- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 128 กายทิพย์เทพสิงโตเขียว
บทที่ 128 กายทิพย์เทพสิงโตเขียว
บทที่ 128 กายทิพย์เทพสิงโตเขียว
หลังจากนั้นอินต๋าหลัวก็ใช้หยกมันแกะสลักส่งภาพเงาของลั่วจิ่วเจามาให้ มันเป็นกลุ่มแสงเงาที่เผยให้เห็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่กำยำ หน้าตาและคิ้วตาล้วนสมจริงราวกับมีชีวิต
นี่คือหน้าตาที่แท้จริงของลั่วจิ่วเจา อินต๋าหลัวสั่งให้เหอผิงส่งภาพนี้กระจายไปยังกลุ่มโจรภูเขาใต้บัญชา... ทว่าคนผู้นี้ก็เป็นยอดฝีมือที่คลุกคลีอยู่ในยุทธภพและโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมานานปี ย่อมเชี่ยวชาญวิชาแปลงโฉมอย่างเช่นการใช้หน้ากากหนังมนุษย์
แม้การแปลงโฉมเปลี่ยนหน้าจะเป็นเพียงวิชาในยุทธภพของคนธรรมดา แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา การจะมองทะลุหรือจับผิดวิชาแปลงโฉมขั้นสูงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ในอดีต เหอผิงเองก็เคยใช้วิชาแปลงโฉม หลอกลวงผู้คนมาแล้วไม่น้อย
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปที่ยังไม่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา สัมผัสวิญญาณจะยังไม่กล้าแข็งพอ ประสาทสัมผัสทั้งห้ายังไม่หลุดพ้นจากรูปกายนอก มันจึงยังนับว่าเป็นเพียงผู้มีตาเนื้อธรรมดา เว้นแต่จะเหมือนกับยายเฒ่าเหมียวฮวาที่ฝึกฝนเนตรทิพย์ขั้นสูง มันจึงจะพอมองเห็นร่องรอยได้บ้าง
อีกวิธีหนึ่งคือการใช้วิชาลับเพ่งปราณตรวจสอบ อย่างเช่นวิชาลอบส่องสวรรค์ที่เหอผิงเคยใช้ในอดีต ซึ่งสามารถมองทะลุไปถึงระดับจิตวิญญาณได้ ทว่าการกระทำเช่นนี้เทียบได้กับการสอดแนมความลับของผู้อื่นซึ่งหน้า ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างความบาดหมาง
หากไม่จำเป็นจริงๆ คงไม่มีใครใช้วิธีที่โจ่งแจ้งเช่นนี้ไปตรวจสอบผู้อื่น
คิดดูแล้ว หลังจากลั่วจิ่วเจาได้รับบาดเจ็บ อีกฝ่ายย่อมไม่ใช้รูปลักษณ์เดิมเป็นแน่ เพื่อความปลอดภัย เขาจะต้องแปลงโฉมเปลี่ยนใบหน้า ลำพังสายตาของคนธรรมดาย่อมไม่อาจตามหาร่องรอยของเขาพบ
“โชคดีที่ข้าพอจะมีความรู้เกี่ยวกับเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาอย่าง ‘เคล็ดกระบี่เจ็ดสังหาร’ อยู่บ้าง หอตำราหลวงอย่างเหวินหยวนและฉุยเซี่ยงมีตำราเก็บรวบรวมไว้มากมายมหาศาล ข้าได้ค้นคว้าดูรอบหนึ่งและได้ล่วงรู้ความลับบางอย่างของ ‘เคล็ดกระบี่เจ็ดสังหาร’ แห่งสำนักสาปกระบี่ จากบันทึกในราชวงศ์ก่อน...”
อินต๋าหลัวกล่าวต่อ แท้จริงแล้วผู้ที่ฝึกฝน ‘เคล็ดกระบี่เจ็ดสังหาร’ เมื่อได้รับบาดเจ็บ ปราณสังหารแท้จริงในร่างจะรั่วไหล ผิวกายภายนอกจะเย็นเฉียบและไอโขลกไม่หยุด เพื่อระงับอาการบาดเจ็บ ส่วนใหญ่จึงมักจะใช้ ‘ธูปพิรุณสมุทร’ เพื่อสะกดอาการบาดเจ็บในร่างกาย
“ไม่ว่าลั่วจิ่วเจาจะใช้วิชาแปลงโฉมหรือไม่ ตราบใดที่เขาบาดเจ็บ เขาย่อมต้องใช้ธูปพิรุณสมุทรเพื่อสะกดข่มอาการบาดเจ็บ สิ่งอื่นอาจปลอมแปลงได้ แต่กลิ่นหอมนั้นเกรงว่าคงไม่อาจปลอมแปลงได้”
การติดต่อจบลง คิ้วของเหอผิงก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ลั่วจิ่วเจา... อู๋อินจื่อ... นิกายลับบูรพา... เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสี...”
เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบา รู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์นั้นเหนือความคาดหมายไปบ้าง
“ข้าสวมรอยเป็นโม่ซิวหลัวก็เพื่อเป้าหมายสองประการ ประการแรกคือเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนของนิกายลับบูรพาสังเกตเห็นความผิดปกติจนนำพาความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นมาให้ ประการที่สองคือต้องการใช้ฐานะของโม่ซิวหลัวผ่านทางนิกายลับบูรพา ดึงเอาข้อมูลข่าวสารที่องค์กรนี้ควบคุมอยู่มาใช้ ไม่นึกเลยว่าจะต้องเข้ามาพัวพันกับเรื่องแบบนี้…”
ทว่านี่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว เขาครุ่นคิดอย่างละเอียดและรู้สึกว่า หากเขาสามารถยืมกำลังของนิกายลับบูรพา แย่งชิงร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาในมือของลั่วจิ่วเจามาได้ มันก็ถือว่าไม่เสียเปล่าที่ตนวางแผนมา
“การคำนวณของอินต๋าหลัวในครั้งนี้นับว่าไม่เลวเลย หลายปีมานี้ขุมกำลังของนิกายลับบูรพาพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว รวบรวมและดึงตัวยอดฝีมือเก่งกาจมาไม่น้อย เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีนี้ก็ไม่รู้ว่านิกายลับบูรพาไปสรรหายอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรมาจากที่ใด ระดับฝีมือถือว่าไม่ธรรมดา ทว่าต่อให้อินต๋าหลัวจะมีสถานะสูงส่งในนิกายลับบูรพา การจะเรียกใช้งานคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นับว่าทุ่มทุนไม่น้อยเลยทีเดียว”
มันก็เหมือนกับที่อินต๋าหลัวเคยบอกกับโม่ซิวหลัวไว้ก่อนหน้านี้ การจัดวางกำลังของนิกายลับบูรพาในด่านเป่ยกวนนั้นมีจำกัด กำลังคนก็มีไม่มาก ไม่ว่าจะด้านใดก็ล้วนติดขัดขาดแคลนไปเสียหมด
กำลังคนที่อินต๋าหลัวสามารถสั่งการได้ มันก็มีเพียงโม่ซิวหลัวกับกงผีหลัวเท่านั้น ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งโม่ซิวหลัวไปหาหยวนเฉาหลง ทั้งยังตั้งใจจะสยบสิบสามค่ายโจรเมฆาขวางให้มารับใช้เป็นลูกน้อง
แต่ครั้งนี้เขากลับสามารถเรียกใช้งานเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีจากเบื้องบนของนิกายลับบูรพาได้ ทั้งห้าคนนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือ แม้จะยังไม่บรรลุมรรคา แต่ก็เชี่ยวชาญการผสานพลังโจมตี ว่ากันว่าหากทั้งห้าร่วมมือกันจัดตั้งค่ายกล ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็ยังมีพลังพอที่จะต่อกรได้
ลั่วจิ่วเจาได้กระบี่หักเล่มหนึ่งมาจากถ้ำหลีเยี่ยนแห่งขุนเขาโลงศพเวหา และอาศัยกระบี่หักเล่มนี้ทำร้ายอู๋อินจื่อผู้บรรลุมรรคาจนบาดเจ็บได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงความโชคดีเท่านั้น
อินต๋าหลัวดูเหมือนจะฟันธงแล้วว่าอาการบาดเจ็บของลั่วจิ่วเจานั้นไม่เบาเลย และอาจจะไม่มีโอกาสได้ใช้งานกระบี่หักเล่มนั้นเป็นครั้งที่สอง
แน่นอน การที่เขาส่งเทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีออกไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับลั่วจิ่วเจาเป็นอย่างมาก หากห้ายอดฝีมือรวมตัวกันมาถึงมณฑลจินเหอและดักทางลั่วจิ่วเจาเอาไว้ได้ การที่เขาจะถูกจับกุมตัวก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
“โชคดีที่เรื่องซึ่งโม่ซิวหลัวทำไม่สำเร็จ ข้ากลับทำมันจนสำเร็จ ข้ากำจัดค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่าซึ่งเป็นค่ายโจรที่ใหญ่ที่สุดไปแล้ว ขุมกำลังโจรภูเขาที่เหลือส่วนใหญ่จึงยอมจำนนแต่โดยดี สิบสามค่ายโจรเมฆาขวางที่มีเทือกเขาหมิงเฟิ่งเป็นศูนย์กลาง รวมถึงกลุ่มโจรใหญ่น้อยอีกกว่ายี่สิบกลุ่มก็ล้วนอยู่ภายใต้คำสั่งของข้า...”
เหอผิงยังสามารถใช้ประโยชน์จากเหอจงเหิงในการสั่งการคนของจวนที่ว่าการเจ้าเมืองได้ อีกทั้งยังอาศัยขุมกำลังพรรคพวกและเหล่าอันธพาลในเมืองหลงเหอ ถักทอเป็นเครือข่ายข่าวกรองที่ครอบคลุมทั้งเส้นทางน้ำและทางบก เรียกได้ว่าตั้งแต่จวนที่ว่าการไปจนถึงรากหญ้า ล้วนไม่มีที่ใดที่เข้าไม่ถึง
“ข่าวของลั่วจิ่วเจาจะปล่อยให้นิกายลับบูรพารู้เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ มณฑลจินเหอน่าจะยังมี ‘สุนัขล่าเนื้อ’ ตัวอื่นที่ตามกลิ่นของคนผู้นี้มา ข้าจำเป็นต้องปล่อยข่าวนี้ออกไป เพื่อกวนน้ำในสระนี้ให้ขุ่นคลั่ก เช่นนั้นข้าจึงจะฉวยโอกาสจับปลาในน้ำขุ่นได้สะดวก...”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ในใจก็บังเกิดแผนการร้ายกาจขึ้นมาหลายแผน ทว่าเขาเองก็รู้ดีว่าหากจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ยังคงต้องอาศัยฐานะของโม่ซิวหลัว
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา เหอผิงก็หยิบเอากายทิพย์เทพสิงโตเขียวออกมาจากเงา จากนั้นนำเอาเมล็ดพันธุ์มารทั้งสองที่เก็บคืนมาจากขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคล โดยเอาตนหนึ่งใส่เข้าไปในกายทิพย์ผีดิบร่างคนหัวสิงโต เมล็ดพันธุ์มารทั้งสองคือมารอาฆาตและมารมรณะ เนื่องจากพวกมันดูดซับกลิ่นอายอาฆาตและกลิ่นอายมรณะเข้าไปเป็นจำนวนมาก พวกมันทั้งสองจึงขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวแล้ว
หมู่นี้เขาได้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ฉบับสมบูรณ์มา ทำให้ทักษะการหลอมสร้างและควบคุมเมล็ดพันธุ์มารเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น ล่าสุด นอกเหนือจากเมล็ดพันธุ์มารทั้งสองนี้แล้ว เขายังหลอมสร้าง ‘มารหยิน’ ขึ้นมาได้อีกหนึ่งตนด้วย
เพียงแต่เมื่อเทียบกับเมล็ดพันธุ์มารอีกสองตน มารหยินยังถือว่าค่อนข้างอ่อนแอ ดังนั้นเขาจึงเลือกเอามารอาฆาตอัดเข้าไปในกายทิพย์ผีดิบที่ผ่านการเย็บปะติดปะต่อมาหลายครั้งร่างนี้
เวลาค่อยๆ ผ่านไปราวหลายสิบลมหายใจ เมื่อเมล็ดพันธุ์มารเคลื่อนเข้าสู่ห้วงทะเลจิตวิญญาณของกายทิพย์เทพสิงโตเขียว พริบตาเดียว ปราณมรณะอันขุ่นมัวที่แข็งทื่อแต่ไม่เน่าเปื่อยรอบตัวผีดิบร่างนี้ก็ค่อยๆ พลุ่งพล่าน มีชีวิตชีวาขึ้นมา
“มหาถัวฉือ โตวตี้โตวตี้ มหาโตวตี้...”
หลังจากอัดเมล็ดพันธุ์มารเข้าไปแล้ว เหอผิงก็ท่องมหาวิชาเวตาล ซึ่งเป็นวิชาในวิชาเชื่อมศพที่ใช้สำหรับควบคุมซากศพผีดิบ
กายทิพย์เทพสิงโตเขียวที่มีหัวเป็นสิงโต ตัวเป็นคน และมีหกแขน ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นนั้นดูดุดันอำมหิตถึงขีดสุด เทพสิงโตเขียวที่ถูกเย็บปะติดปะต่ออย่างฝืนบังคับด้วยวิชามารจากวิชาเชื่อมศพร่างนี้ เดิมทีนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นราวกับเป็นเทวรูปองค์หนึ่ง
แต่เมื่อเขาท่องวิชาไปได้ครึ่งทาง นัยน์ตาสัตว์ร้ายสีเขียวลุกโชนของกายทิพย์เทพสิงโตเขียวก็สว่างวาบขึ้นมาทันที สิงโตเขียวอ้าปากกว้าง ในลำคอมีเสียง ‘ครอก’ กลิ้งผ่านอย่างยากลำบาก ก่อนจะเปล่งเสียงคำรามต่ำเยี่ยงสัตว์ป่า รอบกายพลันปรากฏกลิ่นอายซากศพที่บ้าคลั่งและดุร้ายสุดขีดทะลักออกมา
“กลิ่นอายซากศพช่างรุนแรงนัก! วิชาเชื่อมศพเคยรุ่งเรืองอยู่ยุคหนึ่ง จนทำให้ทั้งจวนเต๋าไท่อี่และตำหนักมารสามกำเนิดต้องปวดเศียรเวียนเกล้า สมแล้วที่มีข้อดีให้หยิบยืมมาใช้ได้จริงๆ!”
เหอผิงท่องวิชาไปพลางเงยหน้าขึ้นไปพลาง กายทิพย์เทพสิงโตเขียวหยัดกายลุกขึ้นจากพื้น รูปร่างของมันสูงใหญ่กำยำยิ่ง กล้ามเนื้อที่แข็งแรงบนร่างผีดิบสั่นกระเพื่อมเบาๆ บนผิวหนังของกายทิพย์นี้ยังมีเกล็ดบางๆ ซ้อนอยู่ชั้นหนึ่ง ทั่วทั้งร่างเป็นสีเขียวอ่อน ท่อนแขนทั้งหกก็ราวกับหล่อขึ้นจากเหล็กกล้า ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นศพมารที่ชั่วร้ายแต่อย่างใด ทว่ากลับดูเหมือนขุนพลพิทักษ์ธรรมของสำนักพุทธที่คอยคุ้มครองประตูภูเขาและปราบปรามวิญญาณร้ายเสียมากกว่า
“กายทิพย์เทพสิงโตเขียวนี้ดูมีกลิ่นอายความน่าเกรงขามอยู่บ้าง หากพูดถึงพลังรบก็ถือว่าไม่เลว เพียงแต่มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือเคลื่อนที่ช้าเกินไป ทำได้เพียงวิ่งอยู่บนพื้น... หากเพิ่มลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินเข้าไปด้วยล่ะก็ ถือได้ว่าสมบูรณ์แบบ!”
เขารีบหยิบสร้อยกระดูกเส้นนั้นออกมา แล้วโยนให้กายทิพย์เทพสิงโตเขียว สัตว์ประหลาดผีดิบนำสร้อยกระดูกมนุษย์สวมเข้าที่คอ ทันใดนั้น สร้อยกระดูกก็ส่องประกายปราณสีเทาขาวออกมาสายหนึ่ง
ชั่วครู่ต่อมา สร้อยกระดูกมนุษย์ที่คล้องอยู่ใต้คอของสิงโตเขียวก็แผดเสียงร้องโหยหวนแหลมปรี๊ดออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะกลายสภาพเป็นหัวกะโหลกทีละหัว บินวนเวียนอยู่รอบกายของกายทิพย์เทพสิงโตเขียว ลมหอบพัดโชยมาเป็นระลอก เผยให้เห็นถึงกลิ่นอายความดุร้ายอำมหิตถึงขีดสุด