- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 143 แบกสองประมุขยอดเขาหนีสุดชีวิต!
บทที่ 143 แบกสองประมุขยอดเขาหนีสุดชีวิต!
บทที่ 143 แบกสองประมุขยอดเขาหนีสุดชีวิต!
บทที่ 143 แบกสองประมุขยอดเขาหนีสุดชีวิต!
จ้าวอู๋จีวาดกระบี่ กระบี่บินหานพั่วกลายเป็นรุ้งเจิดจ้าผสานกับพายุทรายพุ่งเข้าหาลำคอของฟ่านอี้เฟิง
ทว่าแม้ฟ่านอี้เฟิงจะรู้สึกติดขัดในการโคจรพลัง แต่เขาก็ไม่ลนลาน รีบคว้าคันฉ่องโบราณสีดำออกมาจากแขนเสื้อ
บนหน้ากระจกมีผลึกวิญญาณฝังอยู่ จึงไม่ถูกจำกัดด้วยวิชาอากาศต้องห้าม
แสงสีดำวาบขึ้นมา สะท้อนรุ้งกระบี่ที่พุ่งเข้ามาให้เบี่ยงออกไป
อีกด้านหนึ่ง เกาอวิ๋นเฮ้อสะบัดจามรีขาวส่งเส้นไหมเงินออกมาพันรอบกายจนหนาแน่นประดุจรังไหมเพื่อป้องกันตัว
พร้อมกันนั้นเขาก็ส่งศัสตราทรงระฆังออกมา ซึ่งมันก็มีผลึกวิญญาณฝังอยู่เช่นกัน
เมื่อกระตุ้นให้ทำงาน ระฆังใบนั้นพลันส่งเสียง "เหง่ง" ดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นเสียงทำเอาทรายเหลืองกระจายตัว อีกทั้งยังโจมตีทุกคนในค่ายกลอย่างไม่เลือกหน้า
เห็นได้ชัดว่ายอดฝีมือระดับนี้ต่างก็เตรียมศัสตราที่ใช้ต่อสู้ในพื้นที่ไร้พลังวิญญาณไว้พร้อม จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
"ชักนำปราณระดับสิบ ทั้งสองคนเลยรึ! ช่างเก่งกาจนัก!"
จ้าวอู๋จีถูกคลื่นเสียงกระแทกจนเกราะลมปราณสั่นสะเทือน เขาถึงกับเปลี่ยนสีหน้า
ทั้งสองคนมีความแข็งแกร่งพอๆ กับฮวาชิงซวงและเหยียนหลาน แถมยังไม่ได้รับบาดเจ็บ
ตอนนี้แม้จะอยู่ในค่ายกลอากาศต้องห้ามที่ทำให้พลังไหลเวียนช้าลงและโต้ตอบได้ช้ากว่าปกติ แต่พวกเขาก็ยังใช้ศัสตราพิเศษป้องกันตนเองได้
"ไอ้หนูที่ไหน บังอาจใช้ค่ายกลของอวิ๋นเฟิ่งข้ามาอาละวาด!"
ฟ่านอี้เฟิงแค่นยิ้มพลางประกบฝ่ามือเข้าหากัน
ในพริบตานั้น ยันต์อัสนีหยินนับสิบแผ่นพุ่งออกมาจากฝ่ามือราวกับฝูงงูคลั่ง ทำให้ทั่วทั้งค่ายกลสว่างวาบด้วยแสงสีขาวซีด
ยันต์เหล่านั้นพุ่งโจมตีราวกับสายฟ้าดุร้ายไม่หยุดหย่อน
ค่ายกลเก้าโค้งทรายเหลืองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทรายเริ่มกระจายตัวหายไปเกินครึ่ง
"อู๋จี ให้พวกเราลงมือเอง บอกตำแหน่งของพวกเขามา"
ในตอนนี้เอง น้ำเสียงเย็นชาของฮวาชิงซวงดังฝ่าพายุทรายมา
จ้าวอู๋จีดวงตาเป็นประกาย รีบส่งเสียงบอกตำแหน่งทันที "ตำแหน่งข่าน หนึ่งคน ตำแหน่งหลี หนึ่งคน!"
"ศิษย์พี่ ลงมือ!"
ฮวาชิงซวงและเหยียนหลานฝืนอาการบาดเจ็บลงมือพร้อมกัน
กระบี่บินเกล็ดน้ำแข็งพลันแยกออกเป็นลิ่มน้ำแข็งนับพัน เลื้อยเข้าไปถล่มเกาอวิ๋นเฮ้อดุจห่าฝน
ส่วนเหยียนหลานก็ขว้างกงล้อตะวันเพลิงออกไป เปลวเพลิงหมุนวนประดุจหงส์เพลิงกู่ร้อง พุ่งเข้าหาใบหน้าของฟ่านอี้เฟิง
แม้การประสานพลังของทั้งสองคนจะไม่อาจแสดงพลังได้เต็มที่เพราะอาการบาดเจ็บ แต่อีกฝ่ายที่ถูกค่ายกลกักไว้ก็ต้องรีบตั้งรับอย่างฉุกละหุก
"พรวด!!"
ในช่วงที่เกาอวิ๋นเฮ้อชะงักไปเพียงชั่วครู่ เขาก็ถูกคมกระบี่น้ำแข็งแทงทะลุหัวไหล่ พิษน้ำแข็งซึมลึกเข้าสู่เส้นชีพจรทันที แขนทั้งข้างกลายเป็นน้ำแข็งจนส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด
ส่วนฟ่านอี้เฟิงแม้จะใช้คันฉ่องโบราณกันหงส์เพลิงไว้ได้ แต่ก็ถูกเปลวเพลิงที่เหลือลวกใบหน้าจนร้องลั่นพลางถอยกรูด
ทว่าการลงมือครั้งนี้ก็ทำให้พิษอัคคีและพิษน้ำแข็งในกายของฮวาชิงซวงและเหยียนหลานกำเริบขึ้นมาอย่างรุนแรงเช่นกัน
ใบหน้าของฮวาชิงซวงซีดขาวราวกับหิมะ น้ำแข็งเริ่มลามไปทั่วร่างกายจนขนตาเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ
ส่วนเหยียนหลานก็มีเลือดซึมออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ผิวหนังปรากฏเส้นลวดลายเปลวเพลิงสีแดงราวกับจะระเบิดตัวเองออก
"ไป!" จ้าวอู๋จีไม่ลังเลอีกต่อไป เขาใช้กระบี่บินหานพั่วเรียกพายุคลั่งเข้าขวางศัตรูทั้งสองไว้
จากนั้นเขาก็เข้าไปอุ้มประมุขยอดเขาทั้งสองคนไว้ที่เอว
"ท่านประมุขยอดเขา ท่านลุงอาจารย์ สถานการณ์คับขัน! อู๋จีล่วงเกินแล้ว!"
เขาเร่งพลังวิชาควบคุมกระบี่จนถึงขีดสุด พากายพุ่งไปข้างหน้าโดยมีประมุขยอดเขาทั้งสองอยู่ในวงแขน รีบหนีออกจากป่าอย่างรวดเร็ว
เบื้องหลังมีเสียงคำรามโกรธแค้นของฟ่านอี้เฟิงดังตามมา
"พวกเจ้าหนีไม่พ้นหรอก!! ค่ายกลแค่นี้หยุดพวกเราไม่ได้!"
จ้าวอู๋จีไม่ฟังเสียงใดๆ เขาเพียงกอดร่างที่เริ่มแข็งทื่อและเย็นเฉียบไว้ข้างหนึ่ง และร่างที่ร้อนรุ่มเหมือนไฟไว้ข้างหนึ่งให้แน่นที่สุด
ให้ตายเถอะ!
นี่มันคือน้ำแข็งอัคคีสองขั้วชัดๆ!
เขาที่อยู่ตรงกลางช่างทรมานเหลือเกิน!
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
กระบี่บินหานพั่วหนีอย่างรวดเร็ว
การพาทั้งประมุขยอดเขาน้ำแข็งและอัคคีบินไปด้วยกันทำให้พลังวิญญาณในร่างเขาเหือดหายไปรวดเร็วดั่งเขื่อนแตก
ทว่าศัตรูเบื้องหลังช่างดุร้ายนัก
จ้าวอู๋จีไม่กล้าชักช้าแม้เพียงนิดเดียว เขารีบหนีไปไกล
ไม่นานนักก็ข้ามชายแดนแคว้นอวิ๋นเข้าสู่เขตแคว้นเสวียน
เขากะเวลาไว้อย่างแม่นยำ รู้สึกว่าศัตรูทั้งสองน่าจะพังค่ายกลออกมาได้แล้ว จึงรีบหาหุบเขาเงียบสงบแห่งหนึ่งแล้วร่อนลงทันที
จากนั้นเขาก็ร่ายอาคมวิชาล่องหน ร่างของทั้งสามคนจึงค่อยๆ เลือนหายไปประดุจภาพวาดพู่กันจีนที่จางหาย รูปลักษณ์จางหาย กลิ่นอายถูกปิดบังจนหมดสิ้น
วิชาล่องหนที่เคยเรียนมาในตอนแรกสามารถทำให้ตัวเขาและสิ่งของรอบกายในระยะไม่เกินครึ่งจั้งล่องหนได้ แต่ไม่สามารถพาคนที่มีชีวิตไปด้วยได้
ทว่าบัดนี้วิชาล่องหนที่เข้าสู่ขอบเขตพอบรรลุผลได้บ้างแล้ว แม้ระยะการล่องหนจะเพิ่มขึ้นเพียงสามฟุต แต่กลับสามารถพาคนที่มีชีวิตไปด้วยได้
เพียงแต่สิ่งมีชีวิตยิ่งแข็งแกร่ง กลิ่นอายยิ่งปกปิดยาก พลังวิญญาณที่สูญเสียจึงยิ่งมหาศาล
ในตอนนี้ จ้าวอู๋จีมีเหงื่อซึมออกมาที่หน้าผา
กลิ่นอายของประมุขยอดเขาทั้งสองในอ้อมแขนเปรียบเสมือนก้นบึ้งของมหาสมุทร ทุกวินาทีที่ล่องหน พลังวิญญาณจะไหลออกไปราวกับทำนบแตก จนในตันเถียนเกือบจะแห้งเหือด นอกจากว่า...
"ช่างมันเถอะ" เขาขบฟันแน่น พลังในกายพลันพุ่งสูงขึ้นสู่ขั้นชักนำปราณระดับห้า
ไหนๆ ก็ถึงเวลาที่ต้อง "ทะลวงขอบเขต" แล้ว
ตอนนี้ประมุขยอดเขาทั้งสองดูเหมือนจะเริ่มสติเลือนลางไปแล้ว แขนขวาเขาเหมือนกอดเตาไฟ แขนซ้ายเหมือนโอบกองน้ำแข็ง
"วันหน้าคงต้องสร้างยายันต์วิชาล่องหนเพิ่มไว้บ้าง เพื่อใช้สร้างเขตกำบังแบบชั่วคราว ข้าจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระมากขนาดนี้..."
จ้าวอู๋จีรู้สึกว่าร่างกายซีกซ้ายเกือบจะแข็งตัวแล้ว
ส่วนซีกขกาก็ร้อนจนทนแทบไม่ไหว
แต่เขามันยังไม่กล้าปล่อยมือ ต้องกอดไว้ในอ้อมอกต่อไป มิหากหลุดจากระยะวิชาล่องหน ทั้งสองคนจะถูกเปิดเผยออกมา
ไม่นานนัก บนท้องฟ้าพลันมีกลิ่นอายพลังอันมหาศาลสองสายพุ่งผ่านไปราวกับพายุเข้าบุกโจมตีทางทิศของถ้ำสวรรค์หลินหลาง
หลังจากนั้นไม่นาน พลังทั้งสองนั้นก็วนกลับมาพลางกู่ร้องลั่นพลางวนเวียนค้นหาอยู่แถวนี้
จ้าวอู๋จีกอดประมุขยอดเขาที่เป็นสมบัติล้ำค่าทั้งสองไว้ไม่กล้าหายใจแรง พลังของวิชาล่องหนยังคงวนเวียนอยู่รอบกายทั้งสามคน
ผ่านไปสักพัก ทั้งสองคนนั้นดูเหมือนจะได้รับข่าวอะไรบางอย่าง จึงไม่รั้งอยู่อีกต่อไป รีบพุ่งตรงไปยังทิศทางของถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งทันที
"ดูเหมือนศึกที่ถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งจะเริ่มขึ้นแล้วเช่นกัน..."
จ้าวอู๋จีไม่ขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า เขารอจนทั้งสองบินหายไปไกลแล้วจึงค่อยลุกขึ้นทั้งที่ยังคงวิชาล่องหนไว้ แล้วแบกประมุขยอดเขาทั้งสองคนไว้บนบ่าเพื่อเดินทางต่อ
ร่างกายสายวรยุทธ์มนุษย์เซียนในยามนี้ได้แสดงความได้เปรียบออกมาอย่างมหาศาล
จ้าวอู๋จีแบกทั้งสองคนวิ่งพริ้วดุจเสือดาวและพยัคฆ์ด้วยกำลังกายที่เหลือเฟือ วิ่งไปร้อยลี้ก็ไม่เสียพลังวิญญาณแม้เพียงสายเดียว ฝีเท้ายังคงรวดเร็วดุจดาวตก
ทุกก้าวที่ก้าวไปยาวเกินหนึ่งจั้งแต่กลับเบาหวิวราวกับขนนก
เลือดลมในเส้นชีพจรพลุ่งพล่านประดุจแม่น้ำสายใหญ่ ยิ่งวิ่งยิ่งรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
ในที่ไร้พลังวิญญาณเช่นนี้ สายวรยุทธ์เปรียบเสมือนปลาได้น้ำ ช่วงแรกไม่จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณ เพียงแค่มีตัวยาและเลือดอสูรก็สามารถฝึกฝนได้ ส่วนเรื่องการสูญเสียพลังนั้นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
อีกทั้งฝุ่นละอองที่โสโครกในโลกหล้าก็ไม่อาจทำให้จิตใจของสายวรยุทธ์หม่นหมองได้ แต่กลับจะถูกร่างกายที่เปรียบเสมือนเตาหลอมขัดเกลาจนสิ้น
จ้าวอู๋จีแบกภูเขาน้ำแข็งหนึ่งลูกและภูเขาไฟอีกหนึ่งลูก วิ่งรวดเดียวเจ็ดร้อยกว่าลี้จากกลางคืนจนถึงเช้า
จนกระทั่งรู้สึกว่ากระดูกและเส้นเอ็นเริ่มอ่อนล้าและเลือดลมพลุ่งพล่าน จ้าวอู๋จีถึงได้หยุดฝีเท้าลงที่ริมหุบเขาแห่งหนึ่ง
ที่นี่แสงอรุณเริ่มสาดส่อง ในหุบเขามีเสียงน้ำไหลพริ้วไหว ต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้สีแดงบานสะพรั่งทั่วภูเขา นับว่าเป็นถานที่ที่เงียบสงบอย่างยิ่ง
ทว่าประมุขยอดเขาทั้งสองคนในตอนนี้กลับอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา
คนหนึ่งใบหน้าซีดขาวราวกับน้ำค้างแข็ง มีไอเย็นแผ่ออกมาตลอดเวลาจนต้องกอดตัวเองไว้แน่น
ส่วนอีกคนใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อไหลโทรมกาย และยังคงพยายามจะถอดเสื้อผ้าออก
ที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่าคือรอยแผลที่ลึกเห็นกระดูกหลายแห่งบนร่างกายของทั้งสอง ซึ่งตรงปากแผลที่เลือดเริ่มแข็งตัวยังมีแสงวิญญาณจากศัสตราที่ตกค้างอยู่หลงเหลืออยู่
"เพื่อให้ทำลายค่ายกลได้ ถึงกับต้องอดทนถึงขนาดนี้เชียวรึ..."
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้วแน่นพลางทอดถอนใจ
เขาสะบัดชายเสื้อ ผลึกวิญญาณยี่สิบสี่ก้อนลอยไปตกอยู่รอบทิศประดุจดวงดาว
แม้จะไม่มีธงค่ายกลช่วยเสริม แต่ผลของค่ายกลรวบรวมวิญญาณแบบง่ายๆ นี้แม้จะลดลงไปมาก แต่ก็ยังดีกว่าการถือผลึกวิญญาณไว้ในมือเปล่าๆ เพื่อฟื้นฟูพลัง
เมื่อวางค่ายกลเสร็จ
เขาก็หยิบกล่องเหล็กนิลออกมาจากอ้อมอก
เมื่อเปิดกล่องออก แมลงกลืนกินวิญญาณนับสิบตัวที่มีร่างกายสีขาวนวลใสราวกับคริสตัลกำลังรุมล้อมผลึกวิญญาณที่แห้งเหือดก้อนหนึ่งอยู่
แมลงกลืนกินวิญญาณเหล่านี้นับว่าเป็นหัวกะทิที่เขาคัดเลือกมาจากหลุมแมลงของถ้ำสวรรค์
ในตอนนี้พวกมันรับรู้ถึงการเรียกของเจ้าของ จึงต่างชูคอและขยับปีกไปมา
"มานี่!"
จ้าวอู๋จีร่ายวิชาโอสถคุณไสย
"หึ่ง"
แมลงกลืนกินวิญญาณพลันกลายเป็นแสงพุ่งเข้าหาตัวเขา
ขาของแมลงเกาะเกี่ยวไปตามจุดสำคัญในเส้นชีพจร ปากที่มีฟันเลื่อยพ่นเส้นไหมวิญญาณออกมาทีละเส้นเพื่อหล่อเลี้ยงตันเถียนที่แห้งเหือดของเขาราวกับหยาดฝนยามวสันต์
ผ่านไปครู่ใหญ่
แมลงกลืนกินวิญญาณนับสิบตัวต่างก็หม่นแสงลงและดูไร้แรง
จ้าวอู๋จีแววตาเป็นประกายอีกครั้ง ลมหายใจกลับมาคงที่
เขาหันไปมองประมุขยอดเขาทั้งสอง เห็นคนหนึ่งมีน้ำค้างแข็งติดอยู่ที่ระหว่างคิ้ว อีกคนมีริมฝีปากสีแดงก่ำ เห็นชัดว่าพิษน้ำแข็งและพิษอัคคีได้เริ่มแทรกซึมเข้าสู่หัวใจแล้ว
เขาไม่ล้าช้าอีกต่อไป รีบพยุงร่างของทั้งสองคนให้นั่งขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ท่านประมุขยอดเขา ท่านลุงอาจารย์ บาดแผลของพวกท่านสาหัสเกินไป อีกทั้งยังต้องรีบกดพิษน้ำแข็งและพิษอัคคีไว้ทันที มิสถานการณ์จะวิกฤต"
จ้าวอู๋จีสูดหายใจลึก "ข้าจำเป็นต้องรักษาพวกท่านไปพร้อมๆ กัน ล่วงเกินแล้ว!"
หลังจากนั้นเขาก็เลิกชายเสื้อขึ้นเล็กน้อย
เขาร่ายอาคมทันที แมลงกลืนกินวิญญาณแยกออกเป็นสองกลุ่ม บินไปเกาะที่บาดแผลของทั้งสองคน ปากที่มีฟันเลื่อยเริ่มแทะเล็มพลังวิญญาณของศัตรูที่หลงเหลืออยู่ตรงปากแผลก่อน จากนั้นจึงพ่นเส้นไหมวิญญาณออกมาเพื่อเย็บแผลให้เข้าหากัน
จ้าวอู๋จีใช้ปรีชาการรักษาควบคู่กับโอสถคุณไสยเพื่อรีบรักษาบาดแผลให้ฮวาชิงซวงและเหยียนหลานอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปเพียงสิบกว่าวินาที
บาดแผลที่ดูหน้าสยดสยองของทั้งสองคนก็กลับคืนสู่สภาพเดิม เลือดที่แข็งตัวหลุดลอกออก เหลือเพียงรอยแดงเล็กน้อยเท่านั้นโดยไม่มีแม้แต่รอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่เลย
อย่างไรก็ตาม แมลงกลืนกินวิญญาณนับสิบตัวหลังจากนี้ก็พากันตัวแข็งทื่อและร่วงหล่นลงสู่พื้นจากบาดแผล พวกมันต่างก็จบชีวิตลงเพราะสูญเสียพลังมากเกินไป
"แมลงกลืนกินวิญญาณเหล่านี้... ความสามารถในการมีชีวิตรอดในที่ไร้พลังวิญญาณยังต่ำมาก หากอยู่ในถ้ำสวรรค์ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นก็คงไม่ถึงกับต้องตาย"
จ้าวอู๋จีหนึ่งทอดถอนใจพลางเก็บซากแมลงเหล่านั้นไว้
สายตามองไปที่ร่างของฮวาชิงซวงและเหยียนหลาน เขารู้สึกถึงไอเย็นที่น่าตกใจจากด้านหนึ่ง และคลื่นความร้อนที่รุนแรงจากอีกด้านหนึ่ง
เขาหยิบกระบอกเข็มออกมา พยุงร่างของทั้งสองให้หันหลังมาทางเขา
"ท่านประมุขยอดเขา ท่านลุงอาจารย์ ขออภัยด้วย!"
เขาใช้มือทั้งสองข้างจับไปที่ชุดคลุมอาคมของทั้งสองคนแล้วกระชากออกอย่างแรง
ชุดคลุมอาคมของฮวาชิงซวงถูกน้ำแข็งเกาะกุมจนชั่วครู่หนึ่งกระชากไม่ออก
ส่วนชุดของเหยียนหลานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับหลุดออกได้ง่าย เผยให้เห็นเอี๊ยมที่ปักด้วยไหมสีทอง
จ้าวอู๋จีทำได้เพียงลุกขึ้นอีกครั้งเพื่อถอดชุดออกให้ท่านประมุขยอดเขา จากนั้นจึงนั่งลงพลางสูดหายใจลึก มองไปที่แผ่นหลังที่ขาวนวลราวกับหยกของคนตรงหน้า
ชุดชั้นในสีม่วงและสายรัดสีแดงสองเส้นช่างสะดุดตายิ่งนัก
เขาตั้งสมาธิจนมั่นคง โคจรพลังวิญญาณโลหิตสังหารในกาย มือทั้งสองข้างปัดผ่านกระบอกเข็ม เข็มทองแต่ละเล่มจึงมาอยู่ระหว่างนิ้วมือทั้งสิบของเขา
ครั้งนี้เขาต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อฝังเข็มให้ประมุขยอดเขาทั้งสองคนไปพร้อมๆ กัน เพื่อสลายความทรมานจากน้ำแข็งอัคคีสองขั้วนี้...