- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 151เลือดแห่งสวรรค์ พลิกชะตาหยินหยาง
บทที่ 151เลือดแห่งสวรรค์ พลิกชะตาหยินหยาง
บทที่ 151เลือดแห่งสวรรค์ พลิกชะตาหยินหยาง
บทที่ 151เลือดแห่งสวรรค์ พลิกชะตาหยินหยาง
ท่ามกลางความมืดมิด ความรู้สึกน่าหวาดกลัวที่ดูเหมือนจะเป็นการเฝ้ามองจากฟากฟ้าได้ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
ทว่าเมื่อแสงสีทองของมุกหยางหลอมรวมเข้ากับชีพจรอย่างสมบูรณ์ พลังงานด้านลบที่เคยพันธนาการอยู่ในพลังชีวิตของจ้าวอู๋จีก็สลายตัวลงภายใต้ความร้อนแรงของมุกหยาง กลายเป็นควันดำพวยพุ่งออกมาจากรูขุมขน
รูขุมขนทั่วร่างของเขาเปิดกว้าง สิ่งที่ถูกขับออกมาไม่ใช่แค่คราบเลือดและสิ่งสกปรก แต่ยังมีไอแห่งกรรมที่เป็นสีแดงเข้มเจือปนออกมาด้วย
นั่นคือความพยาบาทแห่งสวรรค์ที่ติดมาตอนที่เขาใช้มุกหยินช่วงชิงอายุขัย
แต่ในตอนนั้นเอง พลังปราณโลหิตพิฆาตที่สงบนิ่งอยู่ในตัวเขามานานก็พลันเดือดพล่านขึ้นมา ราวกับสัตว์ป่าที่หิวกระหาย มันพุ่งเข้าหาไอแห่งกรรมเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ
“เอ๊ะ?”
จ้าวอู๋จีรู้สึกตกใจ เขาพบว่าพลังปราณโลหิตพิฆาตคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังกลืนกินความชั่วร้ายเหล่านั้น
แต่ไม่นาน ไอแห่งกรรมก็เริ่มสะท้อนกลับ พลังปราณโลหิตเหมือนถูกมดนับหมื่นรุมกัดและเริ่มสลายไป
“ไม่ดีแล้ว!” เขาใจหายวาบ พยายามจะเก็บพลังปราณเพื่อหลบหลีกไอแห่งกรรมเหล่านั้น
แต่ในพริบตานั้นเอง!
วิ้ง!
มุกหยางพลันเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าประดุจดวงอาทิตย์ พลังหยางอันบริสุทธิ์ได้พุ่งลงมาชำระล้างอย่างรุนแรง!
ไอร้ายในพลังปราณโลหิตมลายหายไปราวกับหิมะต้องแสงแดด
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ไอแห่งกรรมที่ถูกบดขยี้เหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันกลับกลายเป็นพลังงานอันบริสุทธิ์ที่ย้อนกลับมาหล่อเลี้ยงพลังปราณโลหิต ทำให้เปลวไฟแห่งพลังปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง!
ตัวเลขความชำนาญบนมุกหยินหยางพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนทะลุขีดจำกัดในทันที
“พลังปราณโลหิตที่เซียนวรยุทธ์ฝึกฝนมา เมื่อทำงานร่วมกับพลังหยางของมุกหยาง ถึงกับสามารถกลั่นกรองไอแห่งกรรมและความพยาบาทแห่งสวรรค์ได้เชียวหรือ?”
จ้าวอู๋จีตกใจมาก ความคิดที่น่ากลัวอย่างหนึ่งผุดขึ้นในหัว
“ไอแห่งกรรมนี้... หรือว่าจะเป็น เลือดแห่งสวรรค์?”
ในอดีต ท่านพ่อเคยเรียกสายฟ้ามาเพื่อทะลวงขอบเขต หลี่หยวนป้าในสมัยสุยถังก็เคยใช้สายฟ้าขัดเกลาร่างกาย...
“หรือว่าหนทางสุดท้ายของเซียนวรยุทธ์ ไม่ใช่การกลั่นเลือดของสัตว์อสูร แต่คือ...”
“การใช้ร่างกายเป็นเตาหลอม... เพื่อกลืนกินวิถีแห่งสวรรค์?!”
นี่คือความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก
คัมภีร์วรยุทธ์เคยกล่าวไว้ว่า วรยุทธ์ไม่อาจสู้เวทมนตร์ เวทมนตร์ไม่อาจสู้กรรม
แต่สายเซียนวรยุทธ์กลับต้องการใช้กำปั้นสยบเวทมนตร์ และใช้เลือดกลืนกินกรรม!
ในยามนี้ พลังปราณโลหิตในตัวจ้าวอู๋จีพุ่งพล่านราวกับทะเลคลั่ง มันแฝงไปด้วยกลิ่นอายกดขันจากสวรรค์ ราวกับประกาศว่า มนุษย์สามารถเอาชนะโชคชะตาได้!
พลังบริสุทธิ์ของมุกหยางไหลเวียนไปทั่ว ประดุจแสงอาทิตย์ที่คอยปรับสมดุลพลังปราณโลหิตที่ดุร้ายให้สงบลง
กระดูกทั่วร่างของเขาปรากฏลวดลายสีเลือด แข็งแกร่งเหมือนเหล็กกล้าแต่ก็ยืดหยุ่นเหมือนเส้นเอ็นมังกร ทุกตารางนิ้วของเนื้อหนังกำลังวิวัฒนาการ
“ตูม!”
จุดชีพจรที่ฝ่าเท้าและฝ่ามือเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ
โลหิตไหลเวียนเป็นวงจรที่สมบูรณ์ พลังที่เหนือกว่าขอบเขตปัจจุบันกำลังพุ่งพล่านอยู่ในชีพจร
ประสาทสัมผัสขยายตัวออกไปเหมือนน้ำหลาก เขาสามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของหมอกวิญญาณนอกถ้ำได้อย่างชัดเจน ซึ่งเริ่มมีความประณีตคล้ายกับจิตสัมผัสของเซียนแล้ว
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ เขาพบว่าในส่วนลึกของดวงจิตมีตราประทับสีทองเพิ่มขึ้นมา มันเชื่อมโยงกับมุกหยินหยางเม็ดแรก และคอยต้านทานแรงกดดันจากสายฟ้าที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนฟากฟ้า
เมฆสายฟ้าที่เป็นเคราะห์กรรมอายุขัยร้อยปีซึ่งเคยอยู่เหนือหัวได้สลายไปทันทีที่พลังหยินและหยางสมดุลกัน
แต่เขายังคงสัมผัสได้ถึงบางอย่างลางๆ ราวกับว่าสิ่งยิ่งใหญ่บนฟากฟ้าได้ จดจำ การช่วงชิงอายุขัยครั้งนี้ไว้แล้ว เพียงแต่เคราะห์กรรมถูกเลื่อนออกไปไกลมาก
จ้าวอู๋จีเข้าใจในทันที เมื่อตรวจสอบภายใน เขาพบว่ามุกหยินหยางเม็ดแรกทึ่งที่สมบูรณ์แล้วถูกล้อมรอบด้วยมุกเม็ดอื่นๆ หมุนวนเหมือนปลาหยินหยางในแผนผังไท่จี๋
บนผิวของมุกปรากฏข้อความสั้นๆ ว่า
“สร้างกายใหม่: 1/1”
“นี่คงจะเป็นความสามารถในการต่อกระดูกและชุบชีวิตที่เป็นของรางวัลหลังจากมุกเม็ดแรกสมบูรณ์ แต่ว่า...”
จ้าวอู๋จีรู้สึกว่าความสามารถนี้อาจจะไม่ได้จำเป็นสำหรับเขาเท่าไหร่นัก
เพราะด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายในตอนนี้ ประกอบกับวิชาแพทย์และวิชาต่อหัวที่เขามี ถึงหัวจะหลุดเขาก็ยังรอดได้
การจะทำลายร่างกายของเขาโดยสิ้นเชิงนั้นทำได้ยากมาก
อย่างไรก็ตาม นี่ก็นับว่าเป็นไพ่ตายในการรักษาชีวิต หวังว่าคงไม่ต้องมีวันได้ใช้งานมัน
เขาตรวจสอบระดับพลังของตัวเองในปัจจุบัน
“ระดับฝึกเซียน(อิ่นชี่) ขั้นที่หก
ระดับเซียนวรยุทธ์: พลังปราณโลหิตขั้นที่สาม”
จ้าวอู๋จี “?”
เขาคิดว่าตัวเองตาฝาด
แต่พอดูดีๆ ก็พบว่าเป็นขั้นที่สามจริงๆ
“เพียงแค่ดูดซับไอแห่งกรรมไปนิดเดียว ข้าก็ข้ามไปถึงสองขั้นจนถึงขอบเขวรยุทธ์ขั้นที่สามเลยหรือ? มิน่าล่ะถึงรู้สึกว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาก...”
จ้าวอู๋จีค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงสีเลือดวูบผ่านดวงตาไปครู่หนึ่ง
รอบตัวเขามีเกราะพลังสีเลือดบางๆ คลุมอยู่ ซึ่งขยับตามจังหวะการหายใจ
“หืม?”
เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางสะบัดไหล่เบาๆ
เกราะพลังนั้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และสลายไปในอากาศ
เขาลองชกออกไปทีหนึ่ง ลมจากหมัดสามารถสลับระหว่างปราณโลหิตและพลังวิญญาณได้อย่างอิสระ บางครั้งดุร้ายประดุจเปลวเพลิงโลหิต บางครั้งเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็ง
“การสลับรุกรับ... ทำได้ราบรื่นกว่าทึ่คิดไว้เสียอีก!”
พอคิด พลังปราณโลหิตก็กลับมาคลุมกายอีกครั้ง
คราวนี้เขารักษามันไว้บางๆ เหมือนหมอกจางๆ
ยกเว้นที่ฝ่ามือทั้งสองข้างที่มีเส้นด้ายสีทองพันอยู่ ซึ่งสะท้อนแสงแดดเป็นประกายประหลาด
เขาเรียกดาบหานพั่ว ออกมา ตัวดาบมีแสงสีฟ้าเย็นเยียบไหลเวียนอยู่
จ้าวอู๋จีใช้ดาบเคาะเข้าที่แขนเบาๆ
ติ๊ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานอยู่ในถ้ำ
เกราะโลหิตเกิดเป็นระลอกคลื่น ช่วยสลายแรงกระแทกไปจนหมด
“เอาใหม่”
เขาเพิ่มแรงเข้าไปที่คมดาบ จนเกราะโลหิตสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
พอมีเสียงฉีกขาด เกราะสีแดงก็พังลง และมีรอยแผลบางๆ ปรากฏขึ้นที่แขน
เขายังไม่ทันจะรู้สึกเจ็บ ดาบหานพั่วก็ร้องเสียงหลงออกมาอย่างน่าสงสาร
จ้าวอู๋จีจ้องมองดู พบว่าบนตัวดาบมีปราณโลหิตพันอยู่ ราวกับพยาธิที่กำลังกัดกินราศีของดาบ
“โอย ดาบหานพั่วสุดที่รักของข้า!”
เขารีบคว้าดาบขึ้นมา ดูดซับปราณโลหิตกลับคืนไป แล้วใช้ชายเสื้อเช็ดดาบพรางรีบส่งพลังวิญญาณเข้าไปหล่อเลี้ยง
ครู่ต่อมา ดาบหานพั่วก็หยุดร้องและกลับมาสงบนิ่ง เปล่งแสงสีฟ้าใสออกมาเหมือนเดิม
ในตอนนั้นเอง จ้าวอู๋จีก็พบว่าแผลที่แขนที่เพิ่งถูกบาดได้หายไปเองแล้ว โดยไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่เลย
“ดูท่าครั้งนี้ข้าจะได้ลาภจากมุกหยินหยางจริงๆ... เดิมทีไม่มีทรัพยากรจะฝึกสายวรยุทธ์ ใครจะคิดว่าจะมีวาสนาได้พลังจากไอแห่งกรรมมาแบบนี้”
จ้าวอู๋จีรู้สึกยินดี
ตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่พุ่งพล่านอยู่ในตัว
พลังชีวิตนั้นทั้งดูหนักแน่นเหมือนผ่านกาลเวลามานาน และก็ดูสดใสเหมือนต้นกล้าที่เพิ่งผุดจากดิน
ที่สำคัญคือ ไอแห่งกรรมที่เคยพันพัวอยู่ได้ถูกชำระจนหมดสิ้น เหลือเพียงพลังชีวิตที่บริสุทธิ์
อายุขัยของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกครั้ง
มุกหยินหยางชิ้นนี้ เป็นของที่พลิกชะตาฟ้าดินได้จริงๆ...
เขาผ่อนลมหายใจออกมา พลางเดินออกจากถ้ำบำเพ็ญเพียร เมื่อลมภูเขาพัดผ่านเขาก็เกิดนึกสนุกขึ้นมา “พอดีเลย ลองใช้วิชาควบคุมลมที่เพิ่งได้มาหน่อยดีกว่า”
ก่อนจะเรียนวิชานี้ เขาคิดว่ามันเป็นแค่วิชาที่ใช้เหาะเหินเดินอากาศธรรมดา
แต่พอเข้าใจแล้ว ถึงได้รู้ว่าคิดผิดถนัด
การเหาะด้วยลม เป็นเพียงพื้นฐานที่สุดของวิชานี้เท่านั้น
หัวใจที่แท้จริงของวิชาควบคุมลม คือการสื่อสารกับธาตุลมระหว่างฟ้าดิน
หากคิดจะโจมตี ลมก็กลายเป็นใบมีดได้
หากคิดจะป้องกัน ลมก็กลายเป็นโล่ได้
และถ้าฝึกจนถึงขั้นสูง ก็สามารถเรียกลมเรียกฝน ที่ใดมีลม ที่นั่นก็คือเขตแดนของข้า!
แต่ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มฝึก จ้าวอู๋จีจึงทำได้เพียงเหาะเหินและสร้างเกราะลมคุ้มกายเท่านั้น
เขามาถึงที่หน้าผาระหว่างหุบเขา หมอกวิญญาณพลิ้วไหวตามแรงลม
จ้าวอู๋จีร่ายคาถาและใช้ใจควบคุม รอบตัวเขาก็เกิดพายุหมุนขึ้นมาพัดพาร่างของเขาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
ราวกับใบไม้ที่ถูกลมพัดปลิว เพียงชั่วพริบตาเขาก็ขึ้นไปสูงถึงร้อย จั้ง
“นี่สิถึงจะเรียกว่าการขี่ลมที่แท้จริง!” เขาแอบชมในใจ
วิชาเหาะทั่วไปต้องเสียพลังวิญญาณตลอดเวลาและพุ่งไปตรงๆ
แต่วิชาควบคุมลมใช้จิตเชื่อมกับลมธาตุในธรรมชาติเพื่อเคลื่อนที่ไปตามแรงลม ทำให้คล่องตัวมาก และเสียพลังวิญญาณไม่ถึงสองส่วนเมื่อเทียบกับวิชาปกติ
จู่ๆ ก็มีลมแรงพัดมาจากยอดเขา ปะทะเข้าหาเขาอย่างแรงเหมือนใบมีด
จ้าวอู๋จีไม่หลบ เขาอ้าแขนออก รอบร่างก็ปรากฏลวดลายพายุสีฟ้าจางๆ
“เกราะลมคุ้มกาย!”