- หน้าแรก
- มหาเศรษฐี จากดาวรุ่งวอลล์สตรีทสู่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งอเมริกา
- บทที่ 13 งานเลี้ยงอาหารเช้า
บทที่ 13 งานเลี้ยงอาหารเช้า
บทที่ 13 งานเลี้ยงอาหารเช้า
บทที่ 13 งานเลี้ยงอาหารเช้า
ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้นตระกูลเคนเนดี้คุยอะไรกันต่อ และไม่มีใครรู้ว่าตระกูลเคนเนดี้ตัดสินใจอย่างไร
แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา สมาชิกตระกูลเคนเนดี้ที่เคยเก็บตัวเงียบเพราะสาเหตุการเสียชีวิตของคนในครอบครัว ก็เริ่มปรากฏตัวต่อหน้าสื่อในบอสตันมากขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องนี้ทำให้ตระกูลในพื้นที่อื่นรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ตราบใดที่พวกเขายังไม่ออกนอกรัฐแมสซาชูเซตส์ ทุกอย่างก็ยังคงสงบสุขดี
10 โมงเช้า
สกอตต์ยังคงหลับสนิท
นี่คือกิจวัตรที่เขาติดเป็นนิสัยมาจากลอสแองเจลิส หรือจะพูดให้ถูกคือฮอลลีวูด... ปาร์ตี้สุดเหวี่ยงตอนกลางคืน แล้วตื่นตอนบ่าย
ฮิลลารีในชุดสูทสีเทาจับคู่กับกระโปรงทรงสอบสั้นรัดรูปสไตล์เวิร์กกิ้งวูแมนเดินเข้ามาในห้อง
เมื่อเห็นสกอตต์ที่ยังคงหลับสนิทเป็นตายอยู่บนเตียง ฮิลลารีก็อดขำไม่ได้และรู้สึกอิจฉาอยู่นิดๆ
เธอตื่นมาทำงานได้เกือบ 3 ชั่วโมงแล้ว แต่เขายังคงดื่มด่ำกับการนอนหลับอยู่
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากนอนต่อ แต่เธอต้องบังคับตัวเองให้ตื่นมาทำงาน ตำแหน่งอันสูงสุดอยู่ตรงหน้าแล้ว เธอจะยอมแพ้ไม่ได้
ฮิลลารีเดินไปนั่งที่หัวเตียง แล้วตบแก้มสกอตต์เบาๆ
"อืม..."
สกอตต์สะดุ้งตื่นจากการถูกรบกวนกะทันหัน
สกอตต์ลืมตาขึ้นมามองฮิลลารีที่แต่งตัวเต็มยศอยู่ตรงหน้าด้วยความงุนงง
"มีอะไรเหรอ"
"ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวมีธุระ คุณต้องไปกับฉัน"
ฮิลลารีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"หา..."
สกอตต์มองฮิลลารีอย่างมึนงง
นี่มันวอชิงตันนะ พาเขาไปด้วยแบบนี้ ไม่กลัวเป็นเรื่องหรือไง
"ใช่ คุณนั่นแหละ"
ฮิลลารีพยักหน้ายืนยันอีกครั้ง
สกอตต์มองฮิลลารีแวบหนึ่งโดยไม่เซ้าซี้ถามต่อ เขาเลิกผ้าห่มออกแล้วลุกจากเตียงด้วยร่างกายเปลือยเปล่า
ในเมื่อฮิลลารีตัดสินใจแบบนี้ เธอก็คงมีเหตุผลของเธอ เขาแค่ให้ความร่วมมือก็พอ
"ชิ..."
ฮิลลารีมองของสงวนที่แกว่งไปมา...แล้วหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
สกอตต์ไม่ได้สนใจอะไร เขาเหยียบพื้นเดินตรงเข้าห้องน้ำไป ในบ้านของตัวเอง จะทำตัวสบายๆ แค่ไหนก็ได้ ใครจะสนล่ะ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา สกอตต์ในชุดสูทลำลองสีดำก็ควงแขนฮิลลารีเข้าไปนั่งในรถลินคอล์น ทาวน์คาร์ ของเธอ
หลังจากขึ้นรถ สกอตต์ก็ขยับตัวไปมาด้วยความอึดอัด
ตัวเขาเองก็ร่างใหญ่ แถมรถคันนี้เมื่อเทียบกับลีมูซีนลินคอล์นที่เขานั่งเป็นประจำแล้ว มันเล็กเกินไปจริงๆ
ฮิลลารีมองสกอตต์ที่ขยับตัวไปมาอยู่ข้างๆ แล้วก็หลุดขำออกมา การให้ผู้ชายตัวโตที่สูงถึง 190 เซนติเมตรอย่างสกอตต์มานั่งในนี้ มันดูฝืนใจเขาไปหน่อยจริงๆ
เธอจึงเอื้อมมือไปกุมมือเขาเพื่อปลอบโยน
"อยู่ใกล้ๆ นี่เอง เดี๋ยวก็ถึงแล้ว"
สกอตต์เอียงขาจนในที่สุดก็จัดท่านั่งที่พอจะสบายขึ้นมาได้บ้าง จากนั้นเขาก็มองไปที่ฮิลลารี
"เมื่อกี้ผมยังไม่ได้ถามเลย เรากำลังจะไปเจอใคร"
"ดักลาส"
ฮิลลารีเอ่ยชื่อหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แต่พอหันไปเห็นใบหน้ามึนงงของสกอตต์ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่เคยคลุกคลีกับเรื่องพวกนี้ จึงพูดเสริมขึ้นว่า
"ผู้ดูแลเนชั่นแนล เพรเยอร์ เบรคฟาสต์ คนปัจจุบันน่ะ"
สกอตต์ได้ยินคำพูดของฮิลลารี สีหน้าของเขาก็เริ่มจริงจังขึ้นมา
เขาไม่รู้จักดักลาส แต่สำหรับเนชั่นแนล เพรเยอร์ เบรคฟาสต์ นี้ เขาได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว
แรกเริ่มเดิมที มันเป็นแค่กลุ่มพันธมิตรผลประโยชน์ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยกลุ่มนายทุนจากซีแอตเทิล เพื่อต่อต้านการประท้วงหยุดงานของสหภาพแรงงานที่เพิ่มมากขึ้นในขณะนั้น
ตอนแรกพวกเขาแค่ต้องการสนับสนุนให้พรรคอนุรักษ์นิยมขึ้นสู่อำนาจ เพื่อจำกัดการประท้วงของสหภาพแรงงานเท่านั้น แต่เมื่อสิ่งต่างๆ เริ่มพัฒนาขึ้น มันก็มักจะหลุดกรอบไปจากความตั้งใจเดิมเสมอ
เมื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่พวกเขาสนับสนุนได้ขึ้นสู่อำนาจ นายทุนจำนวนมากขึ้นก็เริ่มสังเกตเห็นกลุ่มนี้ และดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ
กลุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อำนาจก็แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย จนกระทั่งมีใครบางคนเกิดความคิดขึ้นมา
พวกเขาต้องการชักใยการเมืองอเมริกา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
ดังนั้น เพื่อขยายองค์กร พวกเขาจึงพรางตัวเป็นคริสตจักรนิกายอีแวนเจลิคัลสายอนุรักษ์นิยม โดยใช้วิธีทางศาสนาในการดึงดูดฐานเสียงระดับล่าง
จนกระทั่งช่วงทศวรรษที่ 50 พวกเขาก็ทำสำเร็จ ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ที่พวกเขาเลือกและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ได้ขึ้นสู่อำนาจ
พวกเขาได้ก้าวกระโดดจากซีแอตเทิลเข้าสู่วอชิงตันในรวดเดียว และเมื่อลัทธิเติบโตขึ้น กลุ่มฐานเสียงขนาดมหึมาที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาก็กลายเป็นสิ่งที่นักการเมืองในวอชิงตันต้องให้ความสำคัญ
แม้ว้าจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาจะยังคงไปไม่ถึงจุดที่สามารถครอบงำการเมืองได้อย่างที่วาดฝันไว้ก็ตาม
แต่ด้วยคะแนนเสียงที่หนุนหลังและฉากหน้าที่เป็นคริสตจักร พวกเขาได้กลายเป็นตัวกลางในการสานสัมพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในวอชิงตัน หรือแม้กระทั่งในอเมริกา
งานเลี้ยงอาหารเช้าที่พวกเขาจัดขึ้น กลายเป็นงานที่นักการเมืองระดับสูงของประเทศนี้จะไม่มีวันพลาดในแต่ละปี
ทุกคนสามารถใช้โอกาสจากงานเลี้ยงอาหารเช้านี้ในการพบปะพูดคุยกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี สมาชิกสภาคองเกรส นักการทูต มหาเศรษฐี หรือแม้แต่ผู้บริหารระดับสูงจากต่างประเทศ
"พวกเขาไม่ใช่พวกอนุรักษ์นิยมหรอกเหรอ"
"หึ... อนุรักษ์นิยมงั้นเหรอ"
ฮิลลารีขำกับคำพูดของสกอตต์
"พวกเขาแค่อยากปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มผู้นำก็เท่านั้นแหละ ถ้าหากมีใครให้ผลประโยชน์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ อย่าว่าแต่อนุรักษ์นิยมเลย จะให้เป็นคอมมิวนิสต์ยังได้เลย"
สกอตต์ได้ยินคำพูดของฮิลลารีแล้วก็รู้สึกขำตัวเองเหมือนกัน
จริงด้วยสิ อยู่ประเทศนี้มาตั้งหลายปี น่าจะรู้ตั้งนานแล้วว่าพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน ก็เป็นแค่ภาพฝันที่วาดไว้ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งดูเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วมันก็มีไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นบนอยู่ดี
"แล้วคุณพาผมมาด้วยทำไมล่ะ"
สกอตต์ถามด้วยความสงสัย ที่นั่นมีแต่นักการเมืองคนอื่นๆ การที่เขาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ฮิลลารีอย่างเปิดเผยมันคงดูไม่ค่อยดีนัก
ฮิลลารีเข้าใจความหมายของเขา แต่เธอไม่ได้ตอบตรงๆ
"แผนของคุณเมื่อคืนผ่านการอนุมัติแล้ว"
"แต่ทางตระกูลเคนเนดี้กับตระกูลสตีเฟนส์มองว่าไอเดียของคุณที่จะใช้เหตุการณ์ข่าวมาโน้มน้าวสื่อนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่มันยังไม่รัดกุมพอ"
"ในเมื่อต้องใช้ทรัพยากรมากมายขนาดนั้น สู้ทำรวดเดียวให้จบไปเลยดีกว่า โดยการปั้นให้บิลกลายเป็นความหวังใหม่ของอเมริกาไปเลย"
"บิลไปหาหัวหน้าพรรคและติดต่อไปยังเจ้าพ่อสื่อที่เอนเอียงไปทางพรรคเดโมแครตแล้ว ส่วนดักลาสก็สามารถโน้มน้าวสื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างเมอร์ด็อกได้ ฉันเลยจำเป็นต้องทำให้เขาวางใจ"
สกอตต์รู้สึกตกใจกับความทะเยอทะยานของทีมหาเสียงที่มีตระกูลเคนเนดี้เป็นแกนนำ พวกเขาคิดจะฮุบกินคำโตแบบรวดเดียวจบเลยหรือนี่ แต่เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมฮิลลารีถึงพาเขามาด้วย
นี่ก็เป็นหนึ่งในธรรมเนียมปฏิบัติอันเลวร้ายของการเมืองอเมริกา พวกเขาไม่เชื่อในคำสัญญา เพราะทุกคนรู้ดีว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ ทุกสิ่งก็ต้องยอมหลีกทางให้
จึงเกิดเป็นธรรมเนียมแปลกๆ ขึ้นมา นั่นก็คือการทำเรื่องสุ่มเสี่ยงที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางหรือเครื่องรับประกัน
เพื่อทำให้ทุกคนเชื่อว่าพวกเราคือตั๊กแตนที่ถูกผูกติดอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน ใครก็หนีไม่รอด
และไม่มีอะไรจะเล็กน้อยทว่ามั่นคงไปกว่าเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์อีกแล้ว วันนี้การที่ฮิลลารีพาเขามาด้วยก็เป็นเช่นนั้น เกาะโลลิต้าในอนาคตก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
สถานที่นั้นอยู่ไม่ไกลจริงๆ นั่งรถเพียงไม่กี่นาทีก็ถึง รถขับผ่านประตูคฤหาสน์แห่งหนึ่ง แล้วไปจอดนิ่งอยู่หน้าอาคารที่ดูคล้ายกับโบสถ์สีขาว
สกอตต์มองผ่านหน้าต่างรถ ก็เห็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาดูเฉลียวฉลาด ยืนอยู่ริมถนนแล้ว
เมื่อรถจอดสนิท คนขับรถด้านหน้าก็รีบลงมาเปิดประตูรถด้านข้าง สกอตต์ค้อมตัวเดินลงจากรถ แล้วหันกลับไปรอฮิลลารี
เมื่อฮิลลารีลงจากรถ สกอตต์ก็ควงแขนเธอเดินไปหาชายร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินตรงมาหาพวกเขา
"ดักลาส ไม่เจอกันนานเลยนะ"