- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 267 กายาแท้โลหิตสังหาร สะท้านหนานฉู่
บทที่ 267 กายาแท้โลหิตสังหาร สะท้านหนานฉู่
บทที่ 267 กายาแท้โลหิตสังหาร สะท้านหนานฉู่
บทที่ 267: กายาแท้โลหิตสังหาร สะท้านหนานฉู่
จ้าวมูจี๋ประสานมุทราและร่ายวิชา มิติหูกว่างภายในแขนเสื้อพลันวาบขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนจะเก็บกองกระดูกของพวกอวี่จื่อซานและศพของเว่ยติ่งเข้าไปไว้ด้วยกัน
ดวงวิญญาณหยินของเว่ยติ่งได้รับการปลดปล่อยจากเขาแล้ว
ทว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนบุตรชายของคังโหย่วหยวนในอดีต
เขาจึงไม่ยอมปล่อยให้ดวงวิญญาณของข้ารับใช้ผู้นี้ต้องเร่ร่อนอยู่ในต่างแดน และตัดสินใจจะพากลับไปฝังศพที่บ้านเกิดแทน
ในพริบตาถัดมา เขาก็ประสานมุทราส่งแสงวิญญาณจากวิชาชักนำปราณออกมา
กลิ่นอายการต่อสู้ในรัศมีหลายร้อยจ้างประดุจแม่น้ำเป็นร้อยสายที่ไหลกลับเข้าสู่ทะเล หลังจากถูกเขาดูดซับออกมาอย่างรุนแรงแล้ว กลิ่นอายเหล่านั้นก็ถูกทำให้สลายหายไปกับสายลมบนภูเขา
แม้แต่หน้าดินที่ถูกเลือดชำระจนเปียกชุ่ม ก็ยังเป็นเขาที่ขุดออกมาโดยตรง และขว้างทิ้งเข้าไปภายในมิติหูกว่าง
จากนั้นก็เป็นรอยแตกของหินภายในถ้ำหินที่เคยถูกเลือดของเขาพุ่งซึมเข้าไป กลิ่นอายเลือดที่หลงเหลืออยู่จำนวนมากล้วนแต่ถูกทำให้จางหายไปด้วยวิชาชักนำปราณ จนไม่ทิ้งร่องรอยแม้เพียงนิดเดียวเอาไว้เลย
"ไปกันเถอะ!"
เขาคำรามต่ำหนึ่งครั้ง ก่อนจะเหินตัวขึ้นไปพร้อมกับหวังเจิง เงาร่างแปรเปลี่ยนเป็นเงาพร่าพรายมุ่งหน้าไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งกำลังที่แอบซ่อนเอาไว้
อักขระค่ายกลสว่างไสวขึ้นทันทีเมื่อถูกเติมเต็มด้วยไอวิญญาณโลหิตสังหาร หินวิญญาณโบราณทั้งสองก้อนส่งเสียง "แคร็ก" พร้อมกับปรากฎรอยแตกร้าวเล็กๆ ขึ้นมา
"หลังจากข้าจากไปแล้ว ให้ทำลายค่ายกลโดยพลัน! แล้วรีบหนีออกจากอิทธิพลของสำนักเซียนยุทธ์ และมุ่งหน้ากลับไปที่แคว้นเป่ยอวิ๋นตี๋โจวโดยทันที อย่าได้ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะคอยรอรับเจ้าอยู่ที่แคว้นเป่ยอวิ๋นตี๋โจวเอง"
คำสั่งที่แสนหนักแน่นดังออกมาจากภายใต้หน้ากากทองเหลืองของจ้าวมูจี๋
จากนั้นเขาก็สะบัดมือไปที่ถุงเก็บสมบัติ ขว้างหินวิญญาณโบราณที่เหลือเพียงก้อนเดียวส่งให้หวังเจิง เพื่อใช้เป็นเสบียงสำรองในการเดินทาง
"รับทราบขอรับ!"
หวังเจิงรับหินวิญญาณมา พลางขานรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
จ้องมองดูเงาร่างของจ้าวมูจี๋ค่อยๆ พร่าเลือนและจางหายไปท่ามกลางแสงวิญญาณ เขาไม่ลังเลแม้เพียงนิดเดียว กระบี่อาคมส่งเสียงคำราม รังสีกระบี่พุ่งทะยานออกไปจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง
ทำลายอักขระค่ายกลเคลื่อนย้ายที่อยู่บนพื้นจนแหลกละเอียดในชั่วพริบตา ทิ้งเอาไว้เพียงแต่ความวุ่นวายที่เกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นดิน
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หวังเจิงก็ใช้นิ้วชี้ไปที่กระบี่อาคม เงาร่างแปรเปลี่ยนเป็นแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านความว่างเปล่าไป และเลือนหายไปที่ขอบฟ้าในพริบตา
เพียงไม่นาน
เหนือหุบเขาพลันมีแสงสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วและแทงตา
ผู้อาวุโสคิ้วแดงในระดับหนิงเสินตอนท้ายของสำนักเซียนยุทธ์กำลังเหินเวหามาเยือน ชุดคลุมปลิวไสวไปกับแรงลมที่พัดกระหน่ำ
วินาทีที่เขามองเห็นความวุ่นวายที่อยู่เกลื่อนพื้นภายในหุบเขา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที
"ผู้อาวุโสหลัว!"
เขาคำรามลั่น เงาร่างพุ่งตัวลงจอดสู่พื้นหุบเขาอย่างรวดเร็ว แววตาจ้องมองปยังริ้วรอยที่เป็นร่องหลุมตามพื้นดิน พลางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันวิญญาณจางๆ รอบด้าน สีหน้าพลันปรากฏความตกตะลึงและไม่มั่นใจชึ้นมา
หลัวจั้นหายไปไหน?
ในตอนนั้นเอง คัมภีร์หยกส่งข่าวสารที่เอวก็พลันระเบิดแสงวิญญาณที่แทงตาออกมา
"ผู้อาวุโสคิ้วแดง! เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดตะเกียงวิญญาณของหลัวจั้นถึงดับลง!"
เสียงคำรามที่แฝงไปด้วยไอสังหารของเจ้าสำนักเหยียนเฮ่าหยางดังออกมาจากภายในคัมภีร์หยก น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะที่รุนแรงทำให้สีหน้าของผู้อาวุโสคิ้วแดงเปลี่ยนไปในทันที
"อะไรนะ!? หลัวจั้นตายแล้วอย่างนั้นรึ?"
รูม่านตาของเขาสั้นไหวอย่างรุนแรง สัมผัสวิญญาณกวาดผ่านผืนหิน จ้องมองรอยหอกทั้งเจ็ดสายที่พุ่งเป็นแนวยาวไปหลายสิบจ้างทว่ากลับหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
ร่องรอยเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าหอกเจ็ดสังหารโลหิตสังหารของหลัวจั้นถูกฟันจนแตกกระจายออกไปนั่นเอง!
"เป็นไปได้อย่างไร...... หลัวจั้นคือนักบำเพ็ญที่ไร้เทียมทานในระดับหนิงเสินสมบูรณ์ที่สำนักของเราบ่มเพาะขึ้นมา เป็นผู้ที่ไร้เทียมทานภายใต้ระดับจินตาน ผู้ที่สามารถฆ่าเขาได้ จะต้องเป็นยอดอัจฉริยะจากขุมกำลังระดับเจ้าแคว้น หรือแม้แต่ขุมกำลังที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น"
ผู้อาวุโสคิ้วแดงก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตื่นตระหนก ฝ่าหน้าที่เหี่ยวแห้งทาบลงบนเศษหินที่ยังคงมีความร้อนหลงเหลืออยู่
ทว่ายอดฝีมือจากขุมกำลังอื่นเหล่านั้น มีหรือที่จะยอมแบกรับความเสี่ยงในการเปิดศึกกับสำนักเซียนยุทธ์ และมาสังหารหลัวจั้นโดยตรงเช่นนี้......?
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้จะเป็นเหล่าอัจฉริยะเหล่านั้น หากคิดจะสังหารหลัวจั้น ก็จะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียที่แสนหนักหน่วงแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่จะลงมือสำเร็จภายในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ เช่นนี้
ด้วยพละกำลังของหลัวจั้น ต่อให้จะเป็นผู้อื่นที่เอาชนะเขาไม่ได้ ทว่าเขาก็ยังสามารถหลบหนีออกมาได้อย่างแน่นอน!
นอกจากว่า......
บึ้มมม!!!
เหนือท้องฟ้าพลันมีเสียงคำรามดุจเสียงอัสนีที่หนักอึ้งดังก้องกังวาน มวลเมฆถูกแรงกดดันวิญญาณที่น่ากลัวฉีกกระชากจนกลายเป็นรอยรั่วประดุจพายุหมุน
ผู้อาวุโสคิ้วแดงยังไม่ทันได้เงยหน้าขึ้นมอง กระดูกทั่วร่างกายก็ส่งเสียง "แคร็ก" ออดมาภายใต้แรงกดดันในระดับจินตานนั้นจนแทบจะทนรับไม่ไหว
อากาศทั่วภูเขาหลิงไถดูราวกับจะเดือดพล่านขึ้นมาในพริบตา จากนั้นมันก็ถูกบีบขยับจนแข็งกลายเป็นแผ่นเหล็ก กลิ่นอายที่น่ากลัวทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง
"ตูม!"
มวลเมฆเหนือหุบเขาพลันระเบิดพัดวนเป็นสีทองแดง ดูราวกับท้องฟ้านั้นถูกพละกำลังอันมหาศาลเจาะจนกลายเป็นรูรั่ว
ราวกับว่ามีดวงสุริยันที่แทงตาปรากฏขึ้นที่ความว่างเปล่า รัศมีวิญญาณที่รุ่งโรจน์พวยพุ่งพัดวนประดุจลาวาที่ถล่มทลายลงมา ทำให้ภูเขาหลิงไถทั้งลูกสว่างไสวขึ้นจนสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
เศษหินบนพื้นดินเริ่มแตกสลายเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป มวลแมกไม้ในรัศมีร้อยจ้างต่างก็พากันไหม้เกรียมและม้วนงอไปในพริบตา
ดวงสุริยันดวงนั้นพลันหดเล็กลงกลายเป็นดักแด้แสงขนาดสามจ้าง บนพื้นผิวปรากฏอักขระโลหิตสังหารเป็นรูปมังกรและพยัคฆ์เหินพัดวนไปมา
ในพริบตาที่มีเสียงแตกสลายดัง "แคร็ก" และดักแด้แสงระเบิดออก......
"ตึ้ง!"
พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประดุจเสียงกลองระฆังใบใหญ่ถูกทุบ คลื่นอากาศซัดกระชากเศษหินดินทรายบนหน้าดินให้ลอยฟุ้ง
ท่ามกลางฝุ่นควัน เงาร่างที่กำยำสูงถึงเก้าเซี่ยะก้าวย่างออกมา ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านล้วนทิ้งรอยเท้าที่เผาไหม้เอาไว้บนผืนดินหิน
กล้ามเนื้อแต่ละส่วนที่บีบตัวแน่นถูกปกคลุมด้วยเกราะสีทองดำ ไอสังหารพลุ่งพล่านพวยพุ่งออกจากกระดูกสันหลังพุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์ กวาดพัดวนอยู่ในระดับความสูงกลางอากาศจนแปรเปลี่ยนเป็นรูปกายาแท้โลหิตสังหารที่มังกรและพยัคฆ์กำลังต่อสู้ชิงชัยกัน
"เจ้าสำนัก!" ผู้อาวุโสคิ้วแดงจ้องมองเงาร่างที่ค่อยๆ เดินเข้ามาด้วยความตกตะลึง
เจ้าสำนักเซียนยุทธ์ท่านนี้ รอบกายห่อหุ้มด้วยไอโลหิตสังหารที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน ยามที่เดินเหินไปมาจะมีอาวุธวิญญาณเป็นลูกแก้วเลือดลอยวนเวียนรอบตัว
อาณาเขตคุ้มครองที่ประกอบขึ้นจากลูกแก้วเลือดนั้น นึกไม่ถึงว่าจะสามารถประกอบขึ้นเป็นเส้นทางสายไอวิญญาณภายในโลกที่สิ้นอาคมเช่นนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
แรงกดดันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนักยุทธ์ในขอบเขตกายาแท้จินตานพัดผ่านไปประดุจระลอกคลื่นคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา ร่องหุบเขาที่ถูกแบ่งแยกด้วยรังสีกระบี่เหล่านั้นพลันสั่นสะเทือน "หวีดหวิว" ทันที
ใบหน้าศของเจ้าสำนักเซียนยุทธ์ปรากฏออกมาท่ามกลางหมอกปราณ อักขระสีเลือดตรงระหว่างคิ้วบิดตัวประดุจสิ่งมีชีวิต ดวงตาทั้งคู่ราวกับลูกสุริยันสีทองแดง ร้อนแรงจนแผดเผาให้ดวงวิญญาณของผู้คนต้องรู้สึกเจ็บปวด
กายาแท้โลหิตสังหารรูปมังกรที่พันอยู่บนไหล่ซ้ายพลันเงยหน้าขึ้นเชิดชู พลางส่งเสียงคำรามไร้เสียงมุ่งตรงไปยังทิศทางที่หลงเหลือไอถัดรังสีกระบี่เอาไว้
"ฟึ่บ!"
ห่างออกไปสามสิบจ้าง หินผาก้อนหนึ่งพลันหลอมละลายกลายเป็นน้ำเหล็กสีแดงจัดทันที
นั่นคือจุดที่จ้าวมูจี๋เคยเหยียบย่ำเอาไว้มาก่อน
นึกไม่ถึงว่ากายาแท้โลหิตสังหารรูปมรกร จะสามารถติดตามร่องรอยการต่อสู้เพื่อไล่ตามล่าไปได้ด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าจะเนื่องมาจากข้อจำกัดของยุคสิ้นอาคมทำให้มันคงอยู่ได้เพียงแค่สามลมหายใจ ทว่ามันก็นานพอที่จะเผาหน้าดินให้เหี่ยวบุ๋มลงไปลึกหนึ่งเซี่ยะจนแปรเปลี่ยนกลายเป็นหลุมหลอมละลาย และเผยให้เห็นรอยเท้าข้างหนึ่ง
ดวงตาของเขาส่องประกายประดุจคบเพลิง ภายในดวงตาทั้งคู่พลันปรากฏดวงสุริยันสีทองสองดวงลุกโชนขึ้นมา
ในระหว่างที่เขากวาดสายตามองไป ร่องหลุมทุกรอย และรังสีกระบี่ทุกเส้นในสมรภูมิ ล้วนแล้วแต่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน......
"คนสี่คนสู้กัน นอกจากหลัวจั้นแล้ว ยังมีอีกสามคน...... ร่องรอยเช่นนี้ คนที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกเขานั้น แท้จริงแล้วคือนักยุทธ์คนใหม่......"
น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำประดุจอัสนีบาตที่กวาดผ่านหุบเขา ไอสังหารที่หลงเหลืออยู่ภายในร่องหินกลับสั่นสะเทือนไปตามคลื่นเสียงนั้นทันที
"เจ้าสำนัก!" ผู้อาวุโสคิ้วแดงหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าจะถูกอีกฝ่ายระเบิดโทสะใส่
เจ้าสำนักเซียนยุทธ์แค่นเสียงเย็นชา พลันยกมือขึ้นคว้าความว่างเปล่า ทว่ากลับไม่อาจคว้ากลิ่นอายใดๆ ออกมาได้เลย จึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียง "หืม" ออกมาเบาๆ และสีหน้าก็พลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้เลย แม้แต่ศพของหลัวจั้น กลิ่นอาย สายเลือด อาวุธวิญญาณ ข้าก็กลับไม่อายสัมผัสร่องรอยเหล่านั้นได้เลยแม้เพียงนิดเดียว!"
เขาเปลี่ยนเป็นโกรธแค้นและหวั่นเกรง กล้ามเนื้อที่บีบตัวแน่นปรากฏอักขระสีเลือดรูปเกล็ดมังกรออกมา สายตาจ้องมองขัดเขม็งไปยังถ้ำหินเบื้องหน้า
"ปัง!!"
ฝ่าเท้าขวาเหยียบลงบนหน้าดินจนแตกร้าว เงาร่างพุ่งทะยานเข้าไปภายในถ้ำหินประดุจลูกปืนใหญ่ กายาแท้โลหิตสังหารรอบกายระเบิดออกมาอย่างรุนแรง!
"ตูมมม!!!"
เพดานถ้ำหินระเบิดกระจายกลายเป็นเศษผงภายใต้แรงกดดันวิญญาณของเซียนยุทธ์ เศษหินนับหมื่นลอยก้างอยูุ่กลางอากาศ ก่อนจะถูกปราณโลหิตสังหารบดขยี้จนพัดวนไปประดุจพายุหมุน
"เนตรมังกรกายาแท้!"
เจ้าสำนักเซียนยุทธ์คำรามต่ำหนึ่งครั้ง พลางประสานมุทราและร่ายวิชา ตวัดนิ้วปาดไปที่หว่างคิ้ว
จุดระหว่างคิ้วพลันฉีกกระชากออกกลายเป็นนเนตรแนวตั้งที่แฝงด้วยความน่าเกรงขาม แสงสีทองไหลเวียนพัดวนประดุจดวงตาของมังกรกำลังลืมตาขึ้นมา!
วิชาเทพยุทธ์เซียน!
มุมมองแปรเปลี่ยนไปทันที ระลอกสัมผัสวิญญาณสายหนึ่งที่ยังไม่ทันจางหายไปพลันปรากฏออกมาให้เห็น
"สัมผัสวิญญาณในระดับจินตานอย่างนั้นรึ?"
"มันเป็นใคร?!"
เจ้าสำนักเซียนยุทธ์คำรามลั่นออกมาอย่างกะทันหัน เสียงนั้นดังก้องราวกับอัสนีบาตสั่นพัดให้เศษหินที่ลอยอยู่รอบด้านแตกละเอียดลงไปทันที!
เงาร่างที่กำยำของเขาพลันพร่าเลือนไปชั่วขณะ เศษหินที่ลอยล้อมรอบตัวก็พลันร่วงหล่นลงมาอย่างรุนแรง
ในพริบตาถัดมา เขาก็ปรากฏตัวออกมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหุบเขาประดุจภูตผี ฝ่าเท้าเหยียบลงบนอักขระค่ายกลที่ไหม้เกรียม เจตจำนงสังหารแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง!
ภายใต้การจับจ้องมองของเนตรมังกรกายาแท้ กลิ่นอายวิชาหลบหนีที่หลงเหลืออยู่ของหวังเจิงดูราวกับแสงตะเกียงท่ามกลางสายลมที่สลัวและไม่มั่นคง มันพุ่งเป้าไปที่ขอบฟ้าที่ห่างไกล
"ค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งกำลัง...... ไอ้เฒ่าประหลาดระดับจินตานนั่นอาศัยค่ายกลหลบหนีไป...... ทว่ากลับทิ้งรุ่นเยาว์ในระดับหนิงเสินให้เหินเวหาหลบหนีไปเพียงลำพัง เพื่อจงใจล่อให้พวกเราไล่ตามไปอย่างนั้นรึ?"
ในยุคสิ้นอาคมที่ไอวิญญาณแห้งเหือดเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะมีระดับจินตานท่านใดที่กล้าลงมือสังหารศิษย์ชั้นยอดของสำนักเซียนยุทธ์ของเขา!
"ช่างรังแกกันเกินไปแล้ว!"
หมัดเหล็กของเขาหักเข้าหากันจนแน่น เสียงกระดูกลั่นดังระเบิดราวกะอัสนี กายาแท้โลหิตสังหารรอบกายพลันพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง แปรเปลี่ยนเป็นเงาลวงตาของมังกรและพยัคฆ์ที่สูงถึงสิบจ้าง พลานุภาพที่ดุดันสั่นสะเทือนฟ้าดิน
ร่องรอยการหลบหนีของหวังเจิง ยามนี้ประดุจเป็นหนอนกู่ที่เกาะติดอยู่ตามกระดูกในห้วงความรู้สึกของเขาไปแล้ว
"ผู้อาวุโสคิ้วแดง!"
เสียงคำรามลั่นทำให้ผู้อาวุโสคิ้วแดงสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะเหินเวหาเข้ามาหาอย่างสั่นสะท้าน
"เช้ง!"
กระบี่อาคมสีแดงจัดที่แขวนอยู่ที่เอวของเขาพลันพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
บนตัวกระบี่ห่อหุ้มด้วยอักขระโลหิตสังหารที่ไหลเวียนประดุจลาวา เห็นได้ชัดว่านี่คืออาวุธวิญญาณในระดับจินตานชิ้นหนึ่ง!
"จงถือ 'กระบี่เผาสิ้น' ของข้าเล่มนี้เอาไว้ แล้วจงไล่ตามสัมผัสวิญญาณที่ข้าชี้นำไป......"
กระบี่อาคมลอยก้างมาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของผู้อาวุโสคิ้วแดง ตรงด้ามกระบี่พลันระเบิดแสงจากแกนในขนาดเท่าดวงตามังกรที่สว่างจัดจ้าขึ้นมาทันที
สัมผัสวิญญาณของเจ้าสำนักเซียนยุทธ์พุ่งทะลักเข้าไปภายในแกนในของตัวกระบี่ประดุจคลื่นหลาก
ในชั่วพริบตานั้น คมกระบี่ก็สั่นไหวและพุ่งเป้าไปที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นจุดที่ยังมีกลิ่นอายของหวังเจิงหลงเหลือเอาไว้เบื้องหลังเพียงน้อยนิด
"ตามไปฆ่ามันซะ!"
เงาลวงตาของเจ้าสำนักคำรามเสียงเย็น "หากพบศัตรู ห้ามเข้าปะทะด้วยกำลังโดยเด็ดขาด จงใช้กระบี่เล่มนี้เป็นสื่อชักนำ แล้วสัมผัสวิญญาณของข้าจะไปจุติที่นั่นเอง!"
"รับทราบขอรับ!"
ผู้อาวุโสคิ้วแดงรับกระบี่มา ในอุ้งมือพลันถูกด้ามกระบี่แผดเผาจนมีควันสีครามพวยพุ่งออกมาทันที
เขาข่มความเจ็บปวดเอาไว้พลางประสานมุทราและร่ายวิชา กระบี่สังหารพลันระเบิดแสงสีเลือดออกไปหลายร้อยจ้าง พลางลากตัวเขาพุ่งผ่านความว่างเปล่าไปประดุจดาวตก!
ในเวลาเกือบจะไล่เลี่ยกัน เจ้าสำนักเซียนยุทธ์ก็สะบัดมือเรียกป้ายสั่งการสีดำดำแดงออกมาหนึ่งเหรียญ
"คำสั่งล่าล้างสังหารแห่งสำนักเซียนยุทธ์ จงเริ่มขึ้นเดี๋ยวนี้!"
ป้ายสั่งการระเบิดแสงวิญญาณที่แทงตาออกมา แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทองเก้าสายพุ่งกระจายออกไปทั่วทิศทาง
ภายในสำนักเซียนยุทธ์ซึ่งอยู่ห่างออกไปนับพันหลี่ ระฆังยักษ์ประจำสำนักพลันส่งเสียง "ดึ่ง" ดังขึ้นมาด้วยตัวเอง คลื่นเสียงมาพร้อมกับคำสั่งระดับจินตานที่ดังสะนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนป่าและขุนเขา......
"ผู้อาวุโสและผู้ดูแลทุกคนจงออกปฏิบัติหน้าที่เดี๋ยวนี้ ปิดล้อมพรมแดนแคว้นหนานฉู่โจวที่อยู่ใกล้เคียงที่สุดให้หมด! ส่วนที่ห่างไกลออกไป ให้ติดต่อขุมกำลังอื่นๆ เพื่อขอความร่วมมือในการปิดล้อมพื้นที่"
"ผู้ใดที่ผ่านด่านอย่างน่าสงสัยให้กักตัวเอาไว้ให้หมด หากผู้ใดขัดขืน ฆ่าได้โดยไม่ต้องละเว้น!"
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เจ้าสำนักเซียนยุทธ์ก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะเหินตัวลับหายไปที่ขอบฟ้า
ในโลกที่ไอวิญญาณเหือดแห้งเช่นนี้ ถึงแม้จะเป็นนักยุทธ์ในขอบเขตกายาแท้จินตาน ก็ไม่กล้าที่จะอยู่ห่างไกลจากชีพจรวิญญาณเป็นเวลานานนัก
เขาจ้องมองไปยังทิศทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง และทิ้งไว้เพียงเสียงกระซิบที่แสนเย็นเยียบซึ่งดังกึกก้องอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่แตกสลาย:
"ผู้ใดที่บังอาจมาชิงเอาสมบัติมรดกสืบทอดที่สำนักเซียนยุทธ์ของข้าดูแลอยู่ และมาฆ่าอัจฉริยะของสำนักเซียนยุทธ์ของข้า ไม่ว่าจะเป็นใคร...... ก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิตอย่างหนักหน่วงแน่นอน!!"
ภายในถ้ำหอเจี้ยนอวี่ อักขระค่ายกลเคลื่อนย้ายพลันระเบิดแสงสีเลือดที่แทงตาออกมาทันที
"แคร็ก!"
หินวิญญาณโบราณทั้งสองก้อนแตกสลายลงจนเป็ผงไปท่ามกลางการสั่นสะเทือนที่รุนแรง เงาร่างของจ้าวมูจี๋ก้าวย่างออกมาจากแสงวิญญาณนั้น
เขาสะบัดมือประสานมุทรา เศษซากของ源晶ทั้งเจ็ดสิบสองก้อนพุ่งกระจายขึ้นมาประดุจฝูงตั๊กแตน ก่อนจะสลายกลายเป็นผุยผงร่วงหล่นลงมาภายใต้การควบคุมของวิชาค่ายกล
"ฟึ่บ!"
กระบี่หักเจินอู๋ตวัดฟันเพียงครั้งเดียว อักขระค่ายกลบนหน้าดินก็ถูกรังสีกระบี่ไถจนกลายเป็นร่องลึกสามเซี่ยะ และถูกทำลายลงจนหมดสิ้น
ไอวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ล้วนแต่ถูกชักลากออกมาทีละเส้นด้วยวิชาชักนำปราณ
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น พลางนึกถึงหวังเจิง เขาก็รีบหลับตาลงประสานมุทราพลันปรากฏอักขระสีน้ำเงินลึกลับขึ้นที่หว่างคิ้ว
สัมผัสวิญญาณจากวิชาฝากฝันประดุจสายใยที่มองไม่เห็นพุ่งทะลวงผ่านความว่างเปล่าไปทันที
แคว้นหนานฉู่โจว ท่ามกลางมวลเมฆที่ลอยเด่นอยู่หนาแน่น เนตรซ้อนจันทร์โลหิตพลันปรากฏขึ้นที่ดวงตาขวาของหวังเจิง มุมมองสายตาพุ่งทะลุผืนมวลเมฆที่พัดวนอยู่เบื้องหลังออกไป
ห่างออกไปสองร้อยหลี่ แสงกระบี่สีแดงจัดที่โอบล้อมเงาร่างสายหนึ่งเอาไว้ กำลังเลื้อยลัดเลาะเข้าไปประดุจงูพิษ และติดตามเขามาอย่างไม่ยอมลดละ
"นายท่าน มีคนของสำนักเซียนยุทธ์กำลังสะกดรอยตามข้ามาขอรับ......"
สัมผัสวิญญาณของหวังเจิงสั่นไหว เสียงส่งกระแสจิตที่แฝงไปด้วยความเร่งรีบดังออกมาจากความว่างเปล่าที่เชื่อมต่อกันด้วยวิชาฝากฝัน "กระบี่เล่มนั้นมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ มันสามารถติดตามกลิ่นอายไอวิญญาณของข้าได้ ดูเหมือนว่าจะมีระดับจินตานท่านใดกำลังล็อคกลิ่นอายของข้าเอาไว้อยู่ขอรับ......"
"ระดับจินตานของสำนักเซียนยุทธ์อย่างนั้นรึ......"
ภายในหอเจี้ยนอวี่ จ้าวมูจี๋ได้จ้องมองผ่านมุมมองในห้วงความฝันของหวังเจิง จนสามารถสังเกตเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างชัดเจนแล้ว
เขาพลันลืมตาขึ้นมาทันที แววตาเนตรซ้อนส่องประกายวูบ พลางกล่าวว่า
"เนตรซ้อนปิดประตูขุนเขา ลมหายใจวายุเคลื่อนไปยังตำแหน่งซวิ่น!"
หวังเจิงที่อยู่ท่ามกลางมวลเมฆได้ยินเช่นนั้น เนตรซ้อนก็หดเกร็งลงทันที
เสียงส่งกระแสจิตของจ้าวมูจี๋ประดุจเสียงอัสนีที่ระเบิดออกในห้วงความฝัน
รูม่านตาที่ประดุจจันทร์โลหิตที่ดวงตาขวาของขาพลันแยกออกจากกันเป็นสองดวงในชั่วพริบตา จากนั้นมันก็ปิดตัวลงอย่างลึกลับประดุจแผ่นหิน
นึกไม่ถึงว่าเขากำลังฝืนใช้งานวิชาลับของเนตรซ้อนที่ยังไม่สามารถบรรลุถึงขั้นได้!
วิชานี้สามารถตัดขาดการรับรู้ระหว่างนักบำเพ็ญและฟ้าดินได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เดิมทีนี่คือวิชาลับที่หวังเจิงยังไม่อาจเข้าถึงได้ ทว่าจ้าวมูจี๋กลับสามารถบรรลุมันได้แล้ว
ยามนี้จึงเป็นการชี้นำของจ้าวมูจี๋ ที่ทำให้หวังเจิงสำแดงอานุภาพผ่านทางเนตรซ้อนออกมา
"วาบ!"
เงาร่างของหวังเจิงหักเลี้ยวทันที ยันต์ลี้ภัยวายุในชายเสื้อลุกไหม้ขึ้นเองโดยไร้สัมพัสจากสายลม เงาร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีครามสายหนึ่งพุ่งทะยานออกไปตามคำสั่งของจ้าวมูจี๋
ในชั่วพริบตามันก็มุดหายเข้าไปในเงามืดของภูเขาหิมะที่อยู่ไม่ไกลทันที
เขาลบเลือนกลิ่นอายจมหายไปประดุจหินผาที่นิ่งงัน จนไร้ร่องรอยให้ติดตาม
"จงแอบซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมไปก่อน! หากมีโอกาส ก็จงใช้ฐานะของคนตระกูลหวังเป็นโล่กำบังเพื่อหลบหนีออกไปจากเขตอิทธิพลของขุมกำลังอื่นๆ"
เสียงสั่งกระแสจิตวิชาฝากฝันของจ้าวมูจี๋ดังขึ้นอีกครั้ง "หากไม่สามารถออกไปจากแคว้นหนานฉู่โจวได้จริงๆ ...... ก็จงวางค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งกำลังขึ้นมาใหม่ แล้วข้าจะคอยรับเจ้ากลับมาเอง!"
แววตาของเขาเย็นเหยียบอย่างยิ่ง หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ เขาก็ยังไม่อยากที่จะทิ้งค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งกำลังที่สมบูรณ์เอาไว้เบื้องหลัง
เพราะวิธีการของการตั้งฉากที่ใช้เป็นแกนกลางของค่ายกลเคลื่อนย้ายนั้น มีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า นี่ถือว่าเป็นการทิ้งร่องรอยเอาไว้เช่นกัน
หากหวังเจิงสามารถอาศัยเนตรซ้อนในการหลบหนีออกจากแคว้นหนานฉู่โจวได้เอง ก็นับว่าเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมนัก
ทว่าหากถูกสำนักเซียนยุทธ์จับกุมตัวไว้ได้จริงๆ ......
แววตาของจ้าวมูจี๋ส่องประกายเยือกเย็นทันที
เช่นนั้นเขาก็คงทำได้เพียงแค่ทำให้หมากที่แข็งแกร่งที่สุดชิ้นนี้ ต้องมอดไหม้หายไปประดุจฟิวส์ที่เกิดการหลอมละลายจนพินาศไปจนหมดสิ้นเท่านั้น!
"ฟึ่บ!"
สะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง เงาร่างของเขาก็มุดหายเข้าไปภายในมิติหูกว่างทันที
ไอสังหารที่แสนเย็นเยียบพุ่งเข้าปะทะหน้า ซากศพของหลัวจั้นที่พังพินาศยามนี้กำลังถูกหนอนกู่นับหมื่นนับพันรุมกัดกินอยู่ กระดูกสีขาวที่แข็งแกร่งประดุจทองเหลืองส่งเสียงดัง "แคร็ก แคร็ก" ออกมาทีละนิด
ในเวลาเดียวกัน ข่าวเรื่องการออกคำสั่งล่าล้างสังหารของสำนักเซียนยุทธ์ และเรื่องการปิดล้อมพรมแดนแคว้นหนานฉู่โจว ก็ได้ถูกส่งออกไปถึงหูของเหล่าสายลับของขุมกำลังต่างๆ ทั่วทั้งแคว้นหนานฉู่โจวอย่างรวดเร็ว
ทำให้อิทธิพลกลุ่มก้อนต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่ในแคว้นหนานฉู่โจวต่างก็พากันตกตะลึง คัมภีร์หยกส่งข่าวสารของเหล่าสายลับมากมายต่างก็พากันส่องแสงระยิบระยับอย่างไม่ขาดสาย
"ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักเซียนยุทธ์ หลัวจั้นนยอดฝีมือไร้เทียมทานในระดับหนิงเสินสมบูรณ์สิ้นชีพแล้ว!"
"ผู้ลงมืออาจจะเป็นนักยุทธ์ที่แข็งแกร่งในขอบเขตกายาแท้จินตาน...... เป็นทายาทที่สืบทอดมาจากหวงฟู่มี่!"
ข่าวนี้ประดุจลมพายุที่พัดกวาดผ่านไปทั่ว จนสั่นสะเทือนวงการบำเพ็ญเซียนของแคว้นหนานฉู่โจวไปทั้งหมดในพริบตา
ทายาทผู้สืบทอดของหวงฟู่มี่แท้จริงแล้วเป็นผู้ใดกันแน่ ถึงกับสามารถปรากฏนักยุทธ์ที่แข็งแกร่งในขอบเขตกายาแท้จินตานออกมาได้ และยังกล้าลงมือทำอะไรที่เหิมเกริมถึงเพียงนี้?......