- หน้าแรก
- กลายเป็นผมขาว ติดเพื่อนซี้แบบคลั่งรัก
- บทที่ 28 นักล่าระดับ 2
บทที่ 28 นักล่าระดับ 2
บทที่ 28 นักล่าระดับ 2
บทที่ 28 นักล่าระดับ 2
"คุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋แห่งเมืองเทียนมู่อับอายขายหน้าหลังตื่นรู้ในอาชีพสายสนับสนุน จนต้องประกาศถอนตัวออกจากตระกูลไป๋ด้วยตนเองงั้นหรือ!" จางคุนอ่านพาดหัวข่าวจากหน้าจอโทรศัพท์ของสือกาวออกมาดังๆ
เบื้องล่างของข้อความนั้นมีรูปภาพประกอบ เป็นรูปถ่ายติดบัตรนักเรียนของไป๋เนี่ยน
ในชั่วพริบตา ทั้งสามคนต่างหันไปมองไป๋เนี่ยนด้วยความสับสน
"เอ่อ ฉันถอนตัวออกมาแล้วค่ะ ตอนนี้ฉันไม่ใช่สมาชิกตระกูลไป๋แล้ว..." เธอเอ่ยอธิบาย
"ดูเหมือนคุณหนูไป๋ของเราจะมีเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังสินะ" หลี่เชี่ยนเอ่ยหยอกล้อ "แต่มันคงไม่ใช่อย่างที่ข่าวลงหรอกจริงไหม?"
เห็นได้ชัดว่าจากการที่ได้ร่วมงานกับไป๋เนี่ยน พวกเขาไม่เชื่อเนื้อหาในรายงานข่าวนั้นเลยแม้แต่น้อย
อย่างน้อยที่สุด ในฐานะนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบแต่กลับครอบครอง ตราประทับเทพ ถึงสองตรา สิ่งนี้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่าเธอไม่ใช่คนไร้ค่า
ในทางตรงกันข้าม แบบนี้ต้องเรียกว่า อัจฉริยะ เสียด้วยซ้ำ
สือกาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ย่อมสังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน เขาไม่เชื่อว่าการที่ไป๋เนี่ยนสามารถตรวจพบอันตรายได้ก่อนใครเพื่อนจะเป็นเพียงลางสังหรณ์หรือสัมผัสที่หก
มีเพียงพลังจากอาชีพเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้
ระหว่างทางกลับ ไป๋เนี่ยนจึงเล่าเรื่องราวสถานการณ์ของเธอให้ทั้งสามคนฟังคร่าวๆ
ในเมื่อต้องเป็นเพื่อนร่วมทีมกันในระยะยาว เธอรู้สึกว่าไม่ควรมีความลับต่อกัน อีกทั้งเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ก็คงไม่มีใครจำเธอไม่ได้ และทีมอื่นในสมาคมนักล่าก็อาจจะไม่รับเธอเข้าพวก
"นี่น่ะหรือคือคนในตระกูล?" หลังจากฟังไป๋เนี่ยนเล่าจบ จางคุนเป็นคนแรกที่แสดงท่าทีดูแคลน "ฉันล่ะนึกว่าพวกนั้นจะวิเศษวิโสมาจากไหน ที่แท้ก็กล้าทอดทิ้งได้แม้กระทั่งลูกสาวตัวเอง เหอะ! ไม่ใช่คนดีจริงๆ นั่นแหละ"
"ไม่เป็นไรหรอก ไป๋เนี่ยนเองก็ไม่ได้มีความผูกพันกับตระกูลนี้อยู่แล้ว การถอนตัวออกมาน่ะดีที่สุดแล้วละ" สือกาวเอ่ยปลอบใจเธออีกแรง
"นั่นสิ ฉันว่าอยูในสมาคมนักล่าก็ดีนะ อย่างน้อยเรื่องปากท้องก็ไม่มีปัญหา แถมหลังจากนี้เธอก็ติดตามพวกเราไปได้ตลอดเลย" หลี่เชี่ยนตบไหล่ไป๋เนี่ยนเบาๆ
"ขอบคุณทุกคนมากนะคะ" ร่องรอยของความซาบซึ้งพาดผ่านใบหน้าของเด็กสาว
มันช่างน่าตลกสิ้นดี คนที่เธอเพิ่งรู้จักไม่ถึงสองวัน กลับมอบความห่วงใยให้เธอมากกว่าที่ตระกูลใหญ่แห่งนั้นเคยมอบให้ตลอดสิบแปดปีเสียอีก
"เฮ้อ ถ้าฉันมีอาชีพสายสนับสนุนบ้างก็คงดี จะได้หาเงินได้โดยไม่ต้องไปสู้รบตบมือกับใคร" สือกาวโอดครวญ
จางคุนที่กำลังขับรถอยู่ข้างๆ ปล่อยหมัดใส่เขาเข้าให้ "ดีตรงไหน? นั่นมันก็แค่การเป็นทาสบริษัทไปตลอดชีวิตไม่ใช่หรือไง? แบบนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าใช้ชีวิต!"
...
รถจี๊ปมุ่งหน้าลงใต้และเข้าสู่เขตอำนาจของเมืองเทียนมู่อย่างรวดเร็ว
ทั้งสี่คนเดินทางมาถึงสมาคมนักล่าพร้อมกัน ไป๋เนี่ยนลงทะเบียนและรับเงินรางวัลนำจับ สถานะของเธอจึงเปลี่ยนจากนักล่าชั่วคราวกลายเป็นนักล่าอย่างเป็นทางการ
และความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมทีมชั่วคราวระหว่างเธอกับพวกของจางคุน ก็ได้เปลี่ยนเป็นเพื่อนร่วมทีมอย่างเป็นทางการเช่นกัน
"เอาละ ตอนนี้เธอก็เป็นนักล่าเต็มตัวแล้ว" จางคุนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ไปลงทะเบียนระดับนักล่าของเธอเสียสิ"
"ระดับของนักล่าแบ่งเกรดกันอย่างไรคะ" ไป๋เนี่ยนถามด้วยความอยากรู้
"ก็เหมือนกับระดับของประตูมิตินั่นแหละ แต่นักล่าจะมีระดับที่เป็นบวกและลบ การแค่ผ่านมิติออกมาได้น่ะคือติดลบ แต่ถ้าทำลายรากถอนโคนมิติได้น่ะคือเป็นบวก" หลี่เชี่ยนอธิบาย "อย่างพวกเราสามคนเนี่ย คือนักล่าระดับลบสอง"
"เข้าใจแล้วค่ะ" ไป๋เนี่ยนกระจ่างแจ้งในทันที
ทั้งสี่คนเดินมาถึงอีกห้องหนึ่งในห้องโถง ซึ่งมีไว้สำหรับบันทึกข้อมูลของสมาชิกนักล่าโดยเฉพาะ
ไป๋เนี่ยนแสดง ตราประทับเทพ บนหลังมือให้เจ้าหน้าที่ดู
"ตราประทับเทพสองตรา คุณสามารถเข้าสู่ประตูมิติระดับสามได้แล้วนะ" เจ้าหน้าที่ชวนคุยขณะทำการบันทึกข้อมูล
"ตราหนึ่งในนั้นมาจากระดับภูมิภาคที่ 1 ค่ะ" เธออธิบาย เพราะตราประทับเทพทั้งสองของเธอจริงๆ แล้วมาจากมิติระดับ 1 ทั้งคู่
เจ้าหน้าที่ยิ้มพลางส่ายหน้า "มันเหมือนกันหมดนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นระดับ 1 หรือระดับ 8 ตราประทับเทพที่ได้มาก็ไม่มีความแตกต่างกัน"
ไป๋เนี่ยนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักได้ทันที
หากตราประทับเทพที่ได้จากประตูมิติระดับสูงและระดับต่ำเหมือนกัน พวกยอดฝีมือที่ต้องการจะแข็งแกร่งขึ้นก็คงจะเอาแต่ไปทำลายประตูมิติระดับ 1 ซ้ำๆ ไปแล้ว แต่พวกเขากลับไม่ทำเช่นนั้น
"แสดงว่ามีการจำกัดจำนวนในการได้รับตราประทับเทพจากการทำลายประตูมิติสินะคะ?"
"ฉลาดมาก" เจ้าหน้าที่เงยหน้ามองไป๋เนี่ยนพลางเอ่ยชม "ระดับของประตูมิติจะเป็นตัวกำหนดจำนวนครั้งที่สามารถรับตราประทับเทพได้ ยกเว้นประตูมิติภัยพิบัติระดับภูมิภาคและระดับพันธมิตร"
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
เหตุผลที่ไป๋เนี่ยนสามารถผ่านประตูมิติระดับ 1 แล้วได้รับตราประทับเทพถึงสองตรา เป็นเพราะหนึ่งในนั้นคือระดับภูมิภาค มิเช่นนั้นในสภาวะปกติ ประตูมิติระดับ 1 จะมอบตราประทับเทพได้เพียงตราเดียวเท่านั้น
"เรียบร้อย ระดับนักล่าของคุณคือ ระดับบวกสอง" เจ้าหน้าที่ยื่นเข็มกลัดที่แสดงระดับของสมาคมนักล่าให้
"ขอบคุณค่ะ" ไป๋เนี่ยนรับเข็มกลัดมาแล้วเดินออกจากห้องไป
"รู้สึกอย่างไรบ้างที่เริ่มสตาร์ทด้วยการเป็นนักล่าระดับบวกหนึ่ง?" จางคุนที่รออยู่หน้าห้องถามยิ้มๆ "ย้อนกลับไปตอนนั้น ฉันต้องจมปลักอยู่ที่ระดับลบหนึ่งตั้งสองปีครึ่งแน่ะ"
"ก็ใครล่ะที่ไม่มีปัญญาทำลายรากถอนโคนประตูมิติระดับ 1 เสียที?" หลี่เชี่ยนแฉเขาอย่างไร้ความปราณี
"ก็มีแต่เธอนั่นแหละที่มีตราประทับเทพ ใช่ไหมเล่า!" จางคุนแยกเขี้ยวใส่เธอ "ฉันไม่ต่อปากต่อคำกับผู้หญิงหรอก"
"คือว่า... ตอนนี้ฉันอยู่ระดับบวกสองแล้วค่ะ" ไป๋เนี่ยนเอ่ยขัดเบาๆ
"หือ?" ทั้งสามคนหันขวับมามองเธอพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
พวกเขารู้ว่าไป๋เนี่ยนมีตราประทับเทพสองตรา แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมทางสมาคมถึงประเมินให้เธออยู่ระดับสองทันที
"ดีเลย ประจวบเหมาะพอดี ช่วงนี้เราวางแผนจะไปท้าทายประตูมิติระดับสามกัน ไป๋เนี่ยนจะได้เข้าไปกับพวกเราได้ด้วย"
"เลิกโม้เถอะจางคุน ไปคิดก่อนดีกว่าว่าช่วงนี้จะหาตราประทับเทพมาได้ยังไง ไม่งั้นนายก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปหรอก"
"พูดมากน่า"
จางคุนและหลี่เชี่ยนปะทะคารมกันไปตลอดทางขณะที่ทั้งสี่คนเดินออกจากโถงสมาคมนักล่าพร้อมกัน
ในบรรดาทั้งสามคน นอกจากจางคุนแล้ว อีกสองคนต่างก็ได้ครอบครองตราประทับเทพระดับ 1 มาแล้ว มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ล้มเหลวซ้ำซาก
หากไม่มีตราประทับเทพ หนทางเดียวที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้คือการใช้ แกนกลางภัยพิบัติ ในการเสริมพลังอาวุธ และเมื่อใดที่ใครคนหนึ่งก้าวเข้าสู่ประตูมิติระดับ 3 ประตูมิติระดับ 1 ก็จะถูกจำกัดและไม่สามารถเข้าได้อีกต่อไป
นี่คือเหตุผลที่หลี่เชี่ยนบอกว่าจางคุนจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว
ทั้งสี่แยกย้ายกันที่หน้าประตูสมาคมเพื่อกลับบ้านของตน
"ดูเหมือนว่าเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ในการรับตราประทับเทพ ฉันต้องก้าวไปอย่างมั่นคงและรอบคอบเสียแล้ว" ไป๋เนี่ยนถอนหายใจยาว
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูยอดเงินในบัญชีอีกครั้ง เพียงแค่สองวัน เธอหาเงินได้เกือบหนึ่งแสนบาท ซึ่งเดิมทีเธอตั้งใจจะนำเงินก้อนนี้ไปคืนให้แก่ตระกูลไป๋
ในเมื่อเธอถอนตัวออกมาแล้ว เธอไม่อยากติดค้างค่าเลี้ยงดูตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา
ไป๋เนี่ยนเป็นคนที่แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน และจะไม่ยอมเป็นหนี้ใครเด็ดขาด
ทว่าตอนนี้ เธอเปลี่ยนใจแล้ว
องค์กรนักฆ่านั่นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะรับงานมาจากตระกูลไป๋ ในเมื่อพวกเขาส่งคนมาหมายจะเอาชีวิตเธอ แล้วทำไมเธอต้องคืนเงินให้ด้วย? นั่นไม่โง่ไปหน่อยหรือ?
สู้เก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้เองไม่ดีกว่าหรืออย่างไร?
"พวกนั้นคงไม่กล้าลงมือในตัวเมืองหรอก แต่เพื่อความปลอดภัย ที่นี่คงจะเช่าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว" ไป๋เนี่ยนครุ่นคิดขณะเดินมาถึงร้านอาหารใต้ตึก
เธอยังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน จึงสั่งบะหมี่เนื้อมาหนึ่งชามและจัดการมันอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับถึงห้องเช่า ไป๋เนี่ยนอาบน้ำเย็นให้ร่างกายสดชื่น สลัดเสื้อผ้าทิ้งแล้วล้มตัวลงนอนหลับไปในทันที