เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ความมืดมิดแห่งวอลล์สตรีท

บทที่ 21 ความมืดมิดแห่งวอลล์สตรีท

บทที่ 21 ความมืดมิดแห่งวอลล์สตรีท


บทที่ 21 ความมืดมิดแห่งวอลล์สตรีท

เวลา 21:00 น.

สกอตต์เดินออกจากตึกโดยมี เคน กริฟฟิน เดินมาส่ง

สกอตต์หันไปสวมกอดเคน กริฟฟิน

"เอาล่ะ เดี๋ยวฉันกลับเองได้"

"ผมรู้ครับ คืนนี้มีนัดล่ะสิ ผมไม่กวนคุณหรอก" เคน กริฟฟินพูดกลั้วหัวเราะ

"ไสหัวไปเลย!" สกอตต์ด่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะปรับสีหน้าจริงจัง "ช่วงนี้ฉันมีธุระ ฝากนายดูแลบริษัทให้ดีด้วยล่ะ พอจบภารกิจเปิด Short แล้วก็ทำตามแผนเดิม เอาเงิน 1 ใน 3 ไปทำระบบเทรดเชิงปริมาณของนาย ส่วนที่เหลือก็ประเมินพวกบริษัทเทคโนโลยี แล้วกระจายความเสี่ยงถือหุ้นเอาไว้"

"วางใจเถอะครับ ผมจะทำอย่างเต็มที่ ยังไงในนี้ก็มีส่วนแบ่งของผมอยู่ด้วยไม่ใช่หรือไง" เคน กริฟฟินปรับสีหน้าเป็นจริงจังและพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น

"ดีมาก อีกสองวันเจอกัน" สกอตต์โบกมือลา แล้วหันไปก้าวขึ้นรถเล็กซัสสีดำที่จอดอยู่ด้านหลัง

นี่เป็นรถของบริษัท สกอตต์เลยถือวิสาสะยึดมาใช้ชั่วคราว

เคน กริฟฟินมองท้ายรถที่แล่นกลืนหายไปกับกระแสจราจร ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าตึก

"บอสไปแล้วเหรอครับ" คินสลีย์ สวิฟต์ ที่อยู่ในเซฟเฮาส์ เอ่ยถามเมื่อเห็นเคน กริฟฟินเดินเข้ามาคนเดียว

"อืม" เคน กริฟฟินตอบพลางจ้องมองหน้าจอข้อมูลขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่ตรงหน้า

"ครั้งนี้พวกเราก็ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรใหญ่นี่นา ก่อนหน้านี้บอสก็คุยโทรศัพท์มาจากลอสแองเจลิสไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมวันนี้ถึงมาที่นี่ได้ล่ะ" คินสลีย์ สวิฟต์ ขยี้หัวตัวเองพลางหยั่งเชิงถาม

แววตาของเคน กริฟฟินเปลี่ยนไป เขาหันขวับมาจ้องคินสลีย์ สวิฟต์ เขม็ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

"คินสลีย์ บางครั้งการก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี มันสำคัญกว่านะ คุณว่าไหม"

เมื่อได้ยินคำตอบของเคน คินสลีย์ สวิฟต์ ก็ยิ้มเจื่อน ลูบผมตัวเองแล้วพูดว่า "ขอโทษทีเคน ผมก็แค่ถามแก้เบื่อน่ะ เดี๋ยวผมจะลงไปคุมงานต่อแล้ว"

พูดจบ คินสลีย์ สวิฟต์ ก็หันหลังเตรียมจะเดินออกไป

เคน กริฟฟินจ้องแผ่นหลังของคินสลีย์ สวิฟต์ ที่กำลังเดินห่างออกไป พออีกฝ่ายเดินไปได้ครึ่งทาง เขาก็เรียกเอาไว้ "คินสลีย์!"

"มีอะไรอีกเหรอครับ" คินสลีย์ สวิฟต์ หันกลับมามองเคน กริฟฟินด้วยสีหน้างุนงง

"ลูกคุณเพิ่งจะสามขวบ แถมแอนเดรียก็กำลังท้องกำลังไส้อยู่ด้วยนะ" น้ำเสียงของเคน กริฟฟินราบเรียบ ทว่าแววตากลับคมกริบ

สีหน้าของคินสลีย์ สวิฟต์ ปั้นยากสุดๆ แถมยังเจือไปด้วยความหวาดกลัวที่ยากจะอธิบาย

"ผมรู้ วางใจเถอะ ผมจะทำงานให้ดี" พูดจบ เขาก็ไม่รอให้เคน กริฟฟินได้พูดอะไรต่อ รีบจ้ำอ้าวเดินเข้าห้องเทรดไปทันที

เคน กริฟฟินมองบานประตูที่ปิดสนิท แววตาของเขาทอประกายยากจะคาดเดา

เขาไม่อาจแสดงท่าทีแบบนี้ต่อหน้าสกอตต์ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สกอตต์มองว่าเขาเป็นพวกใจแคบร่วมงานกับใครไม่ได้

แต่เขาไม่ไว้ใจหมอนี่ ตอนนั้นพวกเขากำลังต้องการคนที่มีคอนเนกชันกับวาณิชธนกิจใหญ่ๆ อย่าง เมอร์ริล ลินช์, ซิตี้กรุ๊ป หรือ ดอยซ์แบงก์ จริงๆ ถึงได้เลือกหมอนี่มา

แต่หลังจากที่หมอนี่เข้ามาทำงาน ก็ติดต่อกับเมอร์ริล ลินช์ แนบแน่นจนเกินไป แถมเวลาที่พวกเขาทำการเทรดตามปกติ ทางเมอร์ริล ลินช์ ก็มักจะมีกระแสเงินทุนก้อนขนาดกลางๆ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับพวกเขาเป๊ะๆ เสมอ

เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในข้อมูล และเขาเชื่อว่าข้อมูลไม่มีทางโกหก เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่มีหลักฐานที่มัดตัวได้

อีกอย่าง สกอตต์ก็ค่อนข้างเชื่อใจหมอนี่ เอ็นดูลูกของเขา แถมยังอยากจะเป็นพ่อทูนหัวให้เด็กคนนั้นด้วยซ้ำ

ไม่อย่างนั้น หากจัดการตามวิธีปกติ หมอนี่คงไปนอนตายในดงกระสุนจากการปะทะกันของแก๊งแทงเกิลวูดบอยส์กับแก๊งคริปส์ข้างถนนไปตั้งนานแล้ว

ตัดภาพมาที่ภายในห้อง หลังจากปิดประตูลง คินสลีย์ สวิฟต์ ก็ยืนพิงบานประตูไม้ หลับตาลงพลางหอบหายใจ

เขารู้ดีว่าคำพูดของเคน กริฟฟินไม่ใช่แค่คำขู่ คนพวกนี้กล้าทำจริงๆ

ในฐานะบริษัทการลงทุนเกิดใหม่ที่ผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และรักษาอัตราการเติบโตระดับสิบเท่ามาตลอดสองปี จะบอกว่าคนอื่นในวอลล์สตรีทไม่เคยส่งสายลับมาขโมยข้อมูลเลยก็คงไม่ใช่

แต่จุดจบของพวกนั้น ล้วนแต่ต้องไปนอนหลับใหลอยู่ใต้ก้นแม่น้ำฮัดสันอย่างไม่มีข้อยกเว้น เขาเคยเห็นมากับตาตัวเอง

คินสลีย์ สวิฟต์ รู้สึกปวดหัวตึ๊บ ฝั่งเมอร์ริล ลินช์ เขาก็ไปล่วงเกินไม่ได้ แถมยังรับปากไปแล้วด้วย ส่วนฝั่งนี้ก็ยิ่งล่วงเกินไม่ได้เข้าไปใหญ่ เพราะคนพวกนี้กล้าลงมือสังหารจริงๆ

แถมเขายังไม่รู้เลยว่าใครคือผู้หนุนหลังบริษัทแห่งนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีคดีพนักงานหายตัวไปหลายราย ถ้าตามขั้นตอนปกติ ญาติพี่น้องคงฟ้องร้องบริษัทไปแล้ว และเพื่อไม่ให้เป็นข่าวดัง ศาลก็คงจะไกล่เกลี่ยให้ยอมความกันนอกศาล

แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ คดีฟ้องร้องที่เกี่ยวกับบริษัทแห่งนี้มักจะถูกพิจารณาคดีอย่างเร่งด่วนเสมอ และผลตัดสินก็ออกมาว่าบริษัทไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

เรื่องนี้ทำให้คินสลีย์ที่คลุกคลีอยู่ในวอลล์สตรีทมานานรู้สึกขนลุกซู่เมื่อคิดทบทวนดูให้ดี

"หัวหน้า ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ" เทรดเดอร์คนหนึ่งที่เดินมากดน้ำ เห็นคินสลีย์ยืนพิงประตูอยู่ จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

คินสลีย์ สวิฟต์ สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงคนพูด เขามองเทรดเดอร์ที่ยืนถือแก้วน้ำส่งสายตาเป็นห่วงมาให้ "ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยๆ น่ะ สองวันนี้พักผ่อนน้อยเลยปวดหัวนิดหน่อย"

คินสลีย์ สวิฟต์ แกล้งทำเป็นนวดขมับตัวเอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงปลงๆ "ฉันอายุมากแล้ว ไม่เหมือนพวกนายที่ยังหนุ่มยังแน่น ร่างกายแข็งแรงหรอก"

"โธ่ หัวหน้าครับ คุณเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง วัยนี้แหละกำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวเลย ดูพวกซีอีโอของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่สิ มีแต่ตาแก่หัวหงอกกันทั้งนั้น" เทรดเดอร์เห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรจริงๆ ก็เลยพูดติดตลกพลางกดน้ำจากตู้

"ไปไกลๆ เลยไป" คินสลีย์ สวิฟต์ ด่ากลั้วหัวเราะก่อนจะหันหลังกลับ

แต่ในวินาทีที่หันหลังกลับ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็อันตรธานหายไป แทนที่ด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มขณะเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองไป

ตัดภาพมาที่รถเล็กซัส สกอตต์เอนหลังพิงเบาะ หลับตาครุ่นคิด สิ่งที่เขาคิดอยู่ก็คือเรื่องของ เคน กริฟฟิน กับ คินสลีย์ สวิฟต์

ตั้งแต่เดินก้าวเข้าประตูมาวันนี้ เขาก็รู้แล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่เขาเลือกที่จะไม่เปิดโปง

เขาและเคนไม่อาจเรียกว่าเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา เพราะพวกเขาทั้งคู่ต่างก็ไม่ใช่คนยากจน แต่ก็ถือว่าเคยร่วมฝ่าฟันกันมา

จากตอนที่ทรัพย์สินของพวกเขาสองคนรวมกันยังไม่ถึงหนึ่งล้านดอลลาร์ มาจนถึงวันนี้ที่ทั้งคู่มีมูลค่าทรัพย์สินเกิน 300 ล้านดอลลาร์ พวกเขาสองคนต้องอดหลับอดนอนอยู่ในออฟฟิศที่วอลล์สตรีทมานับคืนไม่ถ้วน

เขารู้จักนิสัยของเคนดีเกินไป เรียกได้ว่านอกเหนือจากเรื่องหุ้นและเงินแล้ว ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร เคนก็จะทำตัวเหมือนตาแก่หัวโบราณ

แต่วันนี้พอเดินเข้าไป เคนกลับเป็นฝ่ายเปิดมุกแซวคินสลีย์ก่อน สกอตต์ยังไม่เคยเห็นใครได้รับอภิสิทธิ์แบบนี้นอกจากตัวเขาเองเลย

ประการที่สองคือคำพูดของเคน ที่บอกให้คินสลีย์พักผ่อน ฟังดูเหมือนจะหวังดี แต่สกอตต์รู้ดีว่าความหมายแฝงคือ เขาไม่ไว้ใจคินสลีย์

ตอนนี้พอคินสลีย์เข้ามามีส่วนร่วม ก็เลยถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในเซฟเฮาส์ทันที

สกอตต์นึกย้อนไปถึงเรื่องที่เคน กริฟฟินเคยเล่าให้ฟัง ก่อนจะถอนหายใจออกมา

สาเหตุที่เขามองว่าคินสลีย์มีอนาคต ก็เป็นเพราะ เทย์เลอร์ ลูกสาวของเขาล้วนๆ

แน่นอนว่าไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นใด เด็กเพิ่งจะเกิดมาเป็นทารก เขาไม่ได้มีรสนิยมวิปริตเหมือนคนพวกนั้นหรอก

เขาแค่เล็งเห็นถึงสถานะและความสามารถในการทำเงินของเทย์เลอร์ในอนาคตต่างหาก ความสามารถระดับที่คนคนเดียวสามารถแบกรายได้ของค่ายเพลงขนาดกลางได้ทั้งค่าย สกอตต์เองก็น้ำลายสอเหมือนกัน

แต่เขาจะไม่มีทางยอมให้อาณาจักรของเขาในตอนนี้เกิดปัญหาขึ้นเด็ดขาด แววตาของสกอตต์เริ่มเย็นเยียบและเหี้ยมเกรียม

หลายๆ บริษัทในวอลล์สตรีทต่างก็รู้ดีว่าใครอยู่เบื้องหลังเขา พวกนั้นเคยส่งคนเข้ามาสืบข่าว แต่เขาก็จัดการเก็บเรียบอย่างไม่มีข้อยกเว้น

เขาจะให้โอกาสคินสลีย์เป็นกรณีพิเศษอีกสักครั้ง แต่ถ้าหมอนั่นไม่เห็นค่า คินสลีย์ก็จะไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป

จบบทที่ บทที่ 21 ความมืดมิดแห่งวอลล์สตรีท

คัดลอกลิงก์แล้ว