- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 367 ต่อกรคนนับร้อยด้วยตัวคนเดียว
ตอนที่ 367 ต่อกรคนนับร้อยด้วยตัวคนเดียว
ตอนที่ 367 ต่อกรคนนับร้อยด้วยตัวคนเดียว
ดวงตาของเซี่ยโหวตวนดำมืดลึกล้ำ เขาเอ่ยถามกลับไปประโยคหนึ่งว่า
"แล้วพวกท่านอยากจะแบ่งอย่างไรเล่า?"
"แบ่งเท่าๆ กัน"
ตัวแทนปราการศักดิ์สิทธิ์เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
มุมปากของเซี่ยโหวตวนผุดรอยยิ้มเย้ยหยัน เขาเอ่ยประชดประชันอย่างไม่ปิดบังว่า
"ความอยากอาหารของพวกท่านไม่เบาเลยนะ"
ตัวแทนปราการศักดิ์สิทธิ์เพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้โต้ตอบคำพูดของเซี่ยโหวตวน เพียงแต่รอคอยคำตอบของเขาอย่างเงียบๆ
เซี่ยโหวตวนรู้ดีอยู่แก่ใจว่า คนพวกนี้กำลังฉวยโอกาสปล้นชิงตอนไฟไหม้อย่างเห็นได้ชัด
หากเป็นเวลาปกติ พวกมันจะมีความกล้ามาพูดกับเขาเช่นนี้ได้อย่างไร? โทษได้เพียงการโจมตีของสวรรค์จุติและเทียนเหมินที่รวดเร็วและรุนแรงเกินไป ทำให้เขาตั้งตัวไม่ติด ไม่สามารถเตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที เมื่อขาดแผนการที่รัดกุมและกำลังคนไม่เพียงพอ บัดนี้เขาจึงจำต้องอาศัยพลังของปราการศักดิ์สิทธิ์และวิถีซานชิง เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อยู่ตรงหน้า
"ได้ แบ่งเท่าๆ กัน"
เซี่ยโหวตวนรับคำด้วยใบหน้าที่ยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม〔2〕 ก่อนจะเอ่ยเรียกร้องด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"แต่ผู้นำสมาพันธ์อย่างข้าขอให้พวกท่านเพิ่มจำนวนคนสนับสนุน ร่วมมือกันกวาดล้างเทียนเหมิน และยังต้องตรึงกำลังของสวรรค์จุติเอาไว้ด้วย!"
"ไม่มีปัญหา ท่านผู้นำสมาพันธ์โปรดวางใจ"
รอยยิ้มของตัวแทนปราการศักดิ์สิทธิ์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ทั้งสามขุมกำลังบรรลุข้อตกลงความร่วมมือ ทว่าต่างฝ่ายต่างก็ซ่อนเร้นเจตนาแอบแฝง ไว้ในใจ
...
เวลานี้ ภายในเมืองแดนกลางได้เกิดความวุ่นวายขึ้นแล้ว เสียงการต่อสู้ดังแว่วมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนในเมืองต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ
ไม่นานนัก คนของวิถีซานชิงและปราการศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้นในเมืองเช่นกัน ขบวนของพวกเขายิ่งใหญ่เกรียงไกร มีกลิ่นอายอันไม่ธรรมดา พวกเขากำลังเร่งรุดไปยังทิศทางของศูนย์บัญชาการเทียนเหมิน เป้าหมายก็เพื่อกวาดล้างเทียนเหมินให้สิ้นซาก
ทว่าในขณะที่พวกเขาเดินทางไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็ได้รับข่าวจากศูนย์บัญชาการ
—ประมุขเทียนเหมินนำกองกำลังบุกโจมตีปราการศักดิ์สิทธิ์ เขตแดนป้องกันของปราการศักดิ์สิทธิ์ใกล้จะถูกทำลายแล้ว!
—วิถีซานชิงถูกซุ่มโจมตี หญิงลึกลับที่เป็นผู้นำนั้นมีฝีมือแข็งแกร่งยิ่ง บัดนี้กำลังปะทะกับเจ้าวิถีอยู่
—ศูนย์บัญชาการเทียนเหมินว่างเปล่า เป็นกลเมืองร้าง!
"เร็วเข้า กลับไปเดี๋ยวนี้!"
สีหน้าของผู้อาวุโสวิถีซานชิงคนหนึ่งพลันแปรเปลี่ยนด้วยความตื่นตระหนก
"คาดไม่ถึงเลยว่าหลินจิ้นจะเจ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้!"
ผู้อาวุโสแห่งปราการศักดิ์สิทธิ์กัดฟันกรอดด้วยความแค้น
พวกเขายังไม่ทันได้ออกศึก ก็พบว่าบ้านเกิดเมืองนอนของตนกลับถูกบุกโจมตีเสียแล้ว
ผู้อาวุโสแห่งปราการศักดิ์สิทธิ์เอ่ยเสียงขรึมว่า
"ทิ้งกองกำลังไว้สองกองเพื่อมุ่งหน้าไปยังศูนย์บัญชาการเทียนเหมิน ยึดศูนย์บัญชาการเทียนเหมินเอาไว้! หากข้างในยังมีคนอยู่ สังหารทิ้งไม่ละเว้น!"
กองกำลังสองกองซึ่งประกอบด้วยคนสี่ร้อยคน ถูกแบ่งออกมา แล้วมุ่งหน้าไปยังศูนย์บัญชาการเทียนเหมินต่อไป ส่วนคนที่เหลือก็เร่งรุดกลับไปยังศูนย์บัญชาการของขุมกำลังฝั่งตน
เพียงแต่ว่า ยังไม่ทันที่กองกำลังทั้งสองกองนี้จะไปถึงศูนย์บัญชาการเทียนเหมิน ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน
ม่านราตรีปกคลุม ความมืดมิดดำขลับดั่งน้ำหมึก กลางอากาศปรากฏภูตผีนับไม่ถ้วนอย่างเลือนราง พวกมันล่องลอยไปมา ดูราวกับมีและไม่มีตัวตน แผ่กลิ่นอายอันน่าสยดสยองและแปลกประหลาด
"เอาชีวิตข้าคืนมา..."
น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความโหยหวนอย่างถึงที่สุด
"พวกเจ้าทุกคนต้องตาย!"
ภูตผีเหล่านี้มีใบหน้าเลือนราง ราวกับแบกรับความโศกเศร้าและความเคียดแค้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ค่อยๆ โฉบเข้ามาทางทิศของกองกำลังทั้งสองกอง
ผู้คนในกองกำลังทั้งสองต่างมองฉากนี้ด้วยความหวาดกลัว ในลำคอเปล่งเสียงสั่นเครือออกมาว่า
"มีผี!"
ฝีเท้าของคนจำนวนไม่น้อยถอยร่นไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุม ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามอันใหญ่หลวงที่ไม่อาจต้านทานได้
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงดังกังวานเสียงหนึ่งก็ทำลายบรรยากาศอันน่าตื่นตระหนกลง
"ทุกคนอย่ากลัวไปเลย ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแสร้งทำตัวเป็นผีสางเทวดา เป็นแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนของเทียนเหมินก็ได้!"
คำพูดนี้ราวกับแสงอรุณที่สาดส่องความมืดมิด ทำให้ความหวาดกลัวในใจของหลายคนลดทอนลงไปไม่น้อยในทันที อารมณ์ที่เคยตื่นตระหนกลนลานค่อยๆ สงบลง
"พวกเรา บุก!"
พวกเขารีบกำอาวุธในมือแน่น แล้วเปิดฉากโจมตีใส่เหล่าภูตผีทันที!
เพียงแต่ อาวุธของพวกเขากลับทะลุผ่านภูตผีเหล่านั้นไป และไม่ได้สร้างบาดแผลใดๆ ให้กับพวกมันเลยแม้แต่น้อย
"คิก คิก คิก..."
และภูตผีเหล่านี้ก็ส่งเสียงหัวเราะอันน่าสยดสยอง ชวนให้ขนหัวลุก พวกมันหมุนวนรอบตัวพวกเขาอย่างรวดเร็วราวกับวิญญาณร้าย ความเร็วของพวกมันดุจสายฟ้าแลบข้ามท้องฟ้ายามค่ำคืน รวดเร็วจนมองตามไม่ทัน ชวนให้ตาลาย
ชั่วพริบตา ทุกคนก็รู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่ามัว ดวงตารู้สึกปวดแสบปวดร้อนเป็นระลอก ราวกับจะถูกฉีกกระชากด้วยภาพอันน่าสยดสยองนี้
ตามมาด้วยความรู้สึกโลกหมุนเคว้ง ราวกับโลกทั้งใบกำลังตีลังกากลับหัว ทำให้หน้ามืดตาลาย ยืนแทบไม่อยู่
ในเวลานั้นเอง รอบด้านก็มีเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาดังขึ้นเป็นระลอก เสียงนั้นดังก้องไปถึงก้อนเมฆ สะท้อนกึกก้องอยู่ในอากาศ ชวนให้ขวัญหนีดีฝ่อ
ร่างเงาสีม่วงร่างหนึ่งพุ่งทะยานผ่านฝูงชนอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี ท่าร่างของร่างนั้นรวดเร็วดุจสายฟ้า เห็นเพียงว่าที่ใดที่ร่างนั้นพาดผ่าน ประกายกระบี่จะสว่างวาบ ประกายเย็นเยียบสาดกระจาย ทุกครั้งที่ประกายกระบี่สว่างวาบ ก็จะมีเสียงของคมมีดที่เฉือนผ่านเลือดเนื้อดังขึ้น
ชั่วพริบตา ผู้คนต่างพากันล้มลงไปกองกับพื้นทีละคนๆ เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว ย้อมพื้นดินจนกลายเป็นสีแดงฉาน
"ดูนั่นสิ!"
เสียงอุทานดังขึ้น
บรรดาผู้ที่หลุดพ้นจากการโจมตีทางจิตวิญญาณของเหล่าภูตผี หันมองตามเสียงนั้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเด็กสาวชุดม่วงผู้หนึ่ง มือถือกระบี่ยาว บนกระบี่ยาวยังคงเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ในความมืดมิดยามค่ำคืน ใบหน้าของเธอยังคงงดงามจนน่าทึ่ง ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงก็คือ เธอราวกับเพชฌฆาตที่เลือดเย็นและไร้ความปรานีที่สุด ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา
ด้านหลังของเธอ มีซากศพนอนกองอยู่ราวๆ ร้อยกว่าศพ คนเหล่านี้ล้วนถูกเธอปลิดชีพด้วยกระบี่เดียว แม้แต่โอกาสที่จะต่อต้านก็ยังไม่มี
พวกเขาสูดลมหายใจเข้าลึก
"เจ้าเป็นใคร?!"
เสิ่นเยียนไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับมองไปยังคนที่ยังมีชีวิตรอดเหล่านี้ จากนั้นก็กำลังคิดทบทวนว่าเธอต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดในการจัดการพวกมันให้สิ้นซาก แล้วค่อยไปสมทบกับเวินอวี้ชูและคนอื่นๆ
เมื่อพวกเขาเห็นเสิ่นเยียนไม่พูดอะไร ก็ทึกทักเอาว่าเธอคือศิษย์ของเทียนเหมิน
"เจ้าคือคนของเทียนเหมิน!"
เพียงแต่ว่า พวกเขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อน อีกทั้งเธอก็แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
คิดไม่ถึงเลยว่าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเค่อ ก็ฆ่าคนไปตั้งร้อยกว่าคนแล้ว
แท้จริงแล้วเธอแข็งแกร่งถึงเพียงใดกันแน่?!
พวกเขามองไม่ออกถึงระดับการบำเพ็ญเพียรของเสิ่นเยียน เพราะบนตัวเธอมีของวิเศษช่วยปกปิดระดับการบำเพ็ญเพียรเอาไว้
"ฆ่านางซะ!"
คนที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้น ก็อยากจะล้อมสังหารเธอในทันที เพียงแต่ภูตผีที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศเหล่านั้น จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาโจมตีพวกเขา ทำให้แผนการล้อมสังหารของพวกเขาพังทลายลง
จำนวนของภูตผีมีมากกว่าพวกเขามากนัก พวกเขาจึงถูกภูตผีพัวพันเอาไว้
เสิ่นเยียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
แววตาของเธอแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น
เธอหมุนข้อมือเล็กน้อย กระบี่ยาวในมือพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานไปทั้งเล่มในชั่วพริบตา เปลวเพลิงลุกโชนอยู่บนตัวกระบี่ ราวกับมังกรไฟที่พันตัวอยู่ แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ขอเพียงเข้าใกล้แม้แต่น้อย ก็จะถูกกลิ่นอายอันร้อนระอุนั้นแผดเผา
เธอชูกระบี่ขึ้น พลังวิญญาณไหลทะลักเข้าสู่ตัวกระบี่ในชั่วพริบตา ในเสี้ยววินาทีนั้น แสงไฟก็พองโตและสว่างวาบเจิดจ้ายิ่งขึ้น
"ดาบเพลิงสะบั้นวายุ!"
คมกระบี่สีแดงเพลิงขนาดมหึมาพวยพุ่งออกมาราวกับภูเขาไฟระเบิด แฝงไปด้วยกลิ่นอายอันดุดันประหนึ่งจะทำลายล้างฟ้าดิน ฟาดฟันไปยังทิศทางที่พวกเขาอยู่อย่างโหดเหี้ยม
ได้ยินเพียงเสียง ตู้ม ดังกึกก้อง บ้านเรือนโดยรอบต่างสั่นสะเทือนตามไปด้วย
ที่ใดที่คมกระบี่พาดผ่าน อากาศราวกับถูกฉีกขาด พื้นดินราวกับถูกถกขึ้น ก่อตัวเป็นร่องลึกที่มืดมิด และบรรดาผู้โชคร้ายที่ถูกคมกระบี่ฟันเข้า ก็ยิ่งถูกพลังอันแข็งแกร่งบดขยี้จนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา เลือดและเศษเนื้อกระจัดกระจายไปทั่ว
ส่วนคนที่หลบหลีกไปได้ ยังไม่ทันได้ตกตะลึง ร่างของเด็กสาวก็มาถึงตัวแล้ว กระบี่ยาวพุ่งเข้ามาโจมตีพวกเขา
เคร้ง
พวกเขารีบต้านทานอย่างเร่งรีบ
ต่อสู้กันไปหลายสิบกระบวนท่า
และเนื่องจากเสียงการฟาดฟันของคมกระบี่เพลิงเมื่อครู่นี้ ทำให้ผู้คนที่อยู่ในบ้านเรือนละแวกนั้นอดไม่ได้ที่จะเกิดความอยากรู้อยากเห็น บางคนที่ใจกล้าหน่อย ก็แอบเปิดหน้าต่างหรือแง้มประตูออกดูไปยังตำแหน่งที่มีการต่อสู้
เพียงมองแวบเดียว ก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงจนตาค้าง
เพราะบนพื้นดินมีซากศพนอนเกลื่อนกลาดอยู่หลายร้อยศพ เลือดไหลเจิ่งนองไปทั่วพื้นดิน กลางอากาศยังคงมีภูตผีสีขาวซีดอันน่าสยดสยองล่องลอยอยู่มากมาย และร่างของเด็กสาวชุดม่วงที่ลงมือสังหารอย่างเด็ดขาดนั้นก็เข้ามาในสายตาของพวกเขาเช่นกัน
หรือว่าจะเป็นเด็กสาวผู้นี้ที่ลงมือฆ่าคนมากมายถึงเพียงนี้?
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ผู้คนที่แอบดูอยู่ต่างก็ใจหายวาบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
จะเป็นไปได้อย่างไร?!
แท้จริงแล้วเธอคือใครกันแน่?
เด็กสาวที่ดูอ่อนแอและงดงามเช่นนี้ เหตุใดจึงมีพลังรบที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้?