- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 126 หุ่นมนตราเก้าเงา
บทที่ 126 หุ่นมนตราเก้าเงา
บทที่ 126 หุ่นมนตราเก้าเงา
หยาดฝนโลหิตสาดเทลงมาดั่งฟ้ารั่ว ลั่วจิ่วเจาหมดหนทางเลือก ทำได้เพียงปลดปล่อยโล่ทองคำออกมา ทันทีที่ของวิเศษชิ้นนี้ถูกใช้งาน หมอกสีทองก็แผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วสารทิศอย่างไร้ช่องโหว่ ห่อหุ้มเขาไว้ราวกับแผ่นเหล็กหนา ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยราวกับได้รับการปกป้องอยู่ภายในเปลือกไข่
ลั่วจิ่วเจาเงยหน้าขึ้นมอง หมอกสีทองจางๆ ไม่ได้บดบังทัศนวิสัย เขาเห็นเพียงกลุ่มเมฆเพลิงโลหิตที่กำลังเดือดพล่านลอยอยู่กลางอากาศ เพียงปราดตามอง เขาก็จำได้ทันทีว่านี่คือ ‘วิชามารอัคคีท่องแสง’ ของตำหนักเกราะม่วง
‘ไม่ผิดแน่ คนที่ตามล่าข้าย่อมต้องเป็นอู๋อินจื่อ ได้ยินมาว่าคนผู้นี้คือผู้อาวุโสของตำหนักเกราะม่วงที่เชี่ยวชาญวิชามารอัคคีท่องแสงมากที่สุด และยังมีอีกคนที่มีชื่อเสียงเคียงคู่กัน คืออู๋เหมยจื่อที่แตกฉานในกายาเทพมารปฐพี…’
ในคัมภีร์ ‘กายาเบญจธาตุ’ ของตำหนักเกราะม่วง กายาเทพมารอัคคีมีต้นกำเนิดมาจากเผ่าพันธุ์ภูตผีอย่างโยวกวงและเย่จง ซึ่งถูกมองว่าเป็นเทพแห่งไฟหรือปีศาจร้าย ในคัมภีร์เต๋ายังเรียกขานพวกมันว่า ‘ภูตโลหิตไอปีศาจ’ นับเป็นภูตผีลำดับท้ายสุดในบรรดาเจ็ดสิบสองวิญญาณภูต
ตามคัมภีร์เต๋าโบราณกล่าวไว้ว่า ภูตโลหิตไอปีศาจมีรูปลักษณ์ดั่งเปลวเพลิง ส่องสว่างราวกับดวงประทีป มักปรากฏตัวรวมกลุ่มกันสามถึงห้าดวง ส่วนใหญ่มักพบเห็นในยามค่ำคืนตามสุสานโบราณ หรือตามถนนหนทางในป่าเขาลำเนาไพร ขนาดของมันสามารถเปลี่ยนแปลงเล็กใหญ่ได้ไม่ตายตัว หากมนุษย์พยายามไล่ตาม บางครั้งก็จะมองเห็น บางครั้งก็เลือนหายไป
ยอดฝีมือผู้ใช้วิชาของตำหนักเกราะม่วงอาศัยสิ่งนี้เป็นรากฐาน ใช้วิชาลับสูบโลหิตของคนเป็น คนตาย และสัตว์ป่า มาหลอมรวมเป็นกลุ่มก้อนเพลิงโลหิต เมื่อเพลิงโลหิตมีจำนวนมากขึ้น มันก็จะสามารถควบแน่นเป็นเมฆโลหิตได้ เมื่อปลดปล่อยออกไปจะสามารถกัดกร่อนเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังดูดซับแก่นโลหิตของคนเป็นเพื่อนำมาเพิ่มพูนพลังให้กับจิตวิญญาณเมฆโลหิตนี้ได้อีกด้วย
เมื่อตบะและพลังปราณแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็จะละทิ้งกายเนื้อของตนเอง แล้วหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับภูตโลหิตไอปีศาจ กลายสภาพเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เป็นครึ่งคนครึ่งเพลิงโลหิต ไม่เพียงแต่ไปมาไร้ร่องรอย ทว่าแม้แต่อาวุธมีคมสารพัดชนิดก็ยังยากที่จะทำอันตราย ทั้งยังไม่เกรงกลัวต่อวิชาประเภทน้ำ ไฟ ลม หรือสายฟ้า
“โชคดีที่ลำพังแค่วิชามารอัคคีท่องแสงยังไม่อาจทำลายโล่ทองคำแห่งภูเขาซีเจี่ยนี้ได้!”
ลั่วจิ่วเจามีความมั่นใจในโล่วิเศษนี้เป็นอย่างมาก โล่ทองคำถูกหลอมสร้างขึ้นตามคัมภีร์ ‘แก่นแท้เบญจธาตุ’ ยอดฝีมือผู้ใช้วิชาทั่วไปต่อให้โจมตีติดต่อกันหลายชั่วยามก็ไม่อาจทะลวงผ่านได้ เพราะโล่ทองคำถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา นอกเหนือจากความแข็งแกร่งของตัวมันเองแล้ว มันยังสามารถดูดซับปราณโลหะทั้งห้าเพื่อซ่อมแซมตัวเองได้อีกด้วย
เว้นเสียแต่ว่าจะมียอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาในระดับเดียวกันเป็นผู้ลงมือเอง ไม่เช่นนั้นโล่ทองคำนี้ก็เพียงพอที่จะคุ้มครองความปลอดภัยให้เขาได้นานถึงหนึ่งหรือสองชั่วยาม
“ผู้อาวุโสอู๋อินจื่อ ท่านเป็นถึงหนึ่งในเจ็ดผู้อาวุโสแห่งตำหนักเกราะม่วง เหตุใดจึงไม่อยู่เสวยสุขบำเพ็ญเพียรในตำหนักใหญ่บนภูเขาอวิ๋นผิง แต่กลับดั้นด้นเดินทางไกลนับหมื่นลี้มาดักสกัดข้าตั้งแต่มณฑลจินเหอ แล้วยังตามล่าข้าอย่างไม่ลดละเช่นนี้ นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
ลั่วจิ่วเจาที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเกราะเปลือกไข่สีทองกล่าวเสียงดัง “อีกอย่าง เมืองไป๋อวิ๋นของข้ากับตำหนักเกราะม่วงก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน เหตุใดผู้อาวุโสจึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้ด้วย?”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
อู๋อินจื่อพลันหัวเราะร่วนขึ้นมา
“ลั่วจิ่วเจา ดูเหมือนว่าเจ้าจะมัวแต่หนีเอาชีวิตรอดจนไม่รู้ข่าวคราวภายนอกเลยสินะ หลี่ชางเจวี๋ยอาจารย์ของเจ้าตอนนี้ก็เอาตัวเองแทบไม่รอดแล้ว ท่านประมุขเจียงหลิงซวีออกโรงด้วยตัวเอง นัดท้าประลองกับเขากลางลานร้อยจั้ง หึหึ เคล็ดกระบี่เจ็ดสังหารของหลี่ชางเจวี๋ยถือว่ามีระดับไม่เลว แต่น่าเสียดายที่อาจจะต้านทานกายาเทพมารห้าจักรพรรดิที่ท่านประมุขเจียงฝึกฝนจนสำเร็จไม่ได้หรอก”
‘อะไรนะ?’
ภายในใจของลั่วจิ่วเจาเรียกได้ว่าตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เขาเอาแต่หลบหนีหัวซุกหัวซุน ไม่รับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย เขาจะไปคาดคิดได้อย่างไรว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้
เจียงหลิงซวีคือประมุขแห่งตำหนักเกราะม่วง ปกติแล้วมักจะประจำการอยู่ที่แท่นประทับใหญ่ตำหนักเกราะม่วงบนภูเขาอวิ๋นผิง ว่ากันว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน เขาถูกยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาของลัทธิบูชามังกรทางแดนเหนือ หรือที่รู้จักกันในนามยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเก้ามารอมตะ ราชันย์ทำลายล้างเสียฉงเซิ่ง ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ทำให้ต้องเก็บตัวรักษาบาดแผลอยู่ที่จวนเซียนถ้ำวิญญาณภายในแท่นประทับใหญ่มาโดยตลอด
‘เจียงหลิงซวีเก็บตัวมานานหลายปี ไม่ยุ่งเกี่ยวทางโลกมาเนิ่นนาน ข่าวลือกล่าวว่าหลังจากที่เขาถูกหมัดมังกรอสูรของราชันย์ทำลายล้างเสียฉงเซิ่งทำร้าย เขาก็ลอบสาบานว่าจะไม่ออกจากสันโดษจนกว่าจะฝึกกายาเทพมารห้าปีศาจของตำหนักเกราะม่วงจนสำเร็จ การที่เขาออกจากสันโดษมาในเวลานี้ ทั้งยังไปหาท่านอาจารย์ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาจะฝึกยอดวิชาสำเร็จแล้ว และตั้งใจจะใช้เมืองไป๋อวิ๋นของข้าเป็นเครื่องสังเวยเพื่อเบิกทางก่อนที่จะไปท้าประลองกับราชันย์ทำลายล้างอีกครั้ง!!’
ลั่วจิ่วเจารู้เรื่องราวในยุทธภพของผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ไม่น้อย เก้ามารอมตะแม้จะถูกประณามว่าเป็นสำนักมารนอกรีต ทว่าภายในกลุ่มของพวกมันเองก็ไม่ได้ปรองดองกัน ลัทธิบูชามังกรสืบทอดมาจากแดนเหนืออันห่างไกล ราชันย์ทำลายล้างในลัทธิได้รับการยกย่องให้เป็นดั่งเทพเจ้าจากชาวเถี่ยเล่อ ลัทธิบูชามังกรไม่ลงรอยกับราชวงศ์ต้าโหยว ทั้งยังไม่เห็นสำนักบำเพ็ญเพียรทั้งหมดในต้าโหยวอยู่ในสายตา
ตำหนักเกราะม่วงมักจะถูกราชสำนักต้าโหยวตราหน้าว่าเป็นดั่งเนื้อร้าย เพียงแต่ติดที่ว่าแท่นประทับใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร พวกเขาจึงไม่อาจยกทัพไปปราบปรามได้ ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิประเทศในภูเขาอวิ๋นผิงยังสลับซับซ้อน ภายในมียอดฝีมือมากมายดั่งเมฆา กองกำลังแข็งแกร่งดุดัน พวกเขาจึงทำได้เพียงปล่อยปละละเลยไป
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างตำหนักเกราะม่วงกับลัทธิบูชามังกรนั้นเลวร้ายสุดขีด ความบาดหมางและการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปี ผู้คนของทั้งสองฝ่ายล้มตายไปไม่น้อย และยังผูกความแค้นต่อกันอีกมากมาย
ส่วนสำนักอื่นๆ ในเก้ามารอมตะ โดยปกติแล้วก็มีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ เบื้องหลังยิ่งมีการกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ
‘อันที่จริง สายธารของเมืองไป๋อวิ๋นถือกำเนิดมาจากสำนักสาปกระบี่ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้ามารอมตะ ท่านอาจารย์เดิมแซ่ซ่านถู ภายหลังได้รับวาสนา เขาจึงแยกตัวออกมาก่อตั้งสายธารเมืองไป๋อวิ๋นด้วยตนเอง ตำหนักเกราะม่วงนอกจากจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับลัทธิบูชามังกรแล้ว กับสำนักสาปกระบี่ยิ่งเลวร้ายหนัก หรือว่านี่จะเป็นสาเหตุที่พวกเขาจ้องเล่นงานพวกเรา?’
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ เขาก็ทำได้เพียงส่ายหน้ายิ้มขื่นในใจ
“ข้าอุตส่าห์ตั้งใจว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ท่านอาจารย์ ไม่นึกเลยว่าความเดือดร้อนจะมาเยือนถึงหน้าประตู ช่างเป็นเรื่องที่เอาแน่เอานอนไม่ได้และยากที่จะคำนวณได้จริงๆ”
อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มเพลิงโลหิตเหนือศีรษะ มันก็ค่อยๆ ปรากฏเงาเลือนลางขึ้นมาร่างหนึ่ง เงานั้นคือร่างของมนุษย์สีเลือด ไร้คิ้วไร้ตา ใบหน้าพร่ามัว ลอยล่องขึ้นลงอยู่กลางอากาศ เงาโลหิตนี้ก็คืออู๋อินจื่อ ผู้อาวุโสแห่งตำหนักเกราะม่วงนั่นเอง
“เจ้าหนูลั่วจงฟังให้ดี ส่ง ‘ของสิ่งนั้น’ ที่เจ้าขโมยมาจากถ้ำหลีเยี่ยนออกมาซะ แล้วข้าจะยอมไว้ชีวิตเจ้า” อู๋อินจื่อลอยอยู่กลางอากาศ เอ่ยปากอย่างไม่รีบร้อน “แต่หากเจ้ายังคงดึงดันที่จะขัดขืนต่อไป เจ้าก็อย่าหาว่าตาเฒ่าผู้นี้ไร้ความปรานี!”
“ผู้อาวุโสอู๋อินจื่อ ข้าเพียงแค่โชคดีหนีรอดออกมาจากถ้ำหลีเยี่ยนแห่งขุนเขาโลงศพเวหาได้เท่านั้น ไม่ได้ของวิเศษอันใดติดไม้ติดมือมาเลย ท่านหลงเชื่อคำยุยงของคนนอก คิดว่าข้าได้ของล้ำค่าอะไรมา ท่านถูกหลอกเข้าเต็มเปาแล้ว”
ลั่วจิ่วเจารีบเอ่ยปากพูดต่อ “ความจริงแล้วยังมีอีกคนหนึ่ง มีอีกคนที่เข้าไปพร้อมกับข้า บางทีของที่พวกท่านกำลังตามหาอาจจะอยู่ในมือของคนผู้นั้นก็เป็นได้”
“เจ้าหนู เจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่หรือไร?”
อู๋อินจื่อส่ายศีรษะ
“เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะปลดโล่ทองคำออกแล้วยอมให้ข้าค้นตัว มิเช่นนั้นข้าจะเอาอะไรมาเชื่อคำพูดของเจ้า”
“…”
ลั่วจิ่วเจาได้ยินดังนั้นก็เงียบงันไป
ผู้อาวุโสท่านนี้หัวเราะเยาะอย่างเย็นชา เขาปักใจเชื่อว่าลั่วจิ่วเจาตลบตะแลง แววตายิ่งมายิ่งเย็นเยือก สายตาอันแหลมคมแทบจะทะลวงผ่านม่านพลังป้องกันทรงเปลือกไข่สีทองนั้นไปได้
“ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักรักษาส่วนหัวของตัวเอง เจ้าก็อย่าหาว่าข้าลงมือโหดเหี้ยมไร้ปรานี!”
ในระหว่างที่พูด อู๋อินจื่อก็ยื่นฝ่ามือออกไป ตบเบาๆ จากบนลงล่าง พุ่งเป้าไปที่ลั่วจิ่วเจา ทั้งๆ ที่นี่เป็นเพียงการตบเบาๆ ทว่าในพริบตานั้น ท้องฟ้ากลับเปลี่ยนสี เมฆทมิฬเคลื่อนคล้อยปกคลุม นำพาให้สรรพสิ่งมืดมิดลง
ลั่วจิ่วเจารู้สึกได้ถึงความมืดมิดเบื้องหน้า ท้องฟ้าราวกับมีกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ปกคลุมจนบดบังแสงตะวัน เงาของต้นไม้ใบหญ้าและโขดหินบนพื้นดินเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ บ้างก็ด่างพร้อย บ้างก็จมดิ่งสู่ความมืดมิด และฝ่ามือของอู๋อินจื่อก็ดูเหมือนจะแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน บดบังท้องฟ้าไปกว่าครึ่ง
ดวงตาของลั่วจิ่วเจาปรากฏแววตื่นตระหนกขึ้นมาในชั่วพริบตา เพราะในสายตาของเขา ภายในฝ่ามือของอู๋อินจื่อกลับมีอีกโลกหนึ่งปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยภูเขาดาบทะเลเพลิง แสงสีเลือดอันไร้ขอบเขต โลกที่เต็มไปด้วยการเหยียบย่ำ การแย่งชิง และความโหดร้ายทารุณ
โลกใบเล็กๆ ในฝ่ามือดูราวกับเป็นภาพย่อส่วนของสมรภูมิรบอันไร้ที่สิ้นสุด หรืออาจเป็นเงาสะท้อนของดินแดนแห่งการเข่นฆ่าอันไร้ขอบเขต แสงเงาพลิ้วไหว... ม้าศึกนับหมื่นควบทะยาน ขุนเขาและสายน้ำแตกสลาย เสียงกรีดร้องของดาบและกระบี่ นับเป็นนรกภูมิแห่งการนองเลือดและเพลิงผลาญอันน่าสยดสยองอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
“นิมิตแห่งการบรรลุมรรคา?”
ลั่วจิ่วเจาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว เขาตระหนักได้ในทันทีว่าอู๋อินจื่อผู้นี้ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาและสำเร็จมรรคผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ถูกต้อง นี่คือนิมิตแห่งการบรรลุมรรคาของชายชราผู้นี้ เจ้าหนูลั่ว จงลิ้มรสชาติของมันให้ดีเถอะ! นิมิตสะท้อนภพ…·ขุนเขาธาราเพลิงโลหิต!!”
อู๋อินจื่อส่งเสียงหัวเราะวิปริต ฝ่ามืออันรุนแรงตบกระแทกลงมาโดยตรง
ตูม!
ม่านพลังปกป้องรูปเปลือกไข่สีทองที่สร้างจากโล่ทองคำแตกสลาย พังทลายลงในพริบตา
คราวนี้ ดูเหมือนว่าลั่วจิ่วเจาจะไม่อาจหนีพ้นเคราะห์กรรมนี้ไปได้อีกแล้ว!
…
เหอผิงทุ่มเทเวลาไปหลายวัน ปิดประตูบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ในที่สุดหุ่นมนตราเก้าเงาก็ถูกหลอมสร้างจนสำเร็จ
หุ่นมนตราเก้าเงาตัวนี้ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มันเหมือนกับตุ๊กตาผ้าขาดรุ่งริ่งตัวหนึ่งที่ถูกวางไว้บนแท่นบูชาเล็กๆ
บนใบหน้าของตุ๊กตาผ้ามีลูกตาสีดำขนาดเท่าเม็ดกระดุมคู่หนึ่ง ดูจากรูปแบบการสร้างแล้วแฝงไปด้วยความน่ารักไร้เดียงสา ทว่าตุ๊กตาผ้าที่สร้างขึ้นมาอย่างหยาบๆ ตัวนี้ กลับเป็นสื่อกลางสำคัญของวิชาเรียกวิญญาณตรึงเงา ซึ่งเป็นวิชาที่ร้ายกาจที่สุดของสำนักหุ่นเชิดเซียน
“ฟู่ว! ในที่สุดก็สำเร็จเสียที!”
เหอผิงพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ แล้วหยุดท่องวิชา
เขายื่นมือออกไป หุ่นมนตราเก้าเงาที่มีรูปร่างเหมือนตุ๊กตาผ้าก็ลอยเข้ามาตกอยู่ในมือของเขา ตุ๊กตาผ้าขาดๆ ตัวนี้ สวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสที่ประกอบขึ้นจากเศษผ้าชิ้นเล็กๆ นับไม่ถ้วน ชุดอันแปลกประหลาดนี้คือชุดปะร้อยชิ้นที่ทำจากเศษผ้าเก่าๆ หลากหลายชนิด นำมาซักทำความสะอาดแล้วเย็บปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน
เพียงแต่ หากมีผู้ใดสังเกตดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน พวกเขาก็จะพบว่าบนเศษผ้าแต่ละชิ้นของเสื้อผ้าขาดๆ ตัวนี้ ล้วนสลักด้วยอักขระโบราณที่แปลกตาและมีขนาดเล็กจิ๋ว อักขระโบราณเหล่านี้ล้วนเป็นอักขระยันต์ที่ถูกเขียนไว้เบียดเสียดกันแน่นขนัด อักขระยันต์แต่ละเส้นสายล้วนมีแสงสว่างจางๆ ไหลเวียนอยู่
“หุ่นมนตราเก้าเงา สิ่งนี้สามารถควบคุมเทพแห่งเงาได้ถึงเก้าตน แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ ข้าต้องหาโอกาสทำให้เทพแห่งเงาอ่อนแอลงก่อน แล้วค่อยๆ สยบเงาทั้งเก้าลงทีละตน โชคดีที่มีหุ่นมนตราเก้าเงา การทำเรื่องเช่นนี้ย่อมง่ายดายขึ้นเป็นเท่าตัว!”
เขาถือตุ๊กตาผ้าไว้ในมือ ตั้งใจว่าจะถือโอกาสทดลองใช้วิชาเรียกวิญญาณตรึงเงาที่เพิ่งเรียนรู้มาได้ไม่นาน เขาจึงลุกขึ้นอย่างช้าๆ แล้วเดินไปที่ด้านหลังของห้องลับ
ที่นี่ผ่านการดัดแปลงมาแล้ว ยังมีห้องอีกห้องหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะผลักประตูเข้าไป จู่ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับไปมองแถวของหุ่นกระดาษที่เฝ้าอยู่ภายในห้องลับ
“เจ้า มานี่”
เหอผิงยื่นนิ้วก้อยออกไป กระดิกเรียกเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปผลักประตูเปิดออก
ที่ด้านหลังของเขา หุ่นกระดาษตัวหนึ่งในห้องลับใต้ดินเริ่มขยับเขยื้อน ใบหน้ายิ้มแย้มที่ดูตลกขบขันนั้นไม่ได้เปลี่ยนรูปไป มันลอยตามหลังเขามาติดๆ
ที่ด้านหลังของห้องลับมีห้องขังอยู่ห้องหนึ่ง ภายในกักขังนักโทษประหารที่ถูกจับตัวมาจากคุกของเมืองหลงเหอ
นักโทษประหารผู้นี้มีนามว่า ‘สวี่ต้า’ เพียงเพราะความขัดแย้งเล็กน้อยเรื่องเงินไม่กี่อีแปะ เขากลับลงมือฆ่าล้างครัวเพื่อนบ้านถึงหกชีวิต แม้กระทั่งทารกที่ยังไม่ครบเดือนก็ไม่เว้น
เหอผิงมองผ่านประตูเหล็กของห้องขังเข้าไปด้านใน สวี่ต้าสวมชุดนักโทษและกำลังนอนหลับสนิท
คนผู้นี้ไม่รู้เลยว่าตัวเองถูกขังอยู่ที่ใด ยังคงคิดว่าตนเองอยู่ในคุกใหญ่ของจวนที่ว่าการเจ้าเมือง
เหอผิงจับหุ่นมนตราเก้าเงาขึ้นมา พร้อมกับเอ่ยเรียกชื่อ ‘สวี่ต้า’ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เมื่อเขากล่าวจบ ภาพอันน่าสะพรึงกลัวก็บังเกิดขึ้น ตุ๊กตาผ้าในมือของเขาเปิดปากพูดขึ้นตามมาเช่นกัน “สวี่ต้า สวี่ต้า เร็วเข้า เร็วเข้า…”
ตุ๊กตาผ้าที่แม้แต่ปากก็ไม่มี กลับส่งเสียงร้องเร่งด้วยน้ำเสียงของเด็กหญิงตัวเล็กๆ
“สวี่ต้า”
“สวี่ต้า”
“เร็วเข้า”
“เร็วเข้า…”
สวี่ต้านอนพลิกตัวไปมาบนเตียงอยู่นาน ในที่สุดก็หาวออกมา เขาสะลึมสะลือตอบรับไปคำหนึ่ง
“ใคร?”
ในวินาทีนั้น เหอผิงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภายในเงาของสวี่ต้าที่ทอดลงมาจากเตียงหิน มีเงาดำเลือนลางสายหนึ่งกลายร่างเป็นปลาไหลตัวยาว ปลาไหลมีหัวที่แหลมยาว หางเรียวเล็ก มันบิดตัวไปมาบนพื้น ก่อนจะเลื้อยออกมาในพริบตา เลื้อยตามช่องว่างของประตูและถูกดูดกลืนเข้าไปในเงาของตุ๊กตาผ้าบนพื้น
“สำเร็จแล้วหรือ?”
เขาพึมพำกับตัวเอง ในใจคิดว่าน่าจะใช้วิชาเงาดูดเอาเงาของสวี่ต้ามาได้แล้ว
“ย้ายวิญญาณสลับเงา ย้ายให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
นิ้วของเหอผิงจิ้มลงไปบนตัวตุ๊กตาผ้า จากนั้นก็ชี้ไปที่หุ่นกระดาษด้านหลัง ท่ามกลางความเลือนลาง มีกลุ่มเงาสายหนึ่งแทรกซึมเข้าไปในตัวหุ่นกระดาษ ต่อจากนั้นเขาก็ลงมืออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ฟาดสันมือออกไปในแนวนอน ตัดฉับเข้าที่บริเวณลำคอของหุ่นกระดาษจนขาดสะบั้น
ฉัวะ!
บริเวณลำคอของสวี่ต้าที่นอนอยู่บนเตียงพลันพ่นละอองเลือดสาดกระเซ็น เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เบิกตากว้างด้วยความงุนงงและรีบใช้มือปิดลำคอของตัวเองเอาไว้ ทว่าไม่อาจหยุดยั้งเลือดที่ทะลักออกมาจากเส้นเลือดใหญ่ได้ ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ขาดใจตายเพราะสูญเสียเลือดมากเกินไป