- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเอเลี่ยน วิวัฒนาการไร้ขีดจำกัด
- ตอนที่ 11: ความลับของนักค้าของเถื่อน
ตอนที่ 11: ความลับของนักค้าของเถื่อน
ตอนที่ 11: ความลับของนักค้าของเถื่อน
ตอนที่ 11: ความลับของนักค้าของเถื่อน
"ตู้คอนเทนเนอร์งั้นเหรอ?"
เจ้าหน้าที่ยืนลังเลอยู่หน้าตู้คอนเทนเนอร์ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครผ่านมา เขาก็กดรหัสผ่าน ทันทีที่ประตูเปิดออก เขาก็รีบแทรกตัวเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วราวกับกลัวใครจะมาเห็น
แม้จะมีผู้ดูแลตู้คอนเทนเนอร์โดยตรง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารจัดการวัสดุจะรู้รหัสผ่านด้วยตำแหน่งหน้าที่ของเขา
'แต่ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ขนาดนี้ด้วย?'
การเดินเข้าไปอย่างมั่นใจน่าจะดูเป็นธรรมชาติกว่าการระแวดระวังตัวแจขนาดนั้น เขาไม่ออกมาจากตู้คอนเทนเนอร์นานกว่า 30 นาที
เมื่อฉันติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ผ่านประสาทสัมผัสเสริม ก็พบว่าเขาเดินวนเวียนไปมาอยู่หน้าตู้คอนเทนเนอร์ซ้ำๆ หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกับการกระทำที่ดูไร้ความหมาย เขาก็เดินออกมา
ฉันตัดสินใจเข้าไปสำรวจตู้คอนเทนเนอร์ที่ว่างเปล่า กลิ่นฝุ่นและโลหะคละคลุ้งในอากาศ พื้นตะแกรงเหล็กสากๆ ใต้เท้าเข้ามาแทนที่แผ่นโลหะอัลลอยด์เรียบเนียนที่ฉันเพิ่งเดินผ่านมา
อาจเป็นเพราะขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น ทุกก้าวย่างของฉันจึงเกิดเสียงดังฟังชัด ดูเหมือนว่าการไล่จับแมลงสาบกินคงทำไม่ได้อีกแล้ว
'เอาเถอะ ตอนนี้ฉันคงต้องเปลี่ยนไปกินมนุษย์หรือปศุสัตว์แทนแล้วล่ะ'
ขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับพละกำลังที่มหาศาล แต่ก็แลกมาด้วยการเผาผลาญพลังงานที่มากขึ้นเช่นกัน
ฉันเริ่มแกะรอยสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทิ้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเหงื่อ สิ่งแปลกปลอมที่ติดมากับรองเท้า และร่องรอยการเดินย่ำ ทั้งหมดล้วนเป็นเครื่องนำทางชั้นดี จุดที่เขาใช้เวลานานที่สุดคือหน้าตู้คอนเทนเนอร์ตู้หนึ่ง
'ต้องใช้คีย์การ์ดกับลายนิ้วมือสินะ'
ตู้คอนเทนเนอร์ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่คนนั้นมีระบบรักษาความปลอดภัยสูงกว่าตู้ทั่วไปที่ใช้แค่คีย์การ์ดผู้ดูแล
'ตรวจจับอะไรไม่ได้เลยแฮะ ขนาดใช้ประสาทสัมผัสเสริมแล้วนะ'
ผนังตู้หนามาก แม้แต่ประสาทสัมผัสที่ได้รับการปรับปรุงแล้วของฉันก็ยังเจาะเข้าไปดูข้างในไม่ได้ สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือเจ้าหน้าที่คนนั้นกำลังซ่อนบางอย่างที่สำคัญมาก ความอยากรู้อยากเห็นของฉันเพิ่มขึ้นทุกขณะ
'หรือเหยื่อรายต่อไปควรเป็นเจ้าหน้าที่บริหารจัดการวัสดุดีนะ?'
เดิมทีฉันเล็งหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ไว้ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้คงไม่ง่าย พวกเขาคงระวังตัวแจ เพราะรู้เรื่องการตายปริศนาของลูกน้องดีกว่าใคร ถ้าอย่างนั้น เปลี่ยนเป้าหมายไปหาคนที่จัดการง่ายกว่าน่าจะดีกว่า
"ผู้ดูแลตู้คอนเทนเนอร์กับทีมบริหารจัดการวัสดุทั้งทีมดูมีพิรุธชอบกล"
ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อให้เจ้าหน้าที่คนนั้นหายตัวไป จะไม่มีใครสงสัยเลยหรือ? นั่นกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของฉัน
"หัวหน้าครับ พอแค่นี้เถอะครับ"
"ขออีกแก้วเดียว แก้วเดียวเท่านั้นแหละ"
"ทำไมวันนี้หัวหน้าดูแปลกๆ จังครับ?"
ช่วงหลังมานี้ เจ้าหน้าที่บริหารจัดการวัสดุใช้ชีวิตผิดไปจากปกติ นอกเหนือจากงานประจำ เขายังมีธุรกิจเสริมเล็กๆ น้อยๆ คือการนำสิ่งมีชีวิตต้องห้ามจากตลาดมืดมาขายให้กับพวกชนชั้นสูง
ก่อนจะขึ้นยาน เขาได้ของบางอย่างมาจากตลาดมืด ไข่ประหลาดที่ไม่มีบันทึกในฐานข้อมูลของเมกะคอร์ป เขาเคยค้าขายสัตว์หายากมาสารพัด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นไข่แบบนี้ พ่อค้าลัทธิบูชาที่ขายให้บอกว่ามันคือไข่ที่ได้มาจากซากปรักหักพังโบราณที่ถูกลืม
"สัตว์โบราณ บ้าบออะไรกัน..."
ไม่ว่าที่มาจะเป็นอย่างไร เขาก็ได้กลิ่นเงิน หลังจากซื้อไข่มา เขาติดต่อไปหาคู่ค้า ซึ่งอีกฝ่ายก็แสดงความสนใจทันที พวกเขาตกลงจะแลกเปลี่ยนกันที่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งยานวิจัยจะแวะจอดระหว่างทาง เขาแอบขนไข่ขึ้นยานมาอย่างลับๆ
จนกระทั่งตอนนั้น เขาเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี
จนกระทั่งเกิดเหตุไฟไหม้ห้องเก็บศพ เมื่อเขาได้ยินคำพูดของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เปรยขึ้นมาลอยๆ เกี่ยวกับการกระทำของสิ่งมีชีวิตต่างดาว เขาก็อดสงสัยไม่ได้
เขารีบไปตรวจสอบที่ตู้คอนเทนเนอร์ทันที ประตูตู้แง้มอยู่เล็กน้อย และภายในนั้น ไข่ฟองหนึ่งที่ควรจะนอนสงบนิ่งกลับว่างเปล่า
'โธ่เว้ย รู้งี้เช็กให้เร็วกว่านี้ก็ดี!'
หลังจากขึ้นยานมา เขามาดูไข่แค่ครั้งเดียวเพื่อให้แน่ใจว่ายังอยู่ดี ถ้าเพียงแต่วันนั้นเขาปิดประตูตู้ให้สนิท ต่อให้ไข่ฟักออกมา ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่สิ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าวันนั้นเขาไม่มัวแต่กินเหล้า เขาคงไม่ทำพลาดมหันต์ขนาดนี้
"...เหล้านี่มันศัตรูตัวฉกาจจริงๆ"
"หัวหน้าครับ กลับกันเถอะครับ"
เพราะลืมตรวจสอบประตูแค่ครั้งเดียว คนสามคนต้องจบชีวิตลง แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นคนของ 'โนเบิลแคปิตอล' อีกด้วย
แม้สัตว์ประหลาดที่ฟักออกจากไข่และไล่ฆ่าคนจะยังลอยนวลอยู่บนยาน แต่เขาก็ไม่กล้าไปปรึกษาใคร เขากลัวว่าก่อนที่จะโดนโนเบิลแคปิตอลแก้แค้น กัปตันอาจจะสติแตกแล้วฆ่าเขาปิดปากเสียก่อน นั่นเป็นเหตุผลที่เขาต้องมานั่งกดความกลัวด้วยแอลกอฮอล์ทุกคืน
"เฮ้อ"
ลูกทีมส่ายหน้าอย่างเอือมระอาก่อนจะเดินออกจากบาร์ไป บาร์เทนเดอร์ข้างๆ เลียริมฝีปาก
"ผมจะปิดร้านแล้วนะครับ"
"ขออีกแก้ว แก้วเดียว แล้วฉันจะไป"
ทุกอึกของแอลกอฮอล์สังเคราะห์ช่วยเจือจางความทุกข์ทรมานลงได้บ้าง ปากบอกว่าเหล้าเป็นศัตรู แต่ร่างกายกลับต้องการมันเหมือนเคย
ในที่สุด เจ้าหน้าที่ก็เดินออกจากบาร์ด้วยอาการเมามายอีกครั้ง
"บ้าเอ๊ย... อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้วะ...?"
เขาสบถพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ ทางเดินที่เขายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเงียบสงัด ยกเว้นแรงสั่นสะเทือนจางๆ จากเตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่เป็นหัวใจของยาน ก็แทบไม่มีเสียงอื่นใด
เพราะราตรีได้มาเยือนยานลำนี้แล้ว
ในอวกาศไม่มีกลางวันกลางคืน แต่ยานอวกาศของมนุษย์จะจำลองเวลากลางคืนขึ้นมาเพื่อให้ลูกเรือได้พักผ่อน
ยานวิจัยของกัปตันซามูเอลก็ไม่มีข้อยกเว้น ค่ำคืนจำลองจึงปกคลุมไปทั่วทั้งยาน
เจ้าหน้าที่เดินโซซัดโซเซท่ามกลางความเงียบ มันเป็นทางเดินที่เขาใช้สัญจรเป็นประจำ แต่วันนี้กลับรู้สึกแปลกตาชอบกล เพราะฤทธิ์เหล้าหรือเปล่านะ? ในพื้นที่ที่คุ้นเคย เขากลับรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่อธิบายไม่ได้
ภายใต้แสงไฟสว่างไสวของทางเดิน ดูเหมือนจะมีอันตรายร้ายแรงซุกซ่อนอยู่ กดดันเขาด้วยลางสังหรณ์อัปมงคล
"อา... แม่งเอ๊ย..."
เจ้าหน้าที่พยายามปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป แล้วสบถออกมาด้วยลิ้นที่พันกัน ก่อนจะมุ่งหน้ากลับห้องพัก
เสียงรองเท้ากระทบพื้นโลหะแข็งดังก้องไปทั่วทางเดินที่ทำจากแผ่นคอมโพสิตความแข็งแรงสูงไร้รอยต่อ
"หืม?"
หูของเขาแว่วเสียงแปลกปลอม ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเสียงฝีเท้าตัวเอง แต่มันไม่ใช่
มันแผ่วเบาเกินกว่าจะเป็นเสียงคน เป็นเสียงทุ้มต่ำแผ่วเบา ราวกับสัตว์ป่าที่ย่องเบาเพื่อซ่อนฝีเท้า
ความรู้สึกขนลุกซู่แล่นผ่านร่าง เจ้าหน้าที่หยุดเดินกะทันหัน ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่ตามมาก็หยุดลงเช่นกัน
ความเงียบเข้าปกคลุมทางเดิน
เจ้าหน้าที่ตัวสั่นเทิ้ม มีบางอย่างที่ไม่รู้จักกำลังสะกดรอยตามเขา
"ใครน่ะ?!"
เขาตะโกนถาม แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
เหมือนมีใครเอาน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า เขาหายเมาเป็นปลิดทิ้งและเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
เสียงรองเท้ากระแทกพื้นโลหะอย่างไม่เป็นจังหวะ
ก้าวแล้วก้าวเล่า เสียงฝีเท้าอันน่าขนลุกที่ตามมาข้างหลังก็ดูเหมือนจะเร่งความเร็วขึ้นตาม
ตึก! ตึก! ตึก! ตึก!
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย?!"
เขาไม่รู้ว่านี่เป็นการแกล้งกันของลูกทีมหรือเปล่า ถึงจะไม่ใช่ลูกทีม เขาก็น่าจะหันไปเผชิญหน้ากับไอ้ตัวที่มาเล่นตลกบ้าๆ นี่ แต่เขาไม่ทำ
จากซอกมุมหนึ่งของสมองที่ถูกแอลกอฮอล์ครอบงำ ความรู้สึกบางอย่างกรีดร้องบอกเขา
'อย่าได้หันไปมองมันเด็ดขาด'
หลังจากเลี้ยวตรงมุมทางเดิน เจ้าหน้าที่ก็ชำเลืองมองกลับไปแวบหนึ่ง
เขาเห็นมันเต็มสองตา
เงาดำทะมึนพร้อมหางยาวคล้ายงูพุ่งผ่านไปในชั่วพริบตา
"ไอ้เวรนั่น!"
มันคือ "ไอ้ตัวนั้น"
สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ฆ่าคน นักฆ่าแห่งอวกาศที่กลืนกินเจ้าหน้าที่วิจัยและยามรักษาความปลอดภัย ตอนนี้มันเล็งเป้ามาที่เขาแล้ว
การเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่เริ่มสะเปะสะปะ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังตกค้าง ขาของเขาจึงหนักอึ้ง สภาพของเขาตอนนี้ไม่ต่างจากกวางที่ถูกยิงและกำลังหนีตาย
"บ้า บ้า บ้า บ้า บ้าที่สุด!"
ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำลาย น้ำตา และน้ำมูก เสื้อผ้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬจนหมดสภาพ
เสียงเปาะเบาๆ ดังขึ้น
เสียงฝีเท้าของ "มัน" ที่ด้านหลังเริ่มชัดเจนขึ้น จากเสียงแผ่วเบา ตอนนี้ดังพอที่จะแทรกเข้ามาในลมหายใจหอบถี่ของเขา
สัมผัสแห่งการคุกคามของ "มัน" ที่ไล่หลังมาชัดเจนขึ้นทุกที เสียงขู่คำรามที่ไม่ได้มาจากมนุษย์แล่นปราดไปตามกระดูกสันหลัง
แม้จะเมามาย แต่ความรู้สึกเย็นยะเยือกนั้นกลับชัดเจนราวกับถูกสลักลงในสมอง
เจ้าหน้าที่อยากจะกรีดร้อง แต่ทำไม่ได้
วินาทีที่เขาทำเสียงดังแม้แต่นิดเดียว "มัน" คงพร้อมจะขย้ำเขาทันที
ในที่สุดเขาก็มาถึงหน้าห้องพัก รีบกดรหัสผ่านด้วยมือที่สั่นเทา เขาไม่เคยรัวนิ้วบนแป้นพิมพ์เร็วขนาดนี้มาก่อนตั้งแต่ขึ้นยานมา
"บ้าเอ๊ย! เปิดสิวะ!"
ในที่สุดประตูก็เปิดออก เขาถลันเข้าไปในห้อง ทันทีที่ประตูปิดลง มันก็สั่นสะเทือนราวกับถูกกระแทกอย่างแรง แรงกระแทกนั้นส่งผลให้เจ้าหน้าที่ล้มลงไปกองกับพื้น
เขานอนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
หลังบานประตู ทุกอย่างเงียบสงบราวกับแรงกระแทกเมื่อครู่เป็นเรื่องโกหก
แต่เจ้าหน้าที่รู้ดี
"มัน" ยังอยู่ข้างนอก
'โท...โทรศัพท์! ต้องโทรแจ้ง...!'
เขารวบรวมสติอย่างยากลำบาก นึกถึงโทรศัพท์ฉุกเฉินที่ติดตั้งไว้ในห้องนอน เพราะความตึงเครียด ขาของเขาจึงไม่ยอมขยับดั่งใจ ทำให้เขาต้องคลานไปกับพื้นอย่างน่าสมเพช
แล้วมันก็เกิดขึ้น
เสียงที่ไม่ควรจะได้ยินดังขึ้น
ติ๊ด
ศีรษะของเขาหันขวับไปทางประตูราวกับหุ่นเชิด
"มัน" กำลังกดรหัสผ่าน
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
เสียงสัญญาณอันร่าเริงที่ดูไม่เข้ากับสถานการณ์ดังขึ้น พร้อมกับเสียงปลดล็อกประตู บานประตูค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ
การล่านั้นง่ายดาย
จะเรียกว่าล่าได้ไหมนะ? ฉันก็แค่ต้อนคนเมาที่คิดอะไรไม่ออกให้จนมุมเท่านั้นเอง
'กิจวัตรของเขาเรียบง่ายมาก ง่ายซะจนน่าเบื่อ'
หลังจากเฝ้าสังเกตมาสองวัน ชีวิตประจำวันของเจ้าหน้าที่จัดการวัสดุเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว กลางวันก็นั่งๆ นอนๆ ในห้องทำงาน กลางคืนก็เมาหัวราน้ำอยู่ที่บาร์
ด้วยหัวหน้าที่น่าสมเพชแบบนี้ ลูกน้องเลยไม่สนใจว่าเขาจะไปหัวหกก้นขวิดที่ไหนหรือทำอะไร
ฉันสงสัยจังว่ากัปตันซามูเอลจะรู้ไหมว่าลูกน้องตัวเองกำลังโกงเงินเดือน
เขาควรขอบคุณฉันนะ ที่ช่วยลดจำนวนคนที่กินเงินเดือนฟรีๆ
'ต้องขอบคุณเรื่องนั้น ที่ทำให้ฉันทำงานง่ายขึ้น'
เดิมทีฉันกะว่าจะรอสักสามสี่วัน แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็น ฉันตัดสินใจลงมือตอนที่เขายังเมาอยู่นี่แหละ
วันนี้ก็เหมือนทุกวัน เขาไปผลาญเวลาอยู่ที่บาร์ ฉันตรวจสอบแล้วว่าไม่มีกล้องวงจรปิดตั้งแต่บาร์มาจนถึงห้องพักของเขา
ที่เหลือก็แค่สนุกกับการล่าแบบสบายๆ
ฉันจงใจไม่ซุ่มโจมตี แค่โผล่ให้เห็นแวบๆ ก็พอที่จะทำให้เขาเต้นตามเกมของฉัน น่าหงุดหงิดนิดหน่อยที่เขาหนีช้าเพราะฤทธิ์เหล้า แต่นอกเหนือจากนั้น ทุกอย่างก็น่าพอใจ
หลังจากวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต เขาก็เข้าไปซ่อนในห้อง ประตูโลหะผสมไทเทเนียมความแข็งแรงสูงพิเศษที่แม้แต่อาวุธเลเซอร์ยังเจาะไม่เข้า กั้นขวางระหว่างเขากับฉัน
เขาคงรู้สึกปลอดภัย คิดว่าประตูไทเทเนียมจะปกป้องเขาได้
ก็ไม่ผิดหรอก ฉันใช้นิ้วโป้งทาบลงไปบนแป้นพิมพ์เพื่อสแกนลายนิ้วมือ
เจ้าหน้าที่จัดการวัสดุคงไม่ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้เขาเป็นได้แค่แขกที่ได้รับเชิญ (ให้เป็นอาหาร) เท่านั้น
ประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พลเรือนไร้อาวุธไม่มีทางขัดขืนอามอร์ฟได้
'จะกินให้อร่อยเลยนะ'
รสชาติของเจ้าหน้าที่จัดการวัสดุบอกตามตรงว่าธรรมดามาก ไขมันเยอะไปหน่อย แถมกลิ่นเหล้าหึ่งจนกลบรสชาติอื่นหมด
แน่นอน ฉันไม่ใช่พวกเลือกกิน ฉันเลยกินทุกอย่างยกเว้นนิ้วโป้งที่ต้องใช้สแกนลายนิ้วมือ
'คีย์การ์ดอยู่ไหนนะ?'
ฉันกวาดสายตามองไปรอบห้อง เตียงสแตนเลสพร้อมฟูกที่ดูน่านอนตั้งอยู่ติดผนัง มีตู้เก็บของและโต๊ะทำงานอยู่ใกล้ๆ
'โอ๊ะ?'
โปสเตอร์รูปผู้หญิงวาบหวิวที่ฉีกขาดบางส่วนแปะอยู่บนผนัง มันอาจจะดูเซ็กซี่ แต่ในร่างนี้ฉันไม่มีความรู้สึกทางเพศใดๆ
ฉันเลิกสนใจโปสเตอร์แล้วเดินไปที่โต๊ะทำงาน บนโต๊ะรกไปด้วยขวดเหล้าเปล่าและกองเอกสาร
'เก็บกวาดให้เรียบร้อยก่อนออกไปดีกว่า'
ขณะที่รื้อค้นกองเอกสาร คีย์การ์ดใบหนึ่งก็ร่วงลงมา
ได้ของครบแล้ว มือข้างหนึ่งถือคีย์การ์ด อีกข้างกำนิ้วโป้งไว้อย่างมั่นคง ฉันเดินออกจากห้อง
'ไปที่นั่นเลยดีไหมนะ?'
ในเมื่อมีของครบแล้ว ฉันก็มุ่งหน้าไปยังตู้คอนเทนเนอร์
ฉันเดินเข้าไปใกล้ตู้คอนเทนเนอร์เป้าหมาย แล้วทาบคีย์การ์ดลงบนแผงควบคุม ไฟสีแดงบนเครื่องเปลี่ยนเป็นสีเขียว พร้อมข้อความแจ้งให้ดำเนินการต่อ ฉันกดนิ้วโป้งของเจ้าหน้าที่ลงบนแผงสแกนอย่างหนักแน่น แล้วประตูก็เปิดออกพร้อมเสียงกลไกทำงาน
'ข้างในจะมีอะไรดีๆ บ้างไหมนะ'
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป ไอเย็นยะเยือกก็ปะทะร่างกาย ภายในตู้เต็มไปด้วยหลอดแก้วแช่แข็งบรรจุสิ่งมีชีวิตนานาชนิด
'พ่อหนุ่มคนนี้เป็นนักลักลอบขนของเถื่อนนี่เอง'
ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบนยาน เขาก็น่าจะแจ้งใครสักคนได้ แต่เขากลับเอาแต่บ่นพึมพำคนเดียว ฉันไม่นึกเลยว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังแบบนี้
ฉันมองไปรอบๆ หลอดแก้วแช่แข็ง และท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น ฉันเห็นสิ่งที่คุ้นตา
'ไข่อามอร์ฟ?'
มีไข่อามอร์ฟสองฟองอยู่ในหลอดแก้วแช่แข็ง ฟองหนึ่งดูสมบูรณ์และอวบอิ่ม ส่วนอีกฟองว่างเปล่า
ไข่ที่ว่างเปล่า
เจ้าหน้าที่คนนั้นคงกำลังตามหาบางอย่างด้วยความกังวล
'หรือว่านี่คือร่างของฉันที่ฟักออกมาจากไข่?'
มันดูแปลกๆ ชอบกล ในเกม จุดเริ่มต้นของอามอร์ฟไม่ใช่ยานเหล็กแบบนี้ แต่เป็นซากปรักหักพังลึกลับ
'เขาพยายามจะลักลอบขนฉันออกไปสินะ'
ดูจากของที่อยู่ในตู้แช่แข็ง เจ้าหน้าที่คงตั้งใจจะเอาไข่อามอร์ฟไปขายที่ไหนสักแห่ง แต่ระหว่างทางเกิดเหตุผิดพลาด ไข่ฟองหนึ่งฟักออกมาและหนีออกจากตู้คอนเทนเนอร์ได้
บางทีหลังจากหนีออกมาได้ไม่นาน เจ้าของร่างเดิมของฉันก็ตายลง
'และนั่นคือตอนที่จิตสำนึกของฉันเข้ามาแทนที่'
ฉันเดาได้ไม่ยากว่าทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงตาย เพราะเพิ่งเกิดใหม่ๆ มันคงขาดสารอาหารอย่างหนัก
'มิน่าล่ะ ถึงได้กินแมลงสาบ'
ต่อให้ฉันจะชอบอามอร์ฟแค่ไหน แต่การเห็นแมลงสาบแล้วจับกินทันทีด้วยความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย น่าจะเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดล้วนๆ
'...'
เมื่อเห็นร่องรอยที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ ฉันก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ต้องขอบคุณการดิ้นรนของมันที่ทำให้ฉันเริ่มต้นในสถานการณ์ที่ค่อนข้างได้เปรียบ
ฉันก้มหัวไว้อาลัยหน้าเปลือกไข่ที่อามอร์ฟถือกำเนิด ยังไงซะเจ้านั่นก็ตายไปแล้ว และคงไม่เข้าใจท่าทางของมนุษย์หรอก แต่ฉันแค่ขอกทำเพื่อความสบายใจ
'จบการไว้อาลัยแค่นี้แหละ'
การกระทำแบบมนุษย์จบลงแล้ว ถึงเวลาของการกระทำแบบอามอร์ฟ
ฉันเปิดหลอดแก้วแช่แข็งและเริ่มกินไข่อีกฟองที่ยังสมบูรณ์ ฉันไม่ปรานีแม้แต่ตัวอ่อนอามอร์ฟที่อยู่ข้างใน
อามอร์ฟเป็นศัตรูกับทุกเผ่าพันธุ์ รวมถึงเผ่าพันธุ์เดียวกันด้วย
'ตัวที่ฟักก่อนจะกินไข่ฟองอื่น'
บางทีอามอร์ฟอาจเป็นตัวแทนของการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดขั้นสูงสุด
เมื่อแรกเกิด การกินตัวอ่อนหรือไข่อื่นมีข้อดีสองอย่าง หนึ่งคือให้สารอาหารที่จำเป็นสำหรับตัวอ่อน และสองคือได้รับเอสเซนส์พันธุกรรมของอามอร์ฟอย่างรวดเร็ว
การเสริมแกร่งคุณสมบัติอย่างประสาทสัมผัสพิเศษผ่านเอสเซนส์พันธุกรรมที่เหมือนกันนั้นมีประโยชน์มากในช่วงเริ่มต้น
ฉันหวังว่าจะได้เอสเซนส์พันธุกรรม แต่น่าเสียดายที่ไม่มีการแจ้งเตือนการได้รับพลัง
ด้วยความผิดหวัง ฉันมองไปรอบๆ และสะดุดตากับหลอดแก้วแช่แข็งอีกอัน
'จะว่าไป ที่นี่ก็มีเหยื่อเยอะเหมือนกันนะเนี่ย'
เจ้าของหลอดแก้วแช่แข็งพวกนี้เข้าไปอยู่ในท้องฉันเรียบร้อยแล้ว ในเมื่อหมอนั่นเป็นคนลักลอบขนของเถื่อน ก็คงไม่มีใครบนยานรู้เรื่องตู้คอนเทนเนอร์นี้อีก นั่นหมายความว่าจะไม่มีใครมาคัดค้านต่อให้ฉันกินทุกอย่างที่นี่จนเกลี้ยง
ฉันเปิดหลอดแก้วแช่แข็งและกินสิ่งมีชีวิตข้างในทีละตัว ตรงข้ามกับบุคลิกภายนอก เจ้าหน้าที่คนนี้ดูจะเป็นนักค้าของเถื่อนที่ฝีมือดีทีเดียว มีสัตว์หายากเพียบ ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้ฉันได้รับเอสเซนส์พันธุกรรมหายากมาหลายอย่าง
[เผ่าพันธุ์: สิ่งมีชีวิตจำแลงกายอวกาศลึกลับ (Unidentified Aggressive Space Morph)]
[สถานะ: ตัวเต็มวัย (Metamorph)]
[เป้าหมาย: เอาชีวิตรอด (วิวัฒนาการขั้นที่ 1 สำเร็จ)]
[คุณสมบัติพิเศษ: สัมผัสแห่งนักล่า (ผสมผสาน), ปีก, เปลือกไคติน, พลังชีวิตทนทาน, ต่อมพิษประสาท (ผสมผสาน), เปลือกนอกเสริมแกร่ง, เลือดกรด, อวัยวะพลังจิต, โมเมนตัมเชิงมุมเสริมแกร่ง, การเลียนแบบ]
[ประเภท: ยังไม่ระบุ]
[ปัจจุบัน มีความเป็นไปได้สำหรับสายวิวัฒนาการเฉพาะทาง 2 ประเภท]
[สายเสริมแกร่งทางกายภาพ (8/10), สายเสริมแกร่งพลังจิต (2/3)]
'เยี่ยม ขาดอีกแค่สองอย่าง'
เพื่อจะได้สายเสริมแกร่งทางกายภาพ ฉันต้องการคุณสมบัติอีกแค่สองอย่าง ตอนกินคิซารากิ ยูจิน ฉันผิดหวังนิดหน่อยที่หวังว่าจะได้พลังจิต แต่ดันได้อวัยวะพลังจิตไร้ประโยชน์มาแทน
แต่ตอนนี้ เจ้าหน้าที่จัดการวัสดุได้มอบของขวัญล้ำค่าให้ฉัน โดยเฉพาะในสถานการณ์เกม การได้รับคุณสมบัติทรงพลังในช่วงต้นเกมซึ่งปกติจะหาได้ในช่วงกลางถึงท้ายเกมถือเป็นความได้เปรียบมหาศาล
ในบรรดาคุณสมบัติทั้งหมดที่ฉันมี อันนี้มีประสิทธิภาพที่สุดในการฆ่าลูกเรือ ด้วยความสามารถนี้ ฉันสามารถเป็นฝ่ายรุกได้มากขึ้น แม้จะมีกลยุทธ์การซ่อนตัวและค่อยๆ เก็บลูกเรือไปทีละคน แต่การเผชิญหน้ากับสเปซด็อกก็ใกล้เข้ามาแล้ว ฉันไม่รู้ว่าพวกมันอันตรายแค่ไหน ดังนั้นฉันต้องแข็งแกร่งขึ้นก่อนจะถึงเวลานั้น
'รอฉันก่อนนะ เหล่าเอสเซนส์พันธุกรรม'
ต่อให้ฉันกรีดร้องในอวกาศ ก็ไม่มีใครได้ยิน บนยานวิจัยลำนี้ก็เช่นกัน เสียงร้องอันน่าเวทนาของลูกเรือจะถูกฝังลึกลงไปในความมืดมิดนั้น และจะไม่มีใครได้ยินอีกเลย