- หน้าแรก
- ยุคสมัยแห่งวันสิ้นโลก วังวนเวลาและมหาเวท
- บทที่ 29 - หายตัวไป
บทที่ 29 - หายตัวไป
บทที่ 29 - หายตัวไป
บทที่ 29 - หายตัวไป
ผิดคาดที่กลายเป็นศาสตราจารย์ตอร์เรส ที่มาตามหาเธอในเย็นวันที่สามนั้น หรือจะพูดให้ถูกคือ ตอร์เรสส่งผู้ส่งสารของสถาบันมา
เมืองส่วนใหญ่ก็มีระบบคล้ายๆ แบบนี้แหละ; พวกเด็กหนุ่มวัยรุ่นปราดเปรียวที่อยากหาเงินค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ มักจะป่าวประกาศให้คนรู้ว่าสามารถจ้างพวกเขาไปส่งข้อความสั้นๆ ได้
การวิ่งส่งสารไปทั่วเมืองไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ส่งสารราชสำนักอย่างเป็นทางการหรอก เด็กผู้ชายคนนั้นมาเคาะประตูห้องก่อนมื้อค่ำ ทำเอามิเรียนและลิลี่ ประหลาดใจทั้งคู่
"ข้อความจากศาสตราจารย์ตอร์เรสครับ" เขาท่องจำมา "คืนนี้ โปรดมาพบฉันที่เดิมตอนมื้อค่ำ จบข้อความครับ"
"ขอบใจ" มิเรียนตอบ และให้ทิปเป็นเหรียญลูกปัดปะการัง ตามธรรมเนียม เมื่อเขาจากไป เธอหันไปหาลิลี่
"ขอโทษนะ ฉันต้องไปคุยกับอาจารย์จริงๆ"
"อืม... คงเป็นเรื่องสำคัญแหละ ขอให้ทุกอย่างราบรื่นนะ"
ตอร์เรสไม่ได้สั่งให้เอาสมุดจดเลกเชอร์ไป แต่มิเรียนก็แพ็กชิ้นส่วนคทาเวท, ม้วนสมุดที่ฉกมาจากสายลับ, กุญแจอักขระ และสมุดบันทึกไปด้วย เผื่อไว้ก่อน
เมื่อไปถึงที่ร้านอาหาร มิเรียนก็ถูกโจมตีด้วยกลิ่นหอมฉุยของเนื้อและผักย่างอีกครั้ง บริกรเห็นเธอก็พยักหน้าให้ตามไป และพาไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิม
ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลง แสงสลัวยามเย็นฉาบเส้นขอบฟ้าด้วยเฉดสีเทาเรืองรอง ทำให้ทิวทัศน์ที่เห็นมีเพียงเงาตะคุ่มๆ และแสงตะเกียงอักขระที่อยู่ไกลออกไป แสงไฟอันอบอุ่นที่ระเบียงทำให้ที่นี่ดูราวกับเป็นเกาะกลางทะเลอันมืดมิด
ทว่าคราวนี้ เธอสังเกตเห็นอักขระที่เรืองแสงจางๆ ตามเสาระเบียงต้นหนึ่ง และเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นอีกตัวอยู่บนขื่อหลังคา
คาถาความเป็นส่วนตัว
เธอตระหนักได้ มันไม่ได้ปิดกั้นเสียงจากบริเวณนี้ไปเสียทั้งหมด แต่ก็ช่วยเก็บเสียงได้มากทีเดียว มิน่าล่ะรอบที่แล้วเธอถึงไม่ทันสังเกตเห็น ไม่แปลกใจเลยที่เสียงจากในครัวถึงฟังดูไกลออกไปนัก
ศาสตราจารย์ตอร์เรสกำลังทอดสายตามองออกไปที่ทะเลสาบ หล่อนหันกลับมาเมื่อมิเรียนเดินเข้าไปใกล้
"ดูเหมือนว่าฉันจะต้องเก็บเอาคำกล่าวอ้างของเธอมาคิดให้จริงจังกว่านี้เสียแล้ว" หล่อนเปิดบทสนทนา ท่าทางยังคงเยือกเย็นเช่นเคย
มิเรียนพยักหน้า เธอไม่รู้จะพูดอะไรดี "ศาสตราจารย์เจ่ยปลอดภัยดีไหมคะ?" เธอถาม
"ฉันก็หวังให้เธอเป็นคนบอกฉันเหมือนกันนั่นแหละ"
นั่นทำเอามิเรียนใจเต้นรัว สรุปว่ามันไม่ใช่แค่เจ่ยงานยุ่งขึ้นมา หรือต้องมานั่งตามเก็บกวาดหลังเกิดการงัดแงะเหมือนวิริเดียนหรอกหรือ
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
"นักศึกษาทุกคนต่างก็ซุบซิบกันว่าศาสตราจารย์เจ่ยกำลังทำโปรเจกต์ลับอยู่ หล่อนไม่เคยมีชั่วโมงให้คำปรึกษา ไม่มีใครเคยเห็นหล่อนนอกเวลาเรียนเลย มันก็เลยดูสมเหตุสมผลว่าหล่อนคงจะยุ่งมาก ฉันเลยทึกทักเอาเองว่าหล่อนแค่... ยุ่งมากกว่าเดิมน่ะค่ะ"
"โชคร้ายที่มันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิ เธอยังเก็บม้วนสมุดนั่นไว้อยู่ไหม?"
เตรียมตัวมาดีมาก มิเรียน เธอชมตัวเองในใจ ก่อนจะหยิบมันส่งให้
"ที่ตลกร้ายก็คือ" ตอร์เรสพูดพลางพินิจพิเคราะห์ม้วนสมุดพร้อมกับถอนหายใจ
"ซ่งเจ่ยน่าจะเป็นคนที่ถอดรหัสสิ่งนี้ได้ดีที่สุด มันน่าจะใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์บางอย่างที่หล่อนรู้"
หล่อนวางมันลงบนโต๊ะ "คนสุดท้ายที่เห็นซ่งคือเมื่อสองวันก่อนหลังสอบเสร็จพอดี ตอนที่หล่อนไม่โผล่ไปที่.…..โปรเจกต์ ก็เกิดความตื่นตระหนกกันขนานใหญ่ อาคมคุ้มกันที่อพาร์ตเมนต์ของหล่อนยังอยู่ครบถ้วน แต่ตัวหล่อนไม่อยู่ สถานที่ประจำของหล่อนก็ไร้วี่แวว พวกยามอ้างว่าไม่มีใครมาแจ้งเบาะแสหรือพบเห็นเลย แม้ว่าพวกเขาจะกำลังสืบสวนอยู่ก็ตาม"
"ผู้กองมันเดซ ไว้ใจไม่ได้หรอกค่ะ และลูกน้องก็ภักดีต่อเขากันทั้งนั้น ก็นะ... จนกว่าเขาจะชิ่งหนีไปน่ะแหละ"
"ใช่ เธอเคยบอกเรื่องนั้นไปแล้ว ตอนแรกฉันก็กังขาอยู่หรอก แต่มีเรื่องน่าสงสัยหลายอย่างที่อาจจะใช้อธิบายได้
อย่างเช่น ทำไมคนคนเดียวที่เคยถูกจับได้ว่าลอบเข้ามางัดแงะสถาบันถึงเป็นเหตุการณ์ในวันที่ 1 เดือนโซเลม
แถมยังถูกจับได้โดยเธอใช่ไหม? ฉันแอบไปสืบดูว่าได้ข้อมูลอะไรจากการสอบสวนชายคนนั้นบ้าง ปรากฏว่าพวกเขาไม่ได้ข้อมูลอะไรคืบหน้าเลย ไม่มีคำอธิบายใดๆ ว่าหมอนั่นไปได้กุญแจอักขระของสถาบันมาได้ยังไง แต่ยามที่ฉันคุยด้วยก็บอกว่า นอกจากอุปกรณ์สะเดาะกุญแจแล้ว กุญแจพวกนั้นก็เป็นสิ่งเดียวที่อยู่ในกระเป๋าของเขา"
"ฉันพนันได้เลยว่าเขามีไม้กายสิทธิ์มากกว่านั้น หนึ่งในพวกสายลับมีไม้กายสิทธิ์พรางตัวระดับล่างด้วย แถมพวกนั้นยังพกหินแกะรอย ติดตัวตลอด เป็นแบบที่มีอักขระที่ทำให้สะกดรอยตามได้ง่ายๆ
พวกมันซ่อนหินไว้ในถุงตาข่ายโลหะเพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับได้ แต่ฉันพนันได้เลยว่าพวกมันคอยแอบหย่อนหินพวกนี้ใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าสะพายของคนอื่นเพื่อสะกดรอยตามแน่ๆ"
ตอร์เรสเบิกตากว้าง
"อย่างนี้นี่เอง" หล่อนพึมพำ "เธอมีหินพวกนั้นเก็บไว้บ้างไหม?"
มิเรียนทำหน้าแหย "ฉันตกใจตอนที่เจอมันในกระเป๋าที่ขโมยมาจากสายลับอีกคน ฉันไม่อยากถูกสะกดรอย ก็เลยขว้างมันทิ้งเข้าไปในสวนทางเหนือของอาคารวิชานิเวศวิทยาน่ะค่ะ"
"บ้าเอ๊ย" ตอร์เรสสบถ "ป่านนี้พวกมันคงกลับไปเก็บมาแล้วล่ะ"
"ฉันรอดูหลังเลิกเรียนว่าศาสตราจารย์เจ่ยไปไหน เพราะฉันสงสัย ฉันรู้ว่าหล่อนไม่ได้ใช้ประตูหน้าออกไป และฉันก็รู้ว่ามีโครงข่ายเส้นทางลับอยู่ใต้ทอร์ร์วิโอล เชื่อมต่อไปยังปราสาทเบนโรส ฉันก็ยังรู้อีกว่า…...."
มิเรียนลังเล แต่ถ้าไม่ไว้ใจตอร์เรส แล้วจะให้ไปไว้ใจใคร? เธอเล่าเรื่องที่เผลอหลับในเบนโรสเมื่อวันที่ 2 เดือนโซเลม เล่าเรื่องโถงบันไดและประตูหินขนาดยักษ์
"แต่ในลูปนี้ สายลับคนนั้นไม่โผล่มาในคืนวันที่ 2 จุดที่ประตูเคยอยู่มันก็แค่... เป็นแค่กำแพง ฉันเข้าไปไม่ได้ค่ะ"
สีหน้าของศาสตราจารย์เคร่งเครียดขึ้น
"บ้าเอ๊ย บ้าจริง นรกทั้งห้าขุม พวกมันรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้ว? บัดซบ!"
มิเรียนไม่เคยเห็นหล่อนใส่อารมณ์ขนาดนี้มาก่อนเลย
"งั้นอาจารย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นั่นด้วยใช่ไหมคะ? ฉันอาจจะ... อาจจะพอช่วยได้นะ เรื่องนี้เชื่อมโยงกับการโจมตีทั้งหมดเลย มันต้องมีเหตุผลที่อคานา แพรเดียร์ เล็งเป้ามาที่ทอร์ร์วิโอล ศาสตราจารย์วิริเดียนเคยบอกว่ามันเกี่ยวกับความลับที่ถูกฝังอยู่"
"เซลคุสพูดแบบนั้นเหรอ? แปลกแฮะ เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลยสักนิด"
ตอร์เรสเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ ท่าทางกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด "ฉันไม่อยากจะเปิดเผยข้อมูลอะไรเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้เลยจริงๆ"
ในที่สุดหล่อนก็เอ่ยปาก "พวกเราทุกคนสาบานว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับขั้นสูงสุด แต่เธอพูดถูก มันต้องใช้อธิบายความเคลื่อนไหวพวกนี้ได้แน่ๆ แล้วทำไมมีเดียสถึงได้แต่นั่งนิ่งดูดายอยู่ได้ล่ะ? ไอ้บ้าเอ๊ย"
มิเรียนถึงกับผงะ เธอไม่คิดเลยว่าตอร์เรสจะสบถด่าท่านจอมเวทสูงสุดลุสไปร์ ออกมาแบบนี้
"อาจารย์พอจะบอกอะไรฉันได้บ้างคะ?" เธอถาม
เเต่เมื่อเห็นตอร์เรสยังคงเงียบ เธอจึงเสริมว่า "ฉันยังไม่รู้วิธีหยุดยั้งเรื่องทั้งหมดนี้เลย เเละฉันก็ยังรู้ไม่มากพอค่ะ"
แทนที่จะตอบคำถาม ศาสตราจารย์กลับเปลี่ยนเรื่อง
"ขอฉันดูความคืบหน้าเรื่องคทาเวทของเธอหน่อยได้ไหม?"
มิเรียนล้วงเอาชิ้นส่วนต่างๆ ออกมาจากกระเป๋าสะพายและวางเรียงไว้บนโต๊ะข้างๆ ม้วนสมุด
ตอร์เรสใช้เวลาพินิจพิเคราะห์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด
"และฉันไปสอบใบรับรองการต่อสู้มาแล้วด้วยนะคะ ขอแจ้งไว้ก่อน อีกอย่าง ฉันรู้ด้วยว่ามันใช้งานได้จริง ฉันเคยใช้มันฆ่าแมลงสการาไบต์น้ำแข็ง ไปตั้งสองตัวตอนช่วงอพยพแน่ะ"
คำว่า 'ฆ่า' อาจจะดูเกินจริงไปนิด เพราะจริงๆ แล้วพวกมันแค่วิ่งหนีเตลิดไปต่างหาก
"ผลงานชิ้นนี้ยอดเยี่ยมมาก เธอไปศึกษาค้นคว้ามาดีทีเดียว" ตอร์เรสเอ่ย
มิเรียนบอกรายชื่อหนังสือที่เธอใช้ศึกษาให้ฟัง
ศาสตราจารย์ละสายตาจากแท่งทองเหลืองและหินอักขระ ที่วางเรียงราย หันไปมองแสงสุดท้ายของยามเย็นที่กำลังเลือนหายไป
ตอนนี้ดวงจันทร์ดิเวียร์ส่องแสงนวลตา และดวงดาวดวงแรกเริ่มปรากฏให้เห็น
"ข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับความสามารถในการล่วงรู้อนาคตของเธอ ก็คือเธอเองก็เป็นสายลับอคานันเหมือนกัน แต่ก็ไม่นะ"
ตอร์เรสยกนิ้วขึ้นห้ามเมื่อเห็นมิเรียนอ้าปากเตรียมจะประท้วง
"ฉันรู้ว่ามันไม่สมเหตุสมผลหรอก อคานา แพรเดียร์ ก็ไม่นิยมใช้คทาเวทเหมือนกัน และในบาราคูเอลก็ไม่มีใครใช้แล้วด้วย มันถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีล้าหลัง เกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายแถมยังมีต้นทุนสูง
แต่เธอต้องเข้าใจนะว่า การย้อนเวลามันเป็นคำกล่าวอ้างที่สุดโต่งมากๆ และคำกล่าวอ้างระดับนั้นจำเป็นต้องมีหลักฐานมารองรับอย่างล้นเหลือ"
"แล้วการพรีเซนต์งานออกมาเหมือนที่ฉันบอกไหมล่ะคะ?"
"แทบจะเป๊ะเลยล่ะ" หล่อนตอบ
"แต่ก็นั่นแหละ คำอธิบายที่ง่ายที่สุดก็คือเธอไปติดสินบนหรือหว่านล้อมให้เพื่อนร่วมชั้นเล่นละครตบตา สมรู้ร่วมคิดกัน ถึงแม้มันจะฟังดูไร้สาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันมาจากนักศึกษาที่ชอบเก็บตัวอย่างเธอ แต่มันก็ยังดูเป็นไปได้มากกว่าอยู่ดี
ทว่า... ฉันกลับพบว่าตัวเองกำลังฉุกคิด ยิ่งคำอธิบายทางเลือกมันซับซ้อนมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นไปได้น้อยลงเท่านั้น ฉันจะส่งจดหมายไปหาเส้นสายในกองทัพบาราคูเอล เพื่อสอบถามว่ามีการสะสมกำลังทหารบริเวณทะเลริฟต์ บ้างหรือไม่ แบบนี้พอใจเธอหรือยังล่ะ?"
"พอใจค่ะ คือ... ฉันยังอยากรู้เรื่องอื่นๆ เพิ่มด้วย แต่การหยุดยั้งการโจมตีคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด ฉันสังหรณ์ใจว่า... เรื่องนี้มันต้องเป็นต้นเหตุแน่ๆ แล้วเราจะจัดการผู้กองมันเดซได้ยังไงคะ?"
"สำนักพระราชวัง ให้ส่งจดหมายไปที่เมืองแคร์นเมาธ์ แล้วพวกเขาจะลงมาสืบสวนเอง"
"แต่กว่าจดหมายจะไปถึง กว่าพวกเขาจะส่งคนมา... ฉันเคยลองส่งจดหมายไปเตือนคนอื่นมาแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย"
ตอร์เรสพยักหน้าเห็นด้วย "หลักฐานแวดล้อมน่าจะยังมีน้ำหนักไม่พอละสิ"
มิเรียนเอ่ย
"แถมฉันยังเป็นแค่นักศึกษา เพิ่งจะโตเป็นผู้ใหญ่หมาดๆ ทำไมพวกเขาถึงจะต้องมาเชื่อฉันด้วยล่ะ?"
"เรื่องนั้นฉันเข้าใจความรู้สึกดีเลยล่ะ" หล่อนตอบ
จริงด้วย มิเรียนเพิ่งตระหนักได้ ตอร์เรสเคยเป็นอัจฉริยะมาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะยอมรับฟังหล่อนอย่างจริงจังเสมอไป
"แล้วอะไรล่ะคะที่จะทำให้คนยอมฟัง?" เธอถาม
"การแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นของเธอ จดหมายรับรองจากบุคคลที่พวกเขาให้ความเคารพ ซึ่งนั่นหมายถึงเธอต้องสร้างเส้นสาย และแน่นอน เงินคือพระเจ้าเสมอ"
นั่นไม่ใช่คำตอบที่เธออยากได้เลย มิเรียนไม่มี 'เส้นสาย' ที่ไหน (เว้นแต่จะนับลิลี่เข้าไปด้วย) ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดก่อนการโจมตีจะเริ่มขึ้น ดูเหมือนเธอจะไม่มีเวลาพอไปสร้างเส้นสายหรอก แต่ถ้าเป็นเรื่องความสามารถล่ะก็... บางทีนั่นอาจจะเป็นกุญแจสำคัญ หรือไม่ก็ความรู้ มันก็ช่วยสร้างความประทับใจให้ตอร์เรสได้มากพอสมควรแล้วนี่นา?
"ฉันขอเก็บม้วนสมุดนี่ไว้ได้ไหม?" ตอร์เรสถาม "ฉันยินดีที่จะนำมันไปมอบให้เจ้าหน้าที่ราชสำนัก หรือเจ้าหน้าที่ทหาร"
"ได้เลยค่ะ เอาไปเถอะ ฉันคงไม่มีปัญญาไปเรียนภาษาเอสคานาร์ หรือวิธีถอดรหัสลับหรอก และในลูปนี้ ฉันก็ยังไม่ได้เจอคนที่พูดภาษาเอสคานาร์ได้ด้วยสิ เพราะงั้น..." เธอยักไหล่ "หวังว่ามันจะช่วยได้นะคะ"
"ขอบใจนะ"
"คราวนี้ฉันจะไม่รั้งรออยู่จนถึงตอนโดนโจมตีหรอกนะคะ... ฉันไม่อยากตายอีกแล้ว มัน... ไม่สนุกเลยสักนิด แล้วก็เรื่องสยดสยองต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวตอนนั้น.….ช่างเถอะ ฉันไม่อยากพูดถึงมันแล้ว"
"เข้าใจได้" ตอร์เรสรับคำ "ตอนนี้เรามาดื่มด่ำกับมื้อค่ำดีๆ กันเถอะ"
มิเรียนเก็บกวาดชิ้นส่วนคทาเวทของเธอ ตอร์เรสพยักหน้าให้สัญญาณไปที่ประตูระเบียงเพียงครั้งเดียว บริกรก็ผละไป และนำอาหารมาเสิร์ฟในอีกครู่ต่อมา อาหารเสิร์ฟมาบนจานที่มีอักขระทำความร้อนเล็กๆ สลักอยู่รอบขอบจาน ทำให้อาหารยังคงร้อนกรุ่น
เนื้อถูกย่างมาอย่างสมบูรณ์แบบ ผักก็ถูกปรุงรสด้วยเครื่องเทศนานาชนิดที่ทำให้รสชาติอร่อยเลิศล้ำ บทสนทนาเปลี่ยนไปเป็นเรื่องวิชาประดิษฐ์เวท
และตอร์เรสก็ให้คำแนะนำสองสามข้อทั้งเกี่ยวกับดีไซน์ปัจจุบันของเธอและคทาเวทอันที่สองที่เธอกำลังสเก็ตช์ภาพอยู่ หล่อนถึงขั้นเสนอว่าจะให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกถัามิเรียนมาเข้าเรียนก่อนเวลา
จากนั้นพวกเธอก็เงียบไปพักใหญ่ ปล่อยใจไปกับสายลมยามค่ำคืนและทิวทัศน์ใต้แสงจันทร์
ของหวานคือเพสตรี้เคลือบน้ำผึ้งสอดไส้ครีมและผลไม้สด—ซึ่งต้องมาจากเรือนกระจกแน่ๆ ในช่วงเวลาของปีแบบนี้—และมิเรียนก็สวาปามมันเรียบด้วยความเร็วทำลายสถิติ จากนั้นเธอกล่าวขอบคุณและขอตัวลากลับ
เธออาจจะซักไซ้ตอร์เรสเรื่องโปรเจกต์ลับและเส้นทางลับต่อก็ได้ แต่เธอมั่นใจว่าทำไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา อย่างน้อยตอนนี้ทอร์ร์วิโอลก็พอมีลุ้นจะรอดบ้างแล้ว ด้วยเส้นสายของตอร์เรสในกองทัพและการแจ้งเตือนล่วงหน้าเรื่องเรือเหาะ อาจจะมีการเตรียมการป้องกันและอพยพเมืองอย่างเป็นระบบเสียที
ด้วยเวลาว่างสี่วันเต็มก่อนเปิดเทอมหน้า มิเรียนจึงหมกมุ่นอยู่กับสารพัดโปรเจกต์ของตัวเอง เธอขายไม้กายสิทธิ์สามอันที่สร้างขึ้นไปให้นักศึกษาปีสองคนหนึ่งในหอพัก หลังจากบังเอิญได้ยินเขาบ่นว่าไม่อยากเป็นนักประดิษฐ์เวทก่อนจะได้เป็นนักรบเวท
แม้ว่าตอนนี้เธอจะไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องเงินแล้วก็ตาม ในทางเทคนิค การทำแบบนี้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายเพราะไม้กายสิทธิ์นับเป็นอาวุธ แต่เธอเคยเห็นคนอื่นทำมาก่อนแล้ว และพวกยามจะเอาปัญญาที่ไหนมาจับล่ะ? พวกนั้นมัวแต่ยุ่งอยู่กับการตามลบหลักฐานให้พวกสายลับอคานันอยู่น่ะสิ
เธอคัดลอกคาถาภาพลวงตาเพิ่มอีกหลายบทเพื่อเอาไว้ฝึกซ้อม รวมถึง คาถาพรางตัวระดับล่าง และ คาถาสร้างภาพระดับล่าง
เวลาที่ไม่ได้ฝึกคาถาพวกนั้น เธอก็จะไปขลุกอยู่ที่ลานซ้อม เสกสายฟ้าที่ห่วยแตกที่สุดในโลกใส่หุ่นฟางที่กางอาคมไว้ ไม่ก็หมกตัวทำคทาเวท
ภารโรงที่โรงกลึงโลหะประทับใจในฝีมือของเธอมาก และช่วยแนะนำเทคนิคสองสามอย่างในการดัดลวดทองคำให้เป็นระเบียบและขันข้อต่อทองเหลืองให้แน่นหนายิ่งขึ้น
พอถึงวันที่ห้า คทาเวทก็เสร็จสมบูรณ์ เธอจึงเฉลิมฉลองด้วยการระเบิดหุ่นฟางซ้อมเวทจนกระจุยกระจาย
คทาเวทอันที่สองที่เธอวาดฝันไว้คงสร้างไม่เสร็จทันเวลาแน่ๆ ความรู้เรื่องคาถาภาพลวงตาของเธอยังมีไม่พอ และเธอก็ไม่เคยออกแบบอุปกรณ์ที่มีองค์ประกอบทางจิตใจมาก่อนเลย นั่นทำให้เธอต้องกลับไปที่ห้องสมุดเบนโรสอีกครั้ง
เพราะเทคนิคที่ตำราสอนดูเหมือนจะขัดแย้งกับสมการการแปลงมานาบทหนึ่งที่เธอเคยเรียนในวิชาเล่นแร่แปรธาตุ และดูเหมือนว่าคาถา สร้างภาพระดับสูง ที่เธออยากใช้ จะสูบมานามากเกินความจำเป็นไปไกลเลย
การเพิ่มองค์ประกอบทางจิตใจเข้าไปทำให้ต้องสิ้นเปลืองมานามหาศาล แต่เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไม วิชาฟิสิกส์แห่งสิ่งประดิษฐ์เวท เคยสอนเธอว่า พลังงานย่อมมีกฎอนุรักษ์พลังงานเสมอ—มันต้องถูกเปลี่ยนไปเป็น อะไรสักอย่าง สิ
แต่ไม่มีตำราเล่มไหนอธิบายเหตุผลเรื่องนี้ไว้เลย ด้วยความหงุดหงิด เธอจึงตั้งใจว่าจะไปถามศาสตราจารย์เอ็นเดรเซน ให้รู้เรื่องตอนที่เจอหล่อนในวันแรกของการเปิดเทอม
เธอกลับไปง่วนกับการตามหาเส้นทางลับใต้ทอร์ร์วิโอลต่อ มีหนังสือหลายเล่มกล่าวถึงมัน เล่มหนึ่งเป็นหนังสือโบราณคดีที่ระบุว่าระบบท่อน้ำทิ้งเก่าแก่ของเมืองโบราณนั้นยังคงสภาพสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ แต่ถูกฝังกลบไปด้วยน้ำท่วม ไฟไหม้ และการผุกร่อนตามกาลเวลากว่าพันปี
หนังสือยังระบุด้วยว่าสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ถูกสร้างทับลงบนซากปรักหักพัง โดยใช้หินพวกนั้นเป็นรากฐาน ในบางกรณี ซากปรักหักพังก็ถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร ดังนั้นชั้นใต้ดินบางแห่งก็คือโครงสร้างของสถาปัตยกรรมโบราณนั่นเอง
หนังสือโบราณคดีเล่มอื่นๆ ก็พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีเล่มไหนมีแผนที่ รายละเอียด หรือข้อมูลวิธีเข้าถึงเส้นทางเหล่านั้นเลย
เมื่อเธอไปถามบรรณารักษ์ที่เข้าเวร เขาก็ตอบว่า
"อ้อ หนังสือพวกนั้นถูกเก็บออกไปหลายปีแล้วล่ะ มีเด็กปีหนึ่งหลายคนต้องมาตายเพราะหลงทางหรือติดอยู่ใต้ดินน่ะสิ ว่าแต่ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้ล่ะ?"
มิเรียนจึงด้นสดแก้ตัวไปว่าเธอหลงใหลในสถาปัตยกรรมมาตลอด
บรรณารักษ์ลองคิดตาม แล้วก็แนะนำหนังสือที่เกี่ยวกับหัวข้อนั้นมาให้เล่มหนึ่ง มิเรียนกล่าวขอบคุณ แล้วรีบเผ่นหนีออกมาก่อนที่เขาจะชวนคุยเรื่องนี้ต่อแล้วจับได้ว่าเธอโกหกหน้าตาย
หนังสือสถาปัตยกรรมเล่มนั้นพูดถึงความท้าทายในทางปฏิบัติที่เกิดจากการก่อสร้างทับซ้อนบนโครงสร้างเก่า และความจำเป็นของการประเมินพื้นที่อย่างระมัดระวัง เนื้อหาส่วนใหญ่น่าเบื่อชะมัด—แต่มันดันมีเกร็ดความรู้เล็กๆ ที่น่าสนใจสุดๆ โผล่มา
ผู้เขียนแนะนำให้ใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘คาถาเจาะสำรวจ’ ซึ่งเป็นหมวดหมู่คาถาที่เธอพอจะจำได้ลางๆ ว่าศาสตราจารย์โฮลวัทติ เคยพูดถึงว่าใช้ในทางธรณีวิทยา ดูเหมือนเธอจะสามารถใช้มันตรวจสอบได้ว่ากำแพงหนาแค่ไหน ทำจากอะไร ทะลวงคาถาภาพลวงตา และค้นหาถ้ำที่ซ่อนอยู่ได้ เอาล่ะสิ ถ้ามันใช้หาถ้ำได้ มันก็ต้องใช้หาโถงทางเดินลับใต้ดินได้สิ ใช่ไหมล่ะ?
เธอเจอหนังสือชื่อ การสร้างคาถาเจาะสำรวจในตำราเวทมนตร์และประดิษฐ์เวทอย่างง่าย และทำเรื่องยืมมันออกมา ดูเหมือนมันจะมีสูตรและคาถาทั้งหมดที่เธอต้องการ
ถ้าตอร์เรสไม่ยอมบอกล่ะก็ เธอจะค้นหาความลับของสถาบันนี้ด้วยตัวเองนี่แหละ