- หน้าแรก
- พลิกชะตาตัวประกอบ สู้กลับแบบสับ แล้วรวย
- บทที่ 16 หมูตุ๋นน้ำแดง
บทที่ 16 หมูตุ๋นน้ำแดง
บทที่ 16 หมูตุ๋นน้ำแดง
บทที่ 16 หมูตุ๋นน้ำแดง
หมูตุ๋นน้ำแดงสีมันวาวน่าทานหม้อเล็กทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว กลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายลอยโชยไปในอากาศ ทำเอาเพื่อนบ้านถึงกับน้ำลายสอและสบถออกมาว่า "ไอ้บ้าที่ไหนมาตุ๋นเนื้อตั้งแต่เช้าตรู่เนี่ย กะจะยั่วให้พวกเราหิวตายเลยหรือไง"
ซ่งเหยาไม่ได้สนใจเสียงบ่นของเพื่อนบ้านเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอกำลังง่วนอยู่กับการตุ๋นเครื่องในหมูที่พ่อซ่งและซ่งอันช่วยกันทำความสะอาดไว้จนเสร็จสรรพ
ทันทีที่แม่ซ่งเดินออกมาจากห้องแล้วได้กลิ่นหอมของเนื้อ เธอก็รีบสาวเท้าก้าวฉับๆ ตรงดิ่งเข้าไปในครัวทันที ทว่าพอเห็นกองเครื่องในหมูที่อยู่ในหม้อ เธอก็รู้สึกปวดใจจี๊ดขึ้นมา ยัยลูกคนนี้ช่างเป็นตัวผลาญสมบัติเสียจริง ถ้าเอาของพวกนี้ไปหมักเกลือทำเนื้อเค็ม คงเก็บไว้กินได้ยาวจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูร้อนเลยเชียวนะ
ทำไมซ่งเหยาจะมองไม่เห็นแววตาปวดใจของแม่ซ่งล่ะ ในยุคที่ขัดสนเช่นนี้ ทุกคนต่างก็ต้องประหยัดมัธยัสถ์ให้ถึงที่สุด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเนื้อสัตว์เลย เนื้อแค่ครึ่งกิโลกรัมก็กะจะเก็บไว้กินให้ได้ทั้งปีเสียด้วยซ้ำ
แต่พวกเขาต้องออกไปตรากตรำทำงานในแปลงนากันทุกวัน ขืนปล่อยให้ร่างกายขาดเนื้อสัตว์เป็นเวลานานๆ จะไปทนไหวได้อย่างไร
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ร่างกายก็คงจะทรุดโทรมลงในไม่ช้า
"แม่คะ เครื่องในหมูพวกนี้ต้องเอามาตุ๋นรวมกันในหม้อเดียวถึงจะอร่อยที่สุดนะคะ แถมหนูยังใส่เกลือลงไปตั้งเยอะ รับรองว่าเครื่องในพะโล้หม้อนี้เก็บไว้กินได้นานแน่ๆ ค่ะ"
"อีกอย่าง แม่เคยสอนหนูเองไม่ใช่หรือคะว่าคนเราต้องรู้จักทดแทนบุญคุณ ได้รับหยดน้ำหล่อเลี้ยงจงตอบแทนด้วยสายน้ำพุ หนูเลยตั้งใจทำเยอะหน่อย จะได้แบ่งไปให้ยุวชนปัญญาฉินด้วยไงคะ"
"เอาเถอะๆ แม่สู้ฝีปากแกไม่ได้หรอกนะ ที่บอกว่าจะเอาไปให้ยุวชนปัญญาฉินอะไรนั่นน่ะ แม่ว่าแกแค่ตะกละอยากกินเองมากกว่ามั้ง" แม่ซ่งถึงกับเอือมระอา ลูกสาวของเธอช่างสรรหาข้ออ้างเรื่องกินได้เก่งจริงๆ ทำเนื้อหม้อใหญ่เบ้อเริ่มขนาดนี้ ต่อให้มียุวชนปัญญาฉินสามคนก็คงกินไม่หมดหรอก
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เครื่องในหมูพะโล้ก็เสร็จสมบูรณ์ ซ่งเหยาจัดการหั่นเนื้อหัวหมู ไส้หมู ตับหมู หัวใจหมู และอื่นๆ อย่างคล่องแคล่ว นำไปใส่ไว้ในชามใบเล็ก จากนั้นเธอก็ตักหมูตุ๋นน้ำแดงชิ้นโตๆ อีกสองทัพพีโปะทับลงไป
เธอยังไม่ลืมที่จะหยิบหมั่นโถวแป้งข้าวโพดเนื้อนุ่มส่งกลิ่นหอมกรุ่นที่แม่ซ่งทำไว้เมื่อคืนฝากไปด้วยอีกห้าลูก
ซ่งเหยาประคองชามเนื้อเดินไปตามเส้นทางขรุขระที่เต็มไปด้วยก้อนหิน เกือบจะข้อเท้าพลิกอยู่หลายหน กว่าจะกระหืดกระหอบมาถึงที่พักของฉินเฮ่ออันได้ก็ทุลักทุเลเอาการ
ในจังหวะนั้นเอง ฉินเฮ่ออันที่เพิ่งกลับมาจากหาฟืนก็เดินแบกฟืนมัดใหญ่เข้ามาพอดี เขามองเธอด้วยสายตางุนงง "คุณมาทำอะไรที่นี่"
ซ่งเหยายื่นชามเนื้อในมือส่งให้เขาราวกับกำลังนำเสนอของล้ำค่า "นี่ค่ะ หมูตุ๋นน้ำแดงกับเครื่องในพะโล้ฝีมือฉันเอง ถือซะว่าเป็นการขอบคุณที่คุณช่วยแบกฉันลงมาจากเขาคราวก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่มีชีวิตรอดมายืนอยู่ตรงนี้แน่ๆ"
สายตาของฉินเฮ่ออันกวาดมองเด็กสาวร่างผอมบางตรงหน้า เขาจำได้ดีว่าตอนที่แบกเธอลงมาจากเขานั้น ตัวเธอเบาหวิวแทบจะไร้น้ำหนัก เขาจึงส่ายหน้าปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณ
"คุณเก็บไว้กินเองเถอะ ผมไม่ได้ขัดสนเรื่องเนื้อสัตว์หรอก"
"ฉันรู้ค่ะว่าคุณไม่ได้ขัดสน แต่นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากฉัน ถ้าคุณไม่รับ ฉันก็จะไม่ยอมกลับเด็ดขาด" ซ่งเหยาเอ่ยอย่างดื้อดึง ชาวบ้านที่นี่มีหัวอนุรักษ์นิยมและยึดติดกับธรรมเนียมเก่าๆ ฉินเฮ่ออันคงต้องทนฟังคำครหามากมายจากการที่เขาแบกเจ้าของร่างเดิมลงมาจากเขา เธอเพียงแค่อยากจะทำอะไรสักอย่างเท่าที่ตัวเองพอจะทำได้เพื่อตอบแทนบุญคุณของเขาบ้าง
ฉินเฮ่ออันขมวดคิ้ว เอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า "ถ้ามีใครมาเห็นคุณป้วนเปี้ยนอยู่ที่นี่มันจะดูไม่งามเอานะ"
ซ่งเหยาหัวเราะคิกคัก ฉินเฮ่ออันคนนี้ช่างแตกต่างจากที่บรรยายไว้ในหนังสือลิบลับ เขาไม่ได้ดูเย็นชาเลยสักนิด แถมยังนึกถึงชื่อเสียงของเธออีกต่างหาก "งั้นคุณก็รับไปสิคะ ถ้าคุณรับไว้ ฉันก็จะได้รีบกลับ ทีนี้ก็จะไม่มีใครเห็นแล้ว"
ฉินเฮ่ออันนิ่งเงียบไป ซ่งเหยาจึงอาศัยจังหวะนี้ยัดชามเนื้อพะโล้กับหมูตุ๋นใส่มือเขาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เมื่อสัมผัสมือน้อยๆ อันอ่อนนุ่ม ใบหูของฉินเฮ่ออันก็แดงซ่านขึ้นมาเงียบๆ เขารู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ ก่อนจะหมุนตัววิ่งพรวดพราดเข้าบ้านไปโดยไม่เหลียวหลัง ราวกับมีฝูงหมาป่าวิ่งไล่กวดมาอย่างไรอย่างนั้น
ถึงตอนนี้ซ่งเหยาเพิ่งจะมีเวลาได้สังเกตที่พักอาศัยของเขาให้เต็มตา มันเป็นบ้านดินเก่าซอมซ่อ กำแพงรอบนอกพังทลายลงมาหมดแล้ว ทว่าลานบ้านกลับมีการปลูกผักใบเขียวแปลงเล็กๆ เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ และตรงมุมหนึ่งก็มีไม้ผลที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งอยู่อีกห้าหกต้น
เห็นได้ชัดเลยว่าฉินเฮ่ออันจัดแจงชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองได้ค่อนข้างดีทีเดียว
สักพัก ฉินเฮ่ออันก็เดินหิ้วกระต่ายป่าตัวอ้วนท้วนออกมา แล้วยัดใส่มือซ่งเหยาโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ "รับนี่ไปสิ ผมดักกระต่ายป่าตัวนี้ได้บนเขา คุณเอากลับไปกินที่บ้านเถอะ"
เมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบลึกล้ำ และใบหน้าที่หล่อเหลาเกลี้ยงเกลานั้น ซ่งเหยาก็ถึงกับชะงักงัน หากใบหน้าฟ้าประทานแบบนี้ไปปรากฏอยู่ในยุคหลัง คงจะตกสาวๆ ให้หลงเสน่ห์ได้เป็นกระบุงโกยแน่ๆ!
เธอรับกระต่ายมาอย่างงงๆ ลืมจุดประสงค์ที่ตั้งใจจะมาตอบแทนบุญคุณไปเสียสนิท ปากจิ้มลิ้มเจื้อยแจ้วคุยโวถึงฝีมือการทำอาหารของตัวเองไม่หยุด "นี่ ฉินเฮ่ออัน จะบอกให้นะว่าฝีมือทำกับข้าวของฉันน่ะอร่อยเด็ดไปเลยล่ะ!"
"ไว้ทำเสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะแบ่งมาให้คุณลองชิมดูบ้างนะ"
คราวนี้ฉินเฮ่ออันไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ เขาเพียงแค่อมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจดีจริงๆ เธอเปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่สาดส่องเข้ามาในชีวิตอันแสนจืดชืดของเขา เขาได้แต่หวังว่าซ่งเหยาจะสามารถใช้ชีวิตอย่างร่าเริงสดใสไร้ความกังวลเช่นนี้ตลอดไป
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ครอบครัวของเธอมีนัดจะขึ้นเขาด้วยกัน ซ่งเหยาจึงต้องตัดใจเดินกลับบ้านอย่างเสียดาย ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กสาวในยุคหลังถึงชอบบ้าดารากันนักหนา
สารภาพตามตรงเลยว่า การได้มองคนหล่อๆ มันทำให้อารมณ์ดีชะมัด อย่างน้อยๆ ก็ช่วยให้เจริญอาหารจนกินข้าวเพิ่มได้อีกตั้งสองชามเชียวนะ
อย่างไรก็ตาม เธอไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งงานกับฉินเฮ่ออันเลย เธอไม่อยากตอบแทนบุญคุณด้วยการหาเหาใส่หัวเขาหรอกนะ อีกอย่าง ตอนนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องแต่งงานด้วยซ้ำ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการหาเงินและการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกแล้ว
"กลับมาแล้วเหรอ" ทันทีที่แม่ซ่งเห็นกระต่ายในอ้อมแขนของลูกสาว ดวงตาก็เบิกกว้างเป็นประกาย "เอ๊ะ กระต่ายนี่มาจากไหนน่ะ ขากลับลูกไปเจอใครเข้าหรือเปล่า"
ซ่งเหยาหัวเราะคิกคัก "ยุวชนปัญญาฉินให้เป็นของตอบแทนมาค่ะ ตอนเดินกลับมาตามทางก็ไม่มีใครเลย ไม่มีใครเห็นหรอกค่ะแม่"
"กระต่ายตัวนี้ดูแล้วน่าจะหนักสักห้าชั่งได้นะเนี่ย ยุวชนปัญญาฉินนี่ช่างใจป้ำจริงๆ" แม่ซ่งลูบคลำกระต่ายป่าในมืออย่างไม่ยอมปล่อย บนเขามีกระต่ายป่าก็จริง แต่ชาวบ้านตาดำๆ ที่ไหนจะไปมีปัญญาจับมันได้ล่ะ "ในเมื่อเราเอาของเขามากิน จะไม่หาอะไรไปตอบแทนเขาก็คงจะดูน่าเกลียด ลูกว่าเราจะให้อะไรเขาตอบแทนดีล่ะ"
จู่ๆ แม่ซ่งก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เธอนึกไปถึงเรื่องเล่าปรัมปรามากมายที่หญิงสาวมักจะตอบแทนผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตด้วยการมอบกายถวายตัวแต่งงานด้วย เธอตบฉาดเข้าที่ต้นขาแล้วโพล่งขึ้นมาว่า "เหยาเหยา แม่ว่ายุวชนปัญญาฉินก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่นะ แถมที่บ้านก็มาจากเมืองหลวงอีก ที่สำคัญเขายังเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตลูกไว้อีกด้วย ถ้าลูกถูกใจเขาล่ะก็..."
"หยุดเลยค่ะแม่ พูดอะไรออกมาเนี่ย ยุวชนปัญญาฉินเขาหวังดีช่วยชีวิตหนูไว้นะคะ ขืนหนูไปตามตื๊อบังคับให้เขาแต่งงานด้วย มันไม่เท่ากับเป็นการสร้างตราบาปให้เขาหรอกเหรอคะ" "อีกอย่าง ตอนนี้หนูยังไม่อยากแต่งงานหรอกนะคะ หนูอยากอยู่ดูแลพ่อกับแม่อีกสักหลายๆ ปีมากกว่า"
แม่ซ่งหน้ามุ่ยด้วยความไม่สบอารมณ์ ในสายตาของคนเป็นแม่ ลูกสาวของตนย่อมดีเลิศประเสริฐศรีที่สุด อย่าว่าแต่ยุวชนปัญญาจากในเมืองเลย ต่อให้เป็นข้าราชการที่มี 'ชามข้าวเหล็ก' ลูกสาวเธอก็ยังคู่ควรเสียด้วยซ้ำ
"สร้างตราบาปอะไรกันล่ะ ลูกสาวแม่ก็เรียนจบตั้งมัธยมปลายเชียวนะ หน้าตาสะสวยหยดย้อยขนาดนี้ หาไม่ได้อีกแล้วในหมู่บ้านละแวกนี้น่ะ ใครได้ลูกสาวแม่ไปเป็นเมียก็ถือว่าทำบุญมาดีตั้งแปดชาติแล้ว"
คำชมชุดใหญ่ทำเอาซ่งเหยาถึงกับหน้าแดงก่ำ เธอจะไปวิเศษวิโสขนาดนั้นได้อย่างไรกัน "แม่คะ แล้วถ้าเกิดเขามีคู่หมั้นคู่หมายที่ผู้ใหญ่จัดการให้ที่ในเมืองอยู่แล้วล่ะคะ ขืนแม่ทำแบบนี้จะไม่เป็นการหาเรื่องเดือดร้อนให้เขาหรือไงคะ"
"อะไรนะ ทางบ้านของยุวชนปัญญาฉินหมั้นหมายผู้หญิงให้เขาแล้วเหรอ" แม่ซ่งรู้สึกเสียดายขึ้นมาตงิดๆ ช่างน่าเสียดายพ่อหนุ่มรูปงามคนนี้เสียจริง