- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 192 ควบคุมวิญญาณเจ้าถ้ำ นักพรตรับน้ำค้างสวรรค์
บทที่ 192 ควบคุมวิญญาณเจ้าถ้ำ นักพรตรับน้ำค้างสวรรค์
บทที่ 192 ควบคุมวิญญาณเจ้าถ้ำ นักพรตรับน้ำค้างสวรรค์
บทที่ 192 ควบคุมวิญญาณเจ้าถ้ำ นักพรตรับน้ำค้างสวรรค์
"อ๊าก!!"
ภายใต้การรุกรานจากสัมผัสวิญญาณของจ้าวอู๋จี เจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งพลันกุมศีรษะร้องโหยหวน ร่างของเขาร่วงหล่นลงสู่ป่าเขาเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
เลือดสีดำที่ไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้าที่เหี่ยวแห้งราวกับกิ่งไม้แห้งบิดเบี้ยวไปมา เขาพุ่งชนต้นสนโบราณเบื้องล่างจนหักโค่นไปสามต้น จึงค่อยหยุดนิ่งลงได้อย่างยากลำบาก
ในตอนนี้ ใจกลางสัมผัสวิญญาณที่สั่นสะเทือน กลิ่นอายมลทินกัลป์ราวกับมลทินที่ติดกระดูก กัดกร่อนแกนกลางสัมผัสวิญญาณจนเกิดเป็นรูพรุนราวกับรังผึ้ง
"เจ้าถ้ำเว่ยจะต้องดิ้นรนไปทำไม?"
ร่างของจ้าวอู๋จีเหินลมเหยียบใบไม้พุ่งตามลงมา
"ไอ้หนู! เจ้าบีบคั้นเกินไปแล้ว!"
เว่ยติ่งหันกลับมาด้วยใบหน้าอันดุร้าย พลันพ่นเลือดบริสุทธิ์ออกมา เข็มกลืนวิญญาณหมื่นกระดูกสามร้อยเล่มระเบิดออกทันที บนพื้นผิวของเข็มกระดูกแต่ละเล่มปรากฏใบหน้ามนุษย์ที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ปลายเข็มพุ่งออกไปพร้อมกับเสียงระเบิดของคลื่นเสียงที่ราวกับเสียงผีร้องไห้
เข็มหลักเจ็ดเล่มที่อยู่ด้านหน้าสุดกลับแปรสภาพเป็นแขนทารก กรงเล็บนิ้วพันรอบด้วยไฟผีสีเขียวเข้มจากนรกที่คาวคลุ้ง
"ลูกไม้ตื้นๆ!"
จ้าวอู๋จีชี้นิ้วออกมาจากใต้แขนเสื้อสีม่วง ในพริบตานั้นกระบี่บินไอเย็นเยียบแปรสภาพเป็นไหมกระบี่เจ็ดสิบสองสายหมุนวนรอบราวกับฝูงปลา สอดคล้องกับการวางตัวของดวงดาวในจักรวาล ปลายไหมกระบี่แต่ละสายลากผ่านด้วยร่องรอยเหมันต์อันเย็นสุดขั้ว ถักทอเป็นตาข่ายกระบี่ที่หดตัวลงเรื่อยๆ ในอากาศ จัดวางค่ายกลกระบี่ธารน้ำแข็งอย่างง่ายดาย!
"เกร๊ง เกร๊ง เกร๊ง!" ไหมกระบี่ปะทะกับเข็มกระดูกส่งเสียงใสกังวานราวกับเสียงเคาะหยก
เข็มกระดูกที่ถูกดีดกระเด็นออกไปกัดกร่อนต้นไม้โบราณรอบข้างจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดเท่าชาม ส่วนไหมกระบี่ที่สกัดกั้นได้สำเร็จพลันแช่แข็งพื้นที่โดยรอบไปกว่าสิบจั้ง สร้างเป็นม่านน้ำแข็งคริสตัลที่ส่องประกายระหว่างคนทั้งสอง
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ไปตายซะ!"
เว่ยติ่งเห็นว่าเข็มสลายวิญญาณไร้ผล ก็แผดร้องพลางพุ่งตัวขึ้นมา ลูกปัดกระดูกมนุษย์ที่เหลืออยู่ที่คอระเบิดออกพร้อมกัน ท่ามกลางผงกระดูกที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว พลันปรากฏโครงกระดูกโลหิตสิบแปดร่างออกมา ในเบ้าตาของโครงกระดูกแต่ละร่างมีไฟผีสีเขียวสั่นไหว วิญญาณร้ายโหมกระหน่ำ ก่อตัวเป็นค่ายกลพุ่งเข้าหาจ้าวอู๋จี ชักนำลมหยินให้หวีดหวิว
จ้าวอู๋จีไม่หลบหลีก ในจังหวะที่เขาร่ายมหาเวทย์ แววตาทั้งสองข้างก็วาบด้วยแสงหยินอันแรงกล้า ลมหยินพัดม้วนรอบกายเพื่อปกป้อง
สยบด้วยวิชาสยบวิญญาณ!
โครงกระดูกโลหิทยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ถูกสยบจนระเบิดออกเป็นกลุ่มไฟฟอสฟอรัส "ตึง ตึง" กระจายไปทั่ว
"ฟิ้ว!"
ไหมกระบี่น้ำแข็งเจ็ดสิบสองสายพลันหดตัวกลับมา ถักทอเป็นตาข่ายน้ำแข็งคริสตัลอันงดงามในอากาศ ปกคลุมเจ้าถ้ำกระดูกขาวไว้ในพริบตา ไหมกระบี่แต่ละสายทอแสงสีฟ้าเยือกเย็น เส้นเล็กราวกับเส้นผมทว่าหนักอึ้งราวกับพันชั่ง ทุกที่ที่ไหมกระบี่เลื่อนผ่าน แม้แต่อากาศยังถูกแช่แข็งจนเกิดเป็นรอยน้ำแข็งหนาแน่น
โล่กระดูกขาวรอบกายเจ้าถ้ำกระดูกขาวแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตา ร่างกายของเขาพลันหยุดชะงักลง ถูกน้ำแข็งสีดำลามขึ้นมาทีละนิ้ว ร่างกายที่เหี่ยวแห้งราวกับไม้ฟืนถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งใสสะอาดอย่างรวดเร็ว
"สังหารเจ้ามันง่ายนัก แต่การจับเจ้าไว้เนี่ยสิ ต้องใช้แรงบ้างนิดหน่อย"
จ้าวอู๋จีแอบร่ายวิชาน้ำยันต์ในแขนเสื้อ หยดน้ำสะอาดกลุ่มหนึ่งพลันวาดเป็นยันต์ทะลวงวิญญาณกลางอากาศ ผสมโรงกับไฟฟอสฟอรัสอย่างไร้ร่องรอย ราวกับละอองน้ำที่กระจายตัว แทรกซึมเข้าสู่รูจมูกของเว่ยติ่งตามลมหายใจ
"เจ้า!" เว่ยติ่งร่างกายแข็งทื่อทันที เขากุมลำคอไว้ รู้สึกว่าในลำคอราวกับมีมดนับล้านตัวกำลังไต่ขึ้นไปยังสมอง
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง รีบร่ายมหาเวทย์หมายจะขับสิ่งแปลกปลอมออกมา
ทว่ากลับเห็นดรรชนีกระบี่ของจ้าวอู๋จีชี้มา: "ทะลวงวิญญาณยืมทาง ใช้น้ำยันต์เป็นสื่อ! จงตื่น!"
"เปรี๊ยะ!"
เว่ยติ่งร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แขนขวาพลันบิดพับอย่างควบคุมไม่ได้ กระดูกขาวทิ่มแทงทะลุเนื้อหนังพุ่งเข้าหาหน้าอกของตนเอง เฒ่ามารผู้นี้ทั้งโกรธทั้งหวาดกลัว รีบใช้มือซ้ายกดแขนขวาไว้ พลังสองสายปะทะกันภายในร่างกาย จนสั่นสะเทือนกระดิ่งกระดูกที่แขวนอยู่บนร่างส่งเสียง "กริ๊ง กร๊าง"
"เพลิดเพลินไปเถอะ..."
จ้าวอู๋จีหัวเราะเบาๆ พลันตวัดแขนเสื้อปล่อยราชาแมลงกลืนกินวิญญาณออกมาสามตัว อักขระสีเลือดบนเกราะแมลงทอแสงประหลาดภายใต้แสงแดด ทว่ากลับเป็นมดรุ่นพิเศษที่เขาใช้มหาเวทย์น้ำยันต์แช่ไว้ในบ่อเลือด
ราชาแมลงชนิดนี้เขาเลียนแบบมาจากคำสาปสายเลือด แม้จะไม่สามารถบรรลุผลได้ดั่งคำสาปสายเลือดที่แท้จริง ทว่าหากประสานกับยาเม็ดยันต์ทะลวงวิญญาณจะช่วยเสริมพลังในการควบคุมวิญญาณหยินได้
"หึ่ง หึ่ง!!"
เว่ยติ่งตาแทบถลนออกจากเบ้า มองดูราชาแมลงมุดเข้าไปในทวารทั้งเจ็ดของตนเอง ตามกระแสเลือดพุ่งตรงเข้าสู่ขั้วหัวใจ ระหว่างรอบเส้นเลือดปูดโปนออกมาเป็นรูปทรงราวกับไส้เดือน เมื่อันมุดเข้าสู่หัวใจ หัวใจทั้งดวงพลันชักกระตุกอย่างรุนแรงในทรวงอก สิ่งที่สูบฉีดออกมาไม่ใช่เลือดสดๆ อีกต่อไป ทว่ากลับเป็นน้ำขุ่นสีดำที่ปนเปด้วยไข่แมลง
"เอื้อก อ๊าก!"
เสียงลาลากด้วยความเจ็บปวดเจียนตายดังขึ้นทันที ปราการสุดท้ายถูกทลายลงอย่างรวดเร็ว ยันต์ทะลวงวิญญาณที่วาดด้วยน้ำยันต์ในร่างกายแปรสภาพเป็นอักขระนับไม่ถ้วนแผ่ซ่านออกไป ห่อหุ้มดวงวิญญาณหยินของเขาไว้ กลายเป็นโซ่อักขระล่ามวิญญาณหยินของเขาไว้ด้วยกำลัง
"ตึง ตึง!!"
บนยอดเขาพลันมีเสียงระเบิดดังสนั่นสั่นสะเทือนปฐพี กงล้อเปลวสุริยันของเหยียนหลานปะทะกับกระบี่แสงดาราของเจ้าถ้ำเสวียนเซียว คลื่นพลังที่ระเบิดออกมาบดขยี้หินยักษ์บนหน้าผาจนกลายเป็นผุยผง
จ้าวอู๋จีกวาดสัมผัสวิญญาณผ่านสมรภูมิ เห็นหอกหักของแม่ทัพโบราณกำลังฟาดเจ้าถ้ำไป่เฉิงซางจนกระอักเลือด เขารีบรวมนิ้ววาดผ่านหว่างคิ้วของเจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งทันที: "เก็บ!"
ในจังหวะที่กลิ่นอายสีเหลืองขุ่นมัวสายหนึ่งถูกดึงออกมาจากกระหม่อมของเว่ยติ่ง เฒ่ามารก็ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ในตอนนี้ ภายในสัมผัสวิญญาณของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก บาดแผลบนร่างกายนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง
จ้าวอู๋จีกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า "อย่าได้หวาดกลัวไปเลย เจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่... มีประโยชน์ต่อข้ามากกว่า ในฐานะหมอ ข้าจะรักษาบาดแผลให้เจ้าก่อน!"
เขาร่ายมหาเวทย์ รักษาบาดแผลตามร่างกายของเจ้าถ้ำกระดูกขาวให้ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว แววตาของเจ้าถ้ำกระดูกขาวสั่นไหวอย่างรุนแรง ดวงวิญญาณหยินที่ถูกล่ามไว้ในที่สุดก็เริ่มมีความรู้สึกถึงความหวาดกลัว
ไอ้เด็กนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดตัวใดกันแน่!?
หลังจากรักษาบาดแผลทางเนื้อหนังให้เจ้าถ้ำกระดูกขาวหายดีแล้ว ทว่าบาดแผลที่สัมผัสวิญญาณและแกนกลางสัมผัสวิญญาณได้รับนั้น กลับไม่ได้รักษาให้หายได้ง่ายๆ เช่นนั้น
เขาพลันตวัดแขนเสื้อ สั่งให้ฝ่ายตรงข้ามถอนตัวไปรักษาบาดแผลของตนเองเสียก่อน ในภายภาคหน้าเขาจะตามไปหาถึงที่เอง
"ขอรับ!"
เจ้าถ้ำกระดูกขาวเว่ยติ่งรับคำสั่งแล้ว ก็รีบเหินลมหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
"การสูญเสียพลังวิญญาณยังอยู่ในระดับที่รับได้..."
จ้าวอู๋จีรับรู้ถึงการสูญเสียพลังวิญญาณ พลันชักนำพลังวิญญาณในมิติไหสวรรค์มาฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็ว นี่คือข้อดีของเขา ในสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไร้พลังวิญญาณ เขาสามารถดูดซับพลังวิญญาณในมิติไหสวรรค์มาฟื้นฟูได้ ราวกับว่าอยู่ในถ้ำสวรรค์ เพียงแต่ภายหลังควรจะเติมพลังวิญญาณให้มิติไหสวรรค์ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อการพัฒนาของมัน
"ฟิ้ว!"
จ้าวอู๋จีกลายเป็นแสงกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งตรงเข้าสู่สมรภูมิด้านบนอย่างรวดเร็ว
กระบี่บินไอเย็นเยียบระเบิดแสงสีเงินออกมากลางอากาศ ราวกับริ้วโลหะเงิน สว่างวาบขึ้นมาเป็นสีขาวโพลน ราวกับมังกรคะนองศึก พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของเจ้าถ้ำเสวียนเซียวที่กำลังพัวพันอยู่กับเหยียนหลาน
"ระวัง!"
มังกรอัคคีของบรรพบุรุษเพลิงอัคคีพลันพุ่งเข้าขวางกั้นกลางอากาศ จ้าวอู๋จีหัวเราะเย็นเหยียบ ตวัดแขนเสื้อ มิติไหสวรรค์พลันขยายตัวออก มังกรอัคคีพุ่งเข้าไปในพื้นที่ว่างเปล่าขนาดสิบจั้ง ในจังหวะที่ปรากฏออกมากลับหมุนตัวกลับพุ่งเข้าหาเจ้าถ้ำไป่เฉิงซางแทน กิริยาที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตานั้น ดูราวกับจ้าวอู๋จีเพียงแค่ตวัดแขนเสื้อ มังกรอัคคีก็เปลี่ยนทิศทางพุ่งกลับไปทันที
"นี่มันตัวบ้าอะไรกัน?!"
เจ้าถ้ำไป่เฉิงซางรีบหลบหลีก ตราประทับเสวียนเทียนที่ปกป้องร่างกายถูกมังกรอัคคีฟาดจนกระเด็นออกไป อาภรณ์อาคมกลายเป็นรอยไหม้เกรียมทันที เสียง "เซ่ง" ดังขึ้น กระบี่บินเงาปีศาจกลับถูกโซ่ตรึงวิญญาณของนักพรตโบราณฉวยโอกาสพันธนาการไว้ได้ เขามองจ้าวอู๋จีอย่างโกรธแค้น ทว่ากลับเห็น "หมากตัวแรก" ผู้นี้กลับมาร่ายกระบี่บินไอเย็นเยียบเข้ามาสังหารอีกครั้ง
"หนี!"
บรรพบุรุษเพลิงอัคคีพลันขยี้ลูกปัดมนตราอัคคี ร่างกายกลายเป็นเปลวเพลิงที่ไหลพุ่งไป ยอมให้ร่างอัคคีถูกหอกเทพของแม่ทัพโบราณแทงทะลุ แล้วเลือนหายไปราวกับเปลวเพลิงที่ปลิวไปอย่างรวดเร็ว เจ้าถ้ำเสวียนเซียวเห็นเช่นนั้นก็กัดฟันพ่นเลือดบริสุทธิ์ออกมา กระบี่แสงดาราพลันระเบิดแสงจ้าจนแสบตา อาศัยจังหวะที่ทุกคนพร่ามัวกลายเป็นแสงสีรุ้งหลบหนีไป เจ้าถ้ำไป่เฉิงซางเห็นเช่นนั้น ก็ตัดสินใจหลบหนีไปทันที
"จะหนีไปไหน!"
แววตาของเหยียนหลานแดงฉานราวกับเปลวเพลิง กงล้อเปลวสุริยันพลันแยกออกเป็นวงล้ออัคคีเก้าวง พันธนาการเข้าหาเจ้าถ้ำไป่เฉิงซางราวกับโซ่ตรวน บนวงล้ออัคคีปรากฏอักษรอักขระโบราณคำว่า "ผนึก" เห็นได้ชัดว่าได้ผนึกพลังแห่งการสะกดไว้ จ้าวอู๋จีใช้สัมผัสวิญญาณพุ่งโจมตีออกไปเช่นกัน สัมผัสวิญญาณแบบคู่กลั่นตัวเป็นกระบี่สังหารสีเลือดสองเล่ม พุ่งแทงเข้าหาไป่เฉิงซางจากซ้ายและขวา ปะทะกับสัมผัสวิญญาณของอีกฝ่ายในพริบตา
ไป่เฉิงซางพลันส่งเสียงครางเบาๆ รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกกัดกร่อนในสมอง เขาพลันคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง
"พวกเจ้าบีบข้าเเองนะ!"
"เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ" ตราประทับเสวียนเทียนพลันขยายตัวออก บนพื้นผิวปรากฏรอยร้าวอันน่าหวาดเสียว ท่ามกลางรอยร้าวมีแสงวิญญาณอันเจิดจ้าสาดแสงออกมา ที่ฐานตราประทับคำว่า "เสวียนเทียน" ระเบิดแสงสีเลือดอันน่าสะพรึงกลัว ฟาดเข้าใส่ทุกคนอย่างรุนแรง ถึงกับยอมระเบิดศัสตราวิญญาณของตนเองทิ้ง!
"ตึง!!!"
พลังวิญญาณอันบ้าคลั่งบดขยี้ก้อนหินในรัศมีหลายสิบจั้งจนกลายเป็นผุยผง วงล้ออัคคีถูกฟาดจนกระเด็นออกไป หอกหักของแม่ทัพโบราณก็ถูกคลื่นพลังพัดจนเบี่ยงออกจากตำแหน่งไปสามนิ้ว ปาดคอไป่เฉิงซางจนเกิดละอองเลือด อาศัยจังหวะนี้ กระบี่บินเงาปีศาจห่อหุ้มร่างที่เหลือรอดไว้ พร้อมกันนั้นเขาก็ขยี้ยันต์สีม่วงดาราในแขนเสื้อจนแหลกละเอียด ในจังหวะที่กระดาษยันต์เผาไหม้ แสงวิญญาณไหลเวียนราวกับทางช้างเผือกกลับด้าน ห่อหุ้มร่างของเขาไว้ในพริบตา แล้วหนีลับไปอย่างรวดเร็ว
"ยันต์เร้นลับเสวียนเทียน?!"
เหยียนหลานรูม่านตาหดเล็กลงพร้อมกับอุทานออกมาเบาๆ รีบเรียกกงล้อเปลวสุริยันกลับมา
"ถึงกับเป็นยันต์เทพของสำนักเสวียนเทียน แขนงหนึ่งของสำนักนพเก้า ยันต์นี้ได้หายสาบสูญไปจากโลกมนุษย์ตั้งแต่สามร้อยปีก่อนหลังสำนักเสวียนเทียนล่มสลายไปแล้ว"
นักพรตโบราณเก็บโซ่ตรึงวิญญาณด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าที่ซูบผอมปรากฏความเคร่งเครียดออกมาเป็นครั้งแรก สามารถนำสมบัติตกทอดของสำนักใหญ่โบราณที่ล่มสลายไปแล้วออกมาได้เช่นนี้ เห็นทีเบื้องหลังของถ้ำสวรรค์ไป่เฉิงคงจะมีขุมความลับอื่นซ่อนอยู่อีก
"สำนักเสวียนเทียน แขนงหนึ่งของสำนักนพเก้า?"
จ้าวอู๋จีเรียกกระบี่ไอเย็นเยียบที่สั่นสะเทือนกลับมา สัมผัสวิญญาณกวาดผ่านร่องรอยพลังวิญญาณที่หลงเหลืออยู่จนใจสั่นสะท้าน ความเร็วของยันต์นี้เหนือกว่าวิชาเหินธาตุทั่วไปมากนัก ถ้ำสวรรค์ไป่เฉิงถึงกับได้รับของจากสำนักใหญ่โบราณมาได้ หรือว่าพวกเขาไปขุดพบมรดกตกทอดของสำนักเสวียนเทียนที่ใดกันแน่?
ในสมองของเขาพลันนึกถึงศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิไม่มีที่สิ้นสุดที่เคยพบในอดีต ข้อความที่จารึกไว้ในถ้วยนั้น 'กลืนกินสามแสงเพื่อหลอมกาย สูดไอทั้งหกเพื่อแปรปราณ บรรลุมหาเวทย์อันสูงสุด...' แม้เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วมันเป็นเพียงความหมายผิวเผิน ทว่าอย่างน้อยมันก็สื่อถึงการฝึกฝนด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ดูไปแล้วมีความใกล้เคียงกับถาดรับน้ำค้างกัมปนาทที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ที่พยายามจะสื่อสารกับแก่นแท้ของฟ้าดินผ่านสิ่งของ
"แม้สำนักนพเก้าจะก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ทว่าจางเต้าหลิงผู้ก่อตั้งเคยไปหลอม "ยาเม็ดเทพนพสวรรค์" ในแคว้นสู่ แนวคิดทางปรุงยาของเขาอาจได้รับอิทธิพลมาจากเหล่านักพรตอย่างหลี่เส้าจวินและหลวนต้าในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้"
ในสมองของจ้าวอู๋จีปรากฏข้อมูลจากคัมภีร์ปรุงยาโบราณที่เคยจารึกไว้
"...และสื่อกลางอย่างค่ายกลและยันต์ใน "พิธีกรรมทางศาสนา" ของสำนักนพเก้านั้น มีหลักการแนวคิดที่คล้ายคลึงกับถาดรับน้ำค้างซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ "สัมผัสเทวะฟ้าดิน"..."
"อู๋จี ไม่เป็นไรใช่ไหม? ข้าบอกให้เจ้าไปก่อน ทำไมถึงได้กลับมาสังหารอีกเล่า? เจ้าถ้ำกระดูกขาวนั่นทำร้ายเจ้าหรือเปล่า..."
ในตอนนี้ เสียงของเหยียนหลานดังขึ้น ดึงสติของจ้าวอู๋จีกลับมา
"อ้อ ท่านอาจารย์อา ข้าไม่เป็นไร..."
จ้าวอู๋จีมองไปที่เหยียนหลานผู้สวมอาภรณ์สีแดงดั่งเปลวเพลิง พลางส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม "เจ้าถ้ำกระดูกขาวถูกข้าตีจนเผ่นแน่บไปแล้ว ตาเฒ่านั่นก็แค่มีพลังขอบเขตรวมจิตระยะต้นเท่านั้น ความกล้าก็กะจิริด!"
เหยียนหลานได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขมวดคิ้วกล่าวว่า "เจ้าเนี่ยนะ ยังขี้เสี่ยงเหมือนเดิม ทว่าการเอาชนะเจ้าถ้ำกระดูกขาวได้ในการต่อสู้ครั้งแรก เจ้าก็นับว่ามีพรสวรรค์ที่โดดเด่นอย่างยิ่งแล้ว!" นางกล่าวคำชมออกมานานๆ ครั้ง แล้วกวาดตามองไปรอบๆ พลางกล่าวว่า "เสียดายที่ตาเฒ่าพวกนี้เจ้าเล่ห์เกินไป พอเห็นท่าไม่ดีก็เผ่นเร็วกว่าใครเพื่อน!"
"อย่างไรเสียก็เป็นคนที่ฝึกตนมานับร้อยปีแล้ว"
จ้าวอู๋จีถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง ทว่าสัมผัสวิญญาณเมื่อครู่ของเขาได้ทำร้ายไป่เฉิงซางไปแล้ว ด้วยพลังมลทินกัลป์สวรรค์สีขุ่นสายนั้นที่แฝงอยู่ในสัมผัสวิญญาณของเขา ต่อให้ไป่เฉิงซางจะทนรับมันไว้ได้ เขาก็ต้องลำบากแน่นอน
"ไว้ค่อยย้อนกลับไปหาเจ้าถ้ำกระดูกขาว ร่วมมือกับจือเซี่ย ทั้งในและนอกประสานงานกัน แล้วไปดูที่ถ้ำสวรรค์ไป่เฉิงดูอีกที เก็บกวาดไป่เฉิงซางนี่มาด้วย..."
จ้าวอู๋จีนวดหว่างคิ้ว สายตาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่นักพรตโบราณที่กำลังสนทนากับเหยียนหลานด้วยความประหลาดใจ
"ท่านอาจารย์อาไปสร้างสัมพันธ์กับนักพรตโบราณสองคนภายใต้สังกัดหวงฉางตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะมีการเตรียมการมารับมือร่วมกันด้วย?"
"เจ้าถ้ำเหยียน... ครั้งนี้พวกเราปฏิบัติภารกิจสำเร็จแล้ว และได้แสดงความจริงใจจากทางนายท่านของพวกเราแล้วด้วย ส่วนจางเฉิงเยี่ยนนั่น..."
ดวงตามที่ขุ่นมัวของนักพรตโบราณกวาดตามองจ้าวอู๋จี พลางกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า "หากเขาหวนกลับมา สร้างความลำบากให้แก่ถ้ำสวรรค์หลินหลาง นายท่านของข้าก็จะช่วยดูแลให้บ้าง" แม่ทัพโบราณกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "ต่อไปเป็นเวลาที่เจ้าจะต้องแสดงความจริงใจออกมา มินายท่านก็คงจะไม่อนุญาตให้เจ้าได้ศึกษาคัมภีร์หมื่นอายุขัยมหาทางวิถี"
"อะไรนะ?" จ้าวอู๋จีตกใจ มองไปที่เหยียนหลานแล้วถามว่า "ท่านอาจารย์อา ท่านทำข้อตกลงอะไรกับพวกเขาหรือขอรับ?"