- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 127 การแฝงตัว
บทที่ 127 การแฝงตัว
บทที่ 127 การแฝงตัว
หลังจากอาศัยหุ่นมนตราเก้าเงาสังหารนักโทษประหารผู้นั้นไปแล้ว สีหน้าของเหอผิงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“วิชาเรียกวิญญาณตรึงเงานี้ยังขาดความสมบูรณ์อยู่อีกหน่อย คนที่ถูกหุ่นมนตราเก้าเงาเอ่ยถามชื่อจำเป็นต้องขานรับก่อนจึงจะโดนวิชา หากสามารถฝึกปรือวิชานี้จนถึงขั้นสูง มันก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากเช่นนี้ เพียงแค่อีกฝ่ายตอบรับในใจก็ตกหลุมพรางแล้ว!”
อย่างไรก็ตามหุ่นมนตราเก้าเงาสามารถเลียนแบบเสียงของผู้อื่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากถูกหุ่นเชิดตัวนี้เรียกขานหลายครั้งเข้าก็จะโดนคำสาป ทำให้สติเลอะเลือน และคิดไปเองว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของคนสนิทชิดเชื้อที่สุดจนเผลอขานรับออกไปโดยไม่รู้ตัว เช่นนั้นก็ถือว่าพังพินาศแล้ว
กล่าวโดยสรุป วิชาเรียกวิญญาณตรึงเงาใกล้เคียงกับวิธีการที่ใช้ในการสาปแช่งสังหารศัตรูเสียมากกว่า ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรมักจะมองวิชาคำสาปว่าเป็นวิชามารนอกรีต นั่นก็เพราะวิชาประเภทนี้ทำได้เพียงลอบทำร้ายผู้อื่นในที่ลับ หากระมัดระวังตัวเอาไว้ก็ยากที่จะโดนคำสาปได้
แต่ปัญหาคือ วิชาคำสาปมักจะป้องกันได้ยากและมักจะปลิดชีพเป้าหมายได้ตั้งแต่การพบกันครั้งแรก!
ลองจินตนาการดู สมมติว่าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีวิชาคำสาปเช่นนี้แล้วถูกดักซุ่มโจมตี ระหว่างเดินทางกลับได้ยินเสียงของผู้อาวุโสในสำนักหรือมิตรสหายคนสนิทเอ่ยทัก หากไม่ทันระวังตัวเพียงชั่วครู่และขานรับ ก็จะถูกวิชาคำสาปเล่นงานและตกอยู่ภายใต้การควบคุมทันที
หุ่นมนตราเก้าเงาตัวนี้ขอเพียงมีคนขานรับ มันก็จะช่วงชิงวิญญาณเงาของคนผู้นั้น วิญญาณเงากับร่างต้นของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงถึงกัน ลมปราณผสานกัน เดิมทีก็เป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว
เหอผิงแค่ช่วงชิงวิญญาณเงานี้ของผู้อื่นมา จากนั้นใช้มนตร์มารย้ายร่างกักขังวิญญาณเงาเอาไว้ แล้วใช้วิชาสวมรอยสลับสับเปลี่ยนนำไปใส่ไว้ในหุ่นเชิดว่างเปล่าตัวหนึ่ง ก่อนจะลงมืออย่างหนักหน่วงบดขยี้หุ่นเชิดนั้น สถานเบาคือทำให้คนผู้นั้นบาดเจ็บสาหัส สถานหนักคือตกตายในทันที เรียกได้ว่าเป็นวิชาที่ชั่วร้ายอย่างยิ่ง
นอกเหนือจากนี้ หากพบเจอกับคนพาลสันดานหยาบ เขาก็สามารถใช้หุ่นมนตราเก้าเงากักวิญญาณเงาเอาไว้ ใช้วิชาลับในการควบคุมวิญญาณเงาเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของผู้อื่น ใช้สิ่งนี้เพื่อข่มขู่ แล้วค่อยใช้วิธีการอันโหดเหี้ยมต่างๆ นานา ทำให้พวกมันปรารถนาจะมีชีวิตก็ไม่ได้ ปรารถนาจะตายก็ไม่สมหวัง ต้องยอมตกอยู่ใต้อาณัติของผู้อื่นแต่เพียงผู้เดียว
การที่สำนักหุ่นเชิดเซียนมีชื่อเสียงฉาวโฉ่เลื่องลือไปไกล ในบรรดาเก้ามารอมตะทั้งมวลก็ยากที่จะหาผู้ใดมาเทียบเคียงได้ เกรงว่าครึ่งหนึ่งของเหตุผลคงเป็นเพราะสามวิชาต้องห้ามที่สืบทอดกันมาในสำนักนั้นชั่วร้ายเกินไป ความแปลกประหลาดของมันนั้นยากที่จะจินตนาการได้
ประกอบกับผู้สืบทอดในแต่ละรุ่นล้วนมีจิตใจเหี้ยมโหดมาแต่ไหนแต่ไร หุ่นมนตราเก้าเงาสามารถเรียกวิญญาณตรึงเงาได้ เมื่ออาศัยวิชานี้ก็ไม่รู้ว่าได้ก่อกรรมทำเข็ญไปมากแค่ไหน แม้แต่คนของสำนักอื่นๆ ในเก้ามารอมตะก็ยังมีผู้คนไม่น้อยที่ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของวิชานี้ ชื่อเสียงที่ย่ำแย่ของมันจึงพอจะจินตนาการออกได้ไม่ยาก...
“หุ่นมนตราเก้าเงายังจำเป็นต้องได้รับการขัดเกลาให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น แถมการหลอมสร้างก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โชคดีที่ช่วงนี้ค้นพบขุมทรัพย์แห่งหนึ่งของชือซินจื่อ ข้าจึงได้วัสดุมาไม่น้อย... หลังจากนี้คงต้องหาโอกาสใช้หุ่นมนตราเก้าเงาล่อวิญญาณเงาในร่างของข้าออกมาตามลำดับ แล้วค่อยๆ ขัดเกลาไปทีละเงา เช่นนี้มันจึงจะสามารถกำจัดภัยคุกคามจากวิชาเรียกวิญญาณตรึงเงาของตัวมันเองได้!”
เหอผิงสะบัดแขนเสื้อ หุ่นมนตราเก้าเงาก็ลอยขึ้นแล้วร่วงหล่นลงสู่พื้น ก่อนจะถูกมนตร์ย้ายร่างดึงเก็บเข้าไปในเงา ทันทีที่ทำเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้น เขาก็สัมผัสได้ว่าในเงาของตนเองมีบางสิ่งกำลังส่งสัญญาณออกมา
สมองของเขาพลันเกิดประกายความคิดวูบหนึ่ง แล้วนึกขึ้นมาได้
“เป็นหยกมันแกะสลักมังกรไร้เขานั่น! หรือว่าคนของนิกายลับบูรพากำลังติดต่อกับโม่ซิวหลัว?!”
เหอผิงรีบหยิบหยกมันแกะสลักสีเหลืองมันวาวชิ้นนั้นออกมาทันที หยกชิ้นนี้สั่นสะเทือนดังหึ่งๆ หยกที่มีมังกรไร้เขาขดตัวอยู่ก็กำลังเปล่งแสงเรืองรองออกมาจางๆ ทันทีที่หยกมังกรชิ้นนี้ถูกเขาถือไว้ในมือ มันก็มีเสียงหนึ่งดังออกมาจากในหยก
“โม่ซิวหลัว เจ้าอยู่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ออกคำสั่งและวางมาดสูงส่งเช่นนี้ ในใจของเขาก็คาดเดาได้ทันทีและมั่นใจว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นใต้เท้าอินต๋าหลัว หนึ่งในสิบสองขุนพลทองคำผู้นั้น
ด้วยเหตุนี้เอง เหอผิงจึงใช้วิชาเจรจาผ่านครรภ์ เลียนแบบเสียงของโม่ซิวหลัวตอบกลับไป
“ที่แท้ก็ใต้เท้าอินต๋าหลัว ไม่ทราบว่ามีคำสั่งใดหรือ?”
ช่วงหลายวันมานี้เขาเสียเวลาไปไม่น้อย ในการดึงเอาความลับขององค์กรอย่างนิกายลับบูรพาออกมาจากจิตวิญญาณของโม่ซิวหลัว เขาจึงมีความมั่นใจว่าจะสามารถปลอมตัวและสวมบทบาทเป็นโม่ซิวหลัว หนึ่งในสิบสองขุนพลทองคำได้อย่างแนบเนียน
“เจ้าจงฟังให้ดี ลั่วจิ่วเจาปรากฏตัวขึ้นบริเวณใกล้กับมณฑลจินเหอแล้ว เขาถูกอู๋อินจื่อผู้อาวุโสแห่งตำหนักเกราะม่วงหมายหัว ทั้งสองเกิดการปะทะกัน…”
อินต๋าหลัวไม่รู้เลยว่าลูกน้องของตนถูกสวมรอยไปแล้ว เขายังคงพูดต่อไปตามลำพังว่า “เพียงแต่เรื่องที่ทำให้ผู้คนคาดไม่ถึงก็คือ อู๋อินจื่อผู้นั้นกลับทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาและลอบกลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามาตั้งนานแล้ว…”
“ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา!”
เหอผิงเองก็ชะงักงันไปเช่นกัน
“หากกล่าวเช่นนี้ ลั่วจิ่วเจามิใช่ว่าตกอยู่ในเงื้อมมือของอู๋อินจื่อไปแล้วหรอกหรือ เท่าที่ข้ารู้มา ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ก็ไม่ได้เหนือไปกว่าขอบเขตบรรลุมรรคาเลยมิใช่รึ?”
“ไม่หรอก ความน่าสนใจของเรื่องมันอยู่ตรงนี้ต่างหาก”
อินต๋าหลัวหัวเราะหึๆ
“คนแซ่ลั่วผู้นั้น ไม่รู้ว่าไปได้โชควาสนาร้ายกาจอันใดมาจากถ้ำหลีเยี่ยนแห่งขุนเขาโลงศพเวหา เขาอาศัยกระบี่หักเล่มหนึ่ง แทงอู๋อินจื่อจนบาดเจ็บในช่วงวิกฤตเป็นตาย จากนั้นก็ใช้ยันต์เร้นวิญญาณมุดพสุธาหลบหนีรอดไปได้ ตอนนี้ไม่รู้ว่าหนีไปอยู่ที่ใดแล้ว…”
เหอผิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามว่า “ใต้เท้าอินต๋าหลัว หรือว่าคนแซ่ลั่วผู้นี้จะยังหนีไม่พ้นเขตมณฑลจินเหอ?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น ลั่วจิ่วเจาเป็นคนไม่ใช่เทพ การปะทะกับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาอย่างดุเดือด ต่อให้อาศัย ‘โชควาสนา’ ที่ไม่รู้ที่มาที่ไป แม้จะโชคดีทำร้ายอู๋อินจื่อได้ครั้งหนึ่ง แต่มีหรือที่จะไร้รอยขีดข่วน เขาบาดเจ็บไม่เบาเลยทีเดียว น่าจะหาวิธีหลบซ่อนตัวอยู่ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บไปพร้อมกับหาโอกาสหนีออกจากมณฑลจินเหอ”
อินต๋าหลัวแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน
“คนที่หมายหัวเขามีอยู่อย่างน้อยห้าหกกลุ่ม นี่ยังไม่รวมอีกหลายกลุ่มที่ไล่ตามมาทีหลัง ข้าเดาว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาคงจะปะปนอยู่ท่ามกลางคนธรรมดา เพื่อรอโอกาสที่จะลอบเข้าไปในสี่เมืองอันได้แก่ หลงเหอ หม่าหยวน นิ่งซง และชิวตู้ แน่นอนว่าก็มีความเป็นไปได้ที่เขาอยากจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนเส้นทางไปยังตัวเมืองหลักของมณฑลจินเหอ แล้วค่อยหาโอกาสหนีออกจากที่นี่เพื่อมุ่งหน้าออกนอกด่าน…”
“เขาต้องการเข้าไปในสี่ตัวเมืองหรือตัวเมืองหลัก เรื่องนี้มีเหตุผลอันใดกัน?”
เหอผิงแสร้งทำเป็นใช้น้ำเสียงสงสัย
อินต๋าหลัวกล่าวเรียบๆ ว่า
“ลั่วจิ่วเจาเป็นคนฉลาด ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลักหรือเมืองอื่นๆ ก็ตาม ล้วนเป็นสถานที่ที่ร้อยพ่อพันแม่ปะปนกันและมีผู้คนพลุกพล่าน ต่อให้เป็นผู้ที่มีพลังตบะสูงส่งถึงขอบเขตบรรลุมรรคา การจะตามล่าหาลั่วจิ่วเจาที่เก็บซ่อนกลิ่นอายตบะของตน แล้วแฝงตัวอยู่ท่ามกลางคนธรรมดาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเช่นนั้น เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เหอผิงพยักหน้า ก่อนจะถามขึ้นอีกประโยคหนึ่งว่า “หากกล่าวเช่นนั้น ขอเพียงลั่วจิ่วเจาหลบซ่อนตัวอยู่ในตัวเมืองได้ มันก็มิใช่ว่าไร้เรื่องกังวลใจหรอกหรือ แล้วยังจะอยากหลบหนีไปทำไมกัน หลบอยู่ในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน มิใช่ว่าไร้ข้อควรระวังกว่ารึ?”
“เฮอะ นั่นต้องหมายความว่าลั่วจิ่วเจาไม่ได้บาดเจ็บ เขาปะทะกับอู๋อินจื่อที่อยู่ในขอบเขตบรรลุมรรคา ยากจะบอกได้ว่าอาการบาดเจ็บจะหนักหนาเพียงใด คนผู้นี้ฝึกฝนเคล็ดกระบี่เจ็ดสังหารของสำนักสาปกระบี่ หลังจากบาดเจ็บ ย่อมต้องไปหาสถานที่ที่มีชีพจรปฐพีขั้วหยิน เพื่อใช้รักษาความเสียหายของร่างกายและเคล็ดวิชา หากล่าช้าและไม่ได้รับการบำรุงจากปราณสังหาร พลังตบะก็จะไม่ก้าวหน้าแถมยังถดถอยลง…”
เมื่ออินต๋าหลัวเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา เหอผิงก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว หลี่ชางเจวี๋ยแห่งเมืองไป๋อวิ๋นนั้นมาจากสำนักสาปกระบี่ เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่เขาถ่ายทอดให้กับศิษย์ของตน มันก็คือเคล็ดวิชาที่สืบทอดมาจากสำนักสาปกระบี่เช่นกัน
‘เคล็ดกระบี่เจ็ดสังหาร’ จัดอยู่ในอันดับที่ยี่สิบสองจากสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา มีอีกชื่อหนึ่งว่ากู่กระบี่เจ็ดสังหาร ได้รับการขนานนามว่าเป็นการหลอมรวมกันของสี่แขนงวิชาคือ ‘กระบี่’ ‘สังหาร’ ‘คำสาป’ และ ‘กู่’ หากพิจารณาจากการจัดอันดับของเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา แม้จะไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ แต่ก็มักจะได้รับการยอมรับว่าในบรรดาเก้ามารอมตะนั้น มันเป็นเคล็ดวิชาที่เก่งกาจด้านการโจมตีมากที่สุด ใช้การรุกแทนการรับ มีรูปแบบการโจมตีที่ดุดัน และมีวิธีการสังหารที่เฉียบขาดที่สุด
ในเมื่อลั่วจิ่วเจาเองก็ฝึกฝน ‘เคล็ดกระบี่เจ็ดสังหาร’ ดังนั้นหลังจากบาดเจ็บ เขาจะต้องไปค้นหาชีพจรปฐพีขั้วหยิน เพื่อดูดซับปราณสังหารมารักษาความเสียหายของร่างกายและเคล็ดวิชา หากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป โรคร้ายที่ฝังรากลึกในตัวก็ย่อมจะทำลายรากฐานแห่งมรรคาของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียร หากไม่อยากจะไปกระตุกหนวดค้างคาวผีของกองปราบมารจนถูกเก้าผู้คุมกฎภายใต้การนำของซือถูฮ่าวซิงหมายหัว เมื่ออยู่ในสถานที่อันวุ่นวายอย่างตัวเมือง มันก็คงไม่จงใจทำตัวโอ้อวดเป็นแน่”
อินต๋าหลัวยังคงอธิบายแผนการที่เขาวางเอาไว้ต่อไป
“หากปล่อยให้ลั่วจิ่วเจาลอบเข้าไปในเมืองได้ มันก็ไม่มีประโยชน์อันใดต่อพวกเรา หากเขาสร้างความวุ่นวายใหญ่โต แม้แต่ความเคลื่อนไหวของนิกายลับบูรพาของพวกเราก็อาจถูกผู้ที่หวังผลประโยชน์จับตามองได้... การที่จะจับกุมตัวคนผู้นี้เพื่อช่วงชิงของวิเศษในถ้ำหลีเยี่ยนแห่งขุนเขาโลงศพเวหาที่เขาครอบครองอยู่ในครั้งนี้ ข้าได้ขอคำชี้แนะจากเบื้องบนและระดมตัวเทพแห่งความมั่งคั่งทั้งห้าสีมาแล้ว”
“ทั้งห้าคนนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือที่นิกายลับบูรพาของพวกเราใช้เวลาฟูมฟักมาอย่างยาวนาน ถึงเวลานั้นขอเพียงสืบทราบร่องรอยของคนผู้นี้ การจับกุมเขาก็ไม่ใช่ปัญหาอันใด”
เมื่อได้ยินดังนี้ เหอผิงก็แสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ใต้เท้าอินต๋าหลัว กลุ่มโจรภูเขาจากสิบสามค่ายโจรเมฆาขวางแห่งเทือกเขาหมิงเฟิ่ง โดยพื้นฐานแล้วล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า ขอเพียงข้าออกคำสั่งคำเดียว พวกมันก็สามารถปิดล้อมและตรวจค้นเส้นทางต่างๆ รอบตัวเมืองหลงเหอได้ ต่อให้เป็นทางการก็ยังไม่แน่ว่าจะมีหูตาที่ว่องไวเท่ากับโจรเหล่านี้”
“ทำได้ดีมาก”
อินต๋าหลัวพยักหน้าอย่างพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง และกล่าวอย่างเนิบนาบว่า “การให้เจ้าไปที่มณฑลจินเหอนั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง หลังจากนี้เจ้าก็ส่งคนไปจับตาดูเส้นทางเข้าออกเมืองหลงเหอเอาไว้ การพึ่งพาวิธีนี้อาจจะสามารถบีบให้ลั่วจิ่วเจาปรากฏตัวออกมาได้…”
“แต่ใต้เท้าขอรับ”
เหอผิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “นอกจากพวกเราแล้ว น่าจะยังมีคนอื่นๆ ที่คอยตามสืบร่องรอยของลั่วจิ่วเจาอยู่อีก และยังมีอู๋อินจื่อแห่งตำหนักเกราะม่วงผู้นั้น คนผู้นี้เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา หากว่าเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน…”
“ทางฝั่งของอู๋อินจื่อนั้นไม่ต้องกังวล ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บไม่น้อย คาดว่าคงจะไปหาสถานที่พักฟื้นแล้ว แต่ว่ากองกำลังอื่นๆ ที่เจ้าพูดถึงนั้นนับเป็นปัญหาอยู่บ้าง จริงสิ กายทิพย์เทพสิงโตเขียวของเจ้าหลอมสร้างไปถึงขั้นใดแล้ว?”
อินต๋าหลัวเปลี่ยนเรื่องหันมาสอบถามความคืบหน้าในการฝึกฝนของเขาในช่วงนี้แทน
“เสียเวลาทุ่มเทไปไม่น้อย ตอนนี้ก็เกือบจะสมบูรณ์แล้วขอรับ!”
เหอผิงสามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างไหลลื่น เขาได้ตรวจสอบจิตวิญญาณของโม่ซิวหลัว และได้ข้อมูลเกี่ยวกับวิชาเชื่อมศพและกายทิพย์เทพสิงโตเขียวมาแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำการหลอมสร้างมันขึ้นมาใหม่ แต่ก็มั่นใจว่าด้วยวิชาลับมากมายใน ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ การจะควบคุมใช้งานผีดิบร่างมนุษย์หัวสิงโตตัวนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องยากอันใดนัก...
“เช่นนั้นก็ดี ครั้งนี้ทั้งเจ้าและกงผีหลัวล้วนต้องเตรียมตัวลงมือ” อินต๋าหลัวยิ้มอย่างเย็นชา “ต่อให้ลั่วจิ่วเจามีปีกงอกออกมาในครานี้ มันก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปจากเงื้อมมือของข้าได้!”