- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 146 มังกรเหินสูบไขวิญญาณ
บทที่ 146 มังกรเหินสูบไขวิญญาณ
บทที่ 146 มังกรเหินสูบไขวิญญาณ
บทที่ 146 มังกรเหินสูบไขวิญญาณ
แววตาของเหยียนหลานเป็นประกาย เมื่อเห็นพลังวิญญาณมหาศาลพุ่งออกมาจากก้นลำธารประดุจแม่น้ำจากสวรรค์ที่พลิกกลับด้าน
ฮวาชิงซวงสะบัดชายเสื้อ พุ่งตัวออกไป หมอกน้ำแข็งรวมตัวเป็นดอกบัวน้ำแข็งรองรับร่างกายของนางไว้ เพื่อรับเอาพลังวิญญาณที่มหาศาลนั้นเข้าสู่ร่างกาย
นางชำเลืองมองจ้าวอู๋จีที่กำลังยุ่งอยู่ก้นลำธาร ภายในใจสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นนางก็ตัดสินใจถอดชุดคลุมอาคมออกครึ่งตัว เผยให้เห็นแผ่นหลังที่ขาวนวล
เพื่อให้สะดวกในยามที่พิษน้ำแข็งระเบิดออกมาตอนทะลวงขอบเขต จ้าวอู๋จีจะได้ฝังเข็มให้นางได้ทันที
พริบตาต่อมา นางก็เริ่มเดินลมปราณ จุดระหว่างคิ้วปรากฏลวดลายน้ำแข็งขึ้นมาทันที กลิ่นอายพลังพุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ
ที่ก้นลำธาร จ้าวอู๋จีแอบซ่อนตัวอยู่ใต้เกล็ดโต้กลับของมังกรหิน สังเกตดูไขมังกรในมังกรอัคคี แววตาเป็นประกายวาววับ ก่อนจะถอนตัวออกมา
"ต้องช่วยท่านประมุขยอดเขาทะลวงขอบเขตก่อน ส่วนไขมังกรนี่แหละ... ต้องเป็นของข้า..."
ด้านนอก การทะลวงขอบเขตของฮวาชิงซวงมาถึงจังหวะสำคัญแล้ว นางนั่งสมาธิบนบัวน้ำแข็ง พลังมังกรและพลังวิญญาณรวมตัวเป็นวังวนพุ่งเข้าสู่จุดรวมพลัง
จ้าวอู๋จีเดินมาพิงข้างกายฮวาชิงซวง หยิบกระบอกเข็มออกมา เตรียมพร้อมฝังเข็มได้ทุกเมื่อ
ไม่นานนัก ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
ที่จุดระหว่างคิ้วของฮวาชิงซวงพลันมีแสงสีน้ำแข็งสว่างวาบ เกล็ดหิมะรอบตัวระเบิดออกแล้วหดตัวลงจนเป็นจุดแสงขนาดเท่าปลายเข็ม
นั่นคือสัญญาณของการก่อร่างของสัมปชัญญะวิญญาณในขอบเขตรวมจิต สัมปชัญญะวิญญาณกำลังควบแน่น
"อึก!"
ในช่วงเวลาสำคัญนี้เอง ร่างของฮวาชิงซวงพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มีเสียงครางอย่างอดกลั้นสั่นออกมาจากลำคอ ผิวขาวนวลประดุจหยกตรงรอยแยกสีม่วงที่แผ่นหลังพลันแตกออกอย่างกะทันหัน
พิษน้ำแข็งเปรียบเสมือนงูดำนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากเส้นชีพจรอย่างบ้าคลั่ง!
ในพริบตา อุณหภูมิในถ้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ผนังหินก่อตัวเป็นน้ำแข็งหนาเตอะ แม้แต่พลังวิญญาณที่ลอยอยู่ในอากาศก็ถูกแช่แข็งจนเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ ร่วงกราวลงสู่พื้น
พิษน้ำแข็งเลื้อยผ่านบัวน้ำแข็งพุ่งไปทั่วพื้นจนเกิดลวดลายน้ำแข็งรอบด้าน
"อู๋จี พิษน้ำแข็งของนางระเบิดแล้ว!" เหยียนหลานคำรามเบาๆ
นางมองออกทันทีว่าพิษน้ำแข็งในกายของฮวาชิงซวงกำลังสะท้อนกลับอย่างบ้าคลั่งตามการพุ่งสูงของพลังวิญญาณ มันไม่เพียงแต่จะกัดเซาะพลังวิญญาณของนาง แต่มันยังกำลังแช่แข็งอวัยวะภายในทั้งหมดของนางด้วย!
"ท่านประมุขยอดเขา! ตั้งสมาธิและทะลวงขอบเขตต่อไป! วางใจให้เป็นหน้าที่ของข้า!"
จ้าวอู๋จีคำรามเบาๆ ข้อมือทั้งสองข้างขยับรวดเร็ว แสงสีทองสิบแปดสายพุ่งแหวกอากาศออกไป
เข็มเก้าวัฏจักรฟีนิกซ์ในกระบอกเข็มถูกเรียกออกมา ลอยเป็นแสงสีทองทิ่มแทงลงบนจุดสำคัญที่แผ่นหลังของฮวาชิงซวงอย่างแม่นยำ
ลวดลายหงส์ที่ท้ายเข็มดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมา มีเสียงนกร้องกึกก้อง และถึงขั้นมีการสั่นพ้องประสานกับพลังมังกรที่พุ่งพล่านอยู่ในถ้ำอย่างประหลาด!
"ซู่ว!!"
พิษน้ำแข็งเปรียบเสมือนเนื้อร้ายที่คอยกัดเซาะ รุมทึ้งเส้นชีพจรของฮวาชิงซวงอย่างบ้าคลั่ง และยังพุ่งไปตามเข็มทองเพื่อย้อนกลับมาทำร้ายจ้าวอู๋จีด้วย
เขามีสีหน้าเคร่งเครียด เปลี่ยนนิ้วร่ายอาคม เข็มทองพลันส่ายหางประดุจมังกร ปราณเข็มสร้างเป็นวังวนสมานพลังในกายของฮวาชิงซวง เพื่อพยายามจะกระชากเอาพิษน้ำแข็งออกจากร่างกายของนางอย่างฝืนบังคับ!
"มังกรสะบัดหาง!"
เขาลงมือด้วยตนเอง นิ้วทั้งสิบเคลื่อนไหวประดุจวงล้อ พลันดีดนิ้วออกไปอย่างรุนแรง!
เข็มทองสิบแปดเล่มพลันหมุนเป็นวงครึ่งวงกลมพร้อมกัน หางเข็มสั่นไหวประดุจเสียงมังกรคำราม
ฮวาชิงซวงแผ่นหลังเหยียดตรงทันที แผ่นหลังโก่งขึ้นพลางกระอักเลือดน้ำแข็งที่มีไอเย็นยะเยือกออกมาคำหนึ่ง!
"ตูม!!"
พิษน้ำแข็งถูกเข็มทองกระชากออกมาจากร่างกายของนาง กลายเป็นหมอกน้ำแข็งสีดำพวยพุ่ง ย้อนกลับมาตามเข็มทองเพื่อพุ่งเข้าสู่เส้นชีพจรของจ้าวอู๋จี!
ความเย็นที่บาดลึกถึงกระดูกทำให้ริมฝีปากเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วง ขนตาและคิ้วเริ่มมีน้ำแข็งเกาะ มือทั้งสองข้างที่ถือเข็มอยู่ก็มีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมบางๆ
อย่างไรก็ตาม ในยามนี้พลังโลหิตสังหารในกายเขาเดินลมปราณอย่างรวดเร็ว เลือดลมในกายพวยพุ่งออกมาทันที ทำให้ไอเย็นสลายไปสิ้น
"ข้าจัดการเอง!" เหยียนหลานคำรามเบาๆ กงล้อตะวันเพลิงในแขนเสื้อพุ่งทะยานออกมา ลวดลายเปลวเพลิงสีแดงวาดวงโค้งร้อนแรงในอากาศ พุ่งเข้าขวางเบื้องหน้าจ้าวอู๋จีทันที!
"หึ่ง!!"
กงล้อตะวันเพลิงหมวนวนอย่างรวดเร็ว ระเบิดเปลวไฟอันร้อนแรงออกมาเพื่อเผาผลาญพิษน้ำแข็งและแรงกระแทกจากพลังวิญญาณที่พุ่งเข้ามาให้หมดสิ้น
เกิดการปะทะกันระหว่างน้ำแข็งและไฟในถ้ำจนระเบิดเป็นหมอกสีขาวพวยพุ่ง ผนังหินแตกร้าว เศษหินกระจัดกระจายไปทั่ว!
เมื่อพิษน้ำแข็งถูกขัดขวาง แรงกดดันที่มีต่อจ้าวอู๋จีก็ลดลงมาก
เขาขบฟันเร่งส่งพลังวิญญาณ แสงลวดลายหงส์ที่ท้ายเข็มทองเจิดจ้าขึ้นมาทันที รอยสีม่วงที่แผ่นหลังของฮวาชิงซวงจางหายไปอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"ตูม!"
ในตอนนี้บัวน้ำแข็งก็ระเบิดออก กลายเป็นผืนน้ำแข็งขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่เพดานถ้ำ
ในยามที่ฮวาชิงซวงลืมตาขึ้น เกล็ดหิมะทั้งหมดที่ลอยคว้างอยู่ในถ้ำพลันหยุดนิ่ง ราวกับเวลาถูกหยุดไว้
นางเหลียวมองเล็กน้อย เกล็ดหิมะที่ขาวนวลใสแผ่นหนึ่งสั่นสะเทือนอย่างไร้เสียง จากนั้นก็กลายเป็นแสงสีเย็นเยียบพุ่งออกไปทันที
"ฉัวะ!"
ผนังหินที่อยู่ห่างออกไปสิบจั้งพลันถูกแทงทะลุจนเป็นรูขนาดเท่าปากชามที่ขอบเรียบเนียนราวกับกระจก โดยไม่มีแม้แต่รอยแตกร้าวลามออกไปเลยสักนิด!
การใช้สัมปชัญญะวิญญาณควบคุมสิ่งของ บรรลุขอบเขตรวมจิตสำเร็จ!
"สำเร็จแล้วรึ? ทะลวงขอบเขตได้แล้ว!?"
เหยียนหลานรูม่านตาหดเล็กลงพลางก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
นางสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ปกคลุมอยู่ในเกล็ดหิมะที่นิ่งสงบรอบกาย ซึ่งทำให้คนที่เป็นสายอัคคีอย่างนางรู้สึกปวดหนึบในเส้นชีพจรจางๆ
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพลังวิญญาณทั่วทั้งถ้ำดูเหมือนจะเคลื่อนไหวตามจังหวะลมหายใจของฮวาชิงซวง ราวกับนางได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้ และสามารถควบคุมมันได้ตามใจปรารถนา!
"นี่คือ... แรงกดดันจากขอบเขตรวมจิตอย่างนั้นรึ?"
เหยียนหลานพึมพัมกับตนเองพลางใช้นิ้วลูบไล้กงล้อตะวันเพลิงด้วยความกังวล ใบหน้าที่เคยหยิ่งทะนงพลันปรากฏแววสับสนที่หาได้ยากยิ่ง
หมอกน้ำแข็งค่อยๆ จางหายไป ร่างอันอ่อนช้อยของฮวาชิงซวงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน นางใช้นิ้วเรียวสวยปัดผ่านและรวบเอาชุดคลุมอาคมขึ้นมาคลุมทับไหล่อย่างนุ่มนวล
น้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นกระแสน้ำไหลไปตามผมสีดำที่ทิ้งตัวประดุจน้ำตก แล้วรวมตัวกันเป็นบ่อน้ำใสอยู่ที่เท้าของนาง สะท้อนภาพใบหน้าที่ยิ่งเย็นชาและงดงามเหนือผู้ใด
นางหันกลับมามองจ้าวอู๋จี
เห็นเพียงใบหน้าของเขาที่ซีดขาวเล็กน้อย และดูเหนื่อยล้าไปบ้าง แต่ดวงตายังคงเป็นประกายสดใสประดุจดวงดาว
"อู๋จี ขอบใจเจ้ามาก"
ฮวาชิงซวงเอ่ยเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
นางยกนิ้วชี้ขึ้น ส่งพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์จากขอบเขตรวมจิตสายหนึ่งเข้าสู่ร่างกายของจ้าวอู๋จี เพื่อช่วยเขาสลายไอเย็นที่หลงเหลืออยู่ "หากไม่มีเจ้าช่วย ครั้งนี้เกรงว่าคงจะทะลวงขอบเขตได้ยาก ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ"
จ้าวอู๋จีหัวเราะร่วน "ท่านประมุขยอดเขาทะลวงขอบเขตได้ก็ดีแล้ว ลำบากแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก"
"อืม"
ดวงตาที่สีน้ำแข็งของฮวาชิงซวงมองไปที่เหยียนหลาน
เหยียนหลานใจหายวาบ หากคราวนี้ฮวาชิงซวงกลับคำเสียล่ะ...
นางคงไม่มีปัญญาไปต่อต้านได้จริงๆ
"ต่อจากนี้ ก็ถึงคราวศิษย์พี่ทะลวงขอบเขตแล้ว" น้ำเสียงของฮวาชิงซวงยังคงเย็นชา แต่ก็เริ่มมีความอบอุ่นเจืออยู่บ้าง "ข้าจะคอยคุ้มกันให้ท่านเอง เพียงแต่ดูเหมือนอู๋จีจะดูเหนื่อยล้าไปบ้าง..."
"ท่านประมุขยอดเขา ข้าไม่เป็นไร"
จ้าวอู๋จีรีบประสานมือกล่าวทันทีโดยไม่รอให้นางพูดจบ "ตอนนี้เกิดความเคลื่อนไหวมากเกินไป ควรรีบช่วยท่านลุงอาจารย์เหยียนทะลวงขอบเขตให้เร็วที่สุดดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแทรกซ้อน"
เหยียนหลานฟังแล้วก็ชะงักไป แววตาฉายแววประหลาดใจออกมา
นางเหลือบมองจ้าวอู๋จี เห็นว่าดวงตาของเขายังคงแน่วแน่แม้จะมีความเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ภายในใจพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา คิดในใจว่าไอ้หนูคนนี้ยังรู้จักห่วงใยท่านลุงอาจารย์ ไม่เสียแรงที่นางยอมเสียพลังและไฟพิสุทธิ์หลอมศัสตราให้เขา
"ได้"
ฮวาชิงซวงไม่เอ่ยคำใดมากนัก นางยกนิ้วสลักวิชา สร้างเขตอาคมน้ำแข็งไว้รอบกายของเหยียนหลาน
นางรู้ดีว่าด้วยนิสัยของเหยียนหลาน หากเอ่ยอะไรไปมากกว่านี้จะกลายเป็นการทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย
เหยียนหลานสูดหายใจลึกพลางนั่งสมาธิลง
จ้าวอู๋จีลงไปที่ก้นลำธารอีกครั้ง ร่างของเขาประเดี๋ยวปรากฏประเดี๋ยวจางหายในลำธารที่มืดมิด เขาร่ายอาคมด้วยมือทั้งสองข้าง เพื่อชักนำคลื่นพลังวิญญาณจากชีพจรวิญญาณออกมาอย่างแม่นยำ
...
ในขณะเดียวกัน
ภายในถ้ำสวรรค์หลินหลาง พลังวิญญาณที่เคยเปี่ยมล้นประดุจหมอกกลับปั่นป่วนอย่างรุนแรงมานานกว่าครึ่งชั่วยาม ราวกับถูกวังวนล่องหนดูดกลืนไปจนเบาบางลงไปไม่น้อย
น้ำพุวิญญาณที่ลอยอยู่ตามยอดเขาต่างๆ ต่างก็หม่นแสงลง หมอกวิญญาณที่เคยพุ่งออกมาขาดช่วงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ค่อยๆ จางหายไป
เหล่าลูกศิษย์จำนวนมากที่กำลังฝึกฝนอยู่ต่างก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เส้นสายพลังในกายติดขัดเพราะพลังวิญญาณขาดช่วง มีสีหน้าตื่นระลึกอย่างยิ่ง
"เหตุใดพลังวิญญาณในถ้ำสวรรค์ถึงเหือดหายไปกะทันหันเช่นนี้?!"
ณ ตำหนักปรีชาการ อาวุโสหลี่พุ่งออกมาจากตำหนักด้วยสีหน้าตระหนก "ตำหนักคุมวิญญาณอยู่ที่ใดกัน?! รีบตรวจสอบต้นเหตุของความผิดปกตินี้ทันที!"
ภายในตำหนักคุมวิญญาณ จุดเชื่อมต่อชีพจรวิญญาณบนเข็มทิศคุมวิญญาณดับวูบลงทีละจุด
เหล่านักบำเพ็ญที่เฝ้ายามอยู่และเหล่าอาวุโสที่รีบมาตรวจสอบต่างก็มีใบหน้าซีดขาว
อาวุโสมีสีหน้าสงสัยและหวาดกลัว หากเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เมื่อท่านเจ้าถ้ำกลับมาเขาต้องถูกลงโทษอย่างหนักแน่นอน
การที่พลังวิญญาณไหลออกไปมหาศาลเช่นนี้ในเวลาอันสั้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าถ้ำและทางตำหนักคุมวิญญาณไม่ได้ปล่อยพลังออกมา ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะถูกสายใยอาคมของค่ายกลถ้ำสวรรค์ปิดกลั้นไว้ทันที
แต่จุดที่ตรวจพบการไหลออกของพลังวิญญาณ กลับเป็นจุดที่ตำหนักคุมวิญญาณทำได้เพียงเฝ้าสังเกต แต่ไม่อาจใช้ค่ายกลเพื่อปิดกั้นหรือควบคุมได้
เขาจึงรีบหยิบยันต์สื่อสารออกมาแจ้งท่านเจ้าถ้ำทันที "ท่านเจ้าถ้ำ! จุดชีพจรมังกรเกิดความผิดปกติ ชิีพจรวิญญาณกำลังถูก... ถูกคนกระชากออกไปต่อหน้าต่อตา!"
ลูกกระเดือกเขาขยับพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "หากสามารถข้ามผ่านค่ายกลคุมวิญญาณไปได้... หรือว่าจะเป็นพวกโจรจากถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งกัน?"
ยังไม่ทันได้รับคำตอบ อาวุโสก็พลันหันหลังกลับไป สะบัดแขนเสื้อส่งลูกศรคำสั่งสีแดงสามสายออกมา
"เหง่ง" เสียงระฆังเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่วถ้ำสวรรค์
อาวุโสคุมวิญญาณแผดเสียงตะโกนลั่น "ศิษย์เวรยามทั้งหมดรวมตัวเดี๋ยวนี้! อาวุโสประจำตำหนักต่างๆ รีบพาศัสตราวิเศษมาที่นี่! ตามข้าออกไปกำจัดหัวขโมยที่กล้ามาขโมยพลังจากชีพจรวิญญาณของพวกเราไปให้สิ้นซาก!"
...
ในขณะนั้นเอง จงกุย เจ้าถ้ำหลินหลางกำลังยืนอยู่หน้ายอดเขาหลักของค่ายกลอวิ๋นเฟิ่งที่ถล่มทลายลง เขากำลังเฝ้าสังเกตหุบเหวเบื้องล่างที่ปลดปล่อยแสงสีเลือดออกมาอย่างมหาศาล
หุบเหวนั้นดูเหมือนจะมีแม่น้ำโลหิตไหลเวียนอยู่ เห็นไอหมอกลอยละล่องมาแต่ไกล
ภายใต้ไอหมอกนั้น ของเหลวสีแดงเข้มที่เหนียวเหนอะหนะปรากฏอักขระสีทองเม็ดละเอียดลอยอยู่บนผิวหน้า ราวกับว่าอาคมผนึกโบราณบางอย่างกำลังค่อยๆ ละลายหายไป
ก้นลำธารพอจะมองเห็นกองกระดูกสีขาวราวกับภูเขาเลากา บางชิ้นสวมชุดเกราะเหล็กที่ขึ้นสนิทจนดูเหมือนชุดเกราะทหารสมัยราชวงศ์ซ่ง
บางชิ้นก็สวมชุดนักบำเพ็ญที่ขาดวิ่น ป้ายหยกที่เอวถูกเลือดกัดเซาะจนพอจะมองออกเป็นตัวอักษร "สำนักเทียนซีฟู" เรือนลาง
ส่วนลือกของลำธารมีเสาหินของตำหนักอาคารที่พังทลายลงเสียบอยู่ท่ามกลางซากศพ ลวดลายมังกรที่เสาดูเลือนลางและแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอัปมงคล
เอี๋ยนหลิงเหล่าจู่ดวงตาเปล่งแสงวิญญาณ ใช้วิชาบางอย่างสังเกตเห็นภาพในหุบเหวนั้น
เขามีสีหน้าเคร่งเครียดและหวาดเกรงพลางเอ่ย "ใต้ดินของถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งถึงขั้นมีหุบเหวลำธารเลือดอยู่ ดูเหมือนจะเป็นซากสิ่งปลูกสร้างโบราณสมัยราชวงศ์ซ่งที่ถูกผนึกไว้ใต้ชีพจรวิญญาณ บัดนี้ถูกถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งระเบิดชีพจรวิญญาณทิ้ง จึงปรากฏออกมาให้เห็น..."
เจ้าถ้ำอู๋ซั่งรูม่านตาหดเล็กลงพลางก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ชุดคลุมอาคมที่กว้างขวางปลิวไสวเอง
น้ำเสียงของเขาเจือความแห้งผาก "แรงกดดันวิญญาณนี้... ไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว..."
จงกุย เจ้าถ้ำหลินหลางขมวดคิ้วแน่น "ไฉนท่านพี่ถึงเอ่ยเช่นนั้น?"
"ท่านจงดูแผนผังอักขระผนึกนี่สิ"
เจ้าถ้ำอู๋ซั่งยก มือชี้มืไปยังอักขระโบราณที่ปรากฏในรอยแยกของหุบเหว น้ำเสียงสั่นเครือ "นี่คือชนิดหนึ่งที่ดัดแปลงมาจาก 'วิชาผนึกวิญญาณเสวียนอิน' สมัยราชวงศ์ซ่งอย่างชัดเจน เมื่อก่อนยามที่พลังวิญญาณเหือดหายไป มียอดฝีมือจำนวนมากเลือกใช้วิธีผนึกตนเองเช่นนี้..."
จงกุยได้ยินดังนั้น แววตาคมกริบวาบขึ้นมาชั่วครู่แล้วจางหายไป
ความเป็นไปได้นี้ใช่ว่าจะไม่มี
คราวที่คลังสมบัติเซี่ยงอ๋องเปิดออก ก็เคยมีนักบำเพ็ญโบราณที่ผนึกตนเองปรากฏตัวออกมา
เพียงแต่พวกนักบำเพ็ญโบราณที่ผนึกตนเองมาหลายปีเหล่านั้น ต่อให้เคยมีความแข็งแกร่งเพียงใด แต่พลังทั่วร่างก็ถูกกาลเวลาชะล้างจนเสื่อมถอยไปไม่น้อย และร่างกายก็เน่าเปื่อย สิ้นอายุขัย ศัสตราวิเศษเสื่อมโทรม สามารถกำจัดทิ้งได้โดยง่าย
แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง
เช่นเหล่านักดาบโบราณหรือสายวรยุทธ์ที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง หากไม่เป็นเพลงกระบี่ที่คมกริบ ก็จะเป็นร่างกายที่ยังไม่เน่าเปื่อยและแข็งแกร่งมหาศาล
คราวนั้นยอดฝีมือจากทั้งสี่ถ้ำสวรรค์ร่วมกันล้อมกำจัด ก็ยังต้องสูญเสียไปไม่น้อย
หากคราวนี้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาก็ย่อมอยากจะร่วมมือกับคนข้างกายทั้งสองลองลงไปสำรวจดู เพื่อจะสังหารนักบำเพ็ญโบราณและช่วงชิงวาสนามาครอง
แต่ทว่ายามนี้...
"ลำธารเลือดหล่อเลี้ยงร่าง... ทองสัมฤทธิ์สะกดโชค..."
จงกุยถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างไร้ร่องรอย ยันต์หยกในแขนเสื้อพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เมื่อเขารับรู้ข่าวสารเร่งด่วนจากถ้ำสวรรค์หลินหลาง แววตาที่สั่นไหวพลันเปลี่ยนเป็นดุดัน ใบหน้าถอดสีทันที
เขาเงยหน้าขึ้นมา แววตาสั่นเครือประดุจใบมีด กวาดมองร่างของเจ้าถ้ำอู๋ซั่งและเอี๋ยนหลิงเหล่าจู่พลางคำราม "ดี! ดียิ่งนัก! ทั้งสองท่านช่างแสดงงิ้วได้ดีจริงๆ!"
ยังไม่ทันขาดคำ ในแขนเสื้อพลันปรากฏแสงสีทองพุ่งออกมา แต่มันไม่ได้โจมตีคนทั้งสอง ทว่ากลับกลายเป็นแสงนำทางพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามอย่างโกรธแค้นที่ดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วหุบเขา "บุญคุณในวันนี้ จงหมอจะจดจำไว้ให้มั่น!"
"ลูกศิษย์และอาวุโสแห่งหลินหลาง รีบกลับถ้ำสวรรค์โดยด่วน!!"
เจ้าถ้ำอู๋ซั่งพับพัดในมือเก็บเสียงดัง "ปึก" สีหน้าประหลาดใจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยกยิ้มหยอกล้อ "น่าสนใจ... ดูเหมือนถ้ำสวรรค์หลินหลางจะมีไฟลามเข้าบ้านเสียแล้ว?"
เขาหันไปมองเอี๋ยนหลิงเหล่าจู่ เห็นสีหน้าที่มืดมนราวกับน้ำก้นบึ้งของอีกฝ่าย เขาก็พลันหัวเราะออกมาเบาๆ "ท่านเอี๋ยนจะเครียดไปไย? การที่จงกุยจากไปเช่นนี้ ก็ช่วยให้พวกเราประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อยเชียวนะ"
พลางใช้นิ้วมือดีดไปมา "ไม่สู้ไปพักผ่อนที่ถ้ำสวรรค์อู๋ซั่งของข้าดูก่อนไหมล่ะ? พวกเราจะได้ปรึกษาเรื่อง... การแบ่งสรรทรัพยากรหลังจากนี้กันไง"
เขากล่าวสี่ตัวอักษรสุดท้ายออกมาอย่างแผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความนัยที่ลุ่มลึกมหาศาล
เอี๋ยนหลิงเหล่าจู่หรี่ตาลง ภายในใจคิดว่าเจ้าสุนัขจิ้งจอกอู๋ซั่งตัวนี้เห็นชัดว่าจงใจใช้โอกาสที่จงกุยไม่อยู่ เพื่อจัดสรรแบ่งเขตอำนาจกันใหม่
แต่คนผู้นี้มีความคิดที่สับปลับ การร่วมมือกับเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการขอเนื้อจากเสือ...