เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 ผู้ใดฝ่าฝืนต้องตาย!

บทที่ 130 ผู้ใดฝ่าฝืนต้องตาย!

บทที่ 130 ผู้ใดฝ่าฝืนต้องตาย!


เหอผิงออกจากจวนเพียงลำพัง เขาสวมชุดสีเหลือง ใบหน้าแปะหน้ากากหนังมนุษย์ ปลอมตัวเป็นโม่ซิวหลัวอย่างแนบเนียน

เขาออกจากจวนอย่างเงียบเชียบ มาถึงโรงเตี๊ยมริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง แล้วหาที่นั่งว่าง

โรงเตี๊ยมนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงในละแวกใกล้เคียง เจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นแม่ม่ายที่มีฝีมือทำอาหารเลื่องชื่ออย่าง ‘ปลาเป็นอ้าปาก’

ปลาสดๆ เหล่านี้ก็จับมาจากแม่น้ำสายนี้นี่เอง ช่วงหลายวันที่ผ่านมาน้ำในแม่น้ำเริ่มละลาย ริมฝั่งจึงพอมองเห็นเรือแจวลำเล็กและชาวประมงที่กำลังทอดแหจับปลาอยู่บ้าง

ดังคำกล่าวที่ว่า ‘สารทฤดูจับปลาว่ายทวนน้ำ เหมันต์ฤดูจับปลาในน้ำนิ่ง’ สำหรับชาวประมงที่เหน็ดเหนื่อยยากลำบากมาตลอดทั้งปี ย่อมไม่มีคำว่า ‘เก็บอวนพักผ่อน ดั่งปักษาคืนรัง’ ในช่วงหน้าหนาว

เหอผิงเรียกเสี่ยวเอ้อมาสั่งสุราหนึ่งกา ไม่นานทางโรงเตี๊ยมก็ยกปลาสดๆ มาเสิร์ฟหนึ่งตัว

ทว่า เขาก้มมองปากปลาที่ยังคงพะงาบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ตะเกียบในมือก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

ส่วนสุรานั้น เขาจิบไปเพียงไม่กี่คำ มันเป็นสุราเหลืองที่กำลังเป็นที่นิยมในละแวกนี้ ทว่าเป็นสุราชั้นเลวราคาถูก สำหรับเขาที่คุ้นเคยกับอาหารเลิศรสและสุราชั้นดีมาตลอดย่อมดื่มไม่ค่อยลง สุดท้ายเมื่อจิบไปสองสามคำก็ไม่ได้แตะจอกสุราอีกเลย

เหอผิงนั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมริมน้ำได้ไม่นาน ด้านหลังก็ปรากฏเงาร่างหนึ่ง ชายผู้นี้สวมชุดยาวสีเขียวอมน้ำเงิน นั่งลงที่โต๊ะตัวข้างๆ

“คุณชาย คนของเราที่ส่งไปปิดล้อมและตรวจสอบทั่วทุกสารทิศ ได้พบเบาะแสของคนผู้นั้นที่คุณชายกล่าวถึงแล้วขอรับ เขาเกิดความขัดแย้งกับพวกโจรภูเขาค่ายคว้าเมฆาแห่งเนินหินใหญ่ จัดการ ‘อินทรีสาม’ ก้ายสยงและพี่น้องของมันจนกลายเป็นคนพิการ ทั้งยังหักกระดูกขาของพวกมันทุกคน ก่อนจะพากองคาราวานสินค้าและผู้ลี้ภัยจากไปขอรับ”

“อืม”

เหอผิงไม่ได้ใส่ใจกับความสูญเสียของพวกโจรภูเขา เขากล่าวเสียงเรียบ “พูดถึงลั่วจิ่วเจาผู้นี้ แม้ข้าจะไม่ค่อยรู้เรื่องชื่อเสียงของเขาในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนัก ทว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน เขาถือเป็นจอมยุทธ์ผู้เลื่องชื่อในยุทธภพ ไม่นึกเลยว่าเขาจะไปซ่อนตัวอยู่ในกองคาราวานรถม้าจริงๆ และยอมลงมือเพียงเพื่อปกป้องคนธรรมดาไม่กี่คน นี่ก็นับว่าสมกับเป็นวิถีทางของเขา”

“สามชั่วยามหลังจากค่ายคว้าเมฆาเกิดเรื่อง มันก็มีข่าวส่งมาอีกขอรับ” หลิวอวี้ในชุดยาวสีเขียวอมน้ำเงินเอ่ยอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ลั่วจิ่วเจาและกองคาราวานรถม้าถูกลอบโจมตี เมื่อพวกเราไปถึง คนทั้งกองคาราวานไม่ว่าจะเป็นคนหรือม้าต่างก็ตกตายจนหมดสิ้น มีเพียงลั่วจิ่วเจาและสองพ่อลูกหัวหน้ากองคาราวานที่หายตัวไป แต่จากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ ดูเหมือนพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังภูเขาไท่เผิงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้…”

เมื่อเหอผิงได้ยินเช่นนี้ เขาก็เข้าใจในทันทีว่ามีคนในโลกผู้บำเพ็ญเพียรหมายตากลั่วจิ่วเจาเอาไว้ และลอบโจมตีในขณะที่กองคาราวานรถม้ากำลังเดินทาง ส่วนผู้คนที่ตกตายเหล่านั้น คงจะถูกลูกหลงจากแรงปะทะของการต่อสู้

เมื่อพลังตบะสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง พลังทำลายล้างของผู้บำเพ็ญเพียรจะน่ากลัวอย่างยิ่ง แม้จะเป็นเพียงการปะทะกันเล็กน้อย แต่แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ปุถุชนจะทนรับได้ เหมือนดั่งตอนที่เขาร่วมมือกับชือซินจื่อจัดการกับมารอมตะตนนั้น จนทำให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่เกือบจะเผาผลาญเมืองซุ่ยอันจนราบเป็นหน้ากลอง

นัยน์ตาของเหอผิงทอประกายครุ่นคิด แผนการหนึ่งผุดขึ้นในใจ ก่อนจะออกคำสั่ง

“หลิวอวี้ เจ้าจงส่งพิราบสื่อสารให้คนที่ไปสืบข่าวที่ภูเขาไท่เผิงรีบถอยกลับมา และรีบสั่งการให้หน่วยต่างๆ เฝ้าจับตาดูเส้นทางทุกสายอย่างเข้มงวดต่อไป ทว่าครั้งนี้อย่าได้บุ่มบ่าม ให้เน้นการจับตาดูเป็นหลัก เรื่องอื่นไม่ต้องไปยุ่ง”

เหอผิงลดเสียงลง เอ่ยกำชับเบาๆ อีกหนึ่งประโยค หลิวอวี้ในชุดยาวสีเขียวอมน้ำเงินพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบลุกขึ้นและจากไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนตัวเขาก็หยิบหยกมันแกะสลักลายมังกรไร้เขาออกมาจากแขนเสื้อ ลูบคลำเล่นในมือครู่หนี่ง พลางครุ่นคิดว่าจะรายงานข่าวนี้แก่อินต๋าหลัวดีหรือไม่

“เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีที่อินต๋าหลัวส่งมายังอยู่ระหว่างเดินทาง ไม่น่าจะมาถึงเร็วและตามลั่วจิ่วเจาทันได้ หากคาดเดาจากสถานการณ์นี้ มันก็น่าจะเป็นขุมกำลังอื่น เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ต่อสู้กันไปถึงไหนแล้ว…”

การเคลื่อนไหวของเหอผิงหยุดชะงักลงเล็กน้อย รองเท้าที่เขาสวมเหยียบลงบนพื้นเบาๆ เงาบนพื้นก็สั่นไหววูบหนึ่ง

‘ศิษย์พี่’

เขาใช้กระแสจิตสื่อสารกับชือซินจื่อที่ซ่อนตัวอยู่ในเงาใต้เท้า

‘ลั่วจิ่วเจาหนีไปที่ภูเขาไท่เผิงแล้ว รบกวนศิษย์พี่เดินทางไปสักเที่ยว เพื่อยืนยันทิศทางการหลบหนีของลั่วจิ่วเจา หลังจากนั้นพวกเราค่อยหาโอกาสสมทบกัน!’

‘ตกลง’

ชือซินจื่อคือหุ่นเชิดมนุษย์ของเขา พวกเขาสามารถสื่อสารกันได้ผ่านสัมผัสวิญญาณ หลังจากฟังคำสั่งของเหอผิงจบ เขาก็ถามขึ้นอีกประโยคหนึ่งว่า ‘แต่ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการให้ข้าเล่นงิ้วฉากหนึ่งร่วมกับเจ้าหรอกหรือ?’

‘เวลายังมาไม่ถึง ศิษย์พี่ล่วงหน้าไปก่อนเถิด!’

เหอผิงออกคำสั่งในใจ ชือซินจื่อรับคำเสียงต่ำ ‘อืม’ จากนั้นก็เห็นเงาใต้เท้าของเขาแยกตัวออกมาก้อนหนึ่ง แปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างหนึ่งที่ยืดเยื้ออย่างน่าพิศวง แล้วพุ่งทะยานไปยังอีกทิศทางหนึ่งในฉับพลัน

เมื่อรู้ว่าชือซินจื่อจากไปแล้ว เขาก็ดื่มสุราอึกสุดท้ายในจอกจนหมด สุราชั้นเลวนี้กลืนลงคอได้ยากยิ่ง เมื่อไหลลงไปถึงกลางอก มันก็เกิดรสฝาดเฝื่อนปนกับกระแสความร้อนตีตื้นขึ้นมา กระทั่งถึงลำคอจึงรู้สึกแสบร้อน

เขาวางจอกสุราลง แล้วเดินจ้ำอ้าวไปยังริมตลิ่ง ริมบันไดหินเล็กๆ มีเรือลำเล็กที่เตรียมไว้จอดเทียบท่าอยู่พอดิบพอดี

ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของตระกูลเหอถือไม้ไผ่ถ่อเรือ เขาสวมชุดผ้าหยาบสั้น เอวแขวนข้องใส่ปลา สะพายหมวกสานไม้ไผ่ไว้ด้านหลัง ปลอมตัวเป็นคนพายเรือ เมื่อเห็นเหอผิงขึ้นเรือ เขาก็เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้ไม้ไผ่ค้ำยันฝั่งเบาๆ เรือลำน้อยก็เคลื่อนไปตามกระแสน้ำ ลอยห่างออกไปหลายจั้ง

เมื่อเหอผิงเข้ามาในเรือ เขาก็หยิบหยกมันแกะสลักสีเหลืองออกมา ใช้วิชาลับส่งข้อความติดต่อเร่งด่วนถึงอินต๋าหลัว

ผ่านไปครู่หนึ่ง อีกด้านของหยกก็มีการตอบกลับ

“มีเรื่องอันใด?”

เป็นน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและคุ้นเคย

“ผู้ใต้บังคับบัญชาพบเบาะแสของเจ้านั่นแล้วขอรับ ลั่วจิ่วเจาถูกลอบโจมตีและถูกคนตามล่ามุ่งหน้าไปยังทิศทางของภูเขาไท่เผิง…”

“งั้นรึ?”

อินต๋าหลัวถอนหายใจเบาๆ

“น่าจะเป็นคนของตำหนักเกราะม่วงที่ชิงลงมือก่อน ได้ยินมาว่าหลังจากอู๋อินจื่อได้รับบาดเจ็บ มันก็รีบส่งศิษย์น้องทั้งสองของตน หรือก็คือเฒ่าประหลาดร่างแฝดผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ออกมา การที่เจ้าส่งข่าวนี้มาได้ ถือว่าทำได้ดีมากจริงๆ!”

“นี่คือสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาสมควรทำขอรับ!”

เหอผิงหัวเราะหึหึในใจ

“จริงสิ ผู้ใต้บังคับบัญชาควรทำสิ่งใดต่อไป?”

“เทพแห่งความมั่งคั่งห้าสีกำลังจะรีบรุดไปยังภูเขาไท่เผิง ในเมื่อเฒ่าประหลาดร่างแฝดเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวก็คงแพร่กระจายออกไปในไม่ช้า ภารกิจต่อไปของเจ้าและกงผีหลัว คือการขัดขวางไม่ให้คนนอกเข้าใกล้ภูเขาไท่เผิงอย่างสุดความสามารถ!”

อินต๋าหลัวกล่าวเสียงเฉียบขาด “ของที่อยู่กับตัวลั่วจิ่วเจา พวกเรานิกายลับบูรพาต้องเอามาให้ได้ เจ้ามีหน้าที่เฝ้าเส้นทางขึ้นเขาทางทิศตะวันออก ส่วนกงผีหลัวจะรับผิดชอบเฝ้าเส้นทางขึ้นเขาทางทิศตะวันตก ผู้ใดที่กล้าเข้าใกล้ภูเขาไท่เผิง จงสังหารพวกมันให้สิ้น!”

“รับบัญชาขอรับ!”

เหอผิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ทว่าปากกลับเอ่ยรับคำ

ภูเขาไท่เผิง

สันเขาหินวายุทมิฬ สันเขาแห่งนี้ตั้งอยู่หลังร่มเงาของภูเขา เป็นป่าแห้งแล้งที่เงียบสงัดราวกับไร้ชีวิต ภายในเต็มไปด้วยต้นไม้แห้งที่ไหม้เกรียมและเสาหินสูงตระหง่าน

ท่ามกลางป่าแห้งแล้งอันเงียบสงัด ในยามปกติ นอกจากเสียงลมหยินที่พัดผ่านแล้ว มันก็ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงแมลงหรือเสียงวิหคร้อง มันคือความตายที่เงียบงันอย่างแท้จริง

ลำแสงหลายสายพุ่งทะยานแหวกอากาศ ราวกับดาวตกที่กรีดผ่านท้องนภา เพียงพริบตาเดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างหลายร่าง พุ่งพรวดเข้าสู่สันเขาหินวายุทมิฬดั่งนกนางแอ่นคืนรัง ทำลายความเงียบสงบและอ้างว้างที่มีมาแต่โบราณกาล

“ศิษย์พี่ฉู่ ที่นี่น่าจะเป็นสันเขาหินวายุทมิฬ” ผู้ที่เอ่ยปากคือเด็กสาวในชุดเสื้อและกระโปรงสีดำสนิท คิ้วเรียวงามของนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในมือถือกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง ฝักกระบี่ทำจากไม้เคลือบเงา ดูเรียวยาวและเก่าแก่

“ท่านอาจารย์ให้พวกเราสองคนมาสืบความเคลื่อนไหวที่นี่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดกัน?”

นัยน์ตาคู่งามของนางมองไปยังศิษย์พี่ฉู่ที่อยู่ด้านข้าง

“ศิษย์พี่ ท่านไม่คิดว่าสถานที่แห่งนี้ดูประหลาดไปสักหน่อยหรือ?”

ศิษย์พี่ฉู่ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยก เกล้ามวยผมมัดผ้าโพกศีรษะ สวมชุดรัดกุมสีดำสนิท ด้านหลังสะพายกระบี่โบราณสลักลายสน เมื่อเขาได้ยินคำถามของศิษย์น้องหญิง เขาก็ไม่ได้ตอบกลับในทันที ทว่ากลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยช้าๆ

“ศิษย์น้องอวี๋ ที่นี่ดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง ประเดี๋ยวอย่าพูดให้มากความ พวกเรามาที่นี่เพียงเพื่อสืบข่าว ไม่มีเหตุผลต้องเอาตัวไปเสี่ยงอันตราย!”

ชายหนุ่มแซ่ฉู่กวาดตามองไปรอบๆ พบว่าเงาร่างหลายร่างที่เดินทางมาถึงพร้อมกัน ต่างแผ่กลิ่นอายอันลึกลับและชั่วร้ายออกมาอย่างผิดปกติ

‘ผู้ที่มาเยือนล้วนมิใช่ผู้มีเจตนาดี…’

เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากโดยไม่รู้ตัว ตระหนักได้ว่าบนภูเขาไท่เผิงจะต้องเกิดเหตุไม่คาดฝันบางอย่างขึ้นเป็นแน่ มันจึงได้ดึงดูดเหล่าคนโฉดและมารร้ายให้แห่แหนกันมาที่นี่

“หึหึหึ! ลั่วจิ่วเจาที่ได้สมบัติล้ำค่าของถ้ำหลีเยี่ยนมาซ่อนตัวอยู่ในภูเขาไท่เผิงแห่งนี้งั้นรึ?”

สิ้นเสียงหัวเราะอันชั่วร้าย ชายผู้หนึ่งก็กระโจนออกมาจากหลังเสาหิน เขาสวมชุดคลุมยาวสีแดงฉานราวกับเลือด เส้นผมบนศีรษะยุ่งเหยิง ดวงตาเบิกกว้างดั่งกระดิ่ง ท่ามกลางเส้นผมที่ยุ่งเหยิงนั้นมีผ้าผืนสีแดงโพกเอาไว้ ในมือถืออสรพิษแดงตัวยาว

ชายผู้นี้ยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาตั้งใจจะข่มขวัญผู้คนที่มาเยือนที่แห่งนี้ รอยยิ้มแสยะกว้าง สายตากวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว

“ตัวข้ามาจากหุบเขาสูญสิ้น แซ่หลีนามสุ่น มีเจ้าพวกโง่เขลาไร้เดียงสาบางคนมอบฉายาจ้าวอสรพิษแดงอะไรนั่นให้ข้า... หึหึ หากพวกเจ้าเคยได้ยินชื่อของข้า และไม่อยากทิ้งชีวิตไปเปล่าๆ ก็จงสลายตัวไปเสีย ข้าจะไม่ถือสาหาความ!”

นัยน์ตาของจ้าวอสรพิษแดงราวกับเปล่งประกายเจิดจ้า แหลมคมและกดดัน ผู้ที่มีพลังตบะด้อยกว่าเล็กน้อย ต่างอดไม่ได้ที่จะล่าถอยไปด้านหลัง

‘พวกสวะไม่ได้เรื่อง!’

เขาแค่นยิ้มเย็นชา สองมือซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้อ

ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“จ้าวอสรพิษแดง เฒ่าปีศาจอย่างเจ้าไม่อยู่ในหุบเขาสูญสิ้น เหตุใดจึงมีเวลาว่างวิ่งโร่มาที่นี่ได้เล่า?”

เมื่อจ้าวอสรพิษแดงได้ยินเช่นนั้นก็ปรายตามองไปด้านหลัง พบว่ามีชายชราผู้หนึ่งในชุดคล้ายหมอพเนจรเดินเข้ามา

ชายชราผู้นี้ผอมแห้งราวกับหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่นแนบติดใบหน้า แทบจะหาเนื้อสักสี่ตำลึงไม่เจอ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายเจิดจ้า ยามลืมตาและหลับตาราวกับประกายสายฟ้าเย็นชาที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว เขาสวมชุดยาวผ้าหยาบสีเทา สวมรองเท้าสานฟาง มือข้างหนึ่งถือป้ายผ้าที่เขียนตัวอักษรว่า ‘ทำสิ่งใดล้วนไม่สำเร็จ’ ส่วนมืออีกข้างถือพวงกระดิ่ง

“ข้าก็ว่าผู้ใด? ที่แท้ก็เป็นเจ้า หมอโรคระบาดซุนหวย”

จ้าวอสรพิษแดงพ่นลมหายใจออกทางจมูก เอ่ยว่า “เฒ่าผีซุน เจ้าคงไม่ได้คิดจะสอดมือเข้ามาหรอกนะ อย่าลืมว่ากระดูกแก่ๆ ไม่กี่ท่อนของเจ้าใกล้จะหลุดรุ่ยเต็มที จะทนรับการทนทรมานไหวหรือ ข้าขอเตือนเจ้า กลับไปเสวยสุขที่ดินแดนสิบโรคระบาดของเจ้าสักสองสามปีเถอะ!”

ซุนหวยหัวเราะหึหึ พลางเอ่ยว่า

“หาได้ยากยิ่งที่จ้าวอสรพิษยังห่วงใยกระดูกแก่ๆ ของข้า ทว่าสวรรค์ประทานให้ หากไม่รับไว้รังแต่จะเกิดโทษ ถึงเวลาลงมือ หากไม่ลงมือรังแต่จะนำภัยมาสู่ตัว ลั่วจิ่วเจาผู้นั้นได้สมบัติมา แต่ตัวเขากลับรักษาไว้ไม่ได้ เช่นนั้นข้าช่วยเขาสักหน่อย เก็บเกี่ยวสักสองสามชิ้น มันก็คงไม่ใช่เรื่องแย่อันใดกระมัง?”

จ้าวอสรพิษแดงคร้านจะเปลืองน้ำลายกับเขาอีก จึงเพียงเอ่ยเสียงเรียบ

“เฒ่าผีซุน ข้าขอพูดดักไว้ก่อน วันนี้หากใครหน้าไหนคิดจะเข้าภูเขาไท่เผิงแล้วมาขวางทางข้า หึหึ เช่นนั้นพวกเราก็มาวัดกันที่ฝีมือเถอะ!”

สิ้นคำ จ้าวอสรพิษแดงก็แตะปลายเท้าลงบนพื้นเบาๆ พริบตาเดียวก็กลายเป็นประกายแสง พุ่งทะยานเข้าสู่สันเขาหินวายุทมิฬราวกับสายฟ้าแลบ

ที่มุมปากของหมอโรคระบาดซุนหวยปรากฏรอยยิ้มเย็นชา เขาแค่นเสียง ‘ชิ’ ก่อนจะเหินร่างขึ้นกลางอากาศ ทว่าเมื่ออยู่กลางเวหา ร่างของเขากลับค่อยๆ เลือนรางลง คล้ายวิญญาณเร่ร่อนและกลุ่มควันบางเบา พุ่งทะยานเข้าไปในป่าแห้งแล้ง

เวลานี้ ในบรรดาผู้คนที่ตามมา มีไม่น้อยที่เริ่มมีความคิดอยากจะถอยหลังกลับ ทว่าก็มีชายหนุ่มแซ่ฉู่และศิษย์น้องหญิงของเขาที่ขี่กระบี่เหินนภา ตามติดไปอย่างกระชั้นชิด

จ้าวอสรพิษแดงได้ยินความเคลื่อนไหวด้านหลัง สีหน้าก็พลันเย็นเยียบ เขาแค่นเสียงต่ำ พลางเร่งความเร็วในการเหาะเหิน เขาพุ่งตรงไปข้างหน้า รวดเร็วปานประกายไฟ ยามเมื่อพบเสาหินหรือพุ่มไม้ขวางทาง ก็สามารถหักเลี้ยวและคดเคี้ยวไปมาได้ นี่คือ ‘วิชาหลบหนีดาราเหินข้ามก้าว’ แห่งหุบเขาสูญสิ้น

วิชาหลบหนีนี้ช่างแยบยลนัก ไม่เพียงแต่สามารถเคลื่อนที่คดเคี้ยวไปมาราวกับอสรพิษเลื้อยกลางอากาศ ประเดี๋ยวผลุบประเดี๋ยวโผล่ ทั้งยังมีความเร็วในการหลบหนีที่พุ่งทะยานสูงยิ่ง ซ้ำยังสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าถอยหลัง ซ้ายทีขวาที สลับสับเปลี่ยนวิถีทางกลางอากาศ จนยากที่ผู้ใดจะคาดเดาได้

เขาลัดเลาะพุ่งทะยานไปตามภูมิประเทศอันซับซ้อนของสันเขาหินวายุทมิฬอย่างไม่หยุดหย่อน ผ่านไปราวๆ จิบชาหนึ่งถ้วยก็ร่อนลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว

“นั่นมัน?”

จ้าวอสรพิษแดงมองเห็นเสาหินตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ตรงกลางมีช่องว่าง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นทางผ่านทะลุเข้าไปยังใจกลางภูเขาไท่เผิง สองข้างทางเป็นพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่รกทึบ เต็มไปด้วยหนามเหล็กแหลมคม ด้านข้างมีป้ายหินสูงสองจั้งตั้งอยู่

จ้าวอสรพิษแดงในชุดคลุมสีแดง ชะงักการเคลื่อนไหวลงในฉับพลัน

“จ้าวอสรพิษแดง เจ้าจะทำอันใด?”

ด้านหลัง เงาเลือนรางกลุ่มหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง คล้ายกับชายชราในชุดยาวผ้าหยาบสีเทาผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า

หมอโรคระบาดซุนหวยรีบตามมาถึง เขากำลังสงสัยว่าเหตุใดจ้าวอสรพิษแดงจึงหยุดฝีเท้า แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้น เขาก็มองเห็นใต้ป้ายหินโบราณสูงสองจั้งมีเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่

เงาร่างนั้นสวมชุดสีเหลือง ใบหน้าสวมหน้ากาก หน้ากากนั้นดูคล้ายกับเทพจากต่างแดนที่มีผมสีแดง สวมมงกุฎ ใบหน้าโกรธเกรี้ยวและเบิกตาโพลง

“เส้นทางนี้ไม่อนุญาตให้ผ่าน!”

เมื่อเหอผิงเห็นจ้าวอสรพิษแดงและหมอโรคระบาดซุนหวยเร่งรุดมาถึงทางขึ้นเขาทิศตะวันออกของภูเขาไท่เผิง เขาก็หัวเราะกิ๊กกั๊กอย่างเหี้ยมเกรียม ราวกับถูกนกเค้าแมวเฒ่าในป่าสิงสู่ น้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบดังลอดออกมา

“ผู้ใดฝ่าฝืนต้องตาย!!!”

ชั่วพริบตานั้น คำว่า ‘ตาย’ คำสุดท้ายถูกลากเสียงยาว ทุ้มต่ำราวกับเสียงฟ้าร้อง ซ้ำยังเจือไปด้วยเสียงแหลมบาดหูคล้ายโลหะเสียดสีกันอย่างรุนแรงพุ่งทะยานเข้ามา

ในวินาทีต่อมา กลุ่มคนที่ตามมาด้านหลัง อย่างชายหนุ่มแซ่ฉู่และศิษย์น้องหญิงของเขา ต่างรู้สึกเพียงว่าเสียงนี้ราวกับตะไบแหลมคมที่กรีดแทงลงบนดวงวิญญาณของตนอย่างโหดเหี้ยม ร่างกายและจิตใจสั่นสะท้าน เกือบจะกระอักเลือดออกมา

“มารร้าย!!!”

ทันทีที่เด็กสาวแซ่อวี๋เท้าแตะพื้น สองตาก็มองไปยังเหอผิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ป้ายหินด้วยความหวาดกลัว รูม่านตาของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง

จบบทที่ บทที่ 130 ผู้ใดฝ่าฝืนต้องตาย!

คัดลอกลิงก์แล้ว