- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 129 ชะตาฟ้ากว้างใหญ่สุดจะคาดเดา
บทที่ 129 ชะตาฟ้ากว้างใหญ่สุดจะคาดเดา
บทที่ 129 ชะตาฟ้ากว้างใหญ่สุดจะคาดเดา
กายทิพย์เทพสิงโตเขียวนับได้ว่าน่าเกรงขามไปทั่วทุกสารทิศ แขนทั้งหกกางออก ทั่วทั้งร่างเป็นสีเขียวอมดำ ทั้งยังมีหัวกะโหลกสีดำหลายสิบหัวลอยพรั่งพรูออกมา ร้อยเรียงกันเป็นแถว โคจรวนเวียนอยู่รอบกายทิพย์นี้
“นับว่าสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขั้นตอนต่อไปคือฝังเมล็ดพันธุ์มารของมารหยินลงไปในศาสตราวุธวิเศษมุกทองคำกำเนิดควัน…”
เหอผิงหันไปหยิบศาสตราวุธวิเศษอีกชิ้นที่ได้มาจากโม่ซิวหลัว ศาสตราวุธวิเศษชิ้นนี้คือ ‘หอยศพลายหยิน’ สีดำสนิท เปลือกนอกของหอยศพลายหยินนี้ดำมืดทึบ ปลดปล่อยกลิ่นอายซากศพออกมาจางๆ
นี่คือศาสตราวุธวิเศษที่ถูกหลอมสร้างด้วยวิชาเชื่อมศพ มันคือมุกหอยทองคำอันล้ำค่า เดิมทีได้มาจากหอยทองคำสายพันธุ์ประหลาดในทะเลตะวันออก แท้จริงแล้วมุกหอยนี้ก็คือผลึกปราณและหอยทองคำนั้นก็คือเผ่าพันธุ์สัตว์ปีศาจชนิดหนึ่ง
หลังจากที่หอยทองคำถูกสังหาร มุกหอยก็สูญเสียแหล่งหล่อเลี้ยงผลึกปราณ เมื่อโม่ซิวหลัวได้มุกวิเศษนี้มาจึงไปหาหอยศพลายหยินมาตัวหนึ่ง และใช้วิชาอันร้ายกาจหลอมสร้างมันขึ้นมาใหม่ ในยามปกติจะคอยใช้ปราณธาตุทองและธาตุน้ำหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ เพื่อรักษากลิ่นอายวิญญาณของมันไว้
มุกวิเศษนี้ไม่สามารถอยู่ห่างจากหอยศพได้นานเกินไป ไม่เช่นนั้นปราณวิญญาณจะสูญสิ้นไปจนหมดและสูญเสียสรรพคุณ กลายเป็นเพียงมุกธรรมดา
ยามนี้ เขาแตะเบาๆ ที่เปลือกนอกของหอยศพ เปลือกหอยด้านบนและล่างก็เปิดออก ภายในซุกซ่อนมุกวิเศษสีทองอ่อนเอาไว้เม็ดหนึ่ง
“ด้วยอำนาจแห่งวิชา… ฝัง!”
เหอผิงสะบัดมือฝังมารหยินลงไปในมุกวิเศษ สีของมุกแปรเปลี่ยนไปทันที ภายในเม็ดมุกปรากฏไอหมอกสีดำจางๆ สายหนึ่งแผ่ซ่านออกมา
เขาใช้สัมผัสวิญญาณสื่อสารกับมุกวิเศษ มันก็ลอยขึ้นมาทันที ปลดปล่อยควันสีเหลืองออกมาห้าสาย บิดเร่าราวกับอสรพิษตัวยาวหลายตัว โคจรวนเวียนอยู่รอบกาย ดูลี้ลับและชั่วร้ายอยู่เล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือนพวกสำนักมารนอกรีตตามแบบฉบับในนิทานปรัมปรา
“รูปลักษณ์อาจจะดูด้อยไปสักหน่อย แต่หากใช้ปลอมตัวเป็นโม่ซิวหลัวผู้นั้นก็คงไม่มีปัญหาอันใด วิชาเชื่อมศพและมุกทองคำกำเนิดควันเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของโม่ซิวหลัว อีกทั้งสิบสองขุนพลทองคำก็ไม่ได้ติดต่อกันเป็นการส่วนตัว ไม่มีใครรู้จักใคร ต่อให้พบหน้ากันก็ล้วนสวมหน้ากากพิเศษเอาไว้”
เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบหน้ากากประหลาดออกมาอย่างกับเล่นกล หน้ากากนี้ทำจากทองคำขาวทังสเตนเป็นรูปใบหน้ามนุษย์ ใบหน้ามีสีเขียว เส้นผมสีแดงชาด แฝงแววโกรธเกรี้ยวเล็กน้อย ผมแดงชี้ตั้ง สวมมงกุฎทองคำรูปหัวกระต่าย นี่คือรูปลักษณ์ของเทพโม่ซิวหลัว หนึ่งในสิบสองขุนพลเทพยักษา
“หน้ากากใบนี้ก็หาเจอจากช่องลับในเรือนส่วนตัวของโม่ซิวหลัวที่ค่ายขนนกเหินบนภูเขาเป้ยหม่า นอกเหนือจากนี้ เขายังฝังผีดิบเอาไว้สิบตนในพื้นที่เลี้ยงผีดิบบริเวณตีนเขา พวกมันล้วนถูกหลอมด้วยวิชาเชื่อมศพ... เพียงแต่ระดับฝีมือช่างย่ำแย่นัก ห่างชั้นกับกายทิพย์เทพสิงโตเขียวนี่ลิบลับ แม้แต่ผีดิบอสูรขนแดงของข้าก็ยังเทียบไม่ติด เกรงว่าหากบังเอิญไปพบเจอกับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีฝีมือสักหน่อย เพียงเผชิญหน้ากันพริบตาเดียวก็คงถูกระเบิดทิ้งแล้ว”
วิชาหลอมศพในโลกผู้บำเพ็ญเพียรจัดเป็นวิชาระดับล่างที่ไม่เข้าขั้น สาเหตุเป็นเพราะกายเนื้อของสิ่งมีชีวิตธรรมดานั้นอ่อนแอเกินไป ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ยากที่จะนำมาใช้งานได้จริง เว้นเสียแต่ว่าจะได้ซากศพของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามาหลอมสร้าง นั่นจึงจะเป็นราชันย์ผีดิบหรือศพมารที่ดุร้ายไร้เทียมทานอย่างแท้จริง
แต่หากจะว่ากันตามตรง ร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา เรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบชั้นยอดที่สุดสำหรับการนำมาหลอมสร้างศาสตราวุธวิเศษ สำนักต่างๆ ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรล้วนมีศาสตราวุธวิเศษชั้นเลิศที่หลอมจากกระดูกของคนรุ่นก่อน การนำไปใช้หลอมสร้างผีดิบนั้นถือเป็นการสิ้นเปลืองอย่างแท้จริง
เหอผิงไม่ได้สนใจวิชาเชื่อมศพที่ได้มาจากจิตวิญญาณของโม่ซิวหลัวเลยแม้แต่น้อย วิชาเชื่อมศพไม่มีโอกาสที่จะบรรลุมรรคาได้ นับว่าไร้ประโยชน์อย่างแท้จริง ส่วนผีดิบทั้งสิบตัวนั้น เขาได้นำกลับมาเตรียมไว้สำหรับหลอมธูปมรณะต่ออายุที่สามารถเพิ่มอายุขัยหยินได้
นั่นคือสิ่งที่เขาได้รับมาหลังจากทำลายค่ายวิญญาณเร่ร่อนของลัทธิโคลนจนแตกพ่าย มันคือวิชาธูปเตาหลอมพูนจิตบทหนึ่ง ซึ่งบันทึกวิธีการเผาหลอมผีดิบให้กลายเป็นเถ้ากระดูก จากนั้นนำเถ้ากระดูกมาทำเป็นธูปวิญญาณ ธูปชนิดนี้สามารถยื้อชีวิตคนได้ แม้จะไม่สามารถเพิ่มอายุขัยมนุษย์ แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว มันก็ยังถือเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
“ยามนี้ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดเพียงสายลมตะวันออก…”
เขาสวมหน้ากากของขุนพลเทพโม่ซิวหลัวลงบนใบหน้า แล้วก้าวยาวๆ เดินออกไปจากห้องลับ
…
“แค่กๆ... แค่กๆๆ…”
ลั่วจิ่วเจาถูกความหนาวเหน็บปลุกให้ตื่นขึ้นมากลางดึก เขาเบิกตากว้าง พบว่าบริเวณอารามร้างยังมีกลุ่มผู้ลี้ภัยสวมเสื้อผ้าซอมซ่อผืนบางนอนอยู่ พวกเขาแตกต่างจากผู้คนบนรถม้าของกองคาราวานเหล่านั้น แต่ละคนล้วนหน้าตาซูบผอมซีดเซียว ไม่ก็มีใบหน้าอมทุกข์ หรือไม่ก็มีแววตาที่หม่นหมอง
คนกลุ่มนี้คือผู้ประสบภัยที่หนีตายมา ไม่รู้เหมือนกันว่าหนีมาจากที่ใด หวังเพียงจะติดตามกองคาราวานสินค้านี้ออกไปนอกด่านด้วยกัน
นอกด่านนั้นเป็นพื้นที่กว้างใหญ่แต่ไร้ผู้คน ตั้งแต่โบราณกาลมายังไม่เคยถูกบุกเบิก มีผืนดินสีดำที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีผลิตผลที่ล้นเหลือ หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลจำต้องทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปหาทางรอดอื่น
ทว่าเส้นทางออกนอกด่านนั้นไม่ง่ายดายนัก นอกจากจะมีโจรภูเขาและโจรขี่ม้าอยู่ทุกหนทุกแห่งแล้ว นอกด่านยังมีเทือกเขาป่ารกร้างบางแห่งที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ร้ายและสัตว์ปีศาจกินคน จะเห็นได้ว่านี่ไม่ใช่เส้นทางที่ราบรื่นนัก หากต้องการออกไปนอกด่านแล้วไม่ระวังให้ดีก็อาจต้องทิ้งชีวิตเอาไว้
“แต่คนธรรมดาสามัญจะมีโอกาสให้เลือกได้สักกี่มากน้อยกัน ไม่สิ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างข้า ภายใต้การโคจรของมรรคาสวรรค์ ข้าก็มิอาจมีทางเลือกมากนัก…”
อายุของลั่วจิ่วเจากลับดูแก่กล้ากว่ารูปลักษณ์ภายนอกมากนัก เดิมทีเขาเป็นจอมยุทธ์ผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพแห่งวิถีคุณธรรม เป็นผู้มีน้ำใจนักเลงและรักความยุติธรรม ชอบช่วยเหลือผู้ที่ถูกรังแก ยามปกติเขามักจะเห็นอกเห็นใจความยากลำบากของชาวบ้านมากที่สุด และมักจะออกหน้าแทนชาวบ้านธรรมดาที่ถูกข่มเหงอยู่เสมอ
หลังจากที่เขาอายุได้ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี ด้วยพรสวรรค์และรากกระดูกที่ยอดเยี่ยม เขาจึงถูกหลี่ชางเจวี๋ย เจ้าเมืองไป๋อวิ๋นหมายตาและรับเข้าเป็นศิษย์สืบทอด
…สำนักสาปกระบี่เป็นหนึ่งในเก้าสำนักฝ่ายมาร การกระทำมักจะเหี้ยมโหดอำมหิต ทว่าหลี่ชางเจวี๋ยกลับเป็นคนที่มีนิสัยกึ่งธรรมะกึ่งอธรรม ตลอดชีวิตให้ความสำคัญกับคำสัญญาและรักษาสัจจะเป็นที่สุด นอกจากนิสัยที่สันโดษแล้ว เขาก็ไม่ได้มีประวัติที่เลวร้ายมากนัก
หลังจากที่ลั่วจิ่วเจาได้รับบาดเจ็บ เขาก็ใช้วิชาแปลงโฉมเปลี่ยนใบหน้า ปลอมตัวเป็นผู้ลี้ภัยที่หนีความอดอยาก และเดินทางร่วมกับผู้คนเหล่านี้
เมื่อเขาเห็นว่าจำนวนผู้ประสบภัยมีมากมายมหาศาล นึกถึงภาพซากปรักหักพังและบ้านเรือนที่ถูกทำลายซึ่งพบเห็นได้ทั่วทุกหนแห่งตลอดการเดินทาง ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลมาตามทางไม่ขาดสาย ภายในใจก็รู้สึกโศกเศร้าและเคียดแค้นยิ่งนัก
“เหล่าขุนนางราชสำนักต้าโหยวตั้งแต่ระดับบนลงมาจนถึงระดับล่างมัวทำอันใดกันอยู่ หากปล่อยให้วุ่นวายเช่นนี้ต่อไป ใต้หล้านี้คงใกล้จะถึงคราวล่มสลายแล้ว” ลั่วจิ่วเจารู้ดีว่าสถานการณ์ของราชวงศ์ต้าโหยวในยามนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก ในมณฑลตงหลีและมณฑลหนานหลิงมีการก่อกบฏของลัทธิโคลนและกองกำลังทหารอาสา
มณฑลซีฮวงเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ตั้งอยู่บนที่ราบสูง เหมาะแก่การปลูกป่าแต่ไม่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ตั้งแต่โบราณกาลมาผู้คนเบาบาง กำลังของราษฎรเสื่อมถอย
ด่านเป่ยกวนตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์เป็นต้นมา มันก็ได้ถูกจัดวางกำลังทหารอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันกองทัพม้าเหล็กของชนเผ่าต่างแดนจากดินแดนทางตอนเหนือสุด
ปฐมองค์ฮ่องเต้แห่งต้าโหยวเคยนำทัพออกศึกด้วยตนเอง นำกองทัพใหญ่เข่นฆ่ากองกำลังของชนเผ่าเถี่ยเล่อไปนับแสนนาย และสังหารข่าน[1]ของชนเผ่าเถี่ยเล่อที่ขนานนามตนเองว่า ‘ราชาผู้ทะยานเวหา’ ด้วยน้ำมือของตัวเอง หลายปีมานี้ ชนเผ่าเถี่ยเล่อได้แต่ซุ่มฝึกปรือกองทัพและม้าศึก สาบานว่าจะเหยียบเมืองนครหยกขาวให้ราบเป็นหน้ากลอง เพื่อทวงหนี้เลือดก้อนนี้
ชนเผ่าไป่เยว่ทางชายแดนใต้ก็มีความแค้นลึกล้ำดั่งทะเลเลือดกับราชวงศ์ต้าโหยวเช่นกัน ชาวไป่เยว่เหล่านั้นมีความกล้าหาญและเชี่ยวชาญการศึกยิ่งนัก หากสถานการณ์ทางชายแดนใต้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันก็จะคุกคามมาถึงแผ่นดินภาคกลางได้
“เมื่อร้อยปีก่อน ท่านอวี้หลีจื่อ กุนซือของปฐมองค์ฮ่องเต้แห่งต้าโหยว เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของผู้เฒ่าอี๋ซ่าง ยอดคนผู้มีความสามารถในการคำนวณที่ลึกล้ำ เขาเป็นขุนนางผู้มีคุณูปการในการสถาปนาราชวงศ์ต้าโหยว ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งราชครูแห่งราชวงศ์ต้าโหยว มีข่าวลือว่าองค์ฮ่องเต้เคยตรัสถามเขาถึงเรื่องความเจริญรุ่งเรืองและการล่มสลายของแผ่นดินในยุคหลัง อวี้หลีจื่อจึงได้แต่ง ‘ลำนำเมฆาสวรรค์’ ด้วยคำพ้องความหมาย เพื่อกราบทูลองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวว่า ชะตาฟ้าของราชวงศ์ต้าโหยวจะมีอายุไม่เกินสี่ร้อยปี…”
ผู้เฒ่าอี๋ซ่าง ยอดคนผู้เชี่ยวชาญการคำนวณซึ่งเป็นอาจารย์ของอวี้หลีจื่อนั้น แท้จริงแล้วเป็นผู้สืบทอดสายสำนักพรตผู้ถือสันโดษที่สูญสิ้นไปนานแล้ว
สำนักพรตผู้ถือสันโดษก็นับเป็นดินแดนลี้ลับที่น่าอัศจรรย์ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน สายวิชานี้สืบทอดเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่มีชื่อว่า ‘ดาราสวรรค์เบิกมังกร’ ผู้สืบทอดในแต่ละรุ่นล้วนมีเป้าหมายในการทำความเข้าใจสติปัญญาอันสูงสุดของการโคจรแห่งมรรคาสวรรค์ เพื่อแสวงหาความสงบสุขและสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างฟ้าดิน
และด้วยเหตุนี้เอง สายวิชานี้จึงไม่เคยแก่งแย่งชิงดีกับทางโลก แทบจะไม่เคยย่างกรายเข้าสู่โลกผู้บำเพ็ญเพียร การกระทำจึงลึกลับเป็นอย่างยิ่ง
ว่ากันว่า เว้นเสียแต่ว่าโลกจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ เกิดภัยสงครามไปทั่วหล้า มิฉะนั้นผู้สืบทอดของสายวิชานี้จะไม่ยอมปรากฏตัวออกมา แต่เมื่อใดที่ปรากฏตัว ผู้สืบทอดสายวิชานี้ก็จะคัดเลือกนายเหนือหัวผู้ปราดเปรื่อง คอยช่วยเหลือยามมีภัยและช่วยให้พ้นวิกฤต ตั้งใจสนับสนุนให้เขาขึ้นครองราชย์อย่างสุดกำลัง เพื่อยุติความวุ่นวายของแผ่นดิน
มีข่าวลือว่าหลังจากที่อวี้หลีจื่อแต่ง ‘ลำนำเมฆาสวรรค์’ เสร็จสิ้น เขาก็ได้กล่าวออกมาว่าชะตาบ้านเมืองของราชวงศ์ต้าโหยวจะไม่ถึงสี่ร้อยปี สี่ร้อยปีให้หลัง มหาภัยพิบัติแห่งฤดูกาลจะมาเยือน โลกจะเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง นับแต่นั้นกฎทั้งสามจะเอียงเอน โลกมนุษย์จะต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมหกประการอีกครั้ง จนกว่ามังกรที่แท้จริงผู้ไร้เทียมทานจะจุติลงมา มันจึงจะสามารถกวาดล้างและชำระล้างแผ่นดินให้บริสุทธิ์ได้
เมื่อกล่าวจบ อวี้หลีจื่อก็ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง ‘ความเจริญและล่มสลายในยุคสมัยล้วนขึ้นอยู่กับชะตากรรม ชะตาฟ้ากว้างใหญ่สุดจะคาดเดา’ เขารู้ดีว่าองค์ฮ่องเต้ต้าโหยวจะต้องทรงกริ้วอย่างแน่นอน หลังจากออกจากพระราชวังแล้ว เขาก็ถอดชุดขุนนางออก วางไว้บนโต๊ะหินในศาลาริมน้ำ แล้วจากไปอย่างเงียบๆ ตั้งแต่นั้นมาก็ไร้ร่องรอย
หากมิใช่เพราะอวี้หลีจื่อจากไปอย่างเงียบเชียบ โลกของผู้บำเพ็ญเพียรก็คงไม่ระแคะระคายเลยว่า กุนซือมันสมองในค่ายทหารขององค์ฮ่องเต้ต้าโหยว ผู้ที่ดูราวกับว่าไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่ และเป็นถึงราชครูแห่งราชสำนักผู้นี้ แท้จริงแล้วคือยอดฝีมือจากสายสำนักพรตผู้ถือสันโดษที่ปรากฏตัวขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ข่าวลือเรื่องนี้กลับแพร่สะพัดไปในหมู่ราษฎรอย่างกว้างขวาง จนถึงขั้นที่ผู้คนต่างพูดถึงกันอย่างคุ้นเคย ผู้คนในตลาดและตามท้องถนนต่างก็อ้างว่า ‘ลำนำเมฆาสวรรค์’ นั้นคือคำทำนาย ในบทเพลงได้ใช้รูปแบบของคำพยากรณ์ ทำนายถึงการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์บ้านเมืองของราชวงศ์ต้าโหยวตลอดช่วงระยะเวลากว่าสี่ร้อยปี
เรื่องเล่าตามตรอกซอกซอยถูกเล่าขานกันอย่างออกรสออกชาติ ทว่า ‘ลำนำเมฆาสวรรค์’ นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือตำราเล่มนี้มีอยู่จริงหรือเปล่า มันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาคำตอบได้
แม้ว่าเหล่าขุนนางและราชวงศ์แห่งต้าโหยวจะออกมาปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเรื่องราวนี้ไม่มีอยู่จริง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งผู้ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นให้ใส่สีตีไข่เผยแพร่ไปทั่วได้ แม้แต่พวกทะเยอทะยาน กองทัพกบฏ หรือสำนักมารที่คิดจะก่อกบฏ พวกมันก็มักจะกุคำทำนายจาก ‘ลำนำเมฆาสวรรค์’ ขึ้นมาอย่างหน้าด้านๆ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการตั้งตนเป็ฮ่องเต้และก่อกบฏ
ลั่วจิ่วเจาไม่เชื่อเรื่องคำทำนายตามท้องถนน ทว่าเรื่องที่ราชวงศ์ต้าโหยวมีชะตาบ้านเมืองเพียงสี่ร้อยปีนั้น ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรก็มีคำกล่าวไว้เช่นกัน ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรมีผู้ที่มีความสามารถแปลกประหลาดมากมายที่เชี่ยวชาญศาสตร์คำนวณเทพไท่อี้ ซึ่งสามารถคำนวณเคราะห์กรรมของฟ้าดินได้ ในบรรดาคนเหล่านั้น มียอดคนอยู่หลายคนที่มองสถานการณ์ของราชวงศ์ต้าโหยวไปในทางที่ไม่ค่อยดีนัก และกล่าวว่าชะตาบ้านเมืองยากที่จะอยู่ถึงสี่ร้อยปี
สี่ร้อยปีให้หลัง ย่อมต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่เป็นแน่ จนกว่ามหาภัยพิบัติจะสิ้นสุดลง ผู้เดินหมากแห่งฟ้าดินได้วางหมากลงไปทีละเม็ด จนกระทั่งกระดานนี้สิ้นสุด
ยามนี้ลั่วจิ่วเจาเองก็มีความคิดมากมายสับสนวุ่นวายอยู่ในหัว หลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บ จิตวิญญาณก็ยากที่จะสงบลงได้ มันมักจะล่องลอยไม่แน่นอนอยู่เสมอ ประเดี๋ยวก็คิดถึงการต่อสู้ระหว่างหลี่ชางเจวี๋ย เจ้าเมืองไป๋อวิ๋นผู้เป็นอาจารย์กับเจียงหลิงซวี ประเดี๋ยวก็หวนนึกถึงอาการบาดเจ็บสาหัสของตนเอง อีกทั้งยังมีกองกำลังจากหลายฝ่ายที่ตามล่าอย่างไม่ลดละ ไม่รู้เลยว่าเมื่อออกไปนอกด่านแล้ว ตัวเขาจะสามารถสลัดหลุดจากยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเหล่านั้นได้หรือไม่
ในเวลานั้นเอง มันก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ท่านลุง ท่านอยากจะทานอะไรหน่อยหรือไม่…”
ลั่วจิ่วเจาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงรัดอก นางกำลังถืออาหารบางส่วน ทยอยแจกจ่ายให้กับผู้คนในอารามร้างทีละคน
“ขอบคุณมาก แม่นางชิว”
ลั่วจิ่วเจาได้รับหมั่นโถวมาหนึ่งก้อน เขารีบกล่าวขอบคุณซ้ำๆ แต่เนื่องจากมันไปกระทบกระเทือนถึงบาดแผล เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกระไอออกมาเบาๆ อีกสองสามครั้ง
“ท่านลุง ท่านคงไม่ได้บาดเจ็บมาหรอกนะ? ให้ข้าไปรับยาจากท่านพ่อมาให้ท่านดีหรือไม่?”
เด็กสาวผู้นี้มีแซ่ชิว นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของหัวหน้ากองคาราวานรถม้าแห่งนี้ นางเป็นคนมีจิตใจดีงาม มักจะนำอาหารมาช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเหล่านี้อยู่เสมอ
อันที่จริงกองคาราวานสินค้าเองก็ไม่ได้ชอบผู้ลี้ภัยเหล่านี้นัก ทว่าเมื่อเข้าด่านมา การต้องเผชิญหน้ากับโจรภูเขา โจรขี่ม้า หรือสัตว์ร้าย พวกเขาก็ล้วนพอรับมือได้ มีเพียงอย่างเดียวที่พวกเขากลัวที่สุดคือการได้พบเจอกับสัตว์ปีศาจกินคน สัตว์ปีศาจเหล่านั้นสามารถเหาะเหินเดินอากาศและมุดดินได้ ต่อให้กองคาราวานจ้างยอดฝีมือที่เก่งกาจในยุทธภพมา มันก็ยากที่จะต้านทานพวกมัน
ทว่าสัตว์ปีศาจส่วนใหญ่มักจะไม่จงใจไปโจมตีกลุ่มคนที่มีจำนวนมาก และไม่ชอบสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่พวกมันมักจะเลือกโจมตีนักเดินทางที่หลงทางหรืออยู่เพียงลำพัง
ผู้ลี้ภัยที่ตามอยู่หลังกองคาราวานเหล่านี้ สามารถเป็นหลักประกันได้ว่าจำนวนคนของกองคาราวานจะไม่ตกเป็นเป้าสายตาของสัตว์ปีศาจบางตัว คนในกองคาราวานจึงหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไป
“ไม่ไม่ ไม่เป็นไร”
ลั่วจิ่วเจาโบกมือปฏิเสธ
“แม่นางชิว ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว โรคของข้าใช้ยาทั่วไปรักษาไม่หายหรอก อีกอย่างข้าก็แค่ไอแห้งๆ เท่านั้น ไม่เป็นอะไรมาก เจ้าไปจัดการธุระอื่นเถิด!”
“เช่นนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น แม่นางชิวก็ยิ่งมองเขาด้วยความเวทนา จากนั้นเด็กสาวก็หยิบถุงเนื้อแห้งที่ห่อไว้ในแขนเสื้อส่งให้เขา
“ถ้าเช่นนั้นท่านลุงก็ทานเนื้อแห้งสักหน่อยเถิด อย่างน้อยก็ถือเป็นการบำรุงร่างกาย”
“ไม่ ข้าไม่ต้องการหรอก”
ลั่วจิ่วเจายังคงต้องการปฏิเสธ แต่ก็เห็นเด็กสาวหันหลังเดินจากไปแล้ว นางกำลังมุ่งหน้าออกไปนอกอารามร้าง ในตอนนั้นเอง คิ้วของเขากระตุกขึ้น หูของเขาก็กระตุกเช่นกัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของม้าที่ดังรัวติดๆ กันดังมาจากด้านนอกอารามร้าง ด้วยหูที่รับฟังได้ดีกว่าคนทั่วไป เขาจึงฟังออกว่ามีม้าพันธุ์ดีอย่างน้อยเกือบร้อยตัว กำลังควบตะบึงมาอย่างรวดเร็วจากบริเวณมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
“ค่ายคว้าเมฆาแห่งเนินหินใหญ่มาทำธุระที่นี่ พวกเจ้าเป็นคนของเส้นทางไหน ผู้ดูแลจงเสนอหน้าออกมาเดี๋ยวนี้!!”
เมื่อลั่วจิ่วเจาได้ยินเสียงนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว เกรงว่าเป้าหมายของเรื่องนี้คงพุ่งตรงมาที่เขาเป็นแน่...
[1] เป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชนเผ่าเร่ร่อนหรือจักรพรรดิของชาวทุ่งหญ้า