเป็นบ้าอะไรของหล่อนกันนะ?
เธอหงุดหงิดตัวเองที่ปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยแค่นี้มาทำให้อารมณ์เสีย แต่บางทีนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่วาเลนต้องการมาตลอดก็ได้ บางทีคราวนี้หล่อนอาจจะเลิกยุ่งกับมิเรียนเสียที
ถนนที่ตั้งของห้องกริฟฟินฮอลล์แทบจะร้างผู้คนในเวลานี้ มีนักศึกษาเดินผ่านไปมาบ้างประปราย หรือไม่ก็เป็นชาวเมืองสักคน
มิเรียนนั่งลงบนม้านั่งใกล้ๆ ทำทีเป็นเปิดสมุดเลกเชอร์อ่านจนกระทั่งถนนว่างเปล่าจริงๆ จากนั้นจึงหยิบกุญแจอักขระ ออกมาดอกหนึ่ง
เธอไม่คิดว่าแม่กุญแจธรรมดาๆ ของห้องบรรยายจะมีการติดสัญญาณเตือนภัยหรอกนะ แต่... ก็นั่นแหละ เธอไม่รู้อะไรเลย เธอไม่เคยงัดแงะตึกไหนมาก่อนเลยนี่
กุญแจอักขระดอกแรกเสียบเข้ารูกุญแจได้พอดี แต่มันไม่ทำงาน ประตูยังคงล็อกแน่นหนา แต่เธอก็ไม่ได้ยินเสียงไซเรนโหยหวนหรือเสียงแตรเวทมนตร์ดังขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นการลองไขกุญแจดูก่อนก็น่าจะปลอดภัย
กุญแจดอกที่สองเสียบไม่เข้า แต่กุญแจดอกที่สามเสียบเข้าและบิดได้
ด้วยเสียง แกร๊ก! ที่น่าพึงพอใจ กลอนประตูก็ปลดล็อกและเปิดออก มิเรียนรีบแทรกตัวเข้าไปข้างใน และล็อกประตูตามหลังทันที
เธอรออยู่ครู่หนึ่ง เงี่ยหูฟังเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไร เธอจึงร่ายคาถาแสงสว่าง
ตอนนี้พอได้มองพินิจพิเคราะห์ภายในห้องบรรยายอย่างถี่ถ้วน เธอก็สังเกตเห็นบางอย่าง ในขณะที่ด้านหน้าของห้องบรรยายซึ่งหันออกถนนมีหน้าต่าง และผนังทั้งสองด้านก็มีหน้าต่าง แต่ผนังด้านหลังตรงที่ตั้งโพเดียมกลับไม่มีอะไรเลย และห้องบรรยายนี้มันมีความยาวสั้นกว่าขนาดของตัวอาคารจริงๆ ไม่ใช่หรือ?
เธอหยิบอุปกรณ์เจาะสำรวจออกมาแล้วเปิดเครื่อง ปล่อยให้กระแสมานาเส้นเล็กๆ ไหลผ่านมันเข้าไป ก่อนจะส่งคลื่นพลังงานที่แรงกว่าเข้าสู่ท่อนำพลังงานหลัก
เธอเริ่มจากเล็งไปที่ผนังด้านหลัง คริสตัลเรืองแสงขึ้นจางๆ แต่หนังสือก็เตือนเธอไว้แล้วว่ามันอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ พอเธอชี้มันไปที่ผนังฝั่งที่มีหน้าต่าง มันก็เรืองแสงจางๆ เช่นกัน คาถาอาจจะไปจับเอาช่องว่างระหว่างกำแพงของอาคารที่อยู่ติดกันก็ได้
เธอทดลองชี้ไปตามผนังด้านหลังอีกสามครั้ง ในครั้งที่สาม ควอตซ์ก็สว่างวาบขึ้นมา
นรกทั้งห้าขุมเถอะ มันได้ผลจริงๆ ด้วย
เธอจดจำตำแหน่งบนกำแพงนั้นไว้ในใจ จากนั้นก็ชี้อุปกรณ์ลงไปที่พื้น
เมื่อเธอกดทำงาน ไฟสถานะบนควอตซ์ก็สว่างโร่ค้างอยู่นานถึงสามสิบวินาที และสว่างจ้ากว่าตอนที่ส่องผนังด้านหลังมาก
ให้ตายสิ เธอคิด
มีบางอย่างอยู่ข้างล่างเธอ นั่นเป็นแค่เพราะมีเส้นทางลับอยู่ใต้ห้องกริฟฟินฮอลล์ หรือว่าทอร์ร์วิโอลทั้งเมืองเป็นแบบนี้กันหมด?
คาถาแสงสว่างดับวูบลง มิเรียนจึงต้องร่ายมันใหม่อีกครั้ง น่ารำคาญชะมัด เธอจำเป็นต้องจารึกคาถาแสงสว่างที่อยู่ได้นานกว่านี้เสียแล้ว
แม้ว่าตอนที่เธอหลับตาและสัมผัสถึงมานาออร่ารอบๆ จิตวิญญาณของเธอ เธอจะรับรู้ได้ว่ามานาของเธอไหลเวียนช้าลง และกระแสออร่าของเธอก็ตื้นเขินกว่าเดิมมาก
การใช้อักขระเวทและคาถาทั้งหมดที่จำเป็นในช่วงหลายวันที่ผ่านมาทำให้เธอสูญเสียพลังงานไปอย่างหนัก และเธอก็ไม่ได้ให้เวลาตัวเองฟื้นตัวอย่างเหมาะสมเลย การใช้คาถาแสงสว่างแบบถาวรจึงเป็นเรื่องที่ลืมไปได้เลย; มันจะสูบมานาไปมากและเร็วเกินไป
มิเรียนมองไปรอบๆ เพื่อหา... อะไรสักอย่าง สวิตช์ที่ซ่อนอยู่ คันโยกที่ถูกพรางตา
เธอพยายามดึงเชิงเทียนเก่าๆ บนผนังที่เคยใช้ปักคบเพลิงก่อนที่ตะเกียงอักขระจะกลายเป็นของแพร่หลาย เธอทดลองกดก้อนอิฐต่างๆ บนกำแพง เธอตรวจสอบโพเดียมเพื่อหาปุ่มลับ
เมื่อมาถึงคาถาแสงสว่างรอบที่สี่ เธอก็พร้อมจะถอดใจแล้ว ไอ้เส้นทางลับบ้าบอมันอยู่ตรงนั้นแหละ มันไม่มีทางเข้าไปได้เลย
เเต่จู่ๆ เธอก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เส้นทางลับนี่มันเก่าแก่ เก่าแก่เกินกว่าที่จะใช้สวิตช์อักขระแบบใหม่ที่ติดอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างในสมัยนี้ ดังนั้นมันต้องเป็นกลไกเชิงกลแน่ๆ ถ้าเป็นกลไกเชิงกล มันก็น่าจะทำจากโลหะ และถ้ามันทำจากโลหะ มันก็น่าจะเป็นเหล็กหรือเหล็กกล้า
เธอร่าย คาถาแม่เหล็กมายา
และก็เป็นไปตามคาด เธอสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดจากบางสิ่งในกำแพงเมื่อเธอเลื่อนแม่เหล็กเข้าไปใกล้
จากการไล่ตามหาจุดที่แรงดึงดูดรุนแรงที่สุด เธอก็พบว่ามีท่อนเหล็กฝังยาวไปตามด้านหลังของผนังจนกระทั่งสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน
เธอออกแรงผลักก้อนอิฐก้อนนั้น และใช่เลย ผนังส่วนหนึ่งเปิดออก เผยให้เห็นประตูบานพับและเส้นทางเดินมืดสลัวเบื้องหลัง อ้อ สรุปว่ามัน คือ สวิตช์ก้อนอิฐที่ซ่อนอยู่นี่แหละ
เธอแค่ถอดใจไปก่อนที่จะกดก้อนอิฐครบทุกก้อนต่างหาก
บานพับของประตูได้รับการชโลมน้ำมันมาอย่างดี เช่นเดียวกับคันโยกอีกฝั่งที่ใช้สำหรับปิด
แวบหนึ่ง มิเรียนจินตนาการภาพตัวเองปิดประตูแล้วติดแหง็กอยู่ข้างใน แต่เธอก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไป ศาสตราจารย์เจ่ยเห็นได้ชัดว่าใช้ทางนี้หลังเลิกเรียนอยู่เป็นประจำ ดังนั้นมันคงไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นหรอก
มิเรียนปิดประตูตามหลัง โถงบันไดวนแคบๆ ที่สร้างจากอิฐสีเข้มทอดยาวลงไปหนึ่งชั้น ก่อนจะนำเธอไปสู่ใต้ตัวอาคาร
อุโมงค์นั้นแคบแต่ก็สูงพอที่เธอไม่ต้องก้มหัวเดิน ผนังเป็นอิฐสีเข้มแบบเดียวกับโถงบันไดวน และถึงแม้มันจะดูเก่าแก่และมีร่องรอยการผุกร่อนในบางจุด
แต่สถานที่นี้ก็ไม่ได้สกปรกจนเกินไปนัก เป็นไปได้ว่าศาสตราจารย์เจ่ยคงจะใช้คาถาทำความสะอาดมันไปบ้างแล้ว
ในทันทีที่ลงมาถึง เธอก็ต้องเผชิญกับการตัดสินใจ เส้นทางลับแตกแขนงออกไปสามทิศทาง เธอหลับตาลงและนึกภาพว่าตัวเองอยู่ตรงไหนและกำลังหันหน้าไปทิศใด
เธอเลี้ยวขวา ปราสาทเบนโรสอยู่ทางทิศนั้น
เส้นทางนั้นนำไปสู่บันไดที่ทำจากหินชนวน ซึ่งทอดตัวลงไปอีกชั้นหนึ่ง และเชื่อมต่อกับอุโมงค์อีกเส้นที่ตั้งฉากกับเส้นที่เธอเพิ่งเดินมา
อุโมงค์เส้นนี้ใหญ่กว่าและค้ำยันด้วยซุ้มโค้งรูปเกือกม้า ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สีสันซีดจางไปมากแล้ว แต่ดูเหมือนว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนทาสีหินเหล่านี้ด้วยสีแดงและสีขาวแบบเดียวกับหอคอยแห่งนักประดิษฐ์เวท
มีเศษไม้ผุพังกระจัดกระจายอยู่ประปราย จากนั้นก็มีเสียงร้อง จี๊ด! แหลมดังขึ้น พร้อมกับเงาดำๆ ที่วิ่งโฉบผ่านเธอไป
มิเรียนสะดุ้งตกใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้: จริงสิ ปัดโธ่ หนูไง ก็แหงล่ะสิที่ต้องมีหนูอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินใต้เมืองแบบนี้
ในสายตาของมิเรียน ดูเหมือนว่าครั้งหนึ่งเคยมีงานปูนปั้นอันวิจิตรตระการตาประดับประดาอยู่ตามผนังอุโมงค์ แต่ส่วนใหญ่ก็หลุดร่วงผุพังไปตามกาลเวลา
ตอนนี้มิเรียนต้องตัดสินใจเลือกทิศทางอีกครั้ง; แสงไฟดวงเล็กๆ ของเธอสว่างไม่พอที่จะส่องให้เห็นปลายทางของอุโมงค์ทั้งสองฝั่งได้
เธอเลือกเลี้ยวขวาอีกครั้ง โดยยังค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะนำเธอไปสู่ใต้ปราสาทเบนโรส
แต่ทว่า อุโมงค์นั้นกลับกลายเป็นทางตัน เศษหินแกรนิตก้อนมหึมาถล่มลงมาปิดกั้นอุโมงค์เอาไว้ แต่กลับมีใครบางคนมาตั้งศาลบูชาเทพอัลทรูคิสต์ เทพเจ้าแห่งการชี้นำ เทพแห่งการเดินทางไว้ที่นี่
รูปปั้นนี้เป็นขนาดเล็ก แบบที่มักพบเห็นได้ตามศาลพระภูมิในบ้านเรือนทั่วไป ใครบางคนนำมันมาตั้งไว้ที่นี่ แล้วสลักเศษหินด้านหลังให้มีรูปร่างคล้ายๆ กับบานประตู
ตะเกียงที่รูปปั้นควรจะถือไว้กลับร่วงหล่นลงมาแตกกระจายบนพื้น แม้ว่าเธอจะยังพอมองเห็นดวงตาที่ถูกสลักอย่างวิจิตรอยู่ด้านหน้าของมันก็ตาม
เป็นที่ตั้งศาลที่แปลกดีแฮะ เธอคิด
เธอเดินย้อนกลับมา เดินผ่านโถงบันไดที่เพิ่งลงมา เธอเดินผ่านจุดที่มีสายน้ำเล็กๆ ไหลซึมลงมาบนตะไคร่น้ำสีขาวและราเมือกสีเหลือง
จากนั้นอุโมงค์ก็ถูกปิดกั้นด้วยลูกกรงเหล็กหนาเตอะ ลูกกรงพวกนั้นขึ้นสนิมเขรอะจนเธอคิดว่าแค่มองมันก็อาจจะติดเชื้อบาดทะยักได้แล้ว
แต่พอเธอลองเตะมันดูสักซี่ ก็รู้ได้เลยว่ามันยังแข็งแรงทนทาน คาถาใบมีดพลังขับเคลื่อนกับแม่เหล็กก้อนจิ๋วของเธอไม่มีทางทำอะไรมันได้แน่ๆ และดูเหมือนจะไม่มีประตูบานไหนให้ลอดผ่านไปได้เลยด้วย
มิเรียนเดินย้อนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เลือกเดินไปตามเส้นทางตรงหน้า มันคดเคี้ยวไปมาจนเธอสับสนทิศทางไปหมด แล้วก็ไปสิ้นสุดที่ทางแยกสามแพร่งอีกแห่ง
เธอลังเล และกำลังจะเลือกเส้นทางขวามือ
เเต่เธอกลับได้ยินเสียงสะท้อนแว่วมาแต่ไกล
เสียงหนูเหรอ? หรือเสียงคนคุยกัน?
เส้นทางพวกนี้ไม่ปลอดภัยเลย พวกสายลับอาจจะกำลังใช้มันอยู่ก็ได้ เธอคิด
บางทีพวกมันอาจจะโจมตีศาสตราจารย์เจ่ยอยู่ข้างล่างนี่แหละ ถ้าเธอถูกจับได้ข้างล่างนี้ มันอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าความตายเสียอีก ไม่มีผู้พิพากษาคอยดูแลให้การคุมขังเธอเป็นไปตามกฎหมายของราชสำนักหรอกนะ
ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรหันหลังกลับ มานาออร่าของเธอใกล้จะหมดเกลี้ยงแล้ว และถึงแม้เธอจะเคยคิดเรื่องซื้อน้ำยาฟื้นฟูมานา แต่เธอก็ยังไม่ได้ซื้อมาจริงๆ เสียหน่อย คงต้องมาสำรวจใต้ดินนี่ในวันหลังแล้วล่ะ
เธอเดินย้อนกลับไปทางเดิม อย่างน้อยตอนนี้เธอก็รู้แล้วว่าหนึ่งในเส้นทางลับเริ่มต้นที่ไหน
เธอปิดประตูเส้นทางลับให้เรียบร้อย แล้วร่ายคาถา พรางตัวระดับล่าง เปลี่ยนสีผมจากเข้มเป็นอ่อน เปลี่ยนสีตาจากเทาเป็นฟ้า และปรับโครงหน้าเล็กน้อย
เนื่องจากเป็นคาถาใหม่สำหรับเธอ มันจึงออกมาไม่เนียนนัก หากมองใกล้ๆ ก็อาจจะจับได้ว่าเป็นแค่ภาพลวงตา แต่ตอนนี้ข้างนอกมืดแล้ว และเธอก็ไม่ได้กะจะให้ใครมาจ้องหน้าเธอใกล้ๆ อยู่แล้ว
เธอแอบย่องออกจากห้องกริฟฟินฮอลล์อย่างเงียบเชียบและล็อกประตูตามหลัง
นักศึกษาสองคนที่เดินผ่านไปมาบนถนนมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ มันค่อนข้างแปลกที่นักศึกษาจะเพิ่งเดินออกจากห้องบรรยายเอาป่านนี้
เธอเมินเฉยต่อพวกเขาแล้วแทรกตัวหายเข้าไปในตรอก ก่อนจะปลดคาถาพรางตัวออก
ขณะที่เธอมุ่งหน้ากลับหอพัก
มิเรียนก็เห็นเกล็ดหิมะแรกที่จะปกคลุมทั่วทั้งวิทยาเขตในวันพรุ่งนี้ ปลิวว่อนผ่านแสงจากตะเกียงอักขระไป