เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - เริ่มแผนการ (2)

บทที่ 20 - เริ่มแผนการ (2)

บทที่ 20 - เริ่มแผนการ (2)


บทที่ 20 - เริ่มแผนการ (2)

"เอ้าๆๆ ชนแก้ว ดื่มให้หมด ใครกล้าเหลือไว้แม้แต่หยดเดียว ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเลย อย่ามาทำตัวขายขี้หน้าแถวนี้"

ณ ร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านยาจี้ซื่อ ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนหน้าตาหาเรื่องสี่คน กำลังนั่งล้อมวงดื่มเหล้าจอกใหญ่กันอย่างเมามัน

หากเป็นวันปกติ ร้านเหล้าคงจะปิดไปนานแล้ว แต่ช่วงสองสามวันนี้เป็นช่วงงานชุมนุมบัณฑิตวสันตฤดู ทางการเมืองเทียนหนานจึงขยายเวลาเคอร์ฟิวออกไปจนถึงยามจื่อ (เที่ยงคืนถึงตีสอง) หลายพื้นที่ในเมืองต่างก็จัดงานเทศกาลโคมไฟฤดูใบไม้ผลิประจำปีเพื่อตอบรับราชโองการ เมืองเทียนหนานจึงกลายเป็นเมืองที่ไม่หลับใหลไปในพริบตา

แม้ว่าเขตทิศใต้จะเป็นย่านคนยากจน แต่คนจนก็มีวิธีหาความสุขในแบบของตัวเอง ยิ่งมีงานเทศกาลเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ ต่อให้ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ตามถนนหนทางก็ยังมีผู้คนเดินขวักไขว่ รถม้าวิ่งกันให้พล่าน คึกคักสุดๆ

สถานที่อย่างร้านเหล้าหรือโรงน้ำชายิ่งไม่ต้องพูดถึง คนแน่นขนัดไปหมด

ชายฉกรรจ์สี่คนนั้นยึดครองโต๊ะตัวใหญ่ที่สุดในร้าน ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ปล่อยให้พวกเขาตะโกนโหวกเหวกโวยวายกันไปตามสบาย ดูจากสายตาหวาดหวั่นของคนรอบข้างก็รู้แล้วว่าสี่คนนี้ไม่ใช่พวกไก่กาแน่นอน

ชายร่างใหญ่ดุจหอคอยเหล็กที่เป็นหัวโจก ก็คือเซียวหย่วนซาน

ที่น่าแปลกก็คือ ชายฉกรรจ์สามคนที่นั่งล้อมรอบและทำตามคำสั่งของเขาทุกอย่างนั้น หน้าตาเหมือนกันเป๊ะราวกับแฝดสาม

ทั้งสามคนนี้คือพี่น้องร่วมสาบานที่สนิทที่สุดของเซียวหย่วนซาน คลุกคลีตีโมงอยู่ในสลัมด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นอันธพาลที่มีชื่อเสียงในเขตทิศใต้พอสมควร

ทั้งสามคนมีชื่อว่า จ้าวเจี่ย จ้าวอี่ และจ้าวปิ่ง...

ชายฉกรรจ์ทั้งสามยกจอกเหล้าขึ้นซดรวดเดียวหมด ต่างก็มีท่าทีกระตือรือร้น จ้าวเจี่ยผู้เป็นพี่ใหญ่เอ่ยถาม "พี่เซียว คืนนี้เราจะลงมือกันยังไงดี?"

เซียวหย่วนซานวางจอกเหล้าลงบนโต๊ะ กวาดตามองรอบๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกทั้งสามคนให้เข้ามาใกล้ๆ แล้วลดเสียงลงกระซิบ "คืนนี้เราจะไม่ชกต่อย แต่เราจะป่วน"

"ป่วน?" ทั้งสามคนฟังแล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก

เซียวหย่วนซานยื่นหน้าเข้าไปใกล้ เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับร้านยาจี้ซื่อให้ฟังอย่างละเอียดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสามคนจะรู้ว่าพวกเขามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้สองปู่หลานตระกูลหลี่ แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนซ่อนอยู่มากมายขนาดนี้

ทั้งสามคนเติบโตมาในสลัม เคยได้รับความช่วยเหลือจากหลี่อี้เต๋อมาก็ไม่น้อย พอได้ฟังความจริงก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จ้าวเจี่ยผู้เป็นพี่ใหญ่ตบโต๊ะปัง "แม่งเอ๊ย มีเรื่องบัดซบแบบนี้ด้วยเรอะ? น่าจะบุกไปถล่มตระกูลสวีให้ราบเป็นหน้ากลองซะเลย"

"ใช่แล้ว ท่านปู่หลี่เคยช่วยเหลือพวกเราไว้ตั้งเยอะแยะ คราวก่อนที่ไอ้สามโดนแทง ก็ได้ท่านปู่หลี่นี่แหละที่ดึงมันกลับมาจากประตูยมบาล บุญคุณนี้จะข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด" จ้าวอี่ พี่รองเอ่ยด้วยความโกรธแค้น

จ้าวปิ่งพยักหน้าหงึกๆ ดื่มเหล้าเข้าไปหลายชามจนหน้าแดงก่ำไปถึงคอ ถ้าพูดถึงเรื่องชกต่อย ในบรรดาสามพี่น้อง เขาคือคนเดียวที่มีพลังยุทธ์ระดับนภายุทธ์ขั้นต้น เรื่องชกต่อยนี่ถนัดนักล่ะ

แม้ระดับนภายุทธ์จะเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นในทวีปไท่เสวียน แต่สำหรับพวกอันธพาลข้างถนน ก็นับว่าเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับยากแล้ว

"อัดมันเลย กระทืบมันให้ตาย ตระกูลสวีแล้วไงวะ? ทำให้ข้าโมโหขึ้นมา ข้าจะเผาร้านมันให้หมดเลย"

เซียวหย่วนซานขมวดคิ้ว ตวาดเสียงต่ำ "เบาๆ หน่อยสิวะ กลัวคนอื่นเขาจะไม่รู้หรือไง?"

ทั้งสามคนปกติก็เป็นลูกน้องคนสนิทของเซียวหย่วนซานอยู่แล้ว เชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด พอเห็นเซียวหย่วนซานโกรธ ทั้งสามก็รีบหุบปากฉับทันที

เซียวหย่วนซานเอ่ยต่อ "ตอนนี้มีปรมาจารย์คอยชี้แนะพวกเราอยู่ เพราะฉะนั้นห้ามก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด ตระกูลสวีเป็นถึงตระกูลใหญ่ ลำพังพวกเราสู้มันไม่ได้หรอก คราวนี้ปล่อยให้พวกมันกลืนเลือดตัวเองไปก่อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เสร็จสิ้น วันหลังค่อยหาโอกาสแก้แค้น"

ทั้งสามคนสบตากัน ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย

จ้าวเจี่ยเอ่ยถาม "พี่เซียว ท่านบอกมาเลยว่าพวกเราต้องทำยังไง?"

เซียวหย่วนซานอธิบาย "เอาอย่างนี้นะ พวกเราก็นั่งกินเหล้ากันอยู่ที่นี่แหละ กินให้เยอะๆ กินให้เต็มที่ ขอแค่ยังมีสติอยู่ก็พอ เดี๋ยวพอมีคนวิ่งออกมาจากร้านยาจี้ซื่อ พวกแกก็เริ่มป่วนได้เลย เอาให้พวกมือปราบในเขตทิศใต้แห่กันมาที่นี่ให้หมด แล้วค่อยลื่นไหลไปตามสถานการณ์"

"ทำไมต้องกินเหล้าด้วยล่ะ?" จ้าวอี่เป็นคนฉลาด จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

เซียวหย่วนซานตอบ "ให้กินก็กินไปเถอะน่า เขาเรียกว่าสุราย้อมใจคนขลาดไงล่ะ เรื่องอื่นไม่ต้องถามให้มากความ จำไว้แค่นี้พอ กินเหล้าเยอะๆ จะเป็นผลดีกับพวกแกเอง"

ระหว่างที่พูด เซียวหย่วนซานก็มองจ้าวปิ่งที่กำลังรินเหล้าชามโตให้ตัวเอง พลางนึกย้อนไปถึงตอนที่เฟิงเจวี๋ยเรียกเขาไปคุยส่วนตัวเมื่อช่วงเช้า แล้วโชว์วิชายุทธ์สุดแสนจะพิสดารให้ดู ทำเอาเขาตกใจจนแทบฉี่ราด

เอาจริงๆ เฟิงเจวี๋ยไม่ได้แนะนำให้กินเหล้าหรอกนะ เหล้ามันทำให้เสียการเสียงานได้ แต่พอเซียวหย่วนซานเห็นหมอกสีดำมืดมิดและไอมรณะที่น่ากลัวยิ่งกว่าป่าช้านอกเมือง เซียวหย่วนซานที่ปกติใจกล้าบ้าบิ่นก็ถึงกับเหงื่อตก

ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นเลยทีเดียว

เซียวหย่วนซานกระดกเหล้าเข้าปาก ยกไหเหล้าขึ้นมาซดอึกๆ ครึ่งไหรวดเดียว ความรู้สึกร้อนผ่าวลามไปถึงลำคอ ความหวาดกลัวในใจถึงได้บรรเทาลงบ้าง

เขาลอบมองไปทางร้านยาจี้ซื่อแวบหนึ่ง ก่อนจะขนลุกซู่ แม่งเอ๊ย น่ากลัวชิบเป๋ง นี่มันวิชาของเทพเทวดาชัดๆ

จ้าวอี่เห็นเซียวหย่วนซานพูดจาคลุมเครือ แต่กลับซดเหล้าไปเป็นไห ก็ถึงกับอึ้งไปเลย พี่ใหญ่ของเขาคนนี้เป็นคนที่กล้าบุกน้ำลุยไฟโดยไม่สะทกสะท้านเลยนะ เรื่องอะไรกันที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ขนาดนี้?

...

หอไป่เว่ย หนึ่งในหอสุราที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเทียนหนาน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

ยามดึกสงัด งานชุมนุมบัณฑิตวสันตฤดูที่จัดต่อเนื่องมาสามวันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ถนนหนทางในเมืองเทียนหนานเริ่มคึกคักจอแจ

หอไป่เว่ยคึกคักเป็นพิเศษ เพื่อต้อนรับเหล่าจวี่เหรินและเจี้ยหยวนที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ หอไป่เว่ยได้ปรับปรุงร้านครั้งใหญ่ตั้งแต่สามเดือนที่แล้ว ตอนนี้ภายในโถงกว้างใหญ่ ไม่เพียงแต่จะรองรับแขกได้เกือบพันคน แต่ยังมีการสร้างเวทีการแสดงขนาดใหญ่ไว้ตรงกลางอีกด้วย

บางครั้งก็มีหญิงงามขึ้นมาดีดพิณ หรือไม่ก็ร่ายรำอย่างงดงาม มีทั้งคนเล่านิทาน ร้องงิ้ว ตีสลักไม้ ครบครันทุกอย่าง คึกคักสุดๆ

โถงทรงกลมสูงห้าชั้น ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง แม้แต่ตรงหัวมุมบันไดก็ยังมีคนเบียดเสียดกันแน่นขนัด ทุกที่เต็มไปด้วยคุณชายรูปงามที่กำลังชนจอกสุราและเล่นเกมทายคำกันอย่างสนุกสนาน

มีทั้งสาวงามร่างอรชรในชุดวาบหวิว ส่งยิ้มยั่วยวนโปรยเสน่ห์ โฉบเฉี่ยวไปมาในดงผู้ชายราวกับผีเสื้อ

บนระเบียงกว้างชั้นสี่ คุณชายหน้าตาดีในชุดหรูหราหลายคนกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ ในจำนวนนั้นมีสองพี่น้องซ่างกวนรั่วเหวินและซ่างกวนรั่วอู่อยู่ด้วย

"น้องรั่วเหวิน พวกเราไม่ได้เจอกันครึ่งเดือนแล้วมั้ง เชิญเจ้าออกมานี่มันยากจริงๆ นะ" ชายหนุ่มชุดขาวเอ่ยขึ้น เขาแต่งกายด้วยชุดขาวสะอาดสะอ้าน หน้าตาหล่อเหลาราวกับหยกแกะสลัก เอวคาดเข็มขัดประดับหยกมรกต แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าหยกก้อนนั้นมีขนาดเท่ากำปั้นและมีมูลค่ามหาศาล บ่งบอกถึงฐานะที่ร่ำรวยล้นฟ้า

ความจริงแล้ว บนโต๊ะยังมีลูกหลานตระกูลใหญ่อีกหลายคน ล้วนแต่แต่งกายหรูหราฟู่ฟ่า แต่ชายหนุ่มชุดขาวคนนี้กับชายหนุ่มชุดเขียวที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับดูโดดเด่นกว่าใครเพื่อน เหนือกว่าสองพี่น้องซ่างกวนรั่วเหวินและซ่างกวนรั่วอู่เสียอีก

การที่พวกเขาสามารถนั่งดื่มร่วมโต๊ะเดียวกันได้ ย่อมแสดงว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ธรรมดา แต่เมื่อเทียบกับรอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มชุดขาวและชุดเขียวแล้ว สีหน้าของซ่างกวนรั่วเหวินกลับดูหมองคล้ำกว่ามาก

"อย่าพูดถึงเลย พูดแล้วมันหงุดหงิด เฮ้อ พี่จื่อสยง ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากมาตามคำเชิญนะ แต่ข้ามีความจำเป็นบางอย่างจริงๆ ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันแรกของงานชุมนุมบัณฑิตวสันตฤดู แถมยัง... เฮ้อ ข้าคงยังออกมาไม่ได้หรอก" ซ่างกวนรั่วเหวินกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดจอกด้วยความหงุดหงิด พาเอาซ่างกวนรั่วอู่พลอยอารมณ์เสียไปด้วย

พอนึกถึงตอนที่ถูกซ่างกวนรั่วฝานเอาหน้าไม้เล็กยิงก้นจนขายหน้าประชาชี ซ่างกวนรั่วเหวินก็แทบอยากจะฆ่าคนให้รู้แล้วรู้รอด

จนถึงตอนนี้ เวลานั่งเขายังต้องนั่งแค่ครึ่งก้นอยู่เลย

น้องจื่อสยงคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ สวีจื่อสยง นายน้อยแห่งร้านเมี่ยวซ่าน และเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตระกูลสวีในเวลานี้ และที่สำคัญ ไอ้หมอนี่ก็คือคนที่เอาอิฐทุบหัวเฟิงเจวี๋ยนั่นเอง

ส่วนชายหนุ่มชุดเขียวก็ไม่ใช่ย่อย เขาคือ เฉินหงเจี๋ย นายน้อยแห่งร้านหุยชุน บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในบรรดาลูกหลานรุ่นที่สามของตระกูลเฉิน

ในเมืองเทียนหนานมีผู้ผูกขาดวงการแพทย์อยู่สามตระกูล และชายหนุ่มทั้งสามคนนี้ก็คือตัวแทนของตระกูลเหล่านั้น

แน่นอนว่าสวีจื่อสยงและเฉินหงเจี๋ยนั้นมีอำนาจอยู่ในมือจริงๆ ส่วนซ่างกวนรั่วเหวินและซ่างกวนรั่วอู่ แม้จะเป็นหลานชายคนโตของตระกูล แต่เบื้องบนก็ยังมีพี่สาวคนโตคุมอำนาจของตระกูลซ่างกวนเอาไว้อยู่ดี จึงไม่อาจนำมาเทียบชั้นกับทั้งสองคนนี้ได้

แต่ในแง่ของความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้ว ทั้งสี่คนสนิทชิดเชื้อกันมาก หรือจะเรียกว่าเป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวก็ว่าได้...

สวีจื่อสยงหัวเราะเบาๆ เขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับซ่างกวนรั่วเหวินในช่วงนี้ดี สบตากับเฉินหงเจี๋ยแล้วก็ไม่คิดจะแฉให้เสียหน้า ช่วยรักษาหน้าให้ซ่างกวนรั่วเหวิน "ดูท่าน้องรั่วเหวินคงจะใช้ชีวิตไม่ค่อยราบรื่นสินะช่วงนี้? ทำไมล่ะ? เป็นเพราะเรื่องอำนาจในตระกูลซ่างกวนอีกแล้วหรือ?"

ซ่างกวนรั่วเหวินและซ่างกวนรั่วอู่สบตากัน ก่อนจะถอนหายใจพร้อมกัน

เฉินหงเจี๋ยหัวเราะ "น้องรั่วเหวิน ข้าบอกแล้วไงว่าการจะทวงของที่ควรจะเป็นของเจ้าคืนมาจากคุณหนูใหญ่ตระกูลซ่างกวนน่ะ มันไม่ง่ายหรอก พี่จื่อสยงอุตส่าห์เสนอแผนเด็ดให้ แต่เจ้าก็ไม่ยอมฟัง เป็นไงล่ะตอนนี้? อำนาจก็ยังอยู่ในมือคนอื่น ส่วนเจ้าก็ยังเป็นแค่คุณชายเสเพลต่อไป... เอ่อ... อย่าหาว่าพี่ชายพูดจาไม่เข้าหูเลยนะ?"

ซ่างกวนรั่วเหวินไม่ได้โกรธเคืองอะไร ตบโต๊ะปังด้วยความเจ็บใจ "ท่านคิดว่าข้าไม่อยากทำหรือไงล่ะ? เรื่องนั้นข้าเอาไปปรึกษาท่านพ่อแล้ว ผลคือโดนตะเพิดออกมาแทบไม่ทัน ยากจะตายชัก"

ซ่างกวนรั่วอู่เอ่ยถามต่อ "พอพูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็อยากจะถามพวกท่านเหมือนกัน ว่าทางฝั่งพวกท่านไปถึงไหนแล้ว?"

"หืม? ฮ่าๆ" สวีจื่อสยงและเฉินหงเจี๋ยสบตากันแล้วระเบิดหัวเราะออกมา สวีจื่อสยงกล่าว "เจ้าคิดว่าไงล่ะ? ตอนนี้ข้าเป็นเถ้าแก่ใหญ่ของตระกูลสวีอย่างเป็นทางการแล้ว กิจการของร้านเมี่ยวซ่านอยู่ในความดูแลของข้าทั้งหมด เจ้าว่าสำเร็จหรือยังล่ะ?"

"สำเร็จจริงๆ หรือ?" ซ่างกวนรั่วเหวินและซ่างกวนรั่วอู่ตาเป็นประกาย

"ก็ยังไม่เชิงหรอก" สวีจื่อสยงตอบ "แต่ก็ใกล้แล้วล่ะ การจะผูกขาดมันต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณควบคู่กันไป พวกที่ยอมเชื่อฟัง รับเงินแล้วไสหัวไป ก็ยังได้เงินก้อนโตไปตั้งตัว ส่วนพวกที่ไม่เจียมกะลาหัว ต่อให้แดงเดียวก็อย่าหวังว่าจะได้ ไสหัวไปซะ"

เฉินหงเจี๋ยพูดเสริม "น้องรั่วเหวิน น้องรั่วอู่ ข้าจะยกตัวอย่างให้ฟังก็แล้วกัน อย่างเช่นร้านยาจี้ซื่อที่อยู่ทางเขตทิศใต้ พวกเจ้ารู้จักไหม?"

ทั้งสองคนพยักหน้า

"ร้านนั้นมีกันแค่ปู่กับหลาน ฝีมือรักษาก็งั้นๆ ไม่มีเส้นสายอะไร แต่กลับครอบครองที่ดินผืนงามเอาไว้ พอขอให้ย้ายออกก็ไม่ยอมย้าย แล้วผลเป็นไงล่ะ? พี่จื่อสยงของพวกเราก็เลยจัดแผนเด็ดให้ซะเลย" เฉินหงเจี๋ยหัวเราะอย่างมีเลศนัย

จากนั้น เฉินหงเจี๋ยก็เล่าแผนการใส่ร้ายร้านยาจี้ซื่อให้ฟังอย่างละเอียด ชี้แนะซ่างกวนรั่วเหวินว่า "ก็ใช้วิธีนี้แหละ ตอนนี้พี่จื่อสยงยึดร้านยาในเขตทิศใต้มาได้เกือบหมดแล้ว อีกไม่นาน ทั่วทั้งเขตทิศใต้ก็จะตกอยู่ในกำมือของพี่จื่อสยง เมื่อถึงเวลานั้น การจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำตระกูลจะยังยากอยู่อีกหรือ?"

"จริงหรือนี่?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 20 - เริ่มแผนการ (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว