- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 190 จิตวิญญาณแฝด ประจันหน้าเจ้าถ้ำ
บทที่ 190 จิตวิญญาณแฝด ประจันหน้าเจ้าถ้ำ
บทที่ 190 จิตวิญญาณแฝด ประจันหน้าเจ้าถ้ำ
บทที่ 190 จิตวิญญาณแฝด ประจันหน้าเจ้าถ้ำ
"ไม่เลว!"
เมื่อเผชิญกับความตกตะลึงของเยี่ยนหลาน จ้าวมูจี๋ก็ส่งกระแสสัมผัสวิญญาณออกไปว่า "ข้าใช้เพียงหินวิญญาณโบราณไม่กี่ก้อน ก็อาศัยจังหวะเดียวทะลวงเขตแดนได้สำเร็จพะยะค่ะ"
"เจ้าหนูยอดเยี่ยมมาก!" ริมฝีปากสีแดงของเยี่ยนหลานยกยิ้มขึ้นอย่างงดงาม "แม้จะอาศัยหินวิญญาณโบราณ ทว่าไม่ได้พึ่งพายาหนิงเสินเลย ประกอบกับพรสวรรค์แสงสีทองของเจ้า เจ้ากลับไม่มีคอขวดเลยแม้แต่น้อย และทะลวงเขตแดนมาได้เช่นนี้..."
จู่ๆ แววตาของนางก็แน่วแน่ขึ้น และส่งเสียงอุทานเบาๆ ว่า "ความแข็งแกร่งของสัมผัสวิญญาณของเจ้านี้ เหตุใดจึงทรงพลังถึงเพียงนี้? รากฐานกลับมั่นคงยิ่งกว่าข้าและเจ้าของยอดเขาเสียอีก?
หรือว่านี่จะเป็น... ผลจากการเคี่ยวกรำเจตจำนงแห่งวิถีหมัดมนุษย์เซียน?"
"นี่... อาจจะเป็นเช่นนั้นพะยะค่ะ ข้าเองก็ยังสงสัยอยู่เช่นกัน"
เยี่ยนหลานพลันเบิกดวงตาที่ฉายแสงสีแดงออกมา สัมผัสวิญญาณประดุจเปลวเพลิงพุ่งออกมา ปะทะเข้ากับสัมผัสวิญญาณของจ้าวมูจี๋โดยตรง
ในพริบตาที่สัมผัสวิญญาณของทั้งคู่ปะทะกัน
สัมผัสวิญญาณของจ้าวมูจี๋เปรียบดั่งกำแพงที่ไร้รูปร่าง ต้านทานสัมผัสวิญญาณเปลวเพลิงของเยี่ยนหลานไว้กลางอากาศอย่างดุดัน
"ไม่เลว!"
เยี่ยนหลานพยักหน้า พลางเก็บสัมผัสวิญญาณกลับคืนไปและกล่าวชมว่า "ความแข็งแกร่งของสัมผัสวิญญาณของเจ้านั้น แม้จะยังไม่เทียบเท่านักพรตหนิงเสินระยะกลาง ทว่าในหมู่นักพรตหนิงเสินระยะต้นด้วยกันแล้ว ความแข็งแกร่งของเจ้านับว่าอยู่ในระดับแนวหน้าเลยทีเดียว"
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีว่า "พอดีเลย วันพรุ่งนี้จะมีการนัดพบกันที่ผาฉากหิน เรื่องที่เจ้าบรรลุขอบเขตหนิงเสินนั้น อย่าเพิ่งป่าวประกาศออกไป!
หากพวกตาเฒ่าพวกนั้นวางแผนการร้ายบางอย่าง และรู้ว่าเจ้าทะลวงเขตแดนได้สำเร็จ พวกมันอาจจะร่วมมือกันเพื่อจัดการเจ้าได้
วันพรุ่งนี้เจ้าตามข้าไป หากมีผู้ใดไร้ยางอายจริงๆ..."
ริมฝีปากสีแดงของนางยกยิ้มขึ้นอย่างเป็นอันตราย และส่งกระแสเสียงไปว่า "ก็จงมอบของขวัญที่คาดมิถึงให้แก่พวกตาเฒ่าเหล่านั้นเสีย!"
"พะยะค่ะ!"
จ้าวมูจี๋เข้าใจความหมาย จากนั้นจึงค่อยๆ เก็บสัมผัสวิญญาณกลับคืนมา
ความจริงแล้วเมื่อครู่นี้เขายังไม่ได้ใช้วิธีที่รุนแรงออกมาเลย อย่างเช่นสัมผัสวิญญาณของเขานั้นสามารถหลอมรวมเข้ากับเจตจำนงแห่งวิถีหมัดที่แฝงไปด้วยไอพิษแห่งสวรรค์เพื่อลอบจู่โจมได้
หรือจะใช้อานุภาพของวิชาชี้นำในการเปลี่ยนลมปราณ เพื่อทำให้สัมผัสวิญญาณแฝงไปด้วยพลังธาตุน้ำแข็งของเจ้าของยอดเขาลูกนั้น หรือจะเป็นพลังธาตุหยางของท่านอาหญิงเยี่ยนหลานก็ได้
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการที่จะทำให้สัมผัสวิญญาณมีอานุภาพที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ทว่ากับผู้อาวุโสของตนเองแล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องลงมือจริงๆ
"เก็บ!"
ที่ยอดวิหารไอเย็น เพียงความสถคิดเพียงนิดของจ้าวมูจี๋
ปริภูมิไหสวรรค์ยี่สิบจั้งก็พลันหดเล็กลงประดุจเมล็ดข้าว และมลายหายไปในระหว่างคิ้ว
เมื่อคลี่ขยายออกมาอีกครั้ง ความเชื่อมโยงระหว่างสัมผัสวิญญาณและพื้นที่ว่างเปล่าก็ทำได้ดั่งใจนึก
"ในตอนนี้หากข้าต้องการจะเข้าสู่ไหสวรรค์ ก็ทำได้เพียงแค่ความนึกคิดเพียงชั่ววูบ... หรือเพียงแค่ขยับความนึกคิดเพียงนิด ก็สามารถสะบัดแขนเสื้อเก็บเอาของวิเศษของศัตรูเข้าสู่ไหสวรรค์ได้ทันที...
ขอเพียงไม่ใช่ศัตรูที่แข็งแกร่งจนเกินไป จนสามารถใช้พลังเวทย์หรือของวิเศษทำลายความมั่นคงของปริภูมิไหสวรรค์ได้ ก็ย่อมทำได้สำเร็จเกือบทั้งหมด!"
จ้าวมูจี๋สัมผัสได้ถึงพลังที่เปลี่ยนไป หัวใจก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้น และพลันชูกดนิ้วประดุจกระบี่
"ซู่!"
กระบี่ไอเย็นพุ่งออกมาจากแขนเสื้อ ภายใต้การควบคุมของสัมผัสวิญญาณมันประดุจมังกรที่พุ่งทะยาน ความเร็วของกระบี่รวดเร็วกว่าในอดีตกว่าเท่าตัว
ที่ใดที่ปลายกระบี่พาดผ่าน อากาศรอบตัวพลันเกิดระลอกคลื่นเบาๆ ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสถูกพื้นดิน ทว่ากลับทำให้พื้นดินปรากฏรอยดาบขึ้นมาได้เอง
นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าความแข็งแกร่งของสัมผัสวิญญาณสามารถแทรกแซงความเป็นจริงได้แล้ว
ทว่าปริมาณสัมผัสวิญญาณโดยรวมของเขานั้น ความจริงยังไม่ได้ถึงระดับหนิงเสินระยะกลาง เพียงแต่ในแง่ของ 'ความบริสุทธิ์' นั้น ดูเหมือนจะใกล้เคียงแล้ว
จ้าวมูจี๋ตรวจสอบทะเลสัมผัส ก็มองเห็นขอบเขตของทะเลสัมผัสที่ขยายออกไปกว้างขวางถึงสามร้อยจั้ง
ท่ามกลางหมอกสีเงินภายในทะเลสัมผัสมีแสงประกายประดุจดวงดาวแฝงอยู่ด้วย
ที่ใจกลางของกลุ่มหมอกนั้น ยังมีการควบแน่นของแกนกลางวิญญาณสองดวง ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่มั่นคงอย่างยิ่งตั้งแต่วันแรกที่ทะลวงเขตแดนได้สำเร็จ
"หืม? ข้าเคยได้ยินเจ้าของยอดเขากล่วว่า โดยปกติแล้วหลังจากที่ทะลวงเขตแดนสู่ขอบเขตหนิงเสินได้สำเร็จ ขอบเขตของทะเลสัมผัสจะกว้างประมาณร้อยจั้ง และจะมีความแตกต่างกันไปตามวิชาที่ฝึกและพรสวรรค์
อีกทั้งจะมีแกนกลางวิญญาณเพียงดวงเดียวเท่านั้น
หากเมื่อใดที่ต้องประลองสัมผัสวิญญาณกับศัตรู และถูกทำลายแกนกลางวิญญาณลง หากไม่บาดเจ็บสาหัสที่จิตใจ ก็จะทำให้ตบะร่วงหล่นลงไป..."
"ทว่าข้าเพิ่งจะทะลวงเขตแดนได้สำเร็จ ขอบเขตของทะเลสัมผัสกลับกว้างถึงสามร้อยจั้ง... อีกทั้งคนอื่นมีแกนกลางเดียว ข้ากลับมีสองแกนกลางงั้นหรือ?"
จ้าวมูจี๋รับรู้ได้ทันทีว่า มุกหยินหยางที่ช่วยยกระดับพลังให้เขาถึงสองครั้งนั้น ไม่ได้มีเพียงการเพิ่มพูนวิญญาณและการยืดอายุขัยเท่านั้น
หลังจากที่ดวงวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น พรสวรรค์ทางสัมผัสวิญญาณของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย
ในเวลาเดียวกัน ภายในมุกหยินหยางก็ปรากฏสถานะใหม่ของเขาขึ้นมา
"ตบะวิถีเซียน: หนิงเสินระยะต้น
ตบะวิถีบู๊เซียน: ปราณโลหิตระดับห้า"
"หลังจากนี้หากต้องการจะยกระดับขึ้นไปอีก ทรัพยากรที่ต้องใช้นับว่ามหาศาลทีเดียว... ทว่าในตอนนี้ ข้าก็นับว่าเป็นนักพรตขอบเขตหนิงเสินผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งแล้ว..."
จ้าวมูจี๋ยินดียิ่งนัก และร่อนตัวลงสูี่เบื้องล่าง
เขารับรู้ได้ว่าในยามที่ใช้วิชาควบคุมลมนั้น รวดเร็วกว่าในอดีตมากนัก ประดุจร่างกายกลายเป็นลมพายุเสียเอง และสามารถเคลื่อนพัดไปได้ไกลในพริบตา
เขาเอามือไพล่หลังยืนอยู่เหนือหมู่เมฆ ชุดคลุมสีม่วงส่งเสียงกึกก้อง เส้นผมมีประกายวิญญาณจางๆ ของนักพรตหนิงเสินขจาวนเวียนอยู่
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสวิญญาณประดุจน้ำป่าที่กวาดผ่านขุนเขาและแม่น้ำเบื้องล่าง
ที่ส่วนลึกของกระดูกสันหลัง พรสวรรค์แสงสีม่วงและสัมผัสวิญญาณที่เพิ่งเกิดใหม่สอดประสานกัน ทำให้ทุกๆ อณูผิวหนังของเขาดูใสสำอาดดุจหยก
"การเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณกลับมีอานุภาพที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ..."
เขาใช้นิ้วมือลูบไล้ที่ระหว่างคิ้วเบาๆ สัมผัสได้ถึงพลังสัมผัสวิญญาณสองขั้วที่พลุ่งพล่านอยู่ในทะเลสัมผัส ริมฝีปากยกยิ้มอย่างครุ่นคิด "หรือว่าจะเป็นการยกระดับจิตวิญญาณที่เกิดจากการทะลวงเขตแดนกันแน่?
ช่างน่าเสียดาย ที่ข้ายังต้องอาศัยการดื่มสุราและหินดับพิษสุรา กว่าจะบรรลุถึงพรสวรรค์แสงสีม่วงได้"
ลมภูเขาพัดผ่าน จ้าวมูจี๋พลันเงยหน้าขึ้น แววตาประดุจสายฟ้ามองทะลุหมู่เมฆ มุ่งตรงไปยังทิศเหนือที่ห่างไกลออกไป
นั่นเป็นทิศทางที่ราชวงศ์เสวียนหมิงตั้งคอยู่
"ในยุคปลายธรรม พลังวิญญาณของฟ้าดินเหือดแห้งหายไปถึงขนาดนี้..."
เขาพึมพัมกับตนเองเบาๆ "ต่อให้จะเป็นราชนิกุลเสวียนหมิง ผู้ที่สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตหนิงเสินได้ ก็คงจะมีมิมากนักกระมัง..."
แสงสีทองปรากฏขึ้นในดวงตาของจ้าวมูจี๋ รอบตัวในระยะสามจั้งนั้น หมู่เมฆพลันควบแน่นกลายเป็นรูปทรงกระบี่น้ำแข็งขึ้นมาเอง
"ต้องรวบรวมถ้ำต่างๆ ในแถบเทียนหนานให้เป็นหนึ่งก่อน เพื่ออาศัยทรัพยากรเหล่านั้นในการทะลวงสู่ขอบเขตหนิงเสินระยะหลัง... เมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว ค่อยวางแผนจัดการกับเสวียนหมิงก็ยังมิสาย"
"วิธีการที่มั่นคงและปลอดภัย จึงจะเป็นรากฐานของการมีอายุยืนยาว"
เส้นผมของจ้าวมูจี๋ปลิวไสว "ถึงเวลานั้น ไม่ว่าจะอาศัยสถานะที่มีอยู่ หรือจะ... ใช้วิธีการอื่น ก็ย่อมสามารถจัดการได้อย่างราบรื่นแน่นอน"
เขาใช้สัมผัสวิญญาณสั่งการวูบหนึ่ง
ก็บังคับจับเอาเจ้านกขุนทองตัวผู้ที่กำลังเกี้ยวพาราสีนกขุนทองตัวเมียให้มาเป็นเชลย และเล่นสนุกด้วยกันทันที
...
เวลาผ่านไปเพียงพริบตา ก็เข้าสู่เช้าวันที่สอง
โดยมิพึ่งพาให้เยี่ยนหลานเรียกหา จ้าวมูจี๋ก็เดินทางมาถึงยอดเขาหลินหรง เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปผาฉากหินพร้อมกับเยี่ยนหลานตามที่นัดหมายไว้
"มูจี๋มาถึงเร็วจังนะ? เมื่อคืนอาหญิงซ่อมแซมกงล้อหยางทั้งคืน เหนื่อยล้านัก ในยามนี้กำลังอาบน้ำยาสมุนไพรอยู่ เจ้าจงรอสักครู่..."
น้ำเสียงที่เกียจคร้านของเยี่ยนหลานพุ่งผ่านค่ายกลประตูออกมา เลือกลอยออกมาพร้อมกับเสียงน้ำที่ไหลซ่าเบาๆ
"เอ่อ!"
จ้าวมูจี๋รีบก้มหน้าลงประสานมือคารวะ "ไม่จำเป็นต้องรีบพะยะค่ะ เชิญท่านอาหญิงตามสบาย
ในตำรา 《รวมกายบริหารพยาบาลร่าง》 กล่าวไว้ว่า "อาบน้ำตอนเช้าช่วยดึงพลังหยาง อาบน้ำตอนกลางคืนช่วยให้จิตใจสงบ"
ทว่าตำรา 《รวมยอดโอสถสำคัญ》 เน้นย้ำว่า "การอาบน้ำมิสควรให้เหงื่อออกมากเกินไป" หากเสียเหงื่อมากเกินไปจะทำให้พลังหยางได้รับความเสียหาย..."
"หุบปาก! อย่ามาใช้มุกตำราพวกนี้กับข้า! หากเจ้ามีเวลามานั่งพูดจาแบบนี้ สู้เข้ามาช่วยข้าฝังเข็มให้จะดีกว่า..."
จ้าวมูจี๋อับอายยิ่งนัก
ความจริงเขายังมีวิธีการ "อาบน้ำหมอกบุปผา" ที่แนะนำไว้ในตำรา 《ปทานุกรมสมุนไพรบำบัด》 อีกด้วย
ทว่าเมื่อถูกท่านอาหญิงดุเข้าเช่นนี้ เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากออกมาอีก
...
ในขณะเดียวกัน ที่ตระกูลหวังสายที่สามภายในราชวงศ์เสวียนหมิง ฮวากำลังนั่งเงียบๆ อยู่บนอาสนะกลางห้องฝึกอาคม
ผ่านไปสามเดือนแล้ว ตั้งแต่ที่นางตามฮวาหลิงเซียงกลับมาที่ตระกูลหวัง นางก็ได้รับมอบหมายให้อยู่ในเรือนรับรองที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นแห่งนี้
ได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนที่เหนือกว่าลูกหลานตระกูลหวังทั่วไปอย่างมาก ทว่ากลับไม่มีผู้ใดมาเข้าพบอย่างเป็นทางการเลย
"การต้อนรับนี้ก็นับว่าดีทีเดียว... เส้นชีพจรวิญญาณของที่นี่ กลับเป็นเส้นชีพจรวิญญาณระดับสี่ที่สมบูรณ์ อีกทั้งความเหือดแห้งก็น้อยมาก คาดว่าคงจะใช้วิธีชิงเอาปราณมังกรมาเพื่อยืดอายุและป้องกันกฎแห่งยุคปลายธรรมอย่างฝืนธรรมชาติแน่นอน"
ฮวา ลืมตาขึ้น นิ้วมือลูบไล้หยกสลักคำว่า "ฮวา" ที่ห้อยอยู่ที่เอวเบาๆ
ที่นอกหน้าต่าง สาวใช้สองคนกำลังประคองผลไม้วิญญาณและยาอายุวัฒนะเดินผ่านไปอย่างเคารพ ทว่าเมื่อเห็นนาง ทั้งสองคนก็รีบก้มหน้าลง และในแววตามีประกายความมืดมนฉายผ่านวูบหนึ่งที่ยากจะสังเกตเห็น
"คุณหนูซวง ท่านแม่ใหญ่เชิญท่านไปพบเจ้าค่ะ"
ที่หน้าประตู หญิงเฒ่าผมขาวคนหนึ่งยืนก้มตัวลง น้ำเสียงแหบพร่า
แววตาของฮวา วูบไหว ในที่สุดก็ยอมให้นางเข้าพบแล้วสินะ
หลังจากผ่านระเบียงที่คดเคี้ยวนับสิบโค้ง ในไม่ช้านางก็ถูกนำเข้าไปในโถงโบราณแห่งหนึ่ง
ภายในโถงมีเครื่องเรือนที่เรียบง่าย ทว่าทุกๆ ตารางนิ้วกลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ผ่านระยะเวลามายาวนาน
ที่เก้าอี้ไม้แก่นจันทน์ตรงกลางนั้น มีหญิงชราผมขาวที่ดูหน้าตาเยาว์วัยคนหนึ่งนั่งอยู่
นางคือผู้นำตระกูลหวังสายที่สาม มารดาผู้ให้กำเนิดฮวาเหลิ่งอวิน และเป็นย่าของฮวาหลิงเซียง นามว่าฮวาฟ่ง
"ซวงเอ๋อร์ มาถึงแล้วหรือ?"
น้ำเสียงของผู้นำตระกูลฮวาฟ่งนั้นเยาว์วัยอย่างน่าประหลาดใจ ขัดแย้งกับผมสีเงินที่เต็มศีรษะ
นางวางถ้วยน้ำชาในมือลง แววตาที่ผ่านโลกมาอย่างยาวนานฉายแววยิ้มแย้ม และกวาดตามองไปทั่วร่างของฮวา
ในวินาทีนั้นเอง ฮวา ก็รู้สึกถึงความใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก
เพราะสายตาของผู้นำตระกูลคนนี้จู่ๆ ก็ดูจะร้อนแรงจนเกินไป ราวกับกำลังมองดูของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง ไม่ใช่การมองดูสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อแต่อย่างใด
"เหมือน ช่างเหมือนเหลือเกิน..."
ผู้นำตระกูลพึมพัมกับตนเอง และลุกขึ้นยืนก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฮวา แทบจะแนบชิดกับใบหน้าของนางเพื่อพิจารณาอย่างละเอียด
ฮวา พยายามระงับอารมณ์ที่อยากจะถดถอยหนี มหาเวทย์ไอเย็นภายในร่างกายทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อเตรียมป้องกันตนเองตามสัญชาตญาณ
"อย่าตื่นตระหนกไปเลยนะหลานรัก"
ผู้นำตระกูลฮวาฟ่งรู้ตัวว่าเสียมารยาท จึงถอยหลังกลับไปกึ่งก้าว บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ใจดี "ย่าเพียงแต่มิคิดว่า เจ้าจะมีความคล้ายคลึงกับบรรพชนถึงเพียงนี้"
ทันใดนั้นนางก็สัมผัสที่แหวนวงหนึ่งบนนิ้วมือ และนำเอาม้วนภาพวาดที่เหลืองเก่าม้วนหนึ่งออกมา คลี่ขยายออกอย่างช้าๆ
เห็นเพียงในภาพวาดนั้น เป็นสตรีผู้หนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับฮวา ถึงแปดเก้าส่วน เพียงแต่อาภรณ์ดูจะโบราณกว่า และมีรังสีความกล้าหาญแฝงอยู่ในแววตามากกว่า
"นี่คือ?" รูม่านตาของฮวา หดเล็กลง
สตรีผู้นี้กับหน้าตาของนาง ช่างคล้ายคลึงกันจนน่าตกใจจริงๆ
"นี่คือบรรพชนที่แท้จริงของตระกูลฮวาของพวกเรา น้องสาวแท้ๆ ของอวี๋จี นามว่าฮวาอวี้"
"หืม?" ฮวา ชะงักไป "น้องสาวแท้ๆ ของอวี๋จีงั้นหรือ? แล้วเหตุใดจึงไม่ได้ใช้นามสกุลอวี๋ หรือว่าภายหลังจะมีการเปลี่ยนนามสกุลงั้นหรือ?"
"หุหุหุ..." ผู้นำตระกูลส่ายหน้ายิ้มๆ "อวี๋จีเป็นเพียงนามเรียกขานเพราะนางเกิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเชิงเขาอวี๋ซานในเมืองฉางซู ด้วยเหตุนี้นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังจึงเรียกขานนางตามสถานที่เกิด จึงมีชื่อว่า "อวี๋จี"...
อวี๋เป็นชื่อ ไม่ใช่นามสกุล ตระกูลของพวกเรา นามสกุลฮวา"
"เฮ้อ!"
ผู้นำตระกูลถอดถอนใจออกมาคำหนึ่ง และกล่าวว่า "ในยามที่เซี่ยงอ๋อง (เซี่ยงอวี่) พ่ายแพ้ศึกที่กายเซี่ย อวี๋จีได้ปลิดชีพตนเองเพื่อตายตามคนรักไป น้องสาวของนางจึงได้พาเหล่าลูกหลานในครอบครัวหลบหนีออกมา และซ่อนนามสกุลไว้อย่างมิดชิด
สุดท้ายกลับถูกบรรพชนตระกูลหวังตามจนพบ จึงได้เกี่ยวดองกัน เพื่อร่วมกันศึกษาการสืบทอดวิถีบู๊เซียนที่ป้าอ๋องทิ้งไว้ รวมถึงวิชาลับที่อยู่ในสายเลือดของป้าอ๋องด้วย!"
หัวใจของฮวา สั่นสะท้าน
ความลับนี้ ท่านพ่อไม่เคยเอ่ยถึงมาก่อนเลย
นิ้วมือของผู้นำตระกูลลูบไล้ไปที่ภาพวาดเบาๆ "สายเลือดของพวกเรา ในทุกยุคทุกสมัยจะมีสตรีที่มีลักษณะย้อนบรรพชนปรากฏขึ้นมา ทว่าการที่เหมือนกับบรรพชนเกือบจะร้อยส่วนเช่นเจ้านี้นั้น..."
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย "พันปีจะมีปรากฏมาสักครั้งหนึ่ง"
ฮวา สังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า ในยามที่ผู้นำตระกูลกล่าวคำนี้ มือขวากลับขยับไปสัมผัสที่ข้อมือซ้ายโดยไม่รู้ตัว
ที่ตรงนั้นมีกำไลหยกโบราณอันหนึ่งสวมอยู่ ที่ตัวกำไลสลักลวดลายที่ซับซ้อนเอาไว้
"ท่านพ่อของเจ้าอีกเพียงปีเดียวก็จะกลับมา"
จู่ๆ ผู้นำตระกูลก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา "ก่อนหน้านั้น ตระกูลจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อฟูมฟักเจ้า ทรัพยากรเหล่านี้ ต่อให้เป็นลูกหลานสายตรงเองก็ยังยากที่จะได้เห็น"
นางปรบมือเบาๆ สาวใช้สี่คนก็เดินเรียงรายกันเข้ามา ในพานที่ถืออยู่นั้นเต็มไปด้วยกล่องหยกและขวดกระเบื้องมากมาย
ฮวา ใช้สัมผัสวิญญาณกวาดมองวูบหนึ่ง แววตาก็แลแน่วแน่ขึ้นทันที
ยาหนิงเสิน ของเหลววิญญาณหยกที่แท้จริง อีกทั้งยังมีสิ่งของอื่นที่นางไม่รู้จักอีกหลายอย่าง...
"เหตุใดจึงมอบการต้อนรับเช่นนี้ให้แก่ข้า?"
น้ำเสียงของฮวา เย็นเยียบ
ไม่มีความโชคดีใดๆ ที่ร่วงหล่นมาจากฟ้า ตระกูลหวังที่ไปชิงเอาปราณมังกรของแว่นแคว้นอื่นมา ยิ่งไม่ใช่ศาลาการกุศลแน่นอน
"ซวงเอ๋อร์ อย่าคิดฟุ้งซ่านไปเลย"