เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 191 สังหารโต้กลับกระดูกขาว

บทที่ 191 สังหารโต้กลับกระดูกขาว

บทที่ 191 สังหารโต้กลับกระดูกขาว


บทที่ 191 สังหารโต้กลับกระดูกขาว

รอยยิ้มของผู้นำตระกูลยังคงเดิม "เจ้าอาจจะอยู่โลกภายนอกมานานเกินไป จึงไม่ทันได้รับรู้ถึงความอบอุ่นของความรักภายในครอบครัว

ในฐานะย่าของเจ้า และพยามกุมบังเหียนของตระกูลฮวาใยนามีนี้ ย่าเพียงอยากจะให้ตระกูลฮวากลับมาเข้มแข็งและยิ่งใหญ่อีกครั้ง

สายเลือดของเจ้ามีความบริสุทธิ์สูงยิ่งนัก ช่างน่าเสียดายที่ไม่ได้เติบโตในตระกูลมาตั้งแต่เด็ก จึงขาดการฟูมฟักที่ดี

ในตอนนี้ย่าจะชดเชยให้เจ้า หากเจ้าสามารถทะลวงสู่ขอบเขตหนิงเสินระยะหลังได้ภายในเวลาหนึ่งปี และฝึกฝนมหาเวทย์บุปผาเทพดึงจันทราวิชาลับของตระกูล ก็จะสามารถทำได้สำเร็จโดยง่าย"

นางกล่าวพลางหยิบเอาหยกสลักอันหนึ่งออกมา และยื่นส่งให้ฮวา "นี่คือเคล็ดวิชาขั้นแรก

การดึงเอาแก่นแท้จากดวงจันทร์มาเพื่อหล่อหลอมชีพจรใหม่ เมื่อฝึกสำเร็จแล้ว ก็จะสามารถดูซับเลือดบริสุทธิ์บางส่วนของป้าอ๋อง เพื่อทำให้เจ้าตื่นจากการเป็นเพียงร่างทรงของดวงตาซ้อน และมองทะลุพื้นภาพมายาได้"

ฮวา ไม่ได้รับมาในทันที ทว่ากลับนิ่งเงียบถามกลับไปว่า "สรุปแล้วท่านพ่อของข้ากำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่? ตั้งแต่ข้ากลับมาจนถึงตอนนี้กลับไม่ได้พบหน้าเขาเลย"

ผู้นำตระกูลยังคงยิ้มแย้ม พยักหน้าและกล่าวว่า "หลานรักที่มีความกตัญญูเชียว ภารกิจที่ท่านพ่อของเจ้าปฏิบัติอยู่ข้างนอกนั้น มสมควรเปิดเผยข้อมูลออกมา

หากเจ้ายังไม่วางใจ ฝึกฝนจนถึงขอบเขตหนิงเสินระยะหลังให้ได้ภายในหนึ่งปี เจ้าก็สามารถไปตามหาเขาได้ด้วยตนเอง..."

"หนึ่งปี..." ฮวา ครุ่นคิด ในที่สุดนางก็รับเอาหยกสลักนั้นมา

"ขอบพระคุณแม่ใหญ่ที่เมตตาเจ้าค่ะ"

หลังจากออกจากโถงและกลับมาที่เรือนรับรอง ฮวา ก็รีบเปิดค่ายกลป้องกันทั้งหมดทันที

นางนำเอาหยกสื่อสารทางไกลที่เชื่อมต่อกับจ้าวมูจี๋ออกมา

ทว่าหลังจากกระตุ้นพลังแล้ว มุกหยกกลับไม่มีการตอบสนองใดๆ เลย

"ระยะทางไกลเกินไป..."

แววตาของฮวา ดูมืดหม่นลง

นางก้มมองดูหยกสลักมหาเวทย์บุปผาเทพดึงจันทราในมือ

หลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว นางก็ไม่ได้รีบร้อนใช้สัมผัสวิญญาณเข้าไปเรียนรู้มันแต่อย่างใด

ภายนอกหน้าต่าง ยามราตรีค่อยๆ คืบคลานเข้ามา

ฮวา มองออกไปนอกหน้าต่างยังหมู่มวลวิมานที่เรียงรายกันอยู่มากมาย ที่นั่นมีแสงไฟสว่างไสว ทว่ากลับทำให้นางรู้สึกไม่มีความอบอุ่นเหมือนที่ยอดเขาเหมันต์เลยแม้แต่น้อย

"มูจี๋..."

นางพึมพัมชื่อนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว

หากมีศิษย์ที่ฉลาดหลักแหลมคนนี้อยู่ด้วยกันที่นี่ ย่อมต้องมองเห็นร่องรอยบางอย่างแน่นอน

ทว่าในตอนนี้...

ฮวา สูดลมหายใจลึก นำเอาขวดของเหลววิญญาณยกออกมา และหยดลงบนฝ่ามือหยดหนึ่ง

ของเหลวนั้นใสสะอาดดั่งอำพัน ปล่อยให้พลังวิญญาณที่เข้มข้นแผ่ซ่านออกมา

นางขยับความคิดเพียงนิด

ก็สำรอกเอาดักแด้สีทองตัวหนึ่งออกมาจากปาก

นี่คือราชาแมลงกินวิญญาณที่จ้าวมูจี๋เป็นคนเลี้ยงและมอบให้นางกับเยี่ยนหลาน เพื่อใช้ในการจำแลงภาพมายาของสายเลือด

ในเวลานี้ราชาแมลงถูกพ่นออกมาจากร่างกาย เมื่อรับรู้ถึงเจตจำนงของนาง มันก็รีบอ้าปากและกลืนเอาของเหลววิญญาณหยกเข้าไปส่วนหนึ่งทันที

เมื่อฮวา เห็นว่าไม่มียังความผิดปกติใดเกิดขึ้น จึงค่อยวางใจดื่มของเหลววิญญาณที่บริสุทธิ์นั้นลงไป และเริ่มเดินพลังมหาเวทย์ไอเย็นทันที

ในระหว่างที่ฝึกฝนกันอยู่นั้น ในสมองของนางก็ปรากฏภาพใบหน้าของบรรพชนในภาพวาดที่มีหน้าตาเหมือนนางเกือบจะทุกส่วน

"ฮวาอวี้..."

ฮวา ท่องชื่อนี้ออกมาเบาๆ และในหัวสมองก็ปรากฏภาพแววตาที่ผู้นำตระกูลมองนางขึ้นมาอีกครั้ง

...

ผาฉากหิน

ที่นี่ตั้งอยู่ที่พรมแดนรอยต่อของสามแคว้นคือ เสวียน เฉียน และอวิน

ที่หน้าผามีม่านหมอกวนเวียนอยู่ประดุจมังกรและงู

ในเวลานี้ที่ลานกว้างบนยอดเขานั้น บรรดาเจ้าถ้ำจากถ้ำต่างๆ พากันนั่งประจำที่อยู่ที่ลานหิน บรรยากาศเต็มไปด้วยรังสีสังหาร ทุกคนต่างพากันมีแผนการร้ายซ่อนอยู่ในใจ เพื่อมาหารือกันเรื่องข้อตกลงดินแดนเทียนหนาน

เจ้าถ้ำอู๋ซั่งไป๋เฉิงซางนั่งประจำที่อยู่ที่ด้านหนึ่ง ในมือกำลังเล่น "ตราประมุขสวรรค์" แววตาประดุจเหวที่ไร้ก้นบึ้ง ดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย กำลังตั้งใจฟังทุกคนถกเถียงกันอย่างรุนแรง

ในตอนนั้นเอง เจ้าถ้ำอัคคีมีผมสีแดงฉานดุจเปลวเพลิง อาภรณ์มีลวดลายเพลิงเก้าสายวนเวียนอยู่ เขาตบโต๊ะและส่งเสียงตวาดลั่นว่า "สำนักถ้ำหลินหลางของพวกเจ้าสมคบคิดกับราชวงศ์เสวียนหมิง ทำร้ายลูกศิษย์สำนักอัคคีของข้าจนล้มตายไปกว่าครึ่ง!

ในวันนี้ยังคิดจะมายึดครองจุดทรัพยากรเหล่านี้ไว้อยู่หรือ? เช่นนั้นข้อตกลงดินแดนเทียนหนานนี้ ก็มีมีความจำเป็นต้องหารือกันอีกต่อไปแล้ว"

เจ้าถ้ำเสวียนเซียวมีใบหน้าเหี้ยมเกรียมและหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์เสริมขึ้นมาว่า "เยี่ยนหลาน สำนักถ้ำหลินหลางของเจ้านั้นมีเรื่องมัวหมองกับพวกนักพรตจากราชวงศ์ และทำร้ายคนไปตั้งมากมายขนาดนั้น หรือเจ้าคิดว่า เพียงอาศัยแค่เด็กน้อยระดับดึงลมปราณคนหนึ่งเข้าไปช่วยคนออกมาได้นิดหน่อย ก็จะสามารถปกปิดความผิดที่ทำไว้ได้งั้นหรือ?"

เจ้าถ้ำกระดูกขาวมีห่วงกระดูกมนุษย์คล้องอยู่ที่ลำคอ และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า "จะพูดจาไร้สาระไปทำไม? รอให้ข้าใช้วิธีลับของสำนักกระดูกขาวบังคับรีดข้อมูลจากเด็กน้อยคนนี้ ก็ย่อมจะล่วงรู้แผนการร้ายของราชวงศ์เสวียนหมิงได้เอง!"

"บังคับรีดข้อมูลงั้นหรือ?!"

เยี่ยนหลานหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน "เพียงแค่อาศัยเจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งอย่างเจ้า ก็คิดจะมาบังคับรีดข้อมูลจากเจ้าของยอดเขาสำนักถ้ำหลินหลางของข้างั้นหรือ? เจ้ามีฝีมือถึงขั้นนั้นเชียวหรือ?"

นางเปลี่ยนท่าทีทันควัน แววตาสีแดงฉานประดุจเปลวเพลิงกวาดมองไปยังเจ้าถ้ำคนอื่นๆ "สำนักถ้ำหลินหลางของข้าก็เหมือนกับสำนักถ้ำชิงหมิงนั่นแหละ ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

เรื่องที่ราชวงศ์เสวียนหมิงสมคบคิดกับจงกุ่ยนั้น เป็นเรื่องของการตัดสินใจของคนรุ่นก่อน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคนรุ่นพวกเรา และแม้แต่ลูกศิษย์สำนักถ้ำของข้าเอง ก็เป็นผู้ที่ได้รับเคราะห์ร้ายด้วย"

"เหลวไหล!" เจ้าถ้ำเสวียนเซียวตวาดลั่น "หรือเจ้าคิดว่าเพียงแค่เปลี่ยนตัวเจ้าถ้ำ ก็จะสามารถลบล้างความแค้นทั้งหมดที่มีมาแต่เดิมได้งั้นหรือ?"

เยี่ยนหลานหรี่ดวงตาลงจนดูเป็นอันตราย "ดูเหมือนว่า... ในวันนี้พวกเจ้าไม่ได้ตั้งใจมาหารือเรื่องข้อตกลงเทียนหนานด้วยความจริงใจ ทว่าตั้งใจมาหารือกันว่าจะจัดการกับสำนักถ้ำหลินหลางของข้าอย่างไรมากกว่าสินะ? อย่างไรเล่า?"

ริมฝีปากสีแดงของนางยกยิ้มอย่างดูแคลน และมองไปที่เจ้าถ้ำอู๋ซั่ง "ดูเหมือนเจ้าถ้ำไป๋อาการจะดีขึ้นแล้ว และมีความมั่นใจขึ้นมากเลยสินะ? ต่อให้พวกเจ้าสามารถจัดการข้าได้จริง ทว่าพวกเจ้ามั่นใจเชียวหรือว่าจะสามารถจัดการกับราชวงศ์เสวียนหมิงได้สำเร็จ?"

เจ้าถ้ำเสวียนเซียวกล่าวอย่างดุดันว่า "ไม่จำเป็นต้องยกเอาราชวงศ์เสวียนหมิงมาข่มขู่ แผ่นดินต้าฮวงกว้างใหญ่ยิ่งนัก หลังจากยุคราชวงศ์หมิงสิ้นสุดลง ด้าฮวงก็ถูกแยกออกเป็นเก้ามณฑลและร้อยแคว้น

ราชวงศ์เสวียนหมิงในมณฑลเป่ยอวินตี้โจวทั้งมณฑลนั้น ก็นับเป็นเพียงผู้ที่มีสถานะอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงเท่านั้น

แม้แต่ตระกูลหวังนั่น ก็เป็นเพียงพวกหนูที่หักหลังป้าอ๋องจนรุ่งเรืองขึ้นมาได้จากการแย่งชิงสายเลือดและศีรษะของผู้อื่น และยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจการกดดันของสำนักกระบี่กิเลนด้วย

ท่านปรมาจารย์กระบี่ระดับจินตานเฉินเฟยแห่งสำนักกระบี่กิเลนนั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็นอันดับหนึ่งแห่งมณฑลเป่ยอวินเชียว่นะ อำนาจบารมีช่างยิ่งใหญ่เพียงใด?"

"หืม?"

เยี่ยนหลานหัวเราะเบาๆ "หรือว่าเบื้องหลังของสำนักถ้ำเสวียนเซียว ก็มีขั้วอำนาจที่มิธรรมดาหนุนหลังอยู่ด้วย? และเจ้าถ้ำเสวียนเซียวเองก็สืบเสาะเรื่องราวมาจนหมดสิ้นแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยหน่อยสิ ไปฟ้องสำนักกระบี่กิเลนนั่นซะ ให้พวกเขาไปหาเรื่องตระกูลหวังนั่นให้หน่อย..."

เจ้าถ้ำเสวียนเซียวพลันหน้าถอดสีทันที

หากตระกูลหวังจัดการได้ง่ายดายเพียงนั้น เพียงแค่อาศัยการนินทาฟ้องร้องกันก็แก้ปัญหาได้ แล้วพวกเขาจะเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร

"เจ้าถ้ำเยี่ยน..."

บรรพชนสำนักอัคคีหรี่ตาลงและกล่าวอย่างเย็นชาว่า "ไม่ว่าเจ้าจะคิดอย่างไร ทว่าความผิดของพวกเจ้าสำนักถ้ำหลินหลางนั้นมีมากมายจนไม่อาจพรรณนาได้หมด

แค่การที่เจ้าถ้ำฮวาของพวกเจ้าออกจากสำนักเดินทางไปยังเสวียนหมิง นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ไม่อาจโต้แย้งได้แล้ว"

เขาพึมพัมเสียงต่ำว่า "ดินแดนเทียนหนานไม่ต้อนรับขั้วอำนาจที่ชอบทำลายกฎเกณฑ์อย่างพวกเจ้า การหารือเรื่องข้อตกลงดินแดนเทียนหนานในวันนี้ ก็คือต้องให้สำนักถ้ำหลินหลางยอมถอยทัพ และยึดครองจุดทรัพยากรทั้งหมดคืนมา"

เยี่ยนหลานพลันระเบิดพลังวิญญาณและเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งออกมา นางลุกขึ้นยืนและกล่าวอย่างเย็นชาว่า "หากข้ามิถอยล่ะจะทำไม? สำนักถ้ำอัคคีอย่างเจ้าก็เป็นเพียงขั้วอำนาจจากภายนอก ไม่มีคุณสมบัติพอจะมาชี้หน้าสั่งการในถิ่นเทียนหนาน"

เมื่อคำพูดนี้ออกมา บรรยากาศก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที

ในจังหวะนั้นเอง จ้าวมูจี๋ก็พลันก้าวออกมา และประสานมือคารวะเอ่ยยิ้มๆ ว่า "บรรดาเจ้าถ้ำทุกท่านไม่จำเป็นต้องพากันบีบคั้นสำนักถ้ำหลินหลางของข้าถึงขนาดต้องให้ส่งมอบจุดทรัพยากรเลยพะยะค่ะ

ไม่สู้พวกท่านพากันนำเอาจุดทรัพยากรของแต่ละบ้านออกมาแบ่งปันกัน ในวันหน้าพวกเราจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และไปมาหาสู่กัน มิดีกว่าหรือ?"

"หืม?" เจ้าถ้ำอู๋ซั่งไป๋เฉิงซางสีหน้ามืดมนลง และมองมาที่จ้าวมูจี๋พลางส่งเสียงตวาดลั่นว่า "เจ้าเด็กน้อย ถอยไป!"

จ้าวมูจี๋เหลือบมองไปที่ไป๋เฉิงซางแวบหนึ่ง และทำเมินเหมือนไม่ได้ยินอะไร แล้วเตรียมจะกล่าวต่อไป

เจ้าถ้ำกระดูกขาวพลันพุ่งตัวออกมาอย่างกะทันหัน แส้กระดูกประดุจงูพิษพุ่งตรงมาที่คอของจ้าวมูจี๋ "เพียงแค่เด็กน้อยระดับดึงลมปราณ กล้าดีอย่างไรมานั่งประชุมพูดจาสามหาว! ไรกตัญญู! รับแส้ของข้าไปสามทีซะก่อน!"

"สามหาว!"

แววตาของจ้าวมูจี๋เย็นเยียบลง เขาสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง แส้กระดูกขาวก็พลันมลายหายไปในอากาศอย่างลึกลับ และร่างกายของตัวเขาก็พลันระเบิดพลังวิญญาณระดับหนิงเสินที่แข็งแกร่งออกมาอย่างดุดัน

"อะไรกัน! เจ้า เจ้าบรรลุขอบเขตหนิงเสินแล้วงั้นหรือ?!"

เจ้าถ้ำกระดูกขาวพลันเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างยิ่งใหญ่ เขารับรู้ได้อย่างประหลาดใจว่าตนเองสูญเสียการติดต่อกับของวิเศษไปเสียแล้ว ในใจเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา

เจ้าถ้ำอีกสามคนต่างก็พากันตกตะลึงในพลังที่จ้าวมูจี๋ระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน ในขณะที่ยังไม่ทันได้ตั้งสติได้นั่นเอง

ก็ปรากฏว่าเหนือทะเลเมฆนอกหน้าผา มีพายุพัดโหมกระหน่ำ พร้อมกับการมาถึงของคลื่นพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง

เรือเหาะของสำนักถ้ำชิงหมิงกำลังพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ที่หัวเรือนั้น นักพรตกู่ซิวและนายพลยืนเอามือไพล่หลังอยู่ด้วยกัน พลังวิญญาณที่แข็งแกร่งจนน่าเกรงขาม

เจ้าถ้ำอู๋ซั่งและพวกเห็นดังนั้นต่างก็พากันหน้าถอดสี

"เยี่ยนหลาน สำนักถ้ำหลินหลางของเจ้าถึงกับสมคบคิดกับกู่ซิวหวงซางงั้นหรือ?" บรรพชนสำนักอัคคีตวาดลั่นด้วยความแค้นและหวาดกลัว

เยี่ยนหลานพลันหัวเราะร่า อาภรณ์สีแดงเงารามประดุจเปลวเพลิง ท่าทางน่าเกรงขามยิ่งนัก "ช่างน่าขันนัก พวกกู่ซิวจะมาที่นี่ หรือข้าจะเป็นคนตัดสินใจได้กันเล่า?"

นางพลันส่งกระแสเสียงถึงจ้าวมูจี๋ว่า "มูจี๋! ข้าคาดไว้แล้วว่าพวกตาแก่พวกนี้ต้องมิตรงไปตรงมา ฆ่ามัน! เจ้าจงแหวกวงล้อมออกมาให้ได้ก่อน อย่าได้ห่วงสู้!"

สิ้นเสียงคำสั่ง นางก็รีบควบคุมหอกเบญจธาตุ พุ่งเข้าจู่โจมเจ้าถ้ำเสวียนเซียวที่เป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงที่สุดก่อนทันที

"เจ้าเด็กเหลวไหล! เอาของวิเศษของข้าคืนมา!"

ในตอนนั้นเอง เจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งก็ส่งเสียงตวาดกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาด ฝ่ามือที่เหี่ยวย่นร่ายมหาเวทย์

พลันกลายเป็นกรงเล็บกระดูกสีขาวห้ากรงเล็บที่มีไฟวิญญาณสีเขียวล้อมรอบปลายนิ้ว ที่ใดที่กรงเล็บพาดผ่าน อากาศพากันส่งควันสีเขียวออกมาจากการเน่าเคื่อย

กรงเล็บกระดูกพุ่งเข้าหาตามแรงลมจนขยายใหญ่เท่าโม่แม่น้ำ ที่หว่างกรงเล็บแฝงไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง กลายเป็นใบหน้าภูตผีเจ็ดใบหน้าที่ส่งเสียงหวีดร้องโหยหวนจนแสบแก้วหู

ที่แท้มันคือการหลอมรวมเอาวิญญาณแค้นของนักพรตระดับหนิงเสินระยะหลังถึงเจ็ดคนเข้าไว้ด้วยกัน!

ในตอนที่กรงเล็บกระดูกกำลังจะฉีกกระชากใบหน้าของจ้าวมูจี๋นั้น เว่ยติ่งก็แอบร่าย "ตราฝังวิญญาณ" ไว้ในแขนเสื้อด้วย

เข็มกระดูกไร้รูปร่างสามเล่มโผล่ออกมาจากเหนือศีรษะอย่างเงียบๆ ตัวเข็มแฝงไปด้วยไอศพมลทินสีขาวซีด

ที่ปลายเข็มแต่ละเล่มมีตะเกียงวิญญาณเผาไหม้อยู่ด้วย นี่คือวิชาลับที่เป็นชื่อเสียงของเขา "เข็มสังหารเทพสามหยิน" นั่นเอง

"เจ้าเพิ่งจะบรรลุขอบเขตหนิงเสิน ในฐานะผู้อาวุโส ข้าจะสอนเจ้าเองว่าสัมผัสวิญญาณสควรจะใช้อย่างไร!"

ที่ก้นบึ้งของแววตาเว่ยติ่งฉายประกายความเหี้ยมเกรียมออกมา

ในจังหวะที่เงากรงเล็บเกือบจะสัมผัสใบหน้าของจ้าวมูจี๋นั้น เข็มสังหารเทพสามหยินทั้งสามเล่มก็พลันมลายหายไปในอากาศ

และกลายเป็นการจู่โจมทางสัมผัสวิญญาณพุ่งตรงเข้าใส่จ้าวมูจี๋

"วิธีการปาหี่เพียงเท่านี้ เอาแส้ของเจ้าคืนไปซะเถอะ!"

จ้าวมูจี๋สะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง ปริภูมิไหสวรรค์แหวกออกเป็นรอยแยก

แส้กระดูกขาวพุ่งออกมาได้เพียงครึ่งเดียว ก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ที่พื้นผิวปรากฏลวดลายมังกรโลหิตที่หนาแน่นขึ้นมา ที่แท้มันถูกราชาแมลงกินวิญญาณจำนวนมากกัดกินจนเสียรูปทรงไปหมดแล้ว

"ชิ!"

แส้กระดูกขาวที่มีลวดลายโลหิตเปรียบดั่งงูพิษที่แว้งกัดเจ้าของ มันหันกลับไปฟาดใส่กรงเล็บกระดูกขาวแทนทันที

เฒ่ามารรีบร่ายมหาเวทย์เพื่อควบคุม ทว่ากลับเห็นปลายแส้ระเบิดออกทันที ราชาแมลงสีเหลืองทองนับสิบตัวกระพือปีกพุ่งเข้าใส่ เสียงขบเคี้ยวของปากพวกมันทำให้กรงเล็บกระดูกขาวถูกกัดกินจนส่งเสียง "จี๊ดๆ" ออกมา!

"แมลงกู่งั้นหรือ?!" ในยามที่เจ้าถ้ำกระดูกขาวกำลังตกตะลึงอยู่นั้น

ที่ระหว่างคิ้วของจ้าวมูจี๋พลันระเบิดแสงสีทองออกมา สัมผัสวิญญาณที่เกิดใหม่ถักทอเข้าหากันจนกลายเป็นกระบี่สั้นสามเล่มที่มีลวดลายสีโลหิตพาดผ่าน

"เคร้ง!"

เข็มสังหารเทพสามหยินทั้งสามเล่มปะทะเข้ากับเงากระบี่ที่พุ่งออกมาจากระหว่างคิ้วของเขา ตะเกียงวิญญาณระเบิดออกทันที เปรียบดั่งหิมะที่พบเจอกับแสงแดดที่ร้อนแรงจนมลายหายไป

"ทำลาย!"

ในแววตาของจ้าวมูจี๋วูบไหวด้วยแสงสีโลหิต

สัมผัสวิญญาณที่ประดุจกระบี่สังหารโลหิตพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เข็มทั้งสามเล่มประดุจถูกสายฟ้าฟาดจนระเบิดแหลกสลายไป

กระบี่สังหารโลหิตพุ่งตรงเข้าสุ่ทะเลสัมผัสของเจ้าถ้ำกระดูกขาวทันที กดดันเข้าสู่แกนกลางวิญญาณของมันโดยตรง

ท่ามกลางสัมผัสวิญญาณที่เปรียบดั่งกระบี่สังหารโลหิตนั้น พลันระเบิดกระแสไอพิษสีเหลืองออกมาสายหนึ่ง นั่นก็คือส่วนหนึ่งของไอพิษแห่งสวรรค์นั่นเอง

"อ๊าก!!!" เจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งพลันกุมศีรษะและร้องโหยหวน เลือดสีดำพุ่งออกมาจากทวารทั้งเจ็ด

ห่วงกระดูกที่ลำคอส่งเสียงระเบิด "เปรี้ยง" และระเบิดแหลกสลายไปถึงสิบสองเม็ด เพื่อทำหน้าที่รับการจู่โจมที่รุนแรงถึงชีวิตในสัมผัสวิญญาณแทนตัวเขา

เฒ่ามารผู้นี้ซวนเซถอยหลังหนี ทะเลสัมผัสปั่นป่วนประดุจน้ำพุที่กำลังดือดพล่าน กระแสไอพิษสีเหลืองเหล่านั้นกำหลังกัดกินรากฐานสัมผัสวิญญาณของเขาอยู่!

"อะไรกัน! เพิ่งบรรลุขอบเขตหนิงเสิน สัมผัสวิญญาณกลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"

บรรพชนสำนักอัคคีที่อยู่ด้านข้างหดร่านตาสงอย่างรวดเร็ว

เขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหนือผมสีขาวของเว่ยติ่งนั้น พลันมีสีเทาแห่งความเสื่อมโทรมปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน

"เจ้าเด็กนี่!!"

ตราประมุขสวรรค์ในมือเจ้าถ้ำอู๋ซั่งสั่นไหว "หึ่ง" รูม่านตาทำหดเล็กสง กำลังจะก้าวเข้าไปช่วยเหลือ

เพื่อตรวจสอบว่าเหตุใดเบี้ยที่มีประโยชน์ที่สุดอย่างจ้าวมูจี๋จึงเสียการควบคุมไป

ทว่าเหนือทะเลเมฆนั้นเรือเหาะก็ได้บินมาถึงแล้ว และพลันส่งเสียงตวาดต่ำเปรียบดั่งเสียงโลหะปะทะกันว่า "ฆ่า!!"

"ตึง!"

ทวนที่หักของนายพลกู่ซิวเปรียบดั่งสายฟ้าสีโลหิตที่ฟาดร่วงหล่นลงมา

เจ้าถ้ำอู๋ซั่งหน้าถอดสี รีบควบคุมตราประมุขสวรรค์ขึ้นมารับมือทันที

เสียงระเบิดดังกึกก้อง "เคร้ง" แสงวิญญาณของตราอู๋ซั่งสั่นไหวอย่างรุนแรง มันถูกกระแทกจนพุ่งถอยหลังกลับไป และไปกระแทกเข้ากับก้อนหินบนยอดเขาจนแตกกระจาย

นักพรตกู่ซิวสะบัดแขนเสื้อสะบัดเอาเชือกสะกดวิญญาณเจ็ดสิบสายพุ่งออกมา ที่เชือกแต่ละเส้นสลักลวดลายสยบมารในยุคเป่ยซ่งเอาไว้ เพียงพริบตาก็กลายเป็นตาข่ายฟ้าดิน เข้าล้อมกรอบบรรพชนสำนักอัคคีที่กำลังมีสีหน้ามืดมนลง

จ้าวมูจี๋ย่อมมิมอบโอกาสดีๆ เช่นนี้ให้หลุดลอยไปได้

กระบี่ไอเย็นพุ่งออกมาจากฝัก เพียงปราณกระบี่ยังไม่ทันถึงตัว ปราณกระบี่ที่เย็นเหยียบก็ทำให้พื้นดินปรากฏรอยน้ำแข็งยาวกว่าสิบจั้ง มุ่งตรงไปหาเจ้าถ้ำกระดูกขาวทันที

เจ้าถ้ำกระดูกขาวรีบหยิบเอาร่างจำลองกระดูกขาวสามร่างออกมาต้านทานไว้ ส่วนร่างจริงแปลงกายเป็นหมอกสีเทาและหลบหนีไป

ได้ยินเพียงเสียง "แกร๊ก" ดังต่อเนื่องกัน ร่างจำลองกระดูกทั้งสามร่างพลันถูกแช่แข็งกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปในพริบตา

"เจ้าสารเลว!"

เว่ยติ่งทั้งโกรธทั้งหวาดกลัว เขากำลังจะร่ายมหาเวทย์กระดูกขาวที่เป็นไม้ตายก้นหีบออกมา ทว่ากลับรู้สึกว่าทะเลสัมผัสสั่นสะเทือนพร่ามัวไปหมด

พลังการสั่งการสัมผัสวิญญาณและดวงวิญญาณที่รุนแรง พลันจู่โจมเข้ามาทันที

"มิสิทันแล้ว!!".......

จบบทที่ บทที่ 191 สังหารโต้กลับกระดูกขาว

คัดลอกลิงก์แล้ว