เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 265~266 นักบำเพ็ญไร้เทียมทาน

บทที่ 265~266 นักบำเพ็ญไร้เทียมทาน

บทที่ 265~266 นักบำเพ็ญไร้เทียมทาน


บทที่ 265~266: นักบำเพ็ญไร้เทียมทาน ดาบทำลายลมปราณเซียน เจินอู๋ดับชีวา

หลังจากสังเกตเห็นแผ่นค่ายกลแจ้งเตือนที่ปรากฏอยู่ที่หน้าถ้ำหิน

แววตาของจ้าวมูจี๋ก็หม่นแสงลงเล็กน้อย ก่อนจะยื่นแผ่นค่ายกลให้หวังเจิงตรวจสอบ

หวังเจิงเปลี่ยนสีหน้าทันที ด้วยความรู้และความเห็นในฐานะที่เป็นศิษย์สายตรงของตระกูลหวัง เขาจึงจดจำตราสัญลักษณ์บนแผ่นค่ายกลได้ในทันที

"นี่คือตราสัญลักษณ์ของสำนักเซียนยุทธ์ขอรับ" หวังเจิงมีท่าทางเคร่งขรึมและกล่าวเสียงหนัก "สำนักเซียนยุทธ์คือหนึ่งในสี่ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งแคว้นหนานฉู่โจว พวกเขาฝึกฝนเน้นไปทางมรรคาเซียนยุทธ์ ภายในสำนักเต็มไปด้วยยอดฝีมือมากมาย และการทำงานก็หยิ่งยโสถึงที่สุดด้วย"

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง พลางชำเลืองมองแผ่นค่ายกลใบนั้น และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมยิ่งขึ้น "การที่พวกเขาฝังแผ่นค่ายกลแจ้งเตือนเอาไว้ที่นี่ ก็เพื่อเป็นการประกาศให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า...... สถานที่แห่งนี้ถูกพวกเขามองว่าเป็นของในกระเป๋าแล้ว ผู้อื่นห้ามมายุ่งเกี่ยวเด็ดขาด!"

"โอ้?" จ้าวมูจี๋ได้ยินเช่นนั้น มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความรู้สึกนึกสนุก "แม้แต่ค่ายกลยังทำลายไม่ได้ มรดกสืบทอดก็ยังเอาไปไม่ได้ แต่กลับกล้าคุยโวโอ้อวดมาจองพื้นที่เอาไว้อย่างนั้นรึ?"

หวังเจิงรีบเอ่ยเตือน "นายท่าน สำนักเซียนยุทธ์มีรากฐานที่ลึกซึ้งมาก ยามนี้ภายในสำนักอย่างน้อยก็น่าจะมีระดับจินตานนั่งแท่นอยู่ถึงสองท่าน ท่านหนึ่งคือเจ้าสำนัก และอีกท่านคือผู้อาวุโสสูงสุด"

เขากล่าวเสียงหนัก "มรรคาเซียนยุทธ์ ต่อให้จะอยู่ในยุคสิ้นอาคมเช่นนี้ พลังการต่อสู้ก็นับว่าน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งขอรับ!"

จ้าวมูจี๋พยักหน้าเล็กน้อย แววตาดูนุ่มลึก "มังกรแกร่งไม่อาจสยบเจ้าถิ่น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็รีบจัดการกันให้เร็วที่สุด ชิงเอามรดกสืบทอดมาแล้วรีบไปเสีย"

ในใจของเขาทราบดีว่า ขุมกำลังระดับเจ้าแห่งแคว้นในแคว้นหนึ่งนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่จะมาล้อเล่นได้เหมือนกับสี่แคว้นในเทียนหนาน

สำนักเซียนยุทธ์นั้น เป็นตัวตนที่สามารถทัดเทียมได้กับตระกูลหวังแห่งแคว้นเป่ยอวิ๋นตี๋โจว และหอกระบี่เผิงไหลแห่งเกาะอี๋โจวในทะเลบูรพา รากฐานของพวกเขาลึกซึ้งจนไม่อาจคาดเดาได้

แม้จะยังเทียบไม่ได้กับความยิ่งใหญ่ของสำนักกระบี่กิเลน ทว่าภายในจิ่วโจวแห่งนี้ พวกเขาก็ถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีอำนาจในการตัดสินใจสูงมากเช่นกัน

หากหลีกเลี่ยงได้ก็นับว่าเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมที่สุด!

เขาบอกกับหวังเจิงและเว่ยติ่งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นทันทีว่า "พวกเจ้าสองคนจงทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ด้านนอก หากพบศัตรูมาเยือน ให้ใช้ค่ายกลเข้าโต้ตอบ และห้ามเปิดเผยตัวตนว่าเป็นคนของตระกูลหวังเด็ดขาด" เขาจงใจชำเลืองมองไปที่หวังเจิง "วิชาเนตรซ้อนให้เก็บงำเอาไว้ก่อน"

หวังเจิงรับคำสั่งด้วยการประสานมือ ไอวิญญาณรอบกายถูกเก็บงำไว้ภายใน ทว่ากระบี่อาคมที่เอวกลับถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว

ส่วนเว่ยติ่งได้กลืนโอสถรวมปราณที่เพิ่งจะได้รับมาลงไป ใบหน้าที่เหี่ยวแห้งพลันเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง เขาพยายามฝืนยิ้มที่ดูแล้วน่าเกลียดเสียยิ่งกว่าการร้องไห้ออกมา

จ้าวมูจี๋เห็นเช่นนั้นก็พยักหน้า พลางจัดวางมาตรการป้องกันเพิ่มเติมอีกหลายชั้น ก่อนจะสะบัดมือหนึ่งครั้งเพื่อให้ธงค่ายกลพุ่งกระจายออกไป

เขาได้จัดวางค่ายกลผนึกเก้าอักขระต่อเนื่องเอาไว้ที่หน้าถ้ำหิน

จากนั้นเขาก็เดินเข้าสู่เส้นทางภายในถ้ำ และในพริบตานั้นค่ายกลเบื้องหลังเขาก็ปิดตัวลงทันทีอย่างรุนแรง

ภายในทางเดินที่แสนลึก อักขระเข็ม "สิบมังกรหยอกเย้าหงส์" ที่ถูกบันทึกไว้ใน "บันทึกกระตุ้นชีพจรทองคำ" แผ่ขยายออกไปตามผนังหินทั้งสองด้าน

ทุกครั้งที่เดินไปข้างหน้าสิบก้าว ก็จะพบกับคริสตัลเกล็ดมังกรที่ฝังอยู่ในจุดชีพจรหนึ่งก้อน

จ้าวมูจี๋ใช้เข็มทองสะกิดคริสตัลเพื่อตรวจสอบสายเลือด คริสตัลจึงสลายกลายเป็นผุยผงไปทีละก้อน ทิ้งร่องรอยแห่งแสงที่คดเคี้ยวเอาไว้เบื้องหลัง

เมื่อเดินเข้าไปสู่ส่วนลึกของถ้ำหิน

ในพริบตานั้นเอง พลังกดทับของค่ายกลสะกดวิญญาณก็พัดพาเข้าใส่ร่างของเขาประดุจคลื่นหลาก ไอวิญญาณและไอสังหารในร่างกายพลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ ราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา

"ช่างเป็นดินแดนสิ้นวิญญาณที่ยอดเยี่ยมนัก!"

แววตาของเขาสั่นไหว พลางมองทะลุถึงเล่ห์กลภายในนั้น

ค่ายกลสะกดวิญญาณนี้เชื่อมต่อกับแกนกลางของมรดกสืบทอด หากทำลายด้วยกำลัง ก็รังแต่จะทำให้มรดกสืบทอดภายในพังพินาศตามไปด้วย

มิน่าเล่าขุมกำลังสำนักเซียนยุทธ์ที่จ้องมองตาเป็นมันเหล่านั้น ถึงยังไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามจนถึงตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ร่างกายที่แข็งแกร่งของนักยุทธ์ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ยังคงสามารถระเบิดพลังที่น่ากลัวออกมาได้อยู่

กล้ามเนื้อภายใต้ชุดเกาะวิญญาณของจ้าวมูจี๋บีบตัวแน่นราวกับมังกร ระหว่างกระดูกแฝงด้วยพละกำลังอันมหาศาลที่สามารถทลายขุนเขาได้

ทว่าทางเดินเบื้องหน้ากลับกลายเป็นทางตัน ดูราวกับถูกปิดทับด้วยหินกลมน้ำหนักหมื่นชั่ง

"ยังมีการทดสอบด่านอื่นอีกอย่างนั้นรึ?"

จ้าวมูจี๋ขมวดคิ้ว พลางย่อตัวลงส่งแรงไปที่แขนทั้งสองข้างเพื่อยันหินกลมก้อนแรกเอาไว้ แล้วออกแรงผลักอย่างแรง

"ครืนนน!"

หินขนาดใหญ่เคลื่อนที่ พื้นดินพลันสั่นสะเทือน

ทว่าในพริบตาที่หินก้อนแรกถูกผลักออกไปไกลถึงสามจ้าง ส่วนลึกของทางเดินก็พลันมีเสียงกลไกหมุนวนดังสนั่นเลื่อนลั่น

หินกลมก้อนที่สองกลับพุ่งชนเข้าใส่จากทางด้านข้างอย่างรุนแรงด้วยความเร็วที่รวดเร็วมาก พร้อมกับพละกำลังที่แฝงมานับหมื่นชั่ง!

"ปัง!"

จ้าวมูจี๋สีหน้าเปลี่ยนทันทีเพราะตั้งตัวไม่ทัน เขาถูกชนจนถอยหลังไปหลายก้าว

กล้ามเนื้อแขนของเขาบีบตัวแน่นประดุจเหล็กกล้า ฝ่าเท้าที่เหยียบลงบนแผ่นหินพลันแตกร้าวไปทีละนิด

เขาคำรามต่ำหนึ่งครั้ง ขาทั้งสองข้างหยัดยืนอย่างมั่นคงประดุจรากไม้ที่ฝังลึกลงไปในดิน กล้ามเนื้อแขนขยายตัวขึ้นอีกรอบ ก่อนจะฝืนรับแรงกระแทกจากหินกลมทั้งสองก้อนเอาไว้ได้ด้วยพละกำลังสดๆ

ทว่าหินกลมก้อนที่สามกลับพุ่งตามมาติดๆ โดยการพุ่งเข้าใส่จากอีกด้านหนึ่งด้วยเสียงหวีดหวิว!

"ตูมมม!!"

หินกลมทั้งสามก้อนเข้าโจมตีจากทั้งหน้าและหลัง แรงกระแทกที่หนักอึ้งและรุนแรงจนแทบจะบดขยี้เขาให้แหลกคามือ

"ชิบ!"

เส้นเลือดที่หน้าผากของจ้าวมูจี๋ปูดโปน กระดูกทั่วร่างกายส่งเสียงกร๊อบแกร็บ ผิวหนังเริ่มมีหยดเลือดเล็กๆ ซึมออกมาเนื่องจากถูกพละกำลังอันมหาศาลบีบอัด

บททดสอบมรดกสืบทอดที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้นี้ ช่างดุดันเสียจนเกินไป

ดินแดนสิ้นวิญญาณบวกกับการทดสอบที่แสนหนักหน่วงเช่นนี้ หากไม่ใช่นักยุทธ์ที่มีความสำเร็จในการฝึกฝนมาที่นี่เพื่อฝ่าด่าน ก็ไม่มีทางที่จะผ่านไปได้เลย และคงถูกบดขยี้จนกลายเป็นกองเนื้อไปตั้งนานแล้ว!

เขาขบฟันแน่น กล้ามเนื้อแขนบิดตัวราวกะมังกร ก่อนจะระเบิดพละกำลังทั้งหมดออกมาในคราวเดียว

"เปิดให้ข้า!"

เสียงคำรามต่ำหนึ่งครั้ง หินกลมทั้งสามก้อนก็ถูกผลักออกไปได้ในที่สุด และกลิ้งหายเข้าไปในร่องหินทั้งสองข้างอย่างรุนแรง

ที่ปลายสุดของทางเดิน ประตูหินที่เต็มไปด้วยลวดลายรูเข็มก็ค่อยๆ ปรากฏให้เห็น

จ้าวมูจี๋หอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง พลางสะบัดแขนที่รู้สึกล้าและบวมเต่ง ก่อนจะจ้องมองไปที่ประตูหินด้วยสายตาที่เคร่งขรึม

แววตาเน็ตซ้อนส่องประกายวูบ พลางมองเห็นตำแหน่งการไหลเวียนของรูเข็มทั้งเจ็ดบนประตูหินทันที

"ทำมังกรสะบัดหาง......"

แววตาของเขาดูเคร่งครัด สะบัดมือส่งเข็มทองออกไปประดุจมังกรที่สะบัดหาง ปลายเข็มวาดเป็นเงาโค้งมน ก่อนจะพุ่งปักเข้าสู่รูเข็มรอบๆ เกล็ดมังกรทั้งเจ็ดแห่งอย่างแม่นยำ

แรงสั่นสะเทือนจากวิชาเข็มทำให้ประตูหินเปิดออกอย่างรุนแรง

"ไม่ดีแล้ว!"

เนตรซ้อนของจ้าวมูจี๋ส่องประกายวูบ

"ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!"

เสียงแหวกฝ่าอากาศดังขึ้นทันที!

เข็มทองหลายสิบเล่มที่ห่อหุ้มด้วยไอเย็นเนตรซ้อนพุ่งออกมาจากในที่มืด เขาอาศัยเนตรซ้อนคาดเดาล่วงหน้า จึงหลบเลี่ยงไปได้เกือบหมด

ทว่าภายในขอบเขตของค่ายกลสะกดวิญญาณเช่นนี้ ไอวิญญาณถูกกดทับเอาไว้ เขาจึงยังคงถูกเข็มน้ำแข็งจำนวนหนึ่งปักเข้าใส่ จนปิดตายจุดชีพจรใหญ่ทั่วร่างกายในพริบตา

เข็มที่ปักเข้าสู่ร่างกายสลายหายไปทันที แวพเย็นเยียบไหลเวียนไปตามเส้นชีพขรประดุจงูพิษ

ตั้งแต่ขาทั้งสองข้างไปจนถึงช่วงท้องพลันแข็งทื่อไปทันที เกล็ดน้ำแข็งเริ่มลามไปที่แขนทั้งสองข้างจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!

"ศาสตร์เข็มแปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง? นี่คือวิชาผนึกชีพจรน้ำแข็งลึกลับของหวงฟู่มี่นี่!"

จ้าวมูจี๋หัวใจสั่นสะท้าน พลางจำที่มาของเข็มน้ำแข็งนี้ได้

"ไม่นึกเลยว่ายังมีการทดสอบอีกชั้นหนึ่ง...... นี่คือต้องการให้ข้าใช้ความเข้าใจในมรรคาเข็มของตนเองมาไขจุดชีพจรด้วยตัวเอง หากไม่มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น ก็ไม่มีทางที่จะได้รับมรดกสืบทอดไปได้เลย......"

มือขวาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวของเขารีบหยิบเข็มทองขึ้นมาทันที

ปลายเข็มพริ้วไหวอยู่ในนิ้วมือประดุจผีเสื้อ พลางใช้ทักษะการสกัดจุดชีพจรของวิชา "หงส์ผงกศีรษะสามครา" พุ่งปักเข้าสู่จุดเซียนจิ่งและจุดชวี่ฉือทั้งสองแห่ง

การลามของเกล็ดน้ำแข็งเริ่มช้าลงบ้าง ทว่ายังไม่หยุดนิ่ง......

ยามนี้ เขาต้องใช้ความเร็วที่มากกว่าการลามของเกล็ดน้ำแข็ง เพื่อไขจุดชีพจรให้ตัวเองให้จงได้!

ในขณะเดียวกัน ที่หุบเขาด้านนอกถ้ำหิน

แรงกดดันวิญญาณที่แข็งแกร่งพลันปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เงาร่างที่กำยำประดุจเจดีย์เหล็กของหลัวจั้นแห่งสำนักเซียนยุทธ์ได้มาเยือนแล้ว ไอโลหิตรอบกายพวยพุ่งประดุจกลุ่มควันไฟที่พุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ในมือถืออาวุธวิญญาณหอกยาวที่ทอแสงเย็นเยียบดูน่าเกรงขาม

เขาจ้องมองไปยังหวังเจิงและเว่ยติ่งที่สวมชุดคลุมสีดำยืนรอคอยอยู่หน้าถ้ำหินด้วยสายตาที่เย็นชา พลางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

"นึกไม่ถึงว่าจะมีนักบำเพ็ญระดับหนิงเสินถึงสองคนมาทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ที่หน้าประตู? ดูเหมือนว่าทายาทของหวงฟู่มี่...... จะพัฒนาขุมกำลังขึ้นมาได้ไม่เลวเหมือนกันนี่......"

หลัวจั้นลอบคิดในใจ ทว่ากลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้เพียงนิดเดียว

สำนักเซียนยุทธ์ยึดครองแคว้นหนานฉู่โจวมานานหลายปี พลังการต่อสู้ของนักยุทธ์ในสำนักนั้นถือว่าไร้เทียมทานในขอบเขตพลังเดียวกัน

ไม่ต้องพูดถึงแค่นักบำเพ็ญระดับหนิงเสินเพียงสองคน ต่อให้จะเป็นเฒ่าประหลาดระดับจินตาน ในยุคสิ้นอาคมเช่นนี้ ก็ยังต้องให้เกียรติเขาถึงสามส่วน

"นึกไม่ถึงว่าเป็นเขา...... หลัวจั้นแห่งสำนักเซียนยุทธ์ นักบำเพ็ญไร้เทียมทานภายใต้ระดับจินตานของสำนักเซียนยุทธ์!"

หวังเจิงเมื่อเห็นเงาร่างที่ปรากฏออกมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที

ในฐานะศิษย์สายตรงของตระกูลหวัง เขาเคยเห็นภาพวาดของเหล่านักบำเพ็ญที่ไร้เทียมทานภายใต้ระดับจินตานของขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่มามากมาย

หลัวจั้นผู้นี้ ก็นับว่าเทียมเท่าได้กับฮวาเหล่งอวิ๋นและหวังเฟยอวี่แห่งตระกูลหวังของเขา ความแข็งแกร่งนั้นน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

"ลูกสุนัขในถ้ำหินจงฟัง!"

หลัวจั้นพุ่งตัวลงมา เสียงของเขาดังสนั่นหวั่นไหวดุจระฆังยักษ์ หอกยาวกระพือแสงวิญญาณ "ข้าหลัวจั้นแห่งสำนักเซียนยุทธ์ พื้นที่แถบนี้ในรัศมีเกือบหมื่นหลี่ ล้วนแล้วแต่เป็นเขตแดนของสำนักเซียนยุทธ์ทั้งสิ้น

ในเมื่อเจ้าได้รับมรดกสืบทอดไปแล้ว ตามกฎจะต้องแบ่งปันให้แก่สำนักเซียนยุทธ์ของข้า ถึงจะสามารถจากไปได้อย่างปลอดภัย!"

คลื่นเสียงมาพร้อมกับสัมผัสวิญญาณ ดังพัดวนเข้าไปภายในถ้ำหิน

ภายในถ้ำหิน จ้าวมูจี๋ได้ยินเสียงส่งกระแสจิตผ่านสัมผัสวิญญาณ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ยามนี้คือช่วงเวลาสำคัญในการไขจุดชีพจรของเขา ไม่อาจเสียสมาธิได้ ถึงแม้แขนซ้ายของเขาจะแข็งทื่อ ทว่าแขนขวากลับเคลื่อนไหวประดุจเงาพรายเพื่อปักเข็มลงไปอย่างต่อเนื่อง

ปลายเข็มที่ปักลงไปในจุดชีพจรแต่ละจุด ล้วนนำพาเอาไอเย็นสีน้ำเงินออกมาทีละเล่ม

"ไม่ตอบรับอย่างนั้นรึ?"

ด้านนอกถ้ำหิน หลัวจั้นขมวดคิ้ว พลางใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบม่านพลังป้องกันที่หน้าถ้ำ พบว่าไอวิญญาณภายในนั้นหยุดชะงักผิดปกติ จึงแสยะยิ้มออกมาทันที "แสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดแล้วคิดว่าจะผ่านไปได้รึ?"

ทันใดนั้นเขาก็แสยะยิ้มที่ดุดัน ก่อนจะเหินตัวเข้าไปหาถ้ำหินอย่างรวดเร็ว

"อย่ามารบกวนนายท่าน!"

หวังเจิงและเว่ยติ่งคำรามลั่น พลางพากันกระตุ้นอาวุธวิญญาณเพื่อเข้าขัดขวางทันที

"ไสหัวไป!"

หลัวจั้นแค่นเสียงตวาด หอกยาวในมือประดุจมังกรคลั่งที่พลิกพริ้วไปมา ตัวหอกระเบิดแสงสีทองจัดจ้าออกมา การสะบัดหอกเพียงครั้งเดียว ก็ดูราวกับจะฉีกกระชากความว่างเปล่าให้ขาดสะบั้น!

หวังเจิงและเว่ยติ่งเพิ่งจะส่งอาวุธวิญญาณออกไป ก็สัมผัสได้ถึงลมพายุที่รุนแรงปะทะเข้าที่ใบหน้าทันที

"แคร็ก!"

กรงเล็บกระดูกหยินที่เว่ยติ่งบ่มเพาะมานานนับร้อยปี กลับแตกละเอียดลงทีละนิดภายใต้รัศมีของหอกนั้น จนเศษซากกระเด็นไปทั่ว!

เขาครางออกมาด้วยความเจ็บปวด ที่ง่ามมือมีรอยเลือดระเบิดออกมา เลือดสีแดงสดไหลซึมไปตามข้อมือทันที

ส่วนกระบี่โบราณของหวังเจิงแม้จะต้านรับคมหอกเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ทว่ากลับถูกแรงปะทะของไอวิญญาณที่รุนแรงจนหลุดออกจากมือไปปะทะกับกำแพงหินจนเกิดกระแสไอวิญญาณที่บิดเบี้ยวพัดวนไปมา

เขาหัวใจสั่นสะท้าน "พละกำลังของเจ้านี่ ช่างดุดันเสียยิ่งกว่าข่าวลือถึงสามส่วน! หากไม่ใช้งานวิชาเนตรซ้อน เกรงว่าคงจะ......"

เขาลอบขบฟันแน่น เดิมทีเขาก็ยากที่จะรับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้อยู่แล้ว ยามนี้เพื่อปิดบังฐานะจึงไม่กล้าใช้ไพ่ตาย สถานการณ์จึงยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่

"หืม? ระดับหนิงเสินสมบูรณ์อย่างนั้นรึ?"

หลัวจั้นขมวดคิ้ว สัมผัสวิญญาณประดุจคมมีดกวาดผ่านร่างของหวังเจิง เห็นได้ชัดว่าเขานึกไม่ถึงว่าจะมีนักบำเพ็ญในระดับเดียวกันมาทำหน้าที่เฝ้าประตูอยู่ที่นี่

ทว่าในพริบตาต่อมา เขาก็แสยะยิ้ม แสงสีทองบนตัวหอกพุ่งทะยานขึ้น "ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นใคร! ในเขตแดนของสำนักเซียนยุทธ์ ต่อให้เป็นมังกรก็ต้องขดตัว ต่อให้เป็นพยัคฆ์ก็ต้องหมอบลงไป!"

สิ้นคำกล่าว หอกยาวก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นมังกรทองตัวมหึมาพุ่งทะยานออกไป เศษหินในรัศมีสิบจ้างรอบด้านล้วนถูกรังสีหอกบดขยี้จนกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา!

บึ้มมม!!

เสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหวกระจายออกไปในทันที

ภายในถ้ำหิน จ้าวมูจี๋มาถึงช่วงเวลาสุดท้ายแล้ว

เขข็มทองปักเข้าสู่จุดชีพจรใหญ่ทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว

ไอเย็นจากเข็มน้ำแข็งลามมาถึงลำคอแล้ว ตั้งแต่คอลงไปล้วนปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งหมดสิ้น

มือขวาของเขาเคลื่อนไหวประดุจเงาพราย ปลายเข็มปักลงที่จุดชวี่ฉือและจุดเซียนจิ่งติดต่อกันถึงเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดครั้ง ในที่สุดชั้นน้ำแข็งก็เริ่มแตกร้าวเป็นลายเล็กๆ

"ยังขาดอีก...... จุดเทียนทู......"

เขาขบฟันแน่นพลางคว้าเข็มขึ้นมาสะกิด ปลายเข็มอยู่ห่างจากจุดลูกกระเดือกเพียงสามนิ้ว ทว่ากลับแข็งทื่อไปทันที

ไอเย็นจากเข็มน้ำแข็งสายสุดท้าย ได้ปิดตายจุดนี้เอาไว้อย่างแน่นหนา!

ด้านนอกถ้ำพลันมีเสียงครางของเว่ยติ่งดังแว่วมา

เนตรซ้อนของจ้าวมูจี๋ส่องประกายวูบ พลางมองผ่านม่านพลังป้องกันออกไป "เห็น" ว่าหลัวจั้นสะบัดหอกซัดหวังเจิงจนถอยไป และตวัดหอกซ้ำใส่เว่ยติ่งจนกระอักเลือดกระเด็นไปปะทะกำแพงภูเขาจนเศษหินร่วงถล่มลงมา

"ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!"

หลัวจั้นเก็บหอกพลางแค่นหัวเราะ ปลายหอกชี้ไปที่ภายในถ้ำ "ข้าให้เวลาเจ้าอีกห้าลมหายใจ...... ไสหัวออกมา!!"

เขาคำรามลั่น บนตัวหอกปรากฏอักขระรบสีเลือดถึงเจ็ดสาย นั่นคือวิชาลับวิชาเจ็ดสังหารโลหิตสังหารของสำนักเซียนยุทธ์นั่นเอง!

เงาหอกแยกกระจายออกไป รังสีหอกสีเลือดทั้งเจ็ดสายดุจดาวตกพุ่งลงสู่พื้นดิน ปิดตายทางถอยทั้งหมดของหวังเจิงเอาไว้ทันที

"ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!"

หวังเจิงขบฟันต้านรับเอาไว้อย่างเต็มกำลัง พลางประสานมุทราและร่ายวิชา ไอวิญญาณแปรเปลี่ยนเป็นโล่ขนาดยักษ์พร้อมกับกระบี่อาคมที่ลอยขวางอยู่เบื้องหน้า

ทว่าในพริบตาที่รังสีหอกระเบิดออกมา โล่นั้นก็แตกละเอียดลงทันที

เขาส่งเสียงครางในลำคอ ที่หัวไหล่ถูกรังสีหอกสายหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านไป เลือดทะลักออกมาอย่างรุนแรง เงาร่างกระเด็นออกไปไกลหลายสิบจ้าง กระบี่ถูคมของอีกฝ่ายฟันจนแตกร้าว

หากไม่ใช้งานเนตรซ้อน และไม่ใช้งานวิชาอาคมของตระกูลหวัง พละกำลังของเขาก็จะถูกกดทับเอาไว้อย่างรุนแรง และไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของหลัวจั้นผู้นี้ได้เลย

"สังหาร!"

เจ้าของถ้ำสวรรค์กระดูกขาวเว่ยติ่งคำรามลั่นพุ่งตัวออกมา ร่างกายที่เหี่ยวแห้งพลันขยายตัวขึ้นอย่างรุนแรง ไอหยินสังหารแผ่ออกมาอย่างบ้าคลั่ง นึกไม่ถึงว่าเขาได้ใช้วิชาลับเพื่อกระตุ้นพละกำลังให้พุ่งสูงขึ้น

อาวุธวิญญาณของเขาพังพินาศไปหมดสิ้นแล้ว ยามนี้เขาจึงใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างประสานมุทราและร่ายวิชา กรงเล็บผีนับพันพุ่งฉีกกระชากออกมา ลมหยินแปรเปลี่ยนเป็นดาบสีดำนับร้อยสายเข้าจู่โจมที่กลางหลังของหลัวจั้น!

"เจ้ามดปลวก! เพื่อเจ้านายของเจ้า เจ้าช่างทุ่มเทชีวิตเสียจริงนะ!"

หลัวจั้นไม่ได้หันไปมองแม้แต่นิดเดียว เขาเพียงแค่สะบัดมือหนึ่งครั้ง ตวัดหอกกลับมาประดุจงูยักษ์ที่สะบัดหาง ไอวิญญาณโลหิตสังหารที่ติดมากับตัวหอกระเบิดออกมาอย่างรุนแรง

"ปังงง!"

ดาบหยินสังหารของเว่ยติ่งแตกกระจายประดุจแผ่นกระดาษที่ถูกฉีกขาด รอยหอกหวดเข้าใส่ที่ช่วงท้องของเขาอย่างจัง

ซี่โครงของเว่ยติ่งหักสะบั้น อวัยวะภายในบิดเบี้ยวผิดรูป กระอักเลือดที่มีเศษเนื้ออวัยวะภายในปนออกมาคำโต เงาร่างกระเด็นไปปะทะกำแพงภูเขาประดุจกระสอบขาดๆ กลิ่นอายพลันหม่นแสงลงทันที

"สี่ลมหายใจผ่านไปแล้ว! เจ้านายของพวกเจ้า แท้จริงแล้วเป็นไอ้เต่าหดหัวอย่างนั้นรึ!?"

หลัวจั้นแสยะยิ้ม ปลายหอกชี้ตรงไปที่ม่านพลังป้องกันถ้ำหิน รังสีหอกโลหิตสังหารแลบออกมาประดุจลิ้นงูพิษ ส่งเสียงพัดผ่านเข้าไปภายในถ้ำหิน

"หลังจากผ่านไปสามลมหายใจ หากยังไม่มีใครออกมา ข้าจะฆ่าข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของเจ้าทิ้งเสียก่อน แล้วค่อยมาทำลายถ้ำหินนี่ทีละนิ้ว!"

ภายในถ้ำหิน!

เนตรซ้อนจันทร์โลหิตของจ้าวมูจี๋พลันลุกโชนขึ้นทันที

"ฉึก!" เข็มเล่มสุดท้ายสะกิดที่ปลายนิ้ว ไอเย็นจากเข็มน้ำแข็งที่สะสมอยู่พลันพุ่งออกมาพร้อมกับสายเลือดที่พุ่งกระฉูด

ในขณะที่ชั้นน้ำแข็งกำลังจะปิดตายข้อมือขวา เขาก็รีบดีดนิ้วส่งเข็มออกไปทันที

"เช้ง!"

เข็มทองพุ่งปะทะกำแพงหินเกิดประกายไฟ ไอเย็นที่หลงเหลืออยู่ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น

ไอเย็นจากเข็มน้ำแข็งถูกเขาฝืนขับออกมาจากร่างกายจนหมดสิ้น รอบกายพวยพุ่งไปด้วยม่านหมอกสีเลือด

"สำนักเซียนยุทธ์...... หลัวจั้นอย่างนั้นรึ?"

เขาฉวยมือคว้ากระบี่หักเจินอู๋ขึ้นมาทันที คมกระบี่สั่นไหวและส่งเสียงคำรามประดุจมังกร

เสียงท้าทายจากด้านนอกม่านพลังป้องกันดังเข้ามาอย่างชัดเจน และแกนกลางของมรดกสืบทอดที่อยู่เบื้องหลังประตูหินก็อยู่ห่างเพียงแค่เอื้อมแล้ว

เตาหลอมโอสถเตาหนึ่งค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาจากกลไกของค่ายกล

คัมภีร์หยกมรดกสืบทอดด้านการแพทย์และเซียนยุทธ์ของหวงฟู่มี่และบรรพบุรุษ ลอยเด่นอยู่เหนือเตาหลอมโอสถเตานั้น

ภายในเตาหลอมโอสถมีไอวิญญาณพวยพุ่งพัดวน แผ่ซ่านด้วยไอโอสถที่ทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งตัว

"ห้าลมหายใจอย่างนั้นรึ? เหอะ......"

จ้าวมูจี๋แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาพลันพุ่งตัวเข้าไปใกล้เตาหลอมโอสถ ก่อนจะใช้นิ้วมือประดุจกระบี่ พุ่งปักลงที่ระหว่างคิ้วของตนเองอย่างรุนแรง

เลือดบริสุทธิ์หยดหนึ่งหยดลงในเตาหลอมโอสถ ไอวิญญาณภายในเตาหลอมพลันเดือดพล่านทันที เขาไม่มีเวลาดูอะไรมากนัก จึงทำเพียงสะบัดมือหนึ่งครั้งเพื่อเก็บเตาหลอมโอสถเอาไว้ในพื้นที่หูกว่างทันที!

ด้านนอกถ้ำ!

"หนึ่งลมหายใจ!"

หลัวจั้นคำรามลั่นประดุจเสียงอัสนี สะบัดหอกเพียงครั้งเดียว อาวุธวิญญาณของหวังเจิงก็กระเด็นหายไปในอากาศทันที

จากนั้นเขาก็สะบัดหอกเหวี่ยงออกไป รังสีหอกที่ดุดันแปรเปลี่ยนเป็นมังกรคลั่งที่คำรามก้อง พุ่งทะลวงผ่านค่ายกลที่หน้าถ้ำหินในพริบตา ธงค่ายกลระเบิดกระจาย อักขระวิญญาณพังพินาศลงหมดสิ้น!

ในขณะที่เขากำลังจะลงมืออีกครั้งนั่นเอง......

"ตูมมม!!!"

ม่านพลังป้องกันถ้ำหินระเบิดออกอย่างรุนแรง เศษหินพวยพุ่งกระจายไปทั่ว

เงาร่างสีดำที่ห่อหุ้มด้วยม่านหมอกสีเลือดพุ่งออกมาประดุจดาวตก!

"ฟึ่บ!!"

กระบี่หักเจินอู๋ฟันรังสีกระบี่สีแดงฉานออกไปไกลหลายสิบจ้าง ประดุจการผ่าขุนเขา พุ่งตรงไปที่ลำคอของหลัวจั้นทันที!

"ไอ้เต่าหดหัว! ข้าคอยเจ้ามานานแล้ว!"

หลัวจั้นคำรามลั่นพลางก้าวถอยหลัง หอกยาวในมือประดุจมังกรที่พุ่งออกจากท้องทะเล พุ่งเข้าต้านรับอย่างดุดัน

"เปรี้ยง!!!"

ในพริบตาที่หอกและกระบี่ปะทะกัน ชั้นหินในรัศมีร้อยจ้างพลันแตกร้าวพังทลาย คลื่นยักษ์ม้วนกวาดกระจายออกไป จนซัดร่างของเว่ยติ่งที่อยู่ข้างๆ ให้กระเด็นออกไปทันที!

"แคร็ก!"

ตัวหอกของอาวุธวิญญาณ ถึงกับถูกฟันจนโค้งงอได้อย่างน่าตกใจ!

สีหน้าของหลัวจั้นเปลี่ยนไปทันที เขาถอยหลังกรูไปถึงสามก้าว ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินล้วนทิ้งรอยแตกร้าวเอาไว้เป็นจ้าง ดวงตาหดเกร็งด้วยความตกตะลึง......

"นักยุทธ์อย่างนั้นรึ!? อู่ต่านคิมหันต์อย่างนั้นรึ?!"

ท่ามกลางฝุ่นควันที่คละคลุ้ง ชุดเกราะวิญญาณของจ้าวมูจี๋ทอแสงประกายจัดจ้า ดวงตาส่องประกายประดุจสายฟ้า หน้ากากทองเหลืองดูเย็นชา คมกระบี่ชี้ตรงไปที่ระหว่างคิ้วของหลัวจั้น พลางกล่าวเสียงเย็นว่า

"สำนักเซียนยุทธ์...... ช่างน่าเกรงขามเสียจริง!"

"ทำร้ายคนของข้า...... เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต!"

"เหอะ ปากกล้าดีนี่!"

หลัวจั้นแค่นหัวเราะเย็นชา พลางสูดลมหายใจลึก ท่าทางที่ดูหยิ่งยโสนั้น แววตากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ไอวิญญาณรอบกายพวยพุ่งประดุจภูเขาไฟระเบิด และทะยานขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง!

ท่าทางของเขาที่ดูจะโอ้อวด ทว่าในใจกลับเตรียมความพร้อมรับมือเอาไว้อย่างสูงสุด

ยอดคนที่สามารถบัญชาการนักบำเพ็ญระดับหนิงเสินได้ถึงสองคน จะเป็นคนธรรมดาสามัญได้อย่างไร?

ทว่าตราบใดที่ไม่ใช่เฒ่าประหลาดระดับจินตาน เขาลัวจั้นเห็นมีอะไรต้องกลัว!

จ้าวมูจี๋ไม่กล่าววาจา กระบี่หักเจินอู๋พลันระเบิดแสงเย็นที่แทงตาออกมาทันที

เงาร่างของเขารวดเร็วประดุจสายฟ้า รวมคนและกระบี่เข้าเป็นหนึ่งเดียว นี่คือวิถีการต่อสู้ของนักยุทธ์อย่างสมบูรณ์แบบ!

"ตูมมม!!"

เจตจำนงกระบี่หยินหยางพุ่งลงมาประดุจแม่น้ำสายทางช้างเผือกจากสรวงสวรรค์ที่ถล่มลงมา ไอสีขาวและดำทั้งสองสายถักทอเข้าด้วยกันกลายเป็นวงล้อกระบี่ที่บดขยี้แผ่นดิน

ในทุกที่ที่วงล้อกระบี่พัดผ่านไป กำแพงภูเขาล้วนแตกละเอียดไปทีละนิด ฝุ่นควันถูกซัดจนม้วนกลับประดุจมังกร อากาศในรัศมีร้อยจ้างล้วนแต่กลายเป็นสุญญากาศไปหมดสิ้น!

"เจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่งอะไรเช่นนี้!"

รูม่านตาของหลัวจั้นหดเกร็งอย่างรุนแรง ลมปราณเซียนของหอกยาวในมือยังไม่ทันได้สัมผัสเข้ากับวงล้อกระบี่ ก็ถูกทำลายลงจนแหลกละเอียดไปถึงสามส่วนแล้ว!

"ร่างลมปราณเซียนยุทธ์!!"

เขคำรามลั่นประดุจเสียงอัสนี ชุดคลุมระเบิดสลายหายไปทันที

กล้ามเนื้อสีทองแดงบีบตัวแน่นประดุจมังกร เงาร่างขยายสูงขึ้นถึงหนึ่งจ้างกว่าๆ ดูราวกับเทพสงครามที่ลงมาจุติบนโลก

หอกกระพือรังสีด้วยเปลวเพลิงสังหารสีแดงฉาน พุ่งเข้าใส่ใจกลางของวงล้อกระบี่ประดุจดาวตก

"ทำลาย!"

พลังที่น่ากลัวทั้งสองสายปะทะเข้าหากัน คลื่นอากาศระเบิดออกเป็นร่องหลุมขนาดใหญ่หลายสิบจ้าง พื้นดินแตกร้าวดุจใยแมงมุม

แม้แต่วงล้อกระบี่จะถูกทำลายลง ทว่าพละกำลังหยินหยางที่หลงเหลืออยู่กลับแฝงเร้นประดุจมังกรพิษพุ่งเข้าสู่เส้นชีพจรของอีกฝ่าย หลัวจั้นส่งเสียงครางในลำคอพลางถอยกรูไปข้างหลัง หินผาภายใต้ฝ่าเท้าล้วนแหลกละเอียดเป็นผุยผง

"น่าสนใจนี่!"

เขาปาดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่รุนแรงยิ่งขึ้น "แค่อู่ต่านคิมหันต์ตัวเล็กๆ กลับกล้าบีบให้ข้าต้องใช้งานวิชากายาอมตะเซียนยุทธ์ เจ้า......"

ยังไม่ทันสิ้นน้ำเสียง คมกระบี่ของจ้าวมูจี๋ก็ตวัดกลับมาทันที

ที่รอยแหว่งของกระบี่หักเจินอู๋ ไอหยินหยางพวยพุ่งออกมาประดุจภูเขาไฟระเบิด จนก่อตัวเป็นตราประทับกระบี่ไท่จี๋ขนาดใหญ่หนึ่งจ้างกลางอากาศ!

ตราประทับกระบี่บดขยี้ลงมา จนอากาศรอบด้านถึงกับบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด!

หลัวจั้นคำรามลั่นประดุจเสียงอัสนี กล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้างบิดตัวราวกะมังกร ลมปราณเซียนยุทธ์ก่อตัวเป็นเกราะรบสีทองอมแดงขึ้นที่พื้นผิวร่างกาย

เขาสะบัดหอกหวดออกไป ปลายหอกวาดรังสีสีแดงออกไปไกลถึงสิบจ้าง พื้นดินภายใต้ฝ่าเท้าไม่อาจทนรับพละกำลังที่มหาศาลได้จนถล่มลงทันที เศษหินพวยพุ่งกระจายออกไปประดุจลูกธนู

หยินหยางหมุนวน!

ภายใต้หน้ากากทองเหลือง แววตาของจ้าวมูจี๋ส่องประกายดุจสายฟ้า มนตรากระบี่แปรเปลี่ยนทันที

รอบกระบี่ทั้งดำและขาวทั้งเก้าสายพุ่งลงมาประดุจแท่นบดแห่งการลงทัณฑ์จากสรวงสวรรค์ รอบกระบี่แต่ละสายล้วนแฝงไปด้วยพลังที่น่ากลัวที่สามารถกดทับขุนเขาและแม่น้ำได้

ในทุกที่ที่รอบกระบี่กวาดล้างผ่านไป อากาศจะส่งเสียงระเบิดที่แสบแก้วหูออกมา แม้แต่แสงสว่างก็ดูราวกับจะถูกบิดเบี้ยวและฉีกกระชากจนขาดสะบั้น!

"แคร็ก!"

เกราะลมปราณที่แขนขวาของหลัวจั้นแตกร้าวลงทันที เลือดพุ่งกระฉูดออกมาดุจน้ำพุ

ในที่สุดแววตาของเขาก็เริ่มปรากฏความหวาดกลัวออกมาให้เห็น

นักยุทธ์ระดับอู่ต่าน ไฉนถึงสามารถบรรลุเจตจำนงกระบี่ที่น่ากลัวขนาดนี้ได้? ดูราวกับเป็นการปรากฏตัวออกมาของพลังแห่งหยินหยางของฟ้าดินเลยทีเดียว!

"เผาผลาญโลหิต!"

หลัวจั้นคำรามลั่นพลางเผาผลาญเลือดลม กายาขยายใหญ่ขึ้นอีกถึงสามจ้าง หอกยาวแปรเปลี่ยนเป็นมังกรคะนองน้ำสีเลือด พุ่งเข้าทำลายรอบกระบี่ทั้งสามสายได้อย่างรุนแรง

ในทุกที่ที่รังสีหอกพัดผ่านไป พื้นดินจะถูกไถจนเป็นร่องลึกถึงหนึ่งจ้างถึงสามสาย!

"ตูม!" จ้าวมูจี๋สะบัดกระบี่หักเจินอู๋อีกครั้ง วงล้อกระบี่หยินหยางบดขยี้ลงมาประดุจท้องฟ้าที่ถล่มทลายลงมา

"วึม!!"

ภายในวงล้อกระบี่พลันระเบิดแสงสีทองจัดจ้าออกมา เงาร่างพร่าพรายของง้าวรบที่ห่อหุ้มด้วยไอโลหิตพุ่งออกมาจากความว่างเปล่า

เงาง้าวนั้นแฝงไปด้วยแรงกดดันวิญญาณในระดับจินตาน ประดุจดาวตกจากฟากฟ้าพุ่งเจาะทะลุระหว่างคิ้วของหลัวจั้นทันที!

"อ๊าก็ก!!!"

หลัวจั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส ทวารทั้งเจ็ดล้วนมีเลือดพุ่งออกมา ห้วงสติประดุจถูกธนูนับหมื่นหมื่นเล่มพุ่งปักเข้าใส่กลางใจ

กายาอมตะเซียนยุทธ์ที่เขาภาคภูมิใจยังไม่ทันได้สำแดงอิทธิฤทธิ์ กระบี่หักเจินอู๋ก็พุ่งฟันฉีกกระชากหน้าอกของเขาจนขาด รอยแผลมีไอหยินหยางพุ่งเข้าไปทำลายราวกะมังกรพิษ เส้นชีพจรแตกสลายไปทีละนิ้ว จนเงาร่างต้องรีบถอยกรูไปข้างหลัง!

"ยีจิ่ง"

น้ำเสียงที่เย็นเยียบของจ้าวมูจี๋ดังขึ้น ในระว่างที่มือซ้ายประสานมุทราและร่ายวิชา ทัศนียภาพในรัศมีร้อยจ้างรอบด้านพลันบิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนไปทันที......

ภูเขาหินรอบด้านพลันบิดเบี้ยวไปหมด หลัวจั้นรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ ก่อนจะพบว่าตนเองได้มาตกอยู่ท่ามกลางตลาดที่แสนวุ่นวาย

เสียงตะโกนขายของพุ่งเข้าใส่ตัว พ่อค้าแม่ค้าเดินสวนทางไปมา แม้แต่กลิ่นหอมของห่านย่างที่แสนมันเยิ่มเขาก็ยังสามารถสูดดมได้ราวกับเป็นเรื่องจริง

"วิชามายาอย่างนั้นรึ?!"

เขาเบิกตากว้างพลางสะบัดหอกฟาดออกไปในทันที

ทว่าสัมผัสที่คมหอกฟาดไปโดนเนื้อคนนั้นกลับเหมือนจริงเป็นอย่างยิ่ง พ่อค้าหาบเร่คนหนึ่งถูกฟันขาดเป็นสองท่อน เลือดอุ่นๆ พุ่งกระเซ็นเข้าใส่ใบหน้าของเขาเต็มไปหมด

สัมผัสที่ได้รับนี้ ทำให้ยอดนักยุทธ์ที่ไร้เทียมทานซึ่งผ่านศึกมาอย่างโชกโชนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง

"ฉึก!"

ในพริบตาแห่งความลังเลใจนั้นเอง ลมปราณเซียนที่คุ้มครองแผ่นหลังอยู่ก็ระเบิดสลายไปทันที

คมกระบี่ของจ้าวมูจี๋พุ่งออกมาจากเงามืดของเฒ่าขายน้ำตาลอย่างแปลกประหลาด และพุ่งเจาะทะลุจุดชีพจรที่สำคัญที่กลางหลังของเขาอย่างแม่นยำ!

"ไอ้ลูกสุนัขไปตายซะ!!"

หลัวจั้นคำรามลั่นประดุจเสียงอัสนี หมุนตัวสะบัดหอกฟันเงาของตาเฒ่าจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ

ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้หอบหายใจ ลมปราณเซียนที่หน้าอกก็ระเบิดออกอีกครั้ง

บัณฑิตหนุ่มที่เดินผ่านไปมา ในมือที่ถือคัมภีร์ไม้พลองจู่ๆ ก็มีรังสีกระบี่ที่แฝงเจตจำนงกระบี่ไท่จี๋พุ่งออกมา ทะลวงผ่านอวัยวะภายในทั้งห้าและหกไปจนหมดสิ้น!

"อั่ก!"

เลือดพุ่งพวยพุ่งออกมาจากปาก หลัวจั้นคำรามลั่นด้วยความโกรธแค้น

ไอวิญญาณรอบกายพวยพุ่งประดุจภูเขาไฟระเบิด ในระหว่างที่เขาร่ายประสานมุทรา เงาร่างก็พร่าเลือนไปทันที ทรั้งไว้เพียงท่อนไม้แห้งที่เป็นตัวตายตัวแทนซึ่งถูกฟันขาดเป็นสองท่อน

"การดิ้นรนที่สูญเปล่า"

จ้าวมูจี๋มองดูด้วยสายตาเย็นชา ดินแดนมายายีจิ่งยังคงมั่นคง

พบว่าหลัวจั้นที่กำลังโกรธแค้นอยู่ไม่ไกลได้ขว้างหอกออกไป เงาหอกสีทองแปรเปลี่ยนเป็นกงจักรปลิดชีพ ในทุกที่ที่มันพัดผ่านไป อาคารบ้านเรือนล้วนถล่มทลาย เนื้อหนังมังสาพวยพุ่งพัดวน

ถนนทั้งสายพลันแปรเปลี่ยนเป็นลานประหารในชั่วพริบตา เศษซากอวัยวะคละคลุ้งไปกับฝุ่นควันที่กลายเป็นม่านหมอกสีเลือด

เขาเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงในการต่อสู้ที่คลุ้มคลั่ง ราวกับสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บและคำรามลั่น "ไอ้หนูขี้ขลาด ดีแต่แอบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอย่างนั้นรึ?! มีปัญญาแน่จริงก็ออกมาสู้กันซึ่งหน้าสิ!"

สิ้นน้ำเสียง เงาสีดำที่พร่าเลือนก็พลันปรากฏตัวขึ้น

"ตามที่เจ้าต้องการ!"

ร่างกายที่แท้จริงของจ้าวมูจี๋เหินออกมาจากอากาศ กระบี่หักเจินอู๋พ่นไอสายลมกระบี่กัมปนาทออกมา พลางพุ่งตรงไปที่ลำคอของอีกฝ่าย

"กระบี่ปราณกัมปนาทอย่างนั้นรึ!?"

หลัวจั้นหัวใจกระตุกวูบ รูม่านตาหดเกร็งทันที รีบดึงหอกกลับมาต้านรับอย่างเร่งด่วน ในพริบตาที่หอกและกระบี่ปะทะกัน

"เคร้ง!!!"

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวดุจเสียงอัสนีที่ระเบิดออก แรงปะทะของไอวิญญาณที่บ้าคลั่งกระจายออกไปเป็นวงกลม จนฉีกกระชากดินแดนมายายีจิ่งจนแหลกละเอียดในพริบตา!

หุบเขาปรากฏร่างจริงขึ้นมาทันที พบว่าพื้นดินแตกร้าวประดุจใยแมงมุม ในรัศมีร้อยจ้างมวลแมกไม้ล้วนกลายเป็นฝุ่นผงไปหมดสิ้น!

"มาอีก!"

จ้าวมูจี๋คำรามเสียงเย็นประดุจน้ำแข็ง กระบี่ที่สองพลันฟันลงไปทันที

กระบี่นี้ประดุจการลงทัณฑ์จากสรวงสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมา คมกระบี่ยังไม่ทันจะถึงตัว แรงกดดันกระบี่ที่น่ากลัวก็ทำให้หินผาใต้ฝ่าเท้าของหลัวจั้นแตกร้าวไปทีละนิ้วแล้ว!

"เปรี้ยง!!"

เสียงระเบิดจากการปะทะของหอกและกระบี่ดังกระหึ่มไปทั่วหุบเขา กล้ามเนื้อแขนของหลัวจั้นบิดตัวแน่นราวกะมังกร ทว่าเขากลับถูกกระบี่นี้กดทับจนเข่าทั้งสองข้างต้องย่อลงเล็กน้อย

อาวุธวิญญาณหอกยาวส่งเสียงครางออกมาด้วยความไม่ยินยอม พร้อมกับถูกกดทับจนโค้งงอประดุจคันศร!

ระลอกไอของกระบี่ที่หลงเหลืออยู่กวาดผ่านไปประดุจคมมีด บนใบหน้าของหลัวจั้นพลันปรากฏรอยแผลสีเลือดเพิ่มขึ้นหลายสิบแห่ง เส้นผมถูกฟันจนขาดวิ่น ปลิวไสวไปในอากาศพร้อมกับสายเลือดที่สาดกระเซ็น

"เจ้า!!"

ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตกตะลึงจนต้องรีบปรับลมหายใจ......

กระบี่ที่สามก็พุ่งสายฟ้าร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ฟันเข้าใส่ทันที!

กระบี่นี้ประดุจแสงอัสนีที่พวยพุ่งลงมาจากฟากฟ้า มันรวดเร็วจนก้าวข้ามขีดจำกัดของการมองเห็น ในพริบตาที่แสงกระบี่วูบผ่านไป มันได้แฝงไปด้วยแรงกดดันวิญญาณที่ทัดเทียมได้กับเฒ่าประหลาดระดับจินตาน ความแข็งแกร่งของกระบี่นั้นรุนแรงจนทำให้อากาศในรัศมีสิบจ้างถึงกับบิดเบี้ยวไปหมด!

"เคร้ง!!"

หลัวจั้นเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา แกนกลางสัมผัสวิญญาณภายในห้วงสติระเบิดสลายไปประดุจคริสตัล ทวารทั้งเจ็ดพลันพุ่งเลือดออกมาพร้อมกันถึงเจ็ดสาย วาดเป็นเส้นโค้งที่ดูน่าสยดสยองในอากาศ

เขาอาศัยสัญชาตญาณในการต่อสู้ล้วนๆ ในการดึงหอกยาวมาต้านรับ คมหอกนวโลหะปะทะเข้ากับคมกระบี่จกก่อเกิดประกายไฟที่แทงตาออกมา!

"ฉึบ!!"

เสียงการฉีกขาดของโลหะที่ทำให้รู้สึกเสียวฟันดังขึ้น กระบี่หักเจินอู๋ไถไปตามตัวหอกเกิดเป็นร่องลึกถึงสามนิ้ว

คมกระบี่ที่หักแหว่งยังคงพุ่งทะลวงต่อไปประดุจมีดร้อนที่กรีดผ่านเนย มันพุ่งเจาะทะลุเข้าสู่ระหว่างคิ้วของหลัวจั้นทันที เสียงหัวกะโหลกที่แตกละเอียดดังสนั่นราวกับเสียงอัสนี!

"กร๊อบ!!"

เลือดพวยพุ่งออกมาดุจน้ำตก!

ดวงตาที่เต็มไปด้วยเลือดของหลัวจั้นแทบจะถลนออกมานอกเบ้า กายาสังหารภายในศีรษะพวยพุ่งพัดวน บดขยี้เนื้อสมองจนกลายเป็นของเหลวไปหมดสิ้น

ริมฝีปากของเขาสั่นไหวราวกับต้องการจะคำราม ทว่าสีทพวยพุ่งออกมากลับเป็นลิ่มเลือดที่ผสมปนเปไปกับเศษเนื้อสมอง

กายาที่สูงถึงสามจ้างล้มลงกระแทกพื้นด้วยหัวเข่าราวกับภูเขาถล่ม จนทำให้ผืนหินแตกร้าวประดุจใยแมงมุม

"ฟึ่บ!"

หยดเลือดที่กระเซ็นออกมาหยุดชะงักลงที่ระยะห่างจากตัวจ้าวมูจี๋สามฟุต ก่อนจะถูกม่านพลังปราณกระบี่ที่มองไม่เห็นกระแทกจนกลายเป็นม่านหมอกสีเลือด

เขาจ้องมองร่างยักษ์ที่ยังคงชักกระตุกอยู่ด้วยสายตาที่เย็นชา พลาวสะบัดมือสะบัดเลือดออกจากกระบี่หักเจินอู๋ซึ่งทำให้เกิดเสียงการเสียดสีของกระดูกที่แข็งแกร่งจนทำให้รู้สึกขนลุก

"วึม!"

คมกระบี่สั่นไหว คราบเลือดที่ติดอยู่พุ่งกระจายออกไปเป็นสายเลือด จารึกรอยกระบี่สีเลือดหนาถึงสามนิ้วลงบนผืนหิน

"ตุบ!"

ศพของหลัวจั้นล้มฟาดไปทางด้านหลัง ไอวิญญาณโลหิตสังหารรอบกายพวยพุ่งออกมาประดุจทำนบที่พังทลาย

ร่างกายที่ใหญ่โตมหึมารีบกลับคืนสู่สภาพเดิมทันที ทว่าแรงกดดันวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ยังคงทำให้เศษหินในรััศมีสิบจ้างรอบด้านสั่นไหวไม่หยุด!

"นักยุทธ์ในระดับอู่ต่านสมบูรณ์ ช่างมีพละกำลังในการต่อสู้ที่เกรียงไกรจริงๆ นะ"

จ้าวมูจี๋มีแววตาที่ลึกซึ้ง พลางจ้องมองศพที่นอนตายอยู่บนพื้นซึ่งยังคงแผ่พละกำลังที่รุนแรงออกมา

เขาสะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ศพของหลัวจั้นก็สลายกลายเป็นแสงไฟมุดเข้าไปอยู่ในพื้นที่หูกว่างทันที

ร่างกายของนักยุทธ์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงร่างนี้ ความแข็งแกร่งของมันนั้นทัดเทียมได้กับอาวุธวิญญาณเลยทีเดียว

หากไม่ใช่เพราะกระบี่หักเจินอู๋ในมือของเขา คือของวิเศษที่ยอดคนจางทิ้งเอาไว้ในอดีต เกรงว่าคงยากที่จะทำลายการป้องกันของลมปราณเซียนยุทธ์ในสถานะกายาของอีกฝ่ายได้ลง

และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั่นคือ เจตจำนงในการต่อสู้ที่ลึกซึ้งประดุจมหาสมุทร และสัมผัสวิญญาณที่ควบแน่นดุจเหล็กกล้าของคนผู้นี้

หากเปลี่ยนเป็นนักบำเพ็ญระดับหนิงเสินสมบูรณ์ทั่วไป เพียงแค่ถูกเขาส่งสัมผัสวิญญาณเข้ากระแทกสายแรก ก็คงต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส และโดนกระบี่ฟันตายไปตั้งนานแล้ว

ไม่มีทางที่จะอดทนต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาได้จนถึงหลายสิบกระบวนท่าเช่นนี้หรอก

"คนผู้นี้...... เกรงว่าคงจะเป็นนักบำเพ็ญที่ไร้เทียมทานภายใต้ระดับจินตานที่สำนักเซียนยุทธ์ตั้งใจจะบ่มเพาะขึ้นมาแน่ๆ"

จ้าวมูจี๋มองไปรอบๆ แท่นหินที่พังทลาย และม่านหมอกสีเลือดที่พวยพุ่งวนไปมา แววตาของเขาพลันคมกริบประดุจกระบี่

ต้องรีบไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!

ศิษย์ระดับสายตรงคนสำคัญตายลงเช่นนี้ ตะเกียงวิญญาณภายในสำนักเซียนยุทธ์จะต้องเกิดการตอบสนองอย่างแน่นอน

ระดับจินตานของสำนักสายเซียนทั่วไปอาจจะยอมกัดฟันอดทน เพื่อฝึกฝนต่อไป

ทว่าระดับจินตานแห่งมรรคาเซียนยุทธ์ กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากยุคสิ้นอาคมน้อยที่สุด

จ้าวมูจี๋หยุดการเคลื่อนที่ลง แววตาประดุจสายฟ้าฟาดมองไปทางเงาร่างที่ร่วงหล่นอยู่ที่ใต้กำแพงภูเขาซึ่งใกล้จะสิ้นชีวิตเต็มที

เจ้าของถ้ำสวรรค์กระดูกขาวเว่ยติ่งนอนแห้งตายอยู่ท่ามกลางกองเลือด แสงวิญญาณรอบกายพลันหม่นแสงลงราวกับแสงตะเกียงท่ามกลางสายลม

"ฟึ่บ!"

เขาพุ่งตัวไปอยู่เบื้องหน้าเว่ยติ่ง ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสจุดชีพจรของอีกฝ่าย รูม่านตาก็หดเกร็งทันที

อวัยวะภายในทัังห้าและหกของข้ารับใช้ระดับหนิงเสินผู้นี้ แตกละเอียดเป็นผุยผงไปหมดแล้ว อาศัยเพียงดวงวิญญาณหยินที่ถูกควบคุมเอาไว้ภายในร่างกายเท่านั้นที่เป็นตัวช่วยพยุงลมหายใจสุดท้ายเอาไว้

"ช่างเถอะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้......"

จ้าวมูจี๋ชี้นิ้วกระบี่พลันระเบิดแสงอึมครึมออกมา "ข้าจะคืนอิสระให้แก่เจ้าเอง! จงลงไปเป็นผีที่สว่างไสวเถอะ......"

ทันทีที่มนตราสิ้นสุดลง ลำคอของเว่ยติ่งก็ส่งเสียงประหลาดออกมา ใบหน้าที่เหี่ยวแห้งประดุจเปลือกไม้พลันปรากฏรอยยิ้มที่เหมือนการหลุดพ้นออกมา ดวงวิญญาณหยินจึงได้รับการปลดปล่อย

รอยยิ้มนั้นยังไม่ทันได้บานสะพรั่งออกมาจนหมด ก็ต้องนิ่งค้างไปพร้อมกับการมอดไหม้ของลมหายใจสุดท้ายที่ร่วงลับไปบนใบหน้าที่อาบไปด้วยเลือด......

จบบทที่ บทที่ 265~266 นักบำเพ็ญไร้เทียมทาน

คัดลอกลิงก์แล้ว