เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 - ยอดนักปรุงยาผู้ร้ายกาจ

บทที่ 19 - ยอดนักปรุงยาผู้ร้ายกาจ

บทที่ 19 - ยอดนักปรุงยาผู้ร้ายกาจ


บทที่ 19 - ยอดนักปรุงยาผู้ร้ายกาจ

ซือถูจ่านและหลิงเฟิงที่มีความคิดเช่นนี้ก็ย่อมมีเหตุผลรองรับอยู่

ผู้ที่สามารถเป็นศิษย์สายตรงของสี่สำนักใหญ่ได้ ล้วนต้องเป็นยอดอัจฉริยะทั้งสิ้น

และเหตุผลที่สำนักเยว่หัวสามารถคว้าอันดับหนึ่งในการประลองสำนักสองครั้งล่าสุดติดต่อกันได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากศิษย์คนโตของชางอู๋ซึ่งเป็นศิษย์เอกของสำนักเยว่หัวอย่างต้วนหยุนโจวนั่นเอง

ต้วนหยุนโจวมีรากวิญญาณธาตุไฟระดับยอดเยี่ยม ในขณะที่มุ่งเน้นการฝึกวิถีกระบี่เขายังเป็นนักปรุงยาที่มีพรสวรรค์สูงส่งซึ่งหาได้ยากยิ่งในหมู่คนนับหมื่น อีกทั้งยังเป็นนักปรุงยาระดับสูงที่มีจำนวนน้อยนิดจนแทบนับนิ้วได้อีกด้วย

เมื่อหันไปมองสำนักอื่น แม้ในสำนักจะมีผู้อาวุโสที่สามารถปรุงยาได้ทว่ากลับไม่มีศิษย์คนไหนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้เลย ดังนั้นทุกครั้งที่มีการประลองสำนักจึงมักจะถูกสำนักเยว่หัวกดดันจนพ่ายแพ้ไปก้าวหนึ่งเสมอ

ในโลกใบนี้พวกนักปรุงยานั้นหายากเกินไป และคนส่วนน้อยที่มีพรสวรรค์ด้านนี้ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกไปฝากตัวเป็นศิษย์ของเหล่ายอดฝีมือนักปรุงยาที่ปลีกวิเวกซ่อนตัวอยู่เสียมากกว่า

ดังนั้นในบรรดาสำนักน้อยใหญ่ในโลกบำเพ็ญเพียร นักปรุงยาจึงถือเป็นของหายากที่พบเจอได้ยากยิ่งนัก

ต่อให้เป็นนักปรุงยาระดับต่ำ ในสำนักก็ยังได้รับการดูแลเอาอกเอาใจประดุจสมบัติล้ำค่าเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ต้วนหยุนโจวในฐานะที่เป็นศิษย์ ไม่เพียงแต่จะมีระดับพลังที่สูงส่งในวิถีกระบี่ทว่าเขายังเป็นถึงนักปรุงยาระดับสูง นี่ถือเป็นตัวตนที่ขัดต่อกฎสวรรค์อย่างแท้จริง

โดยเฉพาะในการต่อสู้แบบทีม บรรดาศิษย์สายตรงสำนักเยว่หัวมักจะต่อสู้ไปพลางซดยาไปพลาง ช่างเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลสิ้นดี

แม้ศิษย์สายตรงของสำนักอื่นจะนำเม็ดยาที่ผู้อาวุโสในสำนักปรุงให้ติดตัวมาด้วย ทว่าอย่างไรมันก็สู้การปรุงยาไปกินไปแบบสดๆ แถมยังมีปริมาณไม่อั้นแบบที่อยากจะกินเท่าไหร่ก็ได้ไม่ได้เลยสักนิด

แม้ฝีมือการต่อสู้จะไม่แพ้กัน ทว่ากลับถูกกดดันให้พ่ายแพ้ไปเสียทุกเรื่องช่างเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจยิ่งนัก

คิดว่าสถานการณ์เช่นนี้ ในการประลองสำนักครั้งหน้าคงจะได้เห็นจุดเปลี่ยนในที่สุด!

ซือถูจ่านและหลิงเฟิงพยายามหาเรื่องมาปลอบใจตัวเองว่า การที่มีนังเด็กขยะที่มีพลังต่อสู้เป็นศูนย์อย่างหลิงเหมี่ยวเข้าร่วมทีมศิษย์สายตรงสำนักเยว่หัวก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะมันจะช่วยดึงมาตรฐานเฉลี่ยของสำนักเยว่หัวให้ลดต่ำลง

ซึ่งแตกต่างจากหลิงเหมี่ยว เพราะหลิงอวี่ซึ่งเป็นศิษย์สายตรงคนที่ห้าของสำนักหลีฮั่วในปีนี้ เป็นยอดอัจฉริยะที่เข้าสู่ระดับสร้างรากฐานได้ตั้งแต่อายุเพียงสิบห้าปี

หากได้รับการเพาะบ่มอย่างดีอีกสามปี ผลการประลองสำนักครั้งหน้าก็ยังไม่แน่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ!

ต่อให้ต้วนหยุนโจวจะเก่งกาจและมีความสามารถเพียงใด เขาก็ไม่มีทางแบกนังเด็กขยะระดับเทพคนนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งหรอก!

เมื่อคิดได้ดังนั้น สายตาของคนทั้งคู่ที่มองมาที่หลิงเหมี่ยวจึงเต็มไปด้วยแววตาเย้ยหยันที่ชัดเจนขึ้น

ทว่าหลิงเหมี่ยวผู้เป็นตัวเอกของงานในครั้งนี้กลับเมินเฉยต่อสายตาที่จับจ้องมาทั้งห้อง นางเอาแต่ชำเลืองมองหินวิญญาณที่ปูอยู่เต็มพื้นไม่วางตา

จนกระทั่งหลินเฉียนเฉิงที่เดินนำทางหยุดฝีเท้าลง หลิงเหมี่ยวถึงได้เงยหน้าขึ้นมา

ชางอู๋นั่งอยู่ด้านหน้าสุด และคนที่นั่งอยู่ข้างหลังเขาก็ควรจะเป็นบรรดาผู้อาวุโสของสำนักเยว่หัวนั่นเอง

อีกด้านหนึ่ง บรรดาผู้ที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดของกลุ่มศิษย์สำนักเยว่หัวก็คือเหล่าศิษย์สายตรงทั้งหลาย

เสวียนซื่อและไป๋ชูลั่วนางรู้จักอยู่แล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งที่เหลือก็น่าจะเป็นต้นไม้เรียกเงินเรียกทองผู้โด่งดัง หรือก็คือศิษย์พี่ใหญ่นั่นเอง

ในตอนนี้นสายตาของชายหนุ่มคนนั้นก็กำลังจดจ้องมาที่นางเช่นกัน

หลังจากสบตากันครู่หนึ่ง เขาก็ยกมุมปากขึ้นส่งยิ้มให้แก่นาง ดวงตาดอกท้อที่เรียวยาวของเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้มจนโค้งงอดูคล้ายกับดวงจันทร์เสี้ยวยามค่ำคืน

“สวัสดีนะศิษย์น้องหญิง ข้าชื่อต้วนหยุนโจว”

เขาวางจอกชาในมือลงอย่างแผ่วเบาพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเป็นที่สุด

“ข้าเป็นผู้ใช้กระบี่”

หลิงเหมี่ยวพยักหน้าพลางมีสีหน้าที่เคร่งขรึม “สวัสดีเจ้าค่ะศิษย์พี่ใหญ่ ข้าชื่อหลิงเหมี่ยว”

นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ

“ข้าเป็นคนจนเจ้าค่ะ”

เจ้าของร่างเดิมของร่างกายนี้ขี้ขลาดและมึนตื้อแถมยังมีความภูมิใจในตนเองต่ำมาตั้งแต่เด็ก

ในตอนที่อยู่สำนักหลีฮั่ว เนื่องจากการใช้เส้นสายเข้ามาเป็นศิษย์ฝ่ายในแถมยังไม่รู้วิธีเอาใจคนอื่นจึงมักจะถูกกีดกันและรังแกไปเสียทุกเรื่อง จนในที่สุดเจ้าของร่างเดิมก็เลือกที่จะไม่ไปเข้ารับการศึกษาพื้นฐานเสียเลย

ดังนั้นสถานการณ์ของนางในตอนนี้คือ นอกจากจะไม่รู้ทิศทางการฝึกฝนของตนเองแล้ว แม้แต่วิธีการฝึกฝนพื้นฐานนางก็ยังไม่รู้เลยสักนิด

นางคือคนขยะอย่างเต็มตัว

ทว่าการจะแนะนำตัวเองว่าเป็นคนขยะตั้งแต่แรกเห็นมันก็ดูจะเรียกร้องความสนใจจนเกินไปหน่อย

นางจึงใช้ความคิดอย่างหนักจนได้คำเรียกตัวเองที่สมบูรณ์แบบนี้ออกมา

“พรืด”

ไป๋ชูลั่วอดหัวเราะออกมาไม่ได้

ต้วนหยุนโจวได้ยินคำพูดของหลิงเหมี่ยวแล้วนิ้วมือก็สั่นระริกไปวูบหนึ่ง หลังจากหลิงเหมี่ยวนั่งลงประจำที่แล้วเขาก็ขยับเข้าไปใกล้หลิงเหมี่ยวเล็กน้อยพลางลดเสียงต่ำลงพร้อมกับรอยยิ้ม

“ความจนเป็นเรื่องเล็กน้อย ศิษย์น้องหญิงอย่าได้ตกใจไป ข้าเป็นนักปรุงยา วันหน้าหากเจ้าไปหาพืชวิญญาณมาได้ก็เอามาให้ข้าดูว่าพอจะช่วยปรุงเป็นเม็ดยาให้เจ้าได้หรือไม่ ของพวกนั้นมันมีราคาแพงมากเชียวล่ะ”

เมื่อครู่นี้เขาฟังไป๋ชูลั่วผู้เป็นลำโพงกระจายเสียงพล่ามเรื่องของศิษย์น้องหญิงอยู่ตั้งนานจนรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจยิ่งนัก

วันนี้ได้มาเจอตัวจริงก็เห็นว่านางเป็นคนพิเศษจริงๆ นั่นแหละ

หลิงเหมี่ยวเอ่ยถาม “ทว่าศิษย์พี่ใหญ่เจ้าคะ ศิษย์พี่รองบอกว่าศิษย์สายตรงห้ามเอาทรัพยากรไปขายไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

ต้องแบ่งปันให้ผู้ที่ต้องการสิเจ้าคะ

ต้วนหยุนโจวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ไม่เป็นไรหรอก พวกเราแอบขายกันเงียบๆ ก็ได้ ขอเพียงอย่าให้ท่านอาจารย์รู้เป็นพอ ทว่าต่อให้อาจารย์รู้ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก ปกติท่านอาจารย์มักจะปล่อยให้พวกเราใช้ชีวิตตามใจชอบ ขอเพียงเจ้าอย่าไปทำการซื้อขายต่อหน้าท่านอาจารย์เป็นพอ ปกติท่านก็ไม่ค่อยยุ่งเรื่องพวกนี้หรอก”

หลิงเหมี่ยวได้ยินดังนั้นก็ตาสว่าง “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยเจ้าค่ะ! มาเถอะเจ้าค่ะท่านต้วน พวกเรามาคุยเรื่องหุ้นส่วนกันเถอะเจ้าค่ะ!”

ชางอู๋ที่นั่งอยู่บนที่สูง ‘...’

ได้ยินหมดแล้วนะ ขอบใจ

หลังจากหลิงเหมี่ยวนั่งลงประจำที่แล้ว นางก็จัดการหยิบขนมบนโต๊ะเข้าปากอย่างคล่องแคล่วโดยไม่มีท่าทีที่จะเก็บอาการสำรวมแม้แต่น้อย

ทางด้านสำนักหลีฮั่ว มีศิษย์คนหนึ่งเห็นท่าทางของนางจึงเอ่ยบ่นกับคนข้างๆ ด้วยเสียงที่ดังไม่เบานัก

“กิริยาท่าทางแบบนี้ไม่มีระเบียบวินัยที่ศิษย์สำนักใหญ่ควรจะมีเลยสักนิด! นังขยะคนนี้มีดีอะไรถึงได้ตำแหน่งศิษย์สายตรงสำนักเยว่หัวมาครองกันแน่!”

หลิงเหมี่ยวชำเลืองมองไปทางนั้น นางจำคนพูดได้คือเซวียเชินนั่นเอง ดูเหมือนเขาจะเกลียดนางเข้ากระดูกดำเสียจริง

นางเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางทำเป็นไม่สนใจ

ทว่านางกลับสังเกตเห็นต้วนหยุนโจวที่นั่งอยู่ข้างๆ ชำเลืองมองไปทางทิศทางของเซวียเชินแวบหนึ่ง

ในจังหวะที่เซวียเชินหันหลังไปคุยกับคนอื่น ต้วนหยุนโจวก็ขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย ไอระเหยที่ไร้สีไร้กลิ่นก็พุ่งตกลงในถ้วยชาของเซวียเชินอย่างเงียบเชียบ

ผ่านไปเพียงครู่เดียว หลิงเหมี่ยวก็เห็นเซวียเชินมีใบหน้าเขียวคล้ำพลางลุกขึ้นยืนลาฟางจูเฉินซึ่งเป็นศิษย์เอกของสำนักหลีฮั่วแล้วรีบจากไปอย่างเร่งรีบ

นางลอบกลืนน้ำลายพลางมองต้วนหยุนโจวด้วยดวงตาที่เบิกกว้างจนแทบจะถล่มทลายลงมา นี่มันเรื่องจริงหรือนี่ ท่ามกลางยอดฝีมือมากมายขนาดนี้เขากลับกล้าลงยาพิษต่อหน้าต่อตาเชียวหรือ เขาไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน!

ทว่าอีกฝ่ายกลับเพียงแต่ส่งยิ้มที่ดูนุ่มนวลอ่อนโยนมาให้แล้วก้มหน้าก้มตาจิบชาของตนเองต่อไป ดูท่าทางจะสบายอารมณ์ยิ่งนัก

เป็นอย่างที่คนโบราณว่าไว้จริงๆ พวกที่ชอบยิ้มจนตาหยีมักจะเป็นสัตว์ประหลาดทั้งนั้น

การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของต้วนหยุนโจวย่อมหนีไม่พ้นสายตาของชางอู๋ แววตาของเขาฉายแววความจนใจวูบหนึ่ง ดูเหมือนปกติเขาจะตามใจเด็กพวกนี้มากเกินไปจริงๆ

การกระทำของต้วนหยุนโจวนั้น แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงชางอู๋คนเดียวที่สังเกตเห็น ทว่านี่คือถิ่นของสำนักเยว่หัว ขอเพียงไม่ทำเรื่องที่เกินเลยจนเกินไปคนอื่นก็มักจะทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งเสีย

เมื่อเห็นหลิงเหมี่ยวมาถึงแล้ว ชางอู๋จึงส่งสัญญาณให้ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักเยว่หัวประกาศเริ่มงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ

ในอีกสองเดือนข้างหน้า แดนลับทวิวิญญาณภายใต้การดูแลของสำนักเยว่หัวกำลังจะเปิดออก

แดนลับแห่งนี้จะเปิดออกเพียงครั้งเดียวในรอบสิบปี และรายชื่อของผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถเข้าไปฝึกฝนในแดนลับทวิวิญญาณได้นั้นจะถูกตัดสินโดยการหารือของทั้งสี่สำนักร่วมกัน

ทางด้านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสกำลังหารือกันอย่างเคร่งเครียด

ส่วนทางด้านนี้ หลิงเหมี่ยวเอาแต่ยัดอาหารเข้าปากจนเต็มกระพุ้งแก้ม ทว่าดวงตากลับเอาแต่จ้องมองหินวิญญาณที่ปูอยู่ที่พื้นไม่วางตา

หินวิญญาณที่ปูอยู่ที่พื้นนี่ช่างสวยงามยิ่งนัก หากมันไปอยู่ในถุงมิติของนางมันคงจะดูสวยงามยิ่งกว่านี้แน่นอน

นางนึกเสียดายเพียงอย่างเดียวคือนางไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมติดมือมาด้วยเลย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 19 - ยอดนักปรุงยาผู้ร้ายกาจ

คัดลอกลิงก์แล้ว