เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11: แรงกดดันวิญญาณ หั่วอู่ตกรอบ

บทที่ 11: แรงกดดันวิญญาณ หั่วอู่ตกรอบ

บทที่ 11: แรงกดดันวิญญาณ หั่วอู่ตกรอบ


บทที่ 11: แรงกดดันวิญญาณ หั่วอู่ตกรอบ

“เอาล่ะๆ ทุกคนเงียบหน่อย ลานประลองลาวายังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงจึงจะแข็งตัวเต็มที่ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเปิดรับสมัคร ไม่ว่าจะเป็นวิญญาจารย์หรือมหาวิญญาจารย์ ไม่ว่าพลังวิญญาณของพวกเจ้าจะอยู่ระดับใด หรืออายุเท่าไหร่ก็ตาม”

“ตราบใดที่พวกเจ้าผ่านเกณฑ์ของวิญญาจารย์และมหาวิญญาจารย์ ก็สามารถมาลงทะเบียนที่นี่ได้เลย”

หลินเหยียนปรบมือเรียกความสนใจจากฝูงชน ในขณะเดียวกัน หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดเย้ายวนสองคนก็เดินออกมาจากเต็นท์พร้อมกับถือกล่องไม้ พวกนางจัดการตั้งซุ้มเล็กๆ ขึ้นที่หน้าลานประลอง

ป้ายไม้สองแผ่นถูกนำมาตั้งไว้หน้าลานประลอง บนนั้นมีข้อความเขียนแยกกันไว้อย่างชัดเจน

【ค่าสมัครระดับวิญญาจารย์: 1 เหรียญทอง】

【ค่าสมัครระดับมหาวิญญาจารย์: 10 เหรียญทอง】

ก่อนที่ฝูงชนจะทันได้ตั้งตัว หลินเหยียนก็หยิบป้ายขนาดใหญ่ออกมาจากอุปกรณ์วิญญาณแล้ววางไว้ตรงหน้า ป้ายนั้นแบ่งออกเป็นสองฝั่ง แต่ละฝั่งมีช่องว่างสิบหกช่อง คาดว่าน่าจะมีไว้สำหรับบันทึกรายชื่อของวิญญาจารย์

เมื่อมองดูป้ายขนาดใหญ่และค่าธรรมเนียมการสมัคร หวังฉีก็พอจะเดาตัวตนของหลินเหยียนออกอย่างเลือนราง

สนามประลองวิญญาณ ขุมกำลังที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสังเวียนให้เหล่าวินญาจารย์ได้มาต่อสู้ประลองวิญญาณกันโดยเฉพาะ

หวังฉีมองไปที่หลินเหยียน สลับกับกลุ่มคนดูรอบๆ เขาเก็บอาหารกลับเข้าไปในอุปกรณ์วิญญาณ ก่อนจะหยิบเหรียญทองสิบเหรียญออกมาแล้วหย่อนลงไปในกล่องไม้

“ใช้สิบเหรียญทองเพื่อแลกกับโอกาสได้ครอบครองผลอัคคีสีทอง การลงทุนนี้นับว่าคุ้มค่า”

คำพูดของหวังฉีเปรียบเสมือนก้อนหินยักษ์ที่ทิ้งลงในทะเลสาบอันเงียบสงบ จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในหมู่ฝูงชนทันที

นั่นสิ ต่อให้เป็นสิบเหรียญทอง หรือร้อยเหรียญทอง หากแลกกับโอกาสที่จะได้ผลอัคคีสีทองมาครอง การค้าเช่นนี้มีหรือจะไม่คุ้มค่า?

ส่วนเรื่องที่หลินเหยียนอาจจะตระบัดสัตย์ในตอนท้ายและไม่ยอมมอบผลอัคคีสีทองให้ผู้ชนะน่ะหรือ? พวกเขาไม่คิดถึงเรื่องนั้นด้วยซ้ำ อย่าลืมสิว่าที่นี่คือที่ไหน... เมืองอัคคีเชียวนะ

“สวัสดีเจ้าค่ะคุณชาย ไม่ทราบว่านามแฝงของท่านคืออะไรหรือเจ้าคะ?”

“วิหคชาดรุ่นที่สาม”

นามแฝงของหวังฉีทำให้หลินเหยียนชะงักไปเล็กน้อย เขาใช้หางตากวาดมองหวังฉีตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับพยายามค้นหาความผิดปกติในตัวชายหนุ่ม

การใช้นามแฝงว่าวิหคชาดอาจพบเห็นได้บ้างเป็นบางครั้ง แต่การเติมลำดับรุ่นเข้าไปข้างหน้านั้นย่อมแฝงความหมายที่แตกต่างออกไป

สนามประลองวิญญาณถูกก่อตั้งขึ้นบนรากฐานของห้าตระกูลราชทินนามพรหมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งแต่ละตระกูลต่างก็มีสัญลักษณ์ประจำตัว ได้แก่ มังกรฟ้า พยัคฆ์ขาว วิหคชาด เต่าดำ และกิเลน

สิ่งที่เรียกว่าลำดับรุ่นก็มีความสำคัญที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

รุ่นที่หนึ่ง จะสืบทอดได้เฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุดในตระกูลเท่านั้น กล่าวได้ว่านี่คือบุคคลที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้นำตระกูลหรือผู้อาวุโสในอนาคต

รุ่นที่สอง คือทายาทที่มีพรสวรรค์ระดับกลางๆ แต่มีความเต็มใจที่จะอุทิศตนเพื่อตระกูล

ส่วนรุ่นที่สามน่ะหรือ? รุ่นที่สามหมายถึงกลุ่มคนที่ออกจากตระกูลไป โดยนำสายเลือดที่สืบทอดส่วนหนึ่งติดตัวไปด้วย และถือเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลโดยสิ้นเชิง

จุดประสงค์ของหวังฉีในการเปิดเผยตัวตนนั้นเรียบง่ายมาก เขาต้องการเพียงแท่นเหยียบ แท่นเหยียบที่จะดึงดูดความสนใจของหลินเหยียนได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเวลาผ่านไป บรรยากาศการรับสมัครหน้าลานประลองก็ยิ่งคึกคักร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่วิญญาจารย์ทั่วไปเท่านั้นที่เข้าร่วม แต่ยังมีกองทหารรักษาการณ์เมืองอัคคีและเหล่านักเรียนจากสถาบันอัคคีมาร่วมด้วย

ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง โต๊ะลงทะเบียนฝั่งวิญญาจารย์ก็ต้อนรับผู้คนไปเกือบเจ็ดสิบคน ในขณะที่ฝั่งมหาวิญญาจารย์มีน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็เกือบสี่สิบคน ซึ่งรวมถึงหั่วอู๋ซวงและหั่วอู่ด้วย

“จำนวนคนเยอะกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก เอาล่ะ เพื่อให้การแข่งขันจัดอันดับที่กำลังจะเริ่มขึ้นเป็นไปอย่างราบรื่น ข้าขอถามเป็นครั้งสุดท้าย หากมีผู้ใดต้องการถอนตัว ข้ายินดีคืนเงินค่าสมัครให้”

“ดีมาก สมกับที่เป็นเมืองอัคคี เมืองที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์สืบทอดมานับพันปี ในเมื่อไม่มีใครเลือกที่จะถอนตัว เช่นนั้นเรามาเริ่มการคัดเลือกรอบแรกกันเลย”

“แรงกดดันวิญญาณ ต่อจากนี้ข้าจะปลดปล่อยแรงกดดันพลังวิญญาณใส่กลุ่มวิญญาจารย์และมหาวิญญาจารย์แยกกัน ผู้ใดที่ทนรับแรงกดดันไม่ไหว จะถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที”

“จนกว่าจะเหลือเพียงสิบหกคน พวกเขาจึงจะได้ผ่านเข้าสู่รอบจัดอันดับรอบที่สอง ซึ่งวิญญาจารย์จะต้องต่อสู้แบบจับคู่ และผู้ชนะคนสุดท้ายจะได้เข้าสู่รอบที่สาม นั่นคือการประลองวิญญาณกับลูกชายของข้า”

“ขอเพียงเจ้าเอาชนะได้ ผลอัคคีสีทองก็จะเป็นของเจ้าทันที”

สิ้นคำพูด หลินเหยียนก็ผายมือใหญ่ไปทางกลุ่มวิญญาจารย์ พริบตานั้นแรงกดดันพลังวิญญาณก็ถูกปลดปล่อยออกมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า มันถาโถมเข้าใส่อย่างฉับพลันทันที

วิญญาจารย์บางคนที่ไม่ได้เตรียมตัวถูกแรงกดดันอัดกระแทกจนทรุดลงไปกองกับพื้นในสภาพทุลักทุเล จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามาพาตัววิญญาจารย์ที่ตกรอบเหล่านั้นออกไป โดยมีเสียงบ่นพึมพำด่าทอถึงความไม่ยุติธรรมดังตามหลังมา

แรงกดดันวิญญาณเป็นวิธีการทดสอบความแข็งแกร่งของวิญญาจารย์ที่ตรงไปตรงมาและครอบคลุมที่สุด

การควบคุมแรงกดดันวิญญาณนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง แทบจะเป็นไปได้แค่กับวิญญาจารย์ที่มีระดับพลังสูงกว่าถึงสองหรือสามขั้นใหญ่ๆ เท่านั้นจึงจะสามารถปลดปล่อยออกมาได้อย่างเสถียร

แรงกดดันวิญญาณจะสะกดข่มทั้งร่างกาย กายหยาบ พลังวิญญาณ ความมุ่งมั่น และสภาวะโดยรวมทั้งหมด กล่าวได้ว่ายิ่งมีพรสวรรค์สูง พลังรบแข็งแกร่ง และมีเจตจำนงที่แน่วแน่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทนทานต่อแรงกดดันวิญญาณได้มากเท่านั้น

มันแทบจะไม่มีช่องว่างให้เล่นตุกติก จึงนับว่าเป็นวิธีการที่ค่อนข้างยุติธรรม

แรงกดดันวิญญาณระดับสิบสอง ระดับสิบสาม ระดับสิบสี่...

ในเวลานี้ หวังฉีเริ่มสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน หน้าอกและเลือดลมของเขาเริ่มติดขัด ลมหายใจสูบฉีดอย่างยากลำบาก

“แรงกดดันพลังวิญญาณนี้ใช้จัดการกับพวกปลายแถวระดับล่างได้ผลดีเยี่ยมจริงๆ ด้วยคุณภาพความแข็งแกร่งทางร่างกายของข้า แม้จะยังไม่ได้ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์หรือเข้าสู่สภาวะสถิตวิญญาณยุทธ์ ข้าก็ยังเริ่มรู้สึกตึงมือแล้ว”

ขณะที่หวังฉีลอบถอนหายใจ แรงกดดันวิญญาณก็ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายบนหน้าผากของชายหนุ่ม เขากวาดสายตามองคนรอบข้าง ตอนนี้เหลือผู้รอดฝั่งอยู่สามสิบเอ็ดคน

ในจำนวนนั้น มีสิบห้าคนที่ยังไม่ได้ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ออกมา และสีหน้าของพวกเขายังคงราบเรียบ สิบห้าคนนี้น่าจะเป็นวิญญาจารย์ที่มีระดับพลังอย่างน้อยระดับสิบเจ็ด สิบแปด หรือกระทั่งระดับสิบเก้า

“สมกับที่เป็นผลอัคคีสีทอง ดึงดูดวิญญาจารย์ระดับสูงมาได้มากขนาดนี้ในคราวเดียว ร้ายกาจจริงๆ”

แรงกดดันวิญญาณเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งจนถึงระดับสิบหก ซึ่งสูงกว่าขีดจำกัดพลังวิญญาณระดับสิบสี่ของหวังฉีถึงสองระดับ ถึงจุดนี้ หวังฉีเองก็จำเป็นต้องปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ออกมาเพื่อต้านทานแรงกดดัน

เมื่อวิญญาณยุทธ์อัคคีจำแลงถูกปลดปล่อย หวังฉีก็สัมผัสได้ทันทีว่าแรงกดดันลดฮวบลง ราวกับความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น

ณ ตอนนี้ มีวิญญาจารย์เหลืออยู่บนลานประลองเพียงสิบเก้าคน นอกจากหวังฉีที่ไม่ได้มาจากเมืองอัคคีแล้ว ก็มีทหารรักษาการณ์สิบนาย นักเรียนจากสถาบันอัคคีสามคน และวิญญาจารย์ทั่วไปที่เป็นคนท้องถิ่นเมืองอัคคีอีกห้าคน

“ตอนนี้ถึงระดับสิบหกแล้ว วิญญาจารย์ทั่วไปของเมืองอัคคีทั้งห้าคนกับนักเรียนสถาบันอัคคีสามคนเริ่มจะต้านทานไม่ไหว”

“การเพิ่มแรงกดดันวิญญาณครั้งต่อไปคงไม่ใช่การกระโดดข้ามขั้นอย่างกะทันหัน แต่น่าจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไป”

และก็เป็นไปตามที่หวังฉีคาดไว้ แรงกดดันพลังวิญญาณค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นทีละนิด จนในที่สุดก็เริ่มมีวิญญาจารย์ที่ทนไม่ไหวและล้มพับลงไป

จำนวนคนค่อยๆ ลดลงตามลำดับ: สิบแปดคน สิบเจ็ดคน สิบหกคน!

การคัดเลือกรอบแรกของกลุ่มวิญญาจารย์จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ

ผู้ผ่านเข้ารอบคือ ทหารรักษาการณ์สิบนาย นักเรียนจากสถาบันอัคคีสองคน วิญญาจารย์ทั่วไปสามคน และหวังฉี

หลังจากปล่อยให้กลุ่มวิญญาจารย์ที่ผ่านเข้ารอบแรกได้มีเวลาพักฟื้น แรงกดดันวิญญาณแบบเดียวกันก็พุ่งเป้าไปที่กลุ่มมหาวิญญาจารย์บ้าง

สิ่งที่หวังฉีไม่ได้คาดคิดก็คือ หั่วอู่ ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นถึงรองกัปตันทีมของสถาบันอัคคี กลับล้มเหลวในการทดสอบแรงกดดันวิญญาณครั้งนี้

เมื่อมองไปที่หั่วอู่ซึ่งดวงตาแดงก่ำจากการถูกคัดออก นางพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดความสามารถ หวังฉีก็อดรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่า หากเขาชกหั่วอู่สักหมัดในตอนนี้ แม่หนูนี่จะร้องไห้โฮออกมาหรือไม่?

ก็อย่างว่าแหละนะ คนที่มีนิสัยหยิ่งทะนงและเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ มักจะเป็นพวกที่ชอบสร้างความลำบากใจให้กับตัวเองมากที่สุด

จบบทที่ บทที่ 11: แรงกดดันวิญญาณ หั่วอู่ตกรอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว