- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 125 ลั่วจิ่วเจา
บทที่ 125 ลั่วจิ่วเจา
บทที่ 125 ลั่วจิ่วเจา
เมื่อเหอผิงเอ่ยถามเช่นนี้ ชือซินจื่อที่เป็นหุ่นเชิดมนุษย์ย่อมไม่อาจปิดบังผู้เป็นนายแห่งหุ่นเชิดอย่างเขาได้
“‘มัน’ ซ่อนอยู่ในด่านจวีเลี่ยวแห่งเทือกเขาเหมยหลิ่ง ท่ามกลางแสนภูผาแดนใต้ สถานที่แห่งนั้นนับว่าอยู่ใกล้กับศูนย์กลางของสำนักเบญจหนัวซึ่งเป็นหนึ่งในเก้ามารอมตะ ถือเป็นดินแดนที่ชนเผ่าไป่เยว่ตั้งรกรากมาหลายชั่วอายุคน ผนวกกับเป็นดินแดนทุรกันดารอันตราย ไร้ร่องรอยผู้คน ดังนั้นแม้แต่ชาวไป่เยว่แดนใต้เหล่านั้นก็แทบไม่เลือกอาศัยอยู่ที่นี่...”
ชือซินจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แสนภูผาแดนใต้อยู่ในเขตมณฑลหนานหลิง เป็นเขตรอยต่อระหว่างราชวงศ์ต้าโหยวและดินแดนที่ชนเผ่าไป่เยว่อาศัยปะปนกัน เทือกเขาทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ชาวไป่เยว่ถูกขับไล่หลังจากฮ่องเต้ต้าโหยวปัดกวาดทั้งหกทิศผนวกแผ่นดินเป็นหนึ่ง ชนเผ่าไป่เยว่ทั้งหลายจึงซ่อนตัวอยู่ในนั้นและสืบสายเลือดเผ่าพันธุ์ต่อไป”
“เพียงแต่แสนภูผาเป็นพื้นที่สูงชันอันตราย เพาะปลูกยากลำบาก อีกทั้งสภาพอากาศเลวร้าย ดังนั้นประชากรชนเผ่าไป่เยว่จึงมีไม่มากนัก ผนวกกับดินแดนรกร้างแห่งนั้นยังมีทั้งไอพิษ หมอกพิษ แมลงพิษ คนเถื่อน สัตว์ปีศาจ และผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีตปรากฏตัว นับได้ว่าเป็นดินแดนที่อันตรายอย่างยิ่งยวด”
“ศิษย์พี่กำลังเตือนไม่ให้ข้าไปอย่างนั้นหรือ?”
เหอผิงกลับรู้สึกขบขัน หุ่นเชิดมนุษย์อย่างชือซินจื่อผู้นี้ไม่ได้มีสติสัมปชัญญะที่แท้จริง เพียงแต่มีความทรงจำเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าหุ่นเชิดมนุษย์ตนนี้กำลังพยายามเตือนไม่ให้เขาไปตามหาคนที่สามของสำนักหุ่นเชิดเซียน
“มิใช่การห้ามปราม ข้าเพียงหวังให้ศิษย์น้องลองไตร่ตรองดูให้ดี”
ชือซินจื่อหัวเราะหึๆ
“ตอนนี้เจ้ามี ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ฉบับสมบูรณ์แล้ว การบรรลุมรรคาก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา หากเจ้าแย่งชิงสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดจากคนที่สามมา ต่อให้เจ้าไม่ได้ฝึกปรือเคล็ดวิชา เจ้าไม่กลัวหรือว่าวันหนึ่งอู๋โหยวเซิงจะตามมาเจอ…”
“เจ้าคงรู้ดีว่าการสืบทอดของสำนักหุ่นเชิดเซียน หากได้คำสัตย์สาบานครบสามข้อก็จะสามารถบรรลุมรรคาได้ แล้วหลังจากบรรลุมรรคา อีกสองคนที่เหลือยังจะเป็นคู่มือของเจ้าได้อีกหรือ? เช่นนั้นเจ้าก็เท่ากับเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของสำนักหุ่นเชิดเซียนในอนาคต แล้วเจ้าคิดว่าอู๋โหยวเซิงจะทำอย่างไรกับเจ้า?”
“ความหมายของศิษย์พี่ คือให้ข้าล้มเลิกการสืบทอดของสำนักหุ่นเชิดเซียนอย่างงั้นหรือ?”
เหอผิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะสวนคำถามกลับไปทันที
“มิใช่มิใช่ ข้าเพียงแค่เตือนศิษย์น้อง เจ้าจะไปก็ไม่เป็นไร ทว่าอย่างน้อยควรเยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาก่อน แล้วค่อยไปแสนภูผาแดนใต้ เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าใช้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ เพื่อบรรลุมรรคา ไม่ว่าจะจัดการคนที่สาม หรือรับมือกับอู๋โหยวเซิ่งก็ย่อมเพิ่มความมั่นใจได้ขึ้นมาก”
“คำพูดนี้มีเหตุผล”
เหอผิงลอบพยักหน้า ชือซินจื่อถูกหลอมสร้างเป็นหุ่นเชิดมนุษย์แล้ว แม้แต่สติปัญญาก็ถูกตนควบคุม ย่อมไม่มีทางซ่อนเจตนาร้ายไว้เบื้องหลัง คำพูดของเขาครั้งนี้นับว่าเป็นการวางแผนเพื่อตนอย่างแท้จริง
อีกทั้งเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเขาสองสามเรื่องในตอนนี้ ก็ถือว่าได้วางแผนไว้หมดแล้ว นอกเหนือจากเรื่องยันต์ไฟโอสถแท้ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย การหลอมกระดูกสันหลังของยักษาร่อนนภาและอสูรภูผาเข้าด้วยกัน การหลอมสร้างหุ่นเชิดอันแข็งแกร่งที่สามารถสยบเทพแห่งเงาทั้งได้... ทั้งสามเรื่องนี้ล้วนสำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
“จริงสิศิษย์พี่ ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เจ้าได้เอายันต์ไฟโอสถแท้ครึ่งซีกมาจากมารอมตะนั่น บนร่างไร้วิญญาณของเจ้าไม่มีสิ่งนี้อยู่ หรือว่าเจ้าซ่อนมันไว้ในเงา”
“ถูกต้องแล้ว”
ชือซินจื่อยื่นมือไปกดลงบนเงา แผ่นเหล็กสีแดงชาดชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา เขายื่นยันต์ไฟโอสถแท้ครึ่งซีกนี้ส่งมาให้ พลางกล่าวโอ้อวดว่า
“เป็นเพราะข้าฝึกปรือเคล็ดวิชาของสำนักอื่น ข้าจึงได้รับผลกระทบจากสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดทำให้ตบะถดถอย แม้แต่วิชาเรียกเงาและมนตร์มารย้ายร่างก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เงาของข้าไม่สามารถเก็บของได้มากนัก นอกจากสิ่งของจำเป็นเร่งด่วนในชีวิตประจำวันแล้ว พวกวัตถุดิบที่รวบรวมมาได้ตามปกติ หรือหุ่นเชิดชนิดต่างๆ ที่หลอมสร้างขึ้นมา ข้าล้วนแอบนำไปซ่อนไว้ที่อื่นหมดแล้ว”
“ข้ามีสถานที่ซ่อนทรัพย์สมบัติเงินทอง สมุนไพรล้ำค่า แร่ประหลาดต่างๆ ที่ปล้นชิงมาได้อยู่หลายแห่ง อีกทั้งยังมีตุ๊กตาและหุ่นเชิดจาก ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ที่แตกต่างกันอีกกว่าสิบชนิด ล้วนถูกซ่อนแยกไว้ตามสถานที่ต่างๆ ศิษย์น้องสามารถหาโอกาสไปขุดค้นออกมาได้ เมื่อมีทรัพยากรเหล่านี้ก็จะช่วยประหยัดเวลาของเจ้าในการรวบรวมของนอกกายไปได้มากทีเดียว”
“โอ้ ศิษย์พี่ยังมีสถานที่ซ่อนสมบัติที่อื่นอีกงั้นหรือ?”
แววตาของเหอผิงทอประกายวูบไหว
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ชือซินจื่อพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“ศิษย์น้อง เจ้าก็รู้ดีว่าผู้บำเพ็ญเพียร เวลาจะบำเพ็ญเพียรนั้น ‘ทรัพยากร’ ที่จำเป็นต้องใช้มีมากมายนัก ในวันธรรมดาก็มีการใช้สอยต่างๆ นานา นอกจากการเก็บตัวฝึกตนอย่างหนักแล้ว เพื่อเสาะหาเสบียงทรัพยากร ยังต้องแบ่งเวลาไปเก็บสมุนไพร ขุดแร่ปราณ ฝึกปรือวิชา หรือหลอมสร้างของวิเศษ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในชั่วพริบตา คงนึกออกใช่หรือไม่ว่าจะต้องสูญเสียเวลาไปมากมายเพียงใด”
เหอผิงฟังถึงตรงนี้ก็ไม่ได้เอ่ยแทรก เพียงแต่ตั้งใจฟังเขาพูดต่อไป
“หลังจากข้าบำเพ็ญตบะจนสำเร็จ ข้าก็เดินทางไปยังแถบท้องทะเลตะวันออก และลองสวมบทบาทเป็นโจรสลัดดูบ้าง ในทะเลกว้างใหญ่มีอาณาทะเลอยู่ไม่น้อยที่ยึดครองเกาะแห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง ขนาดของพวกมันย่อมไม่อาจนำมาเทียบกับราชวงศ์ต้าโหยวได้ ทว่ากลับอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร ทั้งไข่มุก มณีแดง อัญมณี ทองคำ สมุนไพร เครื่องเทศ และสิ่งของประหลาดล้ำค่าอีกมากมายที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า”
ชือซินจื่อเริ่มเล่าถึงประสบการณ์ในอดีตของตน
“ช่วงหลายปีนั้นข้าออกปล้นชิงไปทั่ว บุกชิงทรัพย์ ฆ่าฟันปล้นสะดม ทำทุกอย่างที่เลวร้าย ไม่รู้ว่าสร้างเวรสร้างกรรมไปมากเท่าใด ถึงขั้นไปล่วงเกินสามสมาคมการค้าใหญ่แห่งท้องทะเล จนถูกพวกเขาส่งยอดฝีมือมาล้อมปราบ จำใจต้องแกล้งตายเพื่อหลบหนี ศิษย์น้อง หากเจ้าลองไปถามในแถบทะเลดู หัวหน้ากลุ่มโจรเกาะเฮยหมิงที่ชื่อ ‘จางจิ่วเป่า’ ซึ่งเคยอาละวาดทั่วทะเลตะวันออกเมื่อสิบกว่าปีก่อน ในอดีตเป็นตัวตนที่น่าเกรงขามถึงขั้นทำให้เด็กร้องไห้ตอนกลางคืนหยุดร้องได้เลยทีเดียว”
ประสบการณ์ในอดีตของศิษย์พี่ผู้นี้นับว่ามีสีสันอย่างยิ่ง เพื่อเสาะหาของวิเศษและทรัพยากรสำหรับการฝึกฝน ครั้งหนึ่งเขาถึงกับแอบสวมรอยเป็นหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดที่อาละวาดไปทั่วทะเลตะวันออก
“จริงสิ” ชือซินจื่อไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือนอีกประโยค
“ศิษย์น้อง หากเจ้าวางแผนจะใช้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ เพื่อทะลวงขอบเขต เจ้าสามารถไปที่ทะเลตะวันออกได้ ที่นั่นมีพื้นที่กว้างขวาง ทั้งยังมีเกาะน้อยใหญ่อีกมากมาย บางเกาะเป็นเกาะร้างไร้ผู้คนสัญจร เหมาะสำหรับการเก็บตัวฝึกตนมากที่สุด!”
“ที่แท้ก็ยังมีวิธีนี้อยู่อีก”
เหอผิงฟังมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกหวั่นไหวในใจ หากเขาต้องการใช้วิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายเพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา เขาจำเป็นต้องสร้างแท่นพิธีเพื่อหลอมวิชา ถึงเวลานั้นความเคลื่อนไหวจะต้องใหญ่โตมาก ซึ่งง่ายต่อการดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นให้มาลอบปองร้าย
อีกด้านหนึ่ง ราชวงศ์ต้าโหยวก็ไม่ได้เป็นมิตรต่อผู้บำเพ็ญเพียร หากเขาทำอะไรบุ่มบ่าม ผลลัพธ์อาจถูกยอดฝีมือของราชวงศ์ต้าโหยวตามล่าสังหาร เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในอาณาเขตของต้าโหยวเลย
“ที่ชือซินจื่อพูดมานั้นถูกต้อง สภาพแวดล้อมท้องทะเลดีกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนหรือเรื่องอื่นๆ ล้วนไม่ต้องถูกจำกัดขอบเขตมากนัก กลับกันหากอยู่ภายในราชวงศ์ต้าโหยว การบำเพ็ญเพียรต้องระมัดระวังตัวให้มากเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกค้นพบ”
เหอผิงเข้าใจจุดนี้ดีเยี่ยม และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมที่ผ่านมาเขาออกเดินทางสืบเสาะไปทั่ว หาร่องรอยของโลกผู้บำเพ็ญเพียรแต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย
ไร้สาระ! ในอาณาเขตของราชวงศ์ต้าโหยว ผู้บำเพ็ญเพียรที่บำเพ็ญเพียรอย่างโดดเดี่ยวเช่นเขา ล้วนต้องเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ใครจะกล้าเคลื่อนไหวเอิกเกริก ดึงดูดความสนใจจากคนนอก นั่นมันรนหาที่ตายชัดๆ
“เกรงว่าผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ในราชวงศ์ต้าโหยวคงเหมือนกับข้า ที่ต้องปิดบังตัวตนหรือไม่ก็สวมรอยเป็นบุคคลอื่นเพื่อทำสิ่งต่างๆ จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงการถูกตรวจพบจากราชสำนักได้ แน่นอนว่าพวกที่จงใจก่อกบฏอย่างลัทธิโคลนนั้น ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
เขาหยิบแผ่นเหล็กประหลาดนั้นขึ้นมาลูบคลำในฝ่ามือ เมื่อยันต์ไฟโอสถแท้สัมผัสมือของเขา มันก็แผ่แสงสีแดงระเรื่อราวกับเหล็กร้อนๆ ออกมา
“ในที่สุดยันต์ไฟโอสถแท้ครึ่งซีกนี้ก็มาอยู่ในมือข้า หากหลอมรวมยันต์ไฟครึ่งซีกนี้เข้ากับหัวใจ เกรงว่าข้าจะสามารถลอบขโมยพลังมหาภัยสามตะวันมาจากเทพอัคคีบูชาได้มากขึ้น ทว่ามลทินที่มาจากเทพองค์นั้นก็จะรุนแรงขึ้นเช่นกัน...”
เหอผิงถอนหายใจเบาๆ เมื่อเขายื่นมือเอามันเข้ามาใกล้ตัว จังหวะการเต้นของหัวใจก็เริ่มรัวเร็วขึ้น เขาสัมผัสได้ว่ายันต์ไฟโอสถแท้ครึ่งซีกนี้ กำลังสั่นพ้องกับยันต์ไฟที่อยู่ในหัวใจของตน
ทันใดนั้น เขาก็เกิดความรู้สึกอย่างรุนแรงขึ้นมา เขาจึงยื่นมือออกไป นำยันต์ไฟที่แผ่ความร้อนสูงจัดแนบเข้ากับหน้าอก
ในบัดดล ยันต์ไฟโอสถแท้ชิ้นนี้ก็ราวกับเหล็กเผาไฟแดงฉาน มันสาดแสงสีแดงบาดตา ตรงบริเวณที่แนบกับเนื้อส่งเสียง ‘ฉ่า’ ดังขึ้น ควันสีขาวลอยคลุ้ง แม้แต่ภายในห้องลับก็ยังมีกลิ่นเนื้อไหม้เหม็นคละคลุ้งไปทั่ว
สีหน้าของเหอผิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย บริเวณหน้าอกของเขามีแสงสว่างเจิดจ้าดั่งทองคำหลอมเหลวแผ่ออกมาเลือนราง ยันต์ไฟมุดทะลวงผ่านหน้าอกเข้าไป ราวกับสิ่งมีชีวิตที่ชอนไชเข้าสู่หัวใจ ยันต์ไฟทั้งสองชิ้นดึงดูดเข้าหากันราวกับขั้วแม่เหล็กและหลอมรวมกันอย่างรวดเร็ว
หลังจากยันต์ไฟทั้งสองชิ้นประสานกัน เขาก็รู้สึกได้ถึงการเต้นของหัวใจที่ทรงพลังและหนักแน่นยิ่งขึ้น หน้าอกที่กระเพื่อมอย่างรุนแรงก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ
“หลังจากได้ยันต์ไฟโอสถแท้มาแล้ว พละกำลังของข้าก็พัฒนาก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยสถานะตอนนี้ หากกระตุ้นกายอมตะตะวันเขียวอย่างเต็มกำลัง คาดว่าหากต้องปะทะกับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็คงยังไม่มีโอกาสชนะ แต่หากเป็นการประมือกันในช่วงเวลาสั้นๆ ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน!”
ข้อได้เปรียบของขอบเขตบรรลุมรรคาคือสามารถหยั่งรู้ความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็สามารถควบคุมการแปรเปลี่ยนของปราณฟ้าดินในรัศมีหลายสิบจั้งได้ ไม่ว่าจะเป็นวิถีการโจมตีใดๆ ล้วนทรงพลังกว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตบรรลุมรรคาถึงหลายเท่าตัว
ความแตกต่างระหว่างการบรรลุมรรคาและผู้ที่ยังไม่บรรลุมรรคานั้น ราวกับช่องว่างอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานได้
“ในสี่สิ่งที่ต้องทำ เรื่องยันต์ไฟโอสถแท้ถือว่าลุล่วงไปแล้วเปลาะหนึ่ง ลำดับต่อไปคือการหลอมกระดูกสันหลังของยักษาร่อนนภาและอสูรภูผาเข้าด้วยกัน หลังจากทำกระดูกสันหลังนี้สำเร็จ ข้าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใส่ร่างตนเอง แต่สามารถเปลี่ยนให้กับชือซินจื่อได้เลย ด้านหนึ่งเพื่อเป็นการฝึกฝีมือ อีกด้านหนึ่งก็สามารถยกระดับพลังต่อสู้ของหุ่นเชิดมนุษย์อย่างชือซินจื่อได้อีกด้วย”
หลังจากกลายเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ ชือซินจื่อยังคงสามารถเสริมสร้างพลังต่อสู้ได้ อีกทั้งวิชาและกลอุบายต่างๆ สมัยที่ยังมีชีวิตก็สามารถแสดงออกมาได้ทั้งหมดราวกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนัก
เพียงแต่วิธีการดัดแปลงร่างกายของชือซินจื่อนั้นค่อนข้างหยาบกระด้าง ห่างชั้นกับวิธีการหลอมสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ฉบับปรับปรุงที่เหอผิงได้รับมาหลังจากช่วงชิงสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดอยู่มาก ทว่าขอเพียงปรับปรุงชือซินจื่ออย่างต่อเนื่อง พละกำลังของเขาก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
“อีกเรื่องหนึ่งก็คือการหลอมสร้างหุ่นมนตราเก้าเงา ขอเพียงหลอมหุ่นมนตรานี้สำเร็จ ข้าก็จะสามารถใช้วิชาเรียกวิญญาณตรึงเงาที่แท้จริงได้ ซึ่งจะมีอานุภาพร้ายกาจกว่าเดิมมาก!”
เขาคิดใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มทุ่มเทกำลังไปกับการเตรียมวัตถุดิบในการหลอมสร้างหุ่นมนตราเก้าเงาและการตระเตรียมอื่นๆ ในขั้นต้น
…
ท่ามกลางดินแดนรกร้างที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุม เงาร่างหนึ่งกำลังพุ่งทะยานผ่านทุ่งหิมะด้วยความเร็วสูง ชายผู้นี้มีเรือนผมยาวปรกหน้า เบ้าตาลึก โหนกแก้มสูง เป็นชายฉกรรจ์ในชุดนักเดินทาง
ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวออกไป ราวกับกำลังเหินแหวกอากาศและเดินท่องทะยานไปบนมวลเมฆ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนพื้นหิมะแม้แต่น้อย พุ่งทะยานข้ามระยะสิบจั้งไปอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
…หนึ่งก้าวสิบจั้ง นี่ย่อมไม่ใช่วิชาตัวเบาของคนในยุทธภพเป็นแน่ วิชาตัวเบาทะยานร่างไม่อาจเหินได้ไกลถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่านี่คือวิชาแห่งวิถีเซียน
ความเร็วของคนผู้นี้รวดเร็วยิ่งนัก เพียงพริบตาก็ทะยานไปไกลสิบจั้ง เขาสะกิดปลายเท้าขวาเบาๆ กลางอากาศก็เหาะทะยานไปไกลอีกสิบจั้ง เป็นเช่นนี้สลับเท้ากันเป็นเส้นตรง ร่างทั้งร่างกวาดผ่านทิ้งไว้เพียงคลื่นลมยาว
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ลั่วจิ่วเจา บาทาเหินเมฆาของเจ้าฝึกมาได้ไม่เลวเลยจริงๆ น่าเสียดายที่วิชาทะยานร่างนี้ใช้สำหรับการเดินทางไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่หากคิดจะใช้วิชานี้เพื่อหนีเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของชายชราผู้นี้ละก็ นั่นมันฝันกลางวันชัดๆ!!!”
พริบตาเดียวพร้อมกับเสียงหัวเราะแปลกประหลาดระคายหู ลำแสงสีเลือดสาดซัดปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้า แสงสีเลือดเหล่านี้สว่างไสวดุจเปลวเพลิง ลอยเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก ราวกับกลุ่มไฟผีแดงฉานอย่างยิ่งยวด เพียงพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นเมฆสีเลือดก้อนหนึ่ง สาดซัดตกลงมาเบื้องล่าง
ปัง!
เมฆสีเลือดก้อนนี้ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างที่ลั่วจิ่วเจายืนอยู่ แสงสีแดงดุจเปลวเพลิงสีเลือดสาดร่วงลงบนพื้นดิน กระจายตัวออกมาราวกับห่าฝนที่เทกระหน่ำ ทำให้หิมะปริมาณมหาศาลระเหยกลายเป็นไอ หมอกสีขาวลอยคลุ้งขึ้นเป็นวงกว้าง
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่รู้ว่าลั่วจิ่วเจาใช้ออกด้วยของวิเศษอันใด ทั่วทั้งร่างถูกห่อหุ้มด้วยหมอกสีทองจางๆ จนมิดชิด คล้ายกับเปลือกไข่สีทองบริสุทธิ์อันแข็งแกร่ง จนมองไม่เห็นเงาร่างของเขาเลยแม้แต่น้อย
ซ่า! ซ่า!
เปลวเพลิงสีเลือดที่ร่วงหล่นลงมาเต็มท้องฟ้าสาดรดลงบนนั้น ก่อเกิดเสียง ‘ฉ่าฉ่า’ ทว่าไม่อาจกัดกร่อนหรือหลอมละลายเปลือกไข่สีทองชั้นนี้ได้
“ภูเขาซีเจี่ย โล่ทองคำ!”
เสียงแหบพร่าและแหลมเล็กดังขึ้น
“เจ้าหนู อย่าริอ่านอวดดีไปหน่อยเลย แค่โล่ทองคำกระจอกๆ ชิ้นหนึ่ง คิดจะมาต่อกรกับฤทธานุภาพเพลิงโลหิตมารอัคคีแห่งตำหนักเกราะม่วงของชายชราผู้นี้กระนั้นหรือ!”