- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 144 ฝังเข็มทองสองประมุขยอดเขา เจ้าถ้ำเฒ่าแห่งถ้ำสวรรค์ดับสูญ
บทที่ 144 ฝังเข็มทองสองประมุขยอดเขา เจ้าถ้ำเฒ่าแห่งถ้ำสวรรค์ดับสูญ
บทที่ 144 ฝังเข็มทองสองประมุขยอดเขา เจ้าถ้ำเฒ่าแห่งถ้ำสวรรค์ดับสูญ
บทที่ 144 ฝังเข็มทองสองประมุขยอดเขา เจ้าถ้ำเฒ่าแห่งถ้ำสวรรค์ดับสูญ
การจะฝังเข็มให้ประมุขยอดเขาทั้งสองไปพร้อมๆ กันนั้นยากมหาศาล!
คนหนึ่งต้องขับลมหนาว อีกคนต้องระบายความร้อน
นี่คือวิถีทางที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ต้องแบ่งสมาธิเป็นสองส่วน อีกทั้งยังต้องลงเข็มให้รวดเร็วและมั่นคง แม่นยำไร้ที่ติ
จ้าวอู๋จีตั้งสมาธิให้แน่วแน่ เข็มทองในมือทั้งสองข้างทอแสงภายใต้อรุณรุ่ง
ทันใดนั้นข้อมือของเขาก็ขยับ รวดเร็วดุจผีเสื้อขยับปีกไปพร้อมๆ กัน
มือซ้ายทิ่มเข็มสี่เล่มไปที่จุดต้าจุย จุดจื้อหยาง และจุดอื่นๆ ของฮวาชิงซวง
ส่วนมือขวาก็ฝังเข็มสี่เล่มลงไปที่จุดอวี้เจิ่น จุดจิวเหว่ย และจุดอื่นๆ ของเหยียนหลาน
ยามที่หางเข็มสั่นไหวเล็กน้อย พลันส่งเสียงฟีนิกซ์ร้องออกมาอย่างชัดใส
"หงส์ผงกเศียร!"
เห็นเพียงหางเข็มที่สะบัดด้วยความถี่สูง
ขนตาของฮวาชิงซวงที่มีน้ำค้างแข็งติดอยู่พลันสั่นไหว พร้อมกับมีเสียงครางเบาๆ สั่นออกมาจากลำคอ
ด้านเหยียนหลานที่หลังเอวตึงเขม็งก็พลันผ่อนคลายลงราวกำสายธนูที่หลุดจากรั้ง เหงื่อเม็ดละเอียดผุดพรายออกมาจากผิวหนังที่มีลวดลายเปลวเพลิง
สิ่งเจือปนของพลังวิญญาณที่ร้อนและเย็นสองสายพุ่งผ่านเข็มทองเข้าสู่เส้นชีพจรของจ้าวอู๋จี
เขาครางออกมาด้วยความเจ็บปวด มุกหยินหยางในห้วงจิตพลันสว่างวาบขึ้นมา
"สิบมังกรหยอกหงส์!"
จ้าวอู๋จีกัดปลายลิ้น "ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว" เข็มทองหลายเล่มลอยขึ้นมา นิ้วมือทั้งสิบของเขาขยับราวกับมังกรพุ่งทะยาน
เข็มทองสิบแปดเล่มวนเวียนไปตามกระดูกสันหลังของทั้งสองคนจนเป็นค่ายกล ปราณเข็มกลายเป็นมังกรทองตัวเล็กรุมทึ้งพิษน้ำแข็งและพิษอัคคี
"อึก!"
ริมฝีปากที่ซีดขาวของฮวาชิงซวงพลันมีสีเลือดขึ้นมา ปลายนิ้วที่เคยขยำชายเสื้อโดยไม่รู้ตัวเริ่มคลายออก
ส่วนเหยียนหลานก็เงยหน้าขึ้นมาทันที ปิ่นทองที่ปักผมอยู่ร่วงหล่น เผยให้เห็นรอยสักรูปหงส์ทึ่ข้างลำคอซึ่งขยับตามจังหวะหายใจ
ฮวาชิงซวงพลันครางออกมา พิษน้ำแข็งในกายระเบิดออก ร่างกายขาวนวลราวกับหิมะพลันถอยหลังมาพิงเขา
จ้าวอู๋จีมือไวรีบใช้ฝ่ามือซ้ายยันแผ่นหลังที่ขาวนวลราวกับหยกของท่านประมุขยอดเขาไว้ทันที
ยามที่ฝ่ามือสัมผัสกับความนวลเนียนสีม่วงนั้น เขาก็รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ขั้วหัวใจพุ่งผ่านเส้นชีพจรหัวใจขึ้นมาทันที
"อืม..." ในตอนนี้เหยียนหลานก็พลันโน้มตัวมาข้างหน้า หน้าผาที่ร้อนผ่าวเกือบจะชนเข้ากับคางของจ้าวอู๋จี
เข็มทองในมือขวาของจ้าวอู๋จียังไม่ได้ลงมือ เขาจึงทำได้เพียงใช้ข้อศอกยันกระดูกไหปลาร้าของอีกฝ่ายไว้
ในยามที่ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับสายเอี๊ยม พิษอัคคีจากตะวันเพลิงกลับแผ่ความร้อนจนทำเอาสายไหมเริ่มร้อนขึ้นมา
ร่างกายคนหนึ่งเย็นเหมือนน้ำแข็ง อีกคนร้อนเหมือนไฟ ต่างก็พิงเข้ามาพร้อมกัน
จ้าวอู๋จีรู้สึกว่าในจมูกอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกเหมันต์และกลิ่นอันร้อนแรงของดอกหงส์
"ล่วงเกินแล้ว!"
เขาขบปลายลิ้นแน่น มือทั้งสองข้างขยับรวดเร็วดุจผีเสื้อขยับปีกพลันออกแรงพรวดเดียว
จุดไท่ย่วนที่ฝ่ามือซ้ายระเบิดพลังวิญญาณโลหิตสังหารออกมา ยันจุดมิ่งเหมินของฮวาชิงซวงไว้
ส่วนจุดจงชงที่มือขวาก็กดลงบนจุดต้าจุยของเหยียนหลานไว้ มุ่งมั่นที่จะพยุงร่างของทั้งสองคนให้กลับมานั่งตัวตรง
ความรู้สึกจากการสัมผัสผิวหยกและเหงื่อที่ไหลรินยังไม่จางหาย เขาก็พลันนิ้วมือสั่นร่ายอาคมทันที
วิชาคุมเข็มเร่งควบคุมเข็มทองสิบแปดเล่มให้ลอยขึ้นมา แล้วทิ่มแทงลงบนจุดสำคัญที่กระดูกสันหลังของสองประมุขยอดเขา
"อ๊า!"
เหยียนหลานพลันส่งเสียงร้องเหมือนแมวคราง แผ่นหลังที่เรียบเนียนขยับเป็นลอนคลื่น มีหมอกสีแดงจางๆ ลอยออกมาจากปลายเข็มทอง
ฮวาชิงซวงแม้ยังคงหลับตาอยู่ แต่ผมสีดำทึ่เคยแข็งตัวก็เริ่มทิ้งตัวมาที่บ่า น้ำแข็งทึ่ละลายกลายเป็นกระแสน้ำไหลไปตามกระดูกไหปลาร้าแล้วซึมลงสู่สาบเสื้อ จนทำให้มีเหงื่อชุ่มโชก
"มังกรสะบัดหาง!"
จ้าวอู๋จีดันฝ่ามือทั้งสองข้างออกไป เข็มทองทุกเล่มพลันหมุนเป็นวงครึ่งวงกลมพร้อมกัน
"อู๋จี..."
ฮวาชิงซวงพลันลืมตาเรียวงามขึ้น ริมฝีปากแดงเผยอออกเล็กน้อย นางรู้สึกเพียงว่าพิษน้ำแข็งที่อุดตันอยู่ในกายได้ควบแน่นจนกลายเป็นรูปงู แล้วถูกปราณเข็มกระชากออกมาจากตัวสายหนึ่ง
ส่วนเหยียนหลานนั้นร่างกายถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว "อืม" พลางเหยียดแผ่นหลังจนตรง ปลายเท้าเกร็งและงอเข้าหากัน ใต้ฝ่าเท้าบังเกิดประกายไฟระเบิดออกมาครั้งหนึ่ง
ไอหยินหยางในมุกหยินหยางพลันพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
"เข็มค้ำมหาสมุทร! ตรึง!"
จ้าวอู๋จีตะโกนเบาๆ นิ้วทั้งสิบดีดไปบนแผ่นหลังของทั้งสองคนราวกับการบรรเลงพิณ
ในจังหวะที่หางเข็มทองสั่นไหว รอยสีม่วงบนแผ่นหลังของฮวาชิงซวงก็จางหายไปสามส่วน
ส่วนลวดลายเปลวเพลิงใต้ผิวหนังของเหยียนหลานก็หดกลับไปอยู่ที่เอวราวกับน้ำลด
ประมุขยอดเขาทั้งสองต่างลอบถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ความสับสนวุ่นวายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความประปรี้กระเปร่าจากปราณเข็ม
รู้สึกเพียงว่าความร้อนและความเย็นที่เคยอึดอัดได้ถูกขับหายไปสิ้น
หุบเขาพลันตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าประหลาด
เหยียนหลานฟุบตัวลงบนหินสีเขียว สายรัดเอี๊ยมหลุดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่นางกลับไม่รู้สึกตัวและยังคงใช้ร่างกายแนบชิดกับผิวหินที่เย็นสบาย
ฮวาชิงซวงนอนตะแคงราวกกับแมวที่อ่อนแรง ผมสีดำมีหยดน้ำจากการละลายของน้ำแข็งไหลหยดลงบนพื้นหินจนส่งเสียงดังสะท้อนกึกก้อง
"เฮ้อ... โคจรพลังหนักไปหน่อย! จะฝังเข็มให้ประมุขยอดเขาพร้อมกันสองคนนี่ ข้าคนเดียวรับมือไม่ไหวจริงๆ!"
จ้าวอู๋จีพ่นลมหายใจออกมาพลางเช็ดเลือดกำเดา
เห็นกล้ามเนื้อแผ่นหลังของประมุขยอดเขาทั้งสองคลายตัวออกเหมือนสายน้ำต้นฤดูใบไม้ผลิ รอยสีม่วงและรอยสีแดงสองเส้นนั้นจางหายไปราวกับเมฆหมอก
เขารวมสมาธิให้มั่น สละสายตาออกมาแล้วม้วนชุดคลุมอาคมของทั้งสองคนมาคลุมร่างไว้ให้พลางเอ่ย
"ท่านประมุขยอดเขา ท่านลุงอาจารย์ ข้ารักษาบาดแผลให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว และยังช่วยระงับพิษน้ำแข็งกับพิษอัคคีไว้ให้ชั่วคราว ตอนนี้พวกท่านคงรู้สึกดีขึ้นมากแล้วใช่ไหม"
เขารู้ว่าทั้งสองคนในตอนนี้ต่างก็มีสติกลับมาสมบูรณ์แล้ว พลังวิญญาณในร่างต่างก็ฟื้นฟูโดยมีค่ายกลรวบรวมวิญญาณขนาดเล็กช่วยสนับสนุน บัดนี้ผลึกวิญญาณยี่สิบสี่ก้อนรอบตัวได้มอดไหม้ไปจนสิ้นแล้ว
เขานับว่าได้กลับไปยากจนอีกครั้ง หากนับรวมธงค่ายกลที่เสียไปก็นับว่าลงทึนไปไม่น้อย แต่อย่างน้อยข้อดีคือไอหยางในมุกหยางได้เพิ่มสูงขึ้นถึงหกพันกว่าสาย และไอหยินในมุกหยินที่สองก็ได้สะสมจนถึงเจ็ดพันกว่าสายแล้ว
"รู้สึก... ดีขึ้นมากจริงๆ!"
ฮวาชิงซวงปลายนิ้วเบาๆ รวบผมสีดำทึ่ยังเปียกชื้นอยู่เบื้องหลัง แล้วหยิบชุดคลุมอาคมขึ้นมาคลุมทับไหล่โดยหันหลังให้จ้าวอู๋จี
ยามที่เนื้อผ้าของชุดคลุมอาคมสัมผัสกับผิวหนังที่ยังไม่แห้งสนิทก็พลันทำให้ร่างกายสั่นสะเทือนเบาๆ นางลดสายตาลงเหลือบไปเห็นรอยน้ำที่หลงเหลือตรงกระดูกไหปลาร้า ปลายหูพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
ตอนที่พิษน้ำแข็งกำเริบจนสติเลือนลางนั้น นางกลับจำความรู้สึกจากฝ่ามืออุ่นๆ ที่กดลงบนจุด mิ่งเหมินของนางได้อย่างชัดเจน
"คุณหมออู๋จีน้อย วันนี้ช่างเก่งกาจจริง..."
ทางด้านเหยียนหลานที่นอนแผ่อยู่บนหินสีเขียว มือที่กำลังมัดสายเอี๊ยมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
ผมที่เกล้ามัดด้วยปิ่นทองอย่างลวกๆ ยังคงมีหยดน้ำเกาะอยู่ "ฝีมือการฝังเข็มนับวันจะยิ่งเชี่ยวชาญขึ้นเรื่อยๆ"
นางพลันหันกลับมา ปลายนิ้วที่มีรอยเปลวเพลิงเจือจางจี้มาที่จมูกของจ้าวอู๋จี ดวงตาที่เปี่ยมอำนาจมองมาด้วยความสงสัยและคาดคั้น "เพียงแต่ตอนฝังเข็ม... ลูกตาไม่ได้กลอกไปมาสุ่มสี่สุ่มห้ารึ?"
จ้าวอู๋จีรีบยกนิ้วสามนิ้วขึ้นมาทันที "สาบานต่อฟ้าดิน! เมื่อครู่ข้าต้องฝังเข็มให้ประมุขยอดเขาพร้อมกันสองคน ต้องใช้ฝีมือและความมีสมาธิอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ศิษย์คนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะนับว่าชุดคลุมอาคมของทั้งสองท่านมีรอยยับกี่รอยด้วยซ้ำ!"
"เห็นเจ้าหนูอย่างเจ้าก็คงจะไม่มีความกล้าถึงขนาดนั้น!"
เหยียนหลานแค่นหัวเราะพลางพยุงกายขึ้นอย่างเกียจคร้าน นางใช้นิ้วสะบัดเรียกกระบอกเข็มหยกสีแดงออกมาจากถุงเก็บของ
กระบอกเข็มนั้นมีลวดลายพริ้วไหวประดุจขนนกหงส์ บนพื้นผิวปรากฏลายเส้นเปลวเพลิงสั่นไหวไปมา ภายใต้แสงอรุณมันสะท้อนประกายแสงสีแดงทองออกมาจางๆ
"ส่งให้เจ้า เจ้าหนู" นางขว้างกระบอกเข็มไปที่จ้าวอู๋จี มุมปากยกยิ้มหยอกล้อ "เจ้าสามารถเปลี่ยนเข็มทองธรรมดาชุดนั้นทิ้งได้แล้ว สิ่งที่ท่านลุงอาจารย์รับปากเจ้าไว้จะไม่ผิดคำพูดแน่นอน"
"หลอมเสร็จเร็วขนาดนี้เชียวรึ?"
จ้าวอู๋จีดีใจรีบรับไว้ พอสัมผัสก็รู้สึกถึงความอุ่นนวลประดุจหยก กลับไม่มีความเย็นเยือกของโลหะแม้เพียงนิดเดียว
เมื่อเปิดฝากระบอกออก แสงสีทองสิบแปดสายพุ่งออกมาดุจแสงอรุณรุ่ง
เห็นเพียงตัวเข็มที่สร้างขึ้นจาก "ทองไหลเทเวศ" แม้จะเล็กบางประดุจเส้นผมแต่กลับมีน้ำหนักมากกว่าเหล็กชั้นดี ปลายเข็มเป็นสามเหลี่ยมมีลวดลายมังกรขด ส่วนท้ายเข็มแกะสลักเป็นรูปหงส์สยายปีก
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือภายในตัวเข็มแฝงไว้ด้วยไขอัคคี คล้ายจะส่องแสงสีแดงระยิบระยับตามจังหวะลมหายใจ
"สิ่งนี้มีชื่อว่า..."
เหยียนหลานใช้นิ้วเคาะที่ท้ายเข็มเบาๆ ลวดลายหงส์พลันส่งเสียงกู่ร้องกึกก้อง "ข้าได้หลอมเศษเสี้ยวของไขตะวันเพลิงไว้ในนั้นด้วย เมื่อฝังเข็มมันจะช่วยปรับสมดุลหยินหยางได้เอง คราวหน้าหากเจอพิษน้ำแข็งกำเริบอีก..."
นางพลันชำเลืองมองฮวาชิงซวงที่กำลังจัดแจงเสื้อผ้าอยู่ "ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฝ่ามือไปแนบชิดกับจุดมิ่งเหมินของคนอื่นเขาแล้ว"
จ้าวอู๋จีดีใจหาที่สุดไม่ได้ รีบปิดกระบอกเข็มแล้วประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ขอบคุณท่านลุงอาจารย์เหยียนที่มอบของล้ำค่าชิ้นนี้ให้! เข็มชุดนี้เข้ากับวิชา 'ใช้ลมปราณคุมเข็ม' ของตระกูลข้าได้ดีที่สุด!"
ยังไม่ทันขาดคำ เหยียนหลานก็สะบัดแขนเสื้อที่ยังชื้นอยู่หันหลังกลับไป หยดน้ำบนผมที่ยังไม่แห้งซัดเข้าที่จมูกของเขาพอดี
"หากจะขอบคุณจริงๆ..." นางหันกลับมามองด้วยแววตาพริ้วไหว "คราวหน้าก็จงใช้เข็มชุดนี้ช่วยระบายพิษอัคคีให้ข้าด้วยล่ะ อย่าทำให้ข้าต้องทรมานอีก"
"พอได้แล้ว!"
ในตอนนี้ ฮวาชิงซวงได้จัดแจงสายคาดเอวลายเมฆเรียบร้อยแล้ว น้ำเสียงที่เย็นชาดังขัดจังหวะขึ้นมา "พวกเรายอมเจ็บตัวทำลายค่ายกลจุดพักสำเร็จแล้ว เรื่องทางถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งก็ต้องเป็นหน้าที่ของท่านเจ้าถ้ำและท่านเจ้าถ้ำอู๋ซั่งที่จะบุกเข้าไป
ในตอนนี้อู๋จีก็รักษาบาดแผลให้พวกเราแล้ว นี่แหละคือโอกาสดีที่สุดในการทะลวงขอบเขต หากช้ากว่านี้กลัวว่าถ้าท่านเจ้าถ้ำจัดการเจ้าถ้ำเฒ่าแห่งอวิ๋นเฟิ่งได้แล้วจะย้อนกลับมาที่นี่!"
เหยียนหลานเลิกคิ้วขึ้นพลางขยับแขนเสื้อลายหงส์ เปลวเพลิงพลันระเหยไอน้ำบนเสื้อให้แห้งสนิท นางลุกขึ้นยืนทันที "ไปเถอะเจ้าหนู ไปยังสถานที่ที่เจ้านัดไว้ สถานที่ที่ชีพจรวิญญาณและชีพจรมังกรมาบรรจบกันนั่นแหละ"
นางพลันเข้ามากระซิบข้างหูจ้าวอู๋จี "เรื่องเมื่อครู่หากเจ้าไม่ได้มองจริงๆ... ก็นับว่าน่าเสียดายนะ... ท่านลุงอาจารย์ไม่ถือสาหรอก"
จ้าวอู๋จีร่างกายแข็งทื่อ ภายในใจร้องเตือนภัยลั่น รู้ว่าท่านลุงอาจารย์เหยียนผู้นี้มักจะพูดอย่างทำอย่าง แน่นอนว่าต้องจดบัญชีไว้แล้วแน่ๆ จะไม่ถือสาได้อย่างไร
เสียงหัวเราะยังไม่ทันจางหาย ร่างของเหยียนหลานก็กลายเป็นรุ้งสีแดงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไปแล้ว
"ไปเถอะ ท่านลุงอาจารย์เหยียนของเจ้าคงไม่ถือสาเจ้าหรอก"
ดวงตาที่เย็นชาของฮวาชิงซวงสั่นไหวเล็กน้อยพลางเอ่ยเบาๆ จากนั้นนางก็กระทืบเท้าจนเกล็ดน้ำแข็งบนพื้นแตกกระจาย แล้วเหินหาวตามไป
...
ในขณะเดียวกัน ภายในถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่ง ศึกชี้ชะตาระดับขอบเขตรวมจิตที่ห่างหายไปเกือบร้อยปีพลันระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง
พลังวิญญาณในอากาศสั่นสะเทือน เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกพลังวิญญาณที่บ้าคลั่งฉีกกระชากจนขาดวิ่น
ร่างสี่ร่างกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกลางทะเลเมฆ ทุกครั้งที่ปะทะกันจะเกิดเสียงกึกก้อง คลื่นพลังวิญญาณอันน่าสยดสยองแผ่ขยายออกไปอย่างบ้าคลั่ง
เบื้องล่างของถ้ำสวรรค์และบนยอดเขาต่างๆ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับชักนำปราณหลายร้อยคนกำลังต่อสู้กันอย่างชุลมุน
แสงวิญญาณจากศัสตราวิเศษนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าปะทะกันพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องเสียดแก้วตา
หญิงสาวบำเพ็ญเพียรคนหนึ่งประสานอินส่งพลังลงสู่ดิน พื้นดินพลันกลายเป็นทรายดูดกลืนร่างของศัตรูสองคนลงไปทันที
นางยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจ บนศีรษะพลันมืดมิดลง พอก็เห็นเพียงขวานยักษ์ฟันลงมาที่หัวพอดี
ร่างก็แตกออกเป็นสองส่วน เลือดสาดกระจายไปทั่ว
หากเทียบกับการต่อสู้ของเหล่านักบำเพ็ญระดับชักนำปราณแล้ว การต่อสู้บนท้องฟ้านับว่าดุร้ายกว่ามหาศาล
"ตาแก่จง! ตาแก่ป๋อ! ตายซะ!"
ในเมฆหมอกนั้น เจ้าถ้ำเฒ่าแห่งอวิ๋นเฟิ่งในชุดคลุมอาคมสีดำคำรามลั่นพลางสะบัดพัดวิญญาณอวิ๋นเฟิ่งออกทันที
พัดวิญญาณเปล่งแสงหลากสีสัน ในพริบตานั้นพลันเกิดร่างเงาของฟีนิกซ์นับพันตัวซึ่งแต่ละตัวต่างก็มีปราณกระบี่แหลมคม พวยพุ่งเข้าใส่คนทั้งสองข้างหน้าราวกับห่าฝน
"ยายแก่ บัดนี้คือเวลาที่เจ้าต้องดับสูญ!"
ป๋อเฉิงซาง เจ้าถ้ำอู๋ซั่งแค่นหัวเราะพลางสะบัดแขนเสื้อ กล่องกระบี่พันกลไกเบื้องหลังพลันเปิดออกเสียงดังสนั่น
กระบี่บินสิบหกเล่มที่เปล่งประกายเย็นเยียบพุ่งทะยานออกมาประดุจมังกร ปลายกระบี่ชี้ตรง คลื่นเมฆถูกฟันจนขาดวิ่น
เขาประสานอินพลันคำรามเบาๆ "ค่ายกลกระบี่พันกลไก! ตรึง!"
ในพริบตานั้น กระบี่บินทั้งสิบหกเล่มกลายเป็นตาข่ายกระบี่ เข้าบดขยี้ปราณกระบี่ฟีนิกซ์ของเจ้าถ้ำเฒ่าแห่งอวิ๋นเฟิ่งจนแหลกละเอียด
พร้อมกันนั้นค่ายกลกระบี่ก็หดตัวลงประดุจกรงขัง ปิดตายทุกทิศทาง ปราณกระบี่สลักเป็นโซ่ตรวนล่องหนเพื่อจะพันธนาการการเคลื่อนหวของเจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งไว้
"แค่ค่ายกลกระบี่เล็กๆ คิดจะขังข้าคนนี้รึ?"
เจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งแค่นหัวเราะพลางร่ายอาคม พัดวิญญาณเปลี่ยนรูปแบบไปอีกครั้ง กระบี่บินอวิ๋นเฟิ่งที่ซ่อนอยู่ในก้านพัดพลันออกจากฝักเสียงดัง
ตัวกระบี่ขาวนวลเหมือนน้ำค้างแข็ง เสียงกระบี่ร้องกึกก้องเหมือนเสียงหงส์ ฟันหนึ่งกระบี่ออกไปถึงกับฉีกค่ายกลกระบี่จนเกิดรอยแยกสายหนึ่ง
"เจ้าถ้ำจง ยังไม่รีบลงมืออีก?!" เจ้าถ้ำอู๋ซั่งคำรามลั่น
จงกุย เจ้าถ้ำหลินหลางยกยิ้มที่มุมปากพลางบีบให้เอี๋ยนหลิงเหล่าจู่ถอยร่นไป จากนั้นเขาและพัดสะบัดแขนเสื้อเรียกศัสตราวิเศษ "หอกเทพเก้าวัฏจักร" ออกมาวาดวงกลมในอากาศ
ตัวหอกทอแสงรัศมีเก้าสี ปลายหอกมีแสงเย็นเยียบเพียงจุดเดียว แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังน้ำแข็งและอัคคีพร้อมๆ กัน
"ไป!!"
ปลายหอกทิ่มออกไป ความว่างเปล่าพลันระเบิดออก รัศมีหอกที่ผสานน้ำแข็งอัคคีพุ่งเข้าหาเจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งประดุจดาวตก
เจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งรีบสะบัดพัดป้องกัน พัดวิญญาณและรัศมีหอกปะทะกันจนเกิดพายุพลังวิญญาณขนาดใหญ่ซัดกระหน่ำไปทั่ว ทำเอาภูเขาเบื้องล่างของถ้ำสวรรค์สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
"เจ้าถ้ำข่ง ท่านยังมัวรออะไรอยู่?!" เจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งกู่ร้องเรียกคน
"เจ้าถ้ำเมิ่งอย่าได้ตระหนก ข่งผู้นี้มาช่วยแล้ว!"
เอี๋ยนหลิงเหล่าจู่คำรามลั่นพลางตบถุงเก็บของ เรียกศัสตราประจำตัว "มุกมังกรอัคคีวิญญาณ" ออกมา
มุกมังกรเพลิงหมวนวนจนเกิดเปลวเพลิงร้อนระยิบระยับกลายเป็นมังกรเพลิง แต่มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่เจ้าถ้ำหลินหลางและเจ้าถ้ำอู๋ซั่ง ทว่ากลับหันมาโจมตีใส่เจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งในจังหวะวิกฤตนี้แทน!
"สหายเก่า ข้าต้องขอโทษด้วย!"
ในดวงตาของเอี๋ยนหลิงเหล่าจู่ฉายแววโหดเหี้ยม มังกรเพลิงพลันเปลี่ยนทิศทาง พุ่งเข้างับหัวใจกลางหลังของเจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งทันที!
"เจ้า!!"
เจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งไม่ทันตั้งตัว ม่านพลังวิญญาณป้องกันกายพลันถูกมังกรเพลิงที่แยกเขี้ยวเล็บฉีกกระชากจนขาดวิ่น
เปลวเพลิงที่ร้อนแรงระเบิดม่านพลังป้องกันร่างจนแหลกละเอียด นางกระอักเลือดออกมาคำโต ชุดคลุมอาคมแตกกระจาย ผมขาวปลิวไสว กระดูกทั่วร่างแหลกเหลว แต่ในดวงตาของหญิงชรากลับฉายแววมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
"ในเมื่อพวกเจ้าต่างอยากให้ข้าตาย เพื่อจะกัดกินอวิ๋นเฟิ่ง... งั้นก็จงมาตายตกไปตามกันเถอะ! ใครก็อย่าหวังจะได้ถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งของข้าไป!"
นางระเบิดเสียงหัวเราะบ้าคลั่งพลางใช้นิ้วจิกลงไปในจุดชี่ไห่ที่หน้าท้องของตนเอง แล้วกระชากเอาของล้ำค่าที่ส่องแสงวิญญาณวูบวาบเหมือนแผนที่ที่เหลือเพียงครึ่งแผ่นออกมาทันที
เศษซากคัมภีร์ล้ำค่าจากคลังสมบัติเซี่ยงอ๋องพลันกางออกเสียงดังสนั่น!
ในพริบตานั้น ผืนแผ่นดินพลันสั่นสะเทือนพรวดพราด!
สายชีพจรวิญญาณในรัศมีหลายร้อยลี้รอบถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งพลันถล่มทลายลง ร่างจำแลงมังกรยักษ์สามสายที่ก่อตัวขึ้นจากพลังบริสุทธิ์ของชีพจรมังกรพุ่งทะยานออกมาจากพื้นดิน ถูกเศษซากคัมภีร์ชักนำให้ลอยขึ้น พร้อมกับมีเสียงมังกรคำรามดังลั่นฟ้า!
"โฮก!"
มังกรสายแรกที่มีพลังชีพจรมังกรสีทองคำผสานพลังวิญญาณ ถูกเศษซากคัมภีร์ชักนำให้แยกเขี้ยวเล็บอันดุร้ายออกมา ม่านป้องกันที่สร้างจากมุกมังกรอัคคีพลันถูกฉีกกระชากออกเหมือนกระดาษบางๆ
รูม่านตาของเอี๋ยนหลิงเหล่าจู่หดเล็กลงทันที เขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ ร่างกายซีกหนึ่งก็ถูกพลังชีพจรมังกรกัดเซาะเข้าใส่
"อ๊าค!"
เขาส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดเจียนตาย เลือดไหลรินประดุจห่าฝน ร่างกายกระเด็นถอยออกไปไกลมหาศาล
มังกรวิญญาณสายที่สองที่มีสีเขียวดำพุ่งทะยานผ่านความว่างเปล่าราวกับสายฟ้า หอกเทพเก้าวัฏจักรที่เจ้าถ้ำหลินหลางเพิ่งจะเรียกออกมาถูกหางมังกรฟาดจนกระเด็นหายไป
"พรวด!"
เขากระอักเลือดออกมาอย่างหนัก กระดูกหัวไหล่แหลกละเอียด พลังวิญญาณในกายพุ่งพล่านออกมาจากบาดแผลราวกับเขื่อนแตก ใบหน้าซีดขาวลงในพริบตา
มังกรวิญญาณสายที่สามที่มีสีเงินขาวพุ่งตรงเข้าใส่เจ้าถ้ำอู๋ซั่ง ค่ายกลกระบี่พันกลไกพลันถล่มทลายหายไปทันที
ทว่าเจ้าถ้ำอู๋ซั่งได้เตรียมการไว้แล้ว ร่างกายสั่นไหววูบหนึ่ง กลายเป็นรุ้งกระบี่แหลมคมพุ่งหนีไปได้ทันท่วงที เพียงพริบตาเดียวก็ถอยออกไปไกลกว่าสิบลี้
"พวกเจ้าจงตายให้หมด!!"
เจ้าถ้ำอวิ๋นเฟิ่งระเบิดเปลวเพลิงวิญญาณเจิดจ้าออกมาทั้วร่าง เจ็ดทวารต่างก็มีแสงวิญญาณพวยพุ่งออกมา
นางประสานอินทันที เศษซากคัมภีร์ตรงหน้าเปล่งแสงเจิดจ้าบาดตา นางอาศัยร่างกายตนเองเป็นสื่อกลางเพื่อจุดชนวนระเบิดสายชีพจรวิญญาณของถ้ำสวรรค์ทั้งหมด!
"นางจะยอมตายไปพร้อมกับพวกเรา! รีบหยุดนางเร็วเข้า!"
เอี๋ยนหลิงเหล่าจู่ใบหน้าบิดเบี้ยวพลางแผดเสียงตะโกนอย่างเสียสติ
เจ้าถ้ำหลินหลางเองก็เปลี่ยนสีหน้าด้วยความตื่นตระหนก
ทั้งสองคนเร่งมือลงมือสุดกำลัง ทั้งหอกเทพและมุกอัคคีต่างก็ซัดเข้าใส่ร่างของเจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งพร้อมๆ กัน
ทว่าในพริบตาต่อมา!
"ตูม"
สายชีพจรวิญญาณของทั้งถ้ำสวรรค์พลันถล่มทลายและระเบิดออก
ยอดเขาสูงตระหง่านล้มครืนราวกับไม้กระดานที่พังทลาย พื้นดินเกิดรอยแยกและหุบเหวมากมาย พลังวิญญาณที่กระจัดกระจายกลายเป็นพายุทำลายล้างที่พัดกระหน่ำไปทั่วทิศทาง และยังมีลูกศิษย์ถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งจำนวนมากต้องตายตกไปในสมรภูมินี้ด้วย
ผ่านไปครึ่งก้านธูป
ฝุ่นควันเริ่มสงบลง!
เจ้าถ้ำหลินหลางคุกเข่าอยู่บนพื้น หอกเทพเก้าวัฏจักรหักสะบั้น พลังวิญญาณในกายปั่นป่วน มุมปากมีเลือดไหลไม่ขาดสาย กระดูกหัวไหล่แหลกละเอียด บาดเจ็บสาหัสยิ่งนัก
เอี๋ยนหลิงเหล่าจู่เองก็ร่างกายดำไหม้เป็นตอตะโก มุกมังกรอัคคีวิญญาณเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว กลิ่นอายพลังอ่อนแรงจนถึงที่สุด
มีเพียงเจ้าถ้ำอู๋ซั่งที่กล่องกระบี่แตกกระจายแต่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย บินกลับมาจากที่ไกลๆ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและอาการไม่แน่ใจ
แต่กลับไม่พบร่างของเจ้าถ้ำเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งแล้ว เห็นชัดว่าร่างกายแตกสลายจนแหลกเหลวเป็นผุยผงไปแล้ว
ทันใดนั้น ดวงตาของเจ้าถ้ำอู๋ซั่งก็เป็นประกายขึ้นมา สายตาหันไปจับจ้องที่เศษซากคัมภีร์ที่ส่องแสงวิญญาณวูบวาบอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังทันที เขา