- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 130 กระบี่สยบหงส์ คืนชุดขนจิ้งจอก
บทที่ 130 กระบี่สยบหงส์ คืนชุดขนจิ้งจอก
บทที่ 130 กระบี่สยบหงส์ คืนชุดขนจิ้งจอก
บทที่ 130 กระบี่สยบหงส์ คืนชุดขนจิ้งจอก
พลังของเขาก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ มิหากเขาสามารถทำลายกฎข้อห้ามของถ้ำสวรรค์ลงได้ แล้วสังหารฮองเฮาลงเสียตั้งแต่ตอนนั้นเลย กิเห็นจะเป็นอะไรไป
ทว่าด้วยระดับพลังและเบื้องหลังของเขาในยามนี้ ในเบื้องหน้ากทำได้เพียงการใช้กำลังเข้าข่มขวัญเท่านั้น ไม่อาจสังหารฮองเฮาผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากถ้ำสวรรค์และถูกส่งตัวมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจของฮ่องเต้แคว้นเสวียนคนนี้ได้
มิกิใช่เพียงแต่เขาที่ต้องได้รับการลงโทษอย่างหนัก ทว่าต่อให้เป็นท่านประมุขยอดเขาฮวาเกย่อมต้องได้รับผลกระทบไปด้วย
จากเรื่องที่เคยได้เปรียบ กจะกลายเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและมีความผิดติดตัวทันที
"ชีวิตนี้ข้าจะฝากไว้ก่อน วันหน้ายามที่ถ้ำสวรรค์เปิดศึกกัน...... หรือในยามที่แดนลับเปิดออก...... ข้าเกจะกลับมาทวงคืน......"
จ้าวอู๋จีชำเลืองมองชุดหนังจิ้งจอกในมือ ก่อนจะเก็บมันเข้าไว้ในถุงเก็บของของตนเอง
เขาจะไม่เลี้ยงเสือไว้เป็นภัยแก่ตนเอง ทำได้เพียงรอเวลาที่เหมาะสมในการสังหารเสือตัวนี้ลงเท่านั้น
"ไปกันเถอะ!"
จ้าวอู๋จีหมุนตัวกลับ พลางมองไปยังหลี่ซืออวี่ที่กังคงมีท่าทางตื่นตระหนกไม่หาย
"อืม......"
หลี่ซืออวี่พยักหน้ายอมรับประดุจดั่งเพิ่งตื่นจากภวังค์ มุมปากยกขึ้นเผยรอยยิ้มอันสดใสออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อมองไปยังร่างอันสง่างามของจ้าวอู๋จี หัวใจดวงน้อยๆ ของนางเกประดุจดั่งถูกกระบี่ที่มีเสียงอสนีบาตและรัศมีแห่งความตายพุ่งเข้าทำร้ายจนต้องยอมสยบให้แต่โดยดี
หลังจากออกจากตำหนักเจียวฝางแล้ว หลี่ซืออวี่กตัดสินใจนั่งรถม้าไปพร้อมกับจ้าวอู๋จีทันที นางถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า "ขอบคุณมากท่านศิษย์พี่"
จ้าวอู๋จีมองไปยังขอบฟ้าอันมืดมิดนอกกำแพงวังหลวง พลางกล่าวอย่างเรียบง่ายว่า "ศิษย์น้องมิควรต้องขอบคุณข้าหรอก ทว่าฮองเฮาคนนั้น...... ถึงแม้ครั้งนี้จะยอมก้มหัวให้ชั่วคราว ทว่านางเกคงไม่ได้ยินยอมพร้อมใจนัก วันหน้าเจ้าเกจงระวังตัวเองให้ดีด้วยล่ะ"
สงป้ามุดหัวออกมาจากคอเสื้อ "กรู้ว" ออกมาหนึ่งครั้งประดุจดั่งเป็นการสนับสนุนคำพูดนั้น
"อืม......"
หลี่ซืออวี่ก้มหน้าเม้มริมฝีปาก ความอบอุ่นเอ่อล้นอยู่ภายในใจ
วันนี้เมื่ออยู่ต่อหน้ายัยผู้หญิงแพศยาคนนั้นในที่สุดนางกกสามารถลืมตาอ้าปากได้เสียที อีกทั้งกกังเป็นคนที่นางมีใจให้มาออกหน้าแทนให้อีกด้วย
ในใจของนางรู้สึกยินดีนัก ประดุจดั่งต้องมนตร์สะกดอะไรบางอย่าง หัวใจดวงน้อยๆ สั่นไหวและเต้นระรัวอย่างไม่หยุดหย่อน
แววตาอันชาญฉลาดและซุกซนคู่หนึ่งแอบมองใบหน้าอันหล่อเหลาของจ้าวอู๋จีแวบหนึ่ง ก่อนจะพลันโน้มตัวเข้าไปจุมพิตที่ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นเบาๆ หนึ่งครั้ง
"กรู้ว?"
สงป้าเบิกตากว้างจนกลมโต ลูกโอ้ตที่คาบอยู่ในปากพลัน "แปะ" ตกลงที่พื้นรถม้าทันที
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้นิ้วลูบผ่านรอยชาดที่ยังหลงเหลืออยู่ที่แกะของตนเอง
หลี่ซืออวี่พลันถอยกลับไปนั่งที่ฝั่งตรงข้าม แววตาสั่นไหวพลางส่งกระแสจิตมาหา: "ท่านศิษย์พี่คะ~"
น้ำเสียงนั่นช่างหวานฉ่ำจนเยิ้มประดุจน้ำผึ้ง "ศิษย์น้องรู้ว่าท่านเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์และไร้กิเลส ทว่า...... ได้โปรดให้ศิษย์น้องได้ทำร่วงเกินท่านสักครั้งเถอะ"
แววตาของนางแฝงไปด้วยความเขินอาย รูปร่างอันอวบอิ่มของนางวับๆ แวมๆ อยู่ภายใต้เงามืดของรถม้า "คืนนี้ที่ตำหนักเผิงไหล ให้ศิษย์น้องได้ขอบพระคุณท่านอย่างเต็มที่เถอะ......"
จ้าวอู๋จีกลอกตาไปมา ส่ายหัวออกมาอย่างจนใจ
พระสนมลิ้นน้อยๆ คนนี้ช่างดูจะใจกล้าขึ้นเรื่อยๆ เสียจริง ที่ผ่านมาแอบเอาเปรียบเขากิใช่น้อยๆ เสียที่ไหนล่ะ
ทว่าเมื่อนึกถึงว่าวันหน้ากังต้องได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรวิญญาณสีม่วงจากพระสนมคนนี้อยู่ ไม่ช้ากเร็วเกย่อมต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกิดขึ้นแน่นอน ในยามนี้เขาจึงถือเป็นการยอมผ่อนปรนเพื่อเป็นการให้รางวัลแก่พระสนมคนนี้ไปกแล้วกัน
อย่างไรเสียเขากิเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ขอเพียงความรู้สึกที่มีต่อจือเซี่ยกิได้เปลี่ยนไป เขากเกังถือว่าเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์อยู่
"กรู้ว!" สงป้าประดุจดั่งรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แววตาสั่นไหววนไปมาประดุจดั่งกำลังนึกถึงเรื่องของเจ้าแก่ฮ่องเต้คนนั้นอยู่
"เจ้านกที่ชอบทำลายบรรยากาศเอ๊ย......" หลี่ซืออวี่มองค้อนไปยังเจ้าสงป้าที่ร้องส่งเสียงรบกวน เมื่อเห็นจ้าวอู๋จีไม่ได้ว่าอะไร ทำเพียงเช็ครอยชาดออกจากใบหน้าเท่านั้น ภายในใจเกเกิดความรู้สึกยินดีเพิ่มขึ้นมาทันที
ในที่สุด ท่านศิษย์พี่เกยอมรับความหวังดีของนางเข้าจนได้
การที่จะเป็นนกวิเศษที่คอยเฝ้ากดูแลแสงกระบี่ของท่านศิษย์พี่นั้น ช่างกิใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
...
วันต่อมา แสงยามอรุณรุ่งสาดส่องผ่านหมู่เมฆา ฉายแสงสีทองลงมาโปรยปรายทั่วทั้งตำหนักเผิงไหล
ภายในตำหนักเผิงไหล หลี่ซืออวี่สวมชุดชาววังสีขาวนวล แววตาสั่นไหววาววับฉายประกายแห่งความสดใสและน่าโหยหาออกมา รัศมีทั่วทั้งตัวดูเปล่งปลั่งขึ้นมาราวกับได้รับการเติมโตจากพลังปราณวิญญาณเพิ่มขึ้นมาอีกสามส่วนเพียงเพราะเห็นอานุภาพกระบี่เมื่อวานนี้ จนทำให้ทั้งคืนนางนอนไม่หลับเลยทีเดียว
จ้าวอู๋จีกังคงมีท่าทางสงบนิ่งประดุจสายลมที่พัดผ่าน มือถือตำราโบราณดูสง่างามประดุจเซียนที่จุติลงมา ทว่าความเป็นจริงภายในกลับกำลังแอบดูดซับพลังมังกรอยู่อย่างเงียบเชียบ
ส่วนฮ่องเต้จางเจาหมิงนั้นในใจรู้สึกยินดียิ่งนัก ตั้งแต่เมื่อวานที่ได้ยินข่าวว่าจ้าวอู๋จีใช้กระบี่ข่มขวัญฮองเฮาจนเสียอาการ อีกทั้งยังกรีดเลือดเนื้อของฮองเฮาได้อีกด้วยนั้น ในใจของเขากรู้สึกสะใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จึงได้แต่เรียกจ้าวอู๋จีว่าเป็นพี่เป็นน้องกับตนเองทันที
ต้องรู้ว่า ร่างกายหงส์ของฮองเฮาคนนั้น ตัวเขาที่เป็นถึงฮ่องเต้กยังไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องเลยแม้แต่น้อย
ในอดีตต่อให้มีความโกรธแค้นมากเพียงใด เขากิกล้าที่จะลงมือทำอะไรเลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่จะทำให้ร่างกายหงส์นั่นต้องหลั่งเลือดเลย
ทว่าในยามนี้ จ้าวอู๋จีได้ช่วยเขาทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้ในอดีตจนสำเร็จ ถือเป็นการช่วยสั่งสอนฮองเฮาและช่วยระบายความแค้นให้เขาได้เป็นอย่างดี
"ได้ยินมาจากพระสนมรักเมื่อวานนี้ว่า ท่านศิษย์น้องจ้าวได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการปะทะกับฮองเฮา"
บนบัลลังก์มังกร จางเจาหมิงถามถึงสารทุกข์สุกดิบของจ้าวอู๋จี "ข้าได้สั่งให้พระสนมนำยันต์คืนสปริงไปมอบให้ท่านศิษย์น้องแล้ว กิรู้ว่าตอนนี้ท่านดีขึ้นหรือยัง?"
จ้าวอู๋จีชำเลืองมองไปยังพระสนมกุ้ยเฟยหลี่ที่กำลังทำตัวเป็น "หญิงงามที่เพียบพร้อมไปด้วยมารยาท" เห็นอีกฝ่ายกังคงมีสีหน้าปกติในขณะที่กังคงจัดแจงความเรียบร้อยของเครื่องหอมอยู่ ประดุจดั่งว่าคนที่บอกว่า "จะช่วยตรวจสอบบาดแผลให้เป็นอย่างดี" เมื่อคืนนั้นกิใช่นางไปเสียได้
เขาจึงตอบกลับฮ่องเต้เจาหมิงไปพร้อมรอยยิ้มว่า
"ขอบคุณฮ่องเต้ที่ปรารถนาดี เมื่อคืนได้รับยันต์จากพระสนมกุ้ยเฟยและได้รับการทายาให้ด้วยตัวเองแล้ว บาดแผลกได้หายดีจนหมดสิ้นแล้ว"
ในใจเขาแอบด่าทอออกมา ข้านี่นะจะมีบาดแผลอะไรกไม่ใช่ ทว่าเมื่อคืนเกือบจะถูกศิษย์น้องหลี่คนนี้ทำเอาได้รับบาดเจ็บเข้าให้มากกว่า
ส่วนยันต์คืนสปริงนั่น กถือว่าเป็นสิ่งตอบแทนไปกแล้วกัน ยันต์แผ่นละสามผลึกวิญญาณเช่นนี้ ในอดีตเขากกังไม่กล้าที่จะซื้อมาใช้เลย
ในยามนี้กิได้มีเพียงยันต์คืนสปริงเท่านั้น ทว่าตำราโบราณทั้งสามเล่มที่เขาเลือกไว้อย่าง "ตำราเวชศาสตร์ห้าสิบสองประการ" และ "วิถีกระบี่" กได้รับมาอยู่ในมือทั้งหมดแล้ว
จ้าวอู๋จีไม่มีแผนที่จะพำนักอยู่ที่เมืองหลวงต่ออีกแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกลับไปบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำสวรรค์เพื่อเตรียมตัวรับศึกเข้าแล้ว
ทันใดนั้น หลังจากที่เขาลุกขึ้นกล่าวลาฮ่องเต้เจาหมิงเสร็จแล้ว กเหาะทะยานออกจากตำหนักเผิงไหลไปทันที
จากนั้นเกใช้วิชาคุมอากาศเหาะเหินเดินอากาศจนมาถึงใจกลางป่าลึกของเทือกเขาหมั่งซาน เพื่อพบกับจิ้งจอกน้อยเสี่ยวอวี่และสัตว์ป่าทั้งหลาย
นิ้วมือชี้เบาๆ ชุดหนังจิ้งจอกเฒ่าที่โชกไปด้วยเลือดของฮองเฮาค่อยๆ ลอยลงไปที่เนินเขา ประดุจดั่งเป็นการปกคลุมหลุมศพที่ไร้วิญญาณเอาไว้
จิ้งจอกน้อยเสี่ยวอวี่วิ่งออกมาจากป่าลึก พุ่งขึ้นไปยังยอดเนินเขานั้น ค่อยๆ คาบชุดหนังจิ้งจอกผืนนั้นเอาไว้ พลันเงยหน้าขึ้นตะโกนก้องออกมา
เสียงนั้นกิใช่เสียงของจิ้งจอกเด็ก ทว่ามันช่างเหมือนกับเสียงร่ำไห้ของจิ้งจอกเฒ่าในอดีตเสียเหลือเกิน
ท่ามกลางป่าลึก ดวงตานับสิบๆ คู่ต่างจ้องมองส่งแขเดินทางมาจากที่มืด
จ้าวอู๋จีส่ายหัวเบาๆ พาสงป้าเหินเวหาจากไป เขารู้ดีว่าหนี้แค้นที่ติดค้างกันไว้ ไม่ช้ากเร็วเกย่อมต้องได้รับการชดใช้ด้วยเลือดอย่างแน่นอน
...
หลังจากที่จ้าวอู๋จีจากไปแล้ว ภายในตำหนักเผิงไหล
กลิ่นหอมจากเครื่องหอมในเตามะกรลอยระรัว ม่านมุกสั่นไหวไปมาครึ่งหนึ่ง
ฮ่องเต้เจาหมิงเอนกายพิงบัลลังก์มังกร แววตาคมกริบประดุจดั่งดวงไฟที่ลุกโชน พลันกล่าวด้วยน้ำหนักเสียงอันดุดันออกมาว่า "ช่วงนี้พระสนมรักดูเหมือนจะสนิทสนมกับท่านศิษย์น้องจ้าวนักนะเนี่ย ข้ากพลอยยินดีไปด้วย ทว่า......"
เขานิ้วเคาะลงที่ที่รองแขนเบาๆ น้ำเสียงดูเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็ง "การที่พูดคุยดึงตัวยอดคนอย่างท่านศิษย์น้องจ้าวมาเป็นพวกนั้นข้าเห็นด้วย ทว่าอย่าได้ทำอะไรให้มันเกินเลยไปนัก เจ้ากยังจำฐานะของตัวเองได้อยู่ใช่ไหม?"
หัวใจของหลี่ซืออวี่สั่นไหว ปลายนิ้วภายใต้แขนเสื้อจิกเข้าที่ฝ่ามือ ทว่าใบหน้าที่แสดงออกมากลับเผยรอยยิ้มอันยั่วยวนออกมา พลางก้มลงทำความเคารพ "ฝ่าบาททรงคิดมากไปแล้วล่ะเพคะ หม่อมฉันทำทุกอย่างกกเพื่อที่จะช่วยให้พระองค์ได้เป็นใหญ่อยู่ไม่ใช่หรือไงเพคะ เรื่องโง่เขลาพรรค์นั้นหม่อมฉันจะไปทำทำไมกันล่ะคะ? หากว่าวันข้างหน้าสามารถ......"
นางชำเลืองมองด้วยแววตาหยาดเยิ้ม พลางลดเสียงต่ำลงแล้วยิ้มออกมา "การที่ได้นั่งอยู่บนบัลลังก์หงส์นั่น กคือกความปรารถนาสูงสุดของหม่อมฉันต่างหากล่ะเพคะ"
เมื่อฮ่องเต้เห็นท่าทางที่เป็นธรรมชาติของนาง สีหน้ากกดูจะดีขึ้นบ้าง พลางยกมือขึ้นเป็นเชิงให้ลุกขึ้นได้ "เจ้าเข้าใจกกดีแล้ว"
แล้วกกคุยเรื่องงานราชการต่อ ประดุจดั่งว่าคำเตือนเมื่อครู่นี้กเป็นเพียงแค่คำพูดคุยกันเล่นๆ เท่านั้น
เมื่อเดินออกจากตำหนักพำนักมาถึงระเบียงทางเดิน แววตาของหลี่ซืออวี่พลันเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันที "เจ้าแก่จิ้งจอกคนนี้ ช่างมีความระแวงสงสัยที่สูงส่งเสียจริงๆ ......"
นางเม้มริมฝีปากด้วยความแค้น สะบัดแขนเสื้อทีหนึ่ง กเหาะเหินเดินอากาศกลับไปยังถ้ำสวรรค์ทันที
ในยามนี้นางมีความรู้สึกต้องการที่จะร่วมมือกับจ้าวอู๋จีสั่นคลอนแผ่นดินของแคว้นเสวียนแห่งนี้ให้เร็วที่สุด มากกว่าช่วงเวลาไหนๆ ในอดีตเสียอีก!
มิวันข้างหน้านางกจะเป็นได้เพียงเป็นนกน้อยในกรงทองของวังหลวงแห่งนี้ตลอดไป แล้วจะแปรเปลี่ยนเป็นนกวิเศษที่คอยเฝ้ากดูแลแสงกระบี่ของเขาได้ยังไงล่ะ
...
ในขณะเดียวกัน ภายในถ้ำสวรรค์หลินหลาง
"เหง่ง"
ในขณะที่กฎข้อห้ามสุดท้ายบนเทือกเขาหลักของหลินหลางถูกปืดลง ประตูมุกสลักลายหยกของตำหนักหารือหลักของถ้ำสวรรค์กค่อยๆ ปิดตัวลงอย่างช้าๆ
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมระดับสูง บรรยากาศกดูเคร่งเครียดขึ้นมาถนัดตา
ดูจากท่าทีของท่านเจ้าถ้ำแล้ว สงครามกับถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่ง กังกำลังจะระเบิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่ช้า
ครั้งนี้ ตั้งใจจะบุกโฉมเข้าหาถึงรังของถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งเลยทีเดียว
ที่ยอดเขาหานเย่ว์ หิมะและน้ำแข็งบนยอดเขาพลันละลายตัวลงกะทันหัน ส่งเสียง "แกร๊ก" พร้อมมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏออกมา
ประมุขยอดเขาเปลวเพลิงแดงแหยียนหลันเหยียบย่ำกองไฟเหาะเดินทางมา ร่องรอยที่นางเดินผ่านไป หิมะที่เกาะอยู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นไอน้ำสีแดงระเรื่อ ภายในตำหนักหานซวง กำลังมีการพบบะกันระหว่างนางกับฮวาชิงซวง......
...
"อืม......"
จ้าวอู๋จีที่อยู่ในถ้ำพำนัก สงป้าพุ่งเหินเวหาผ่านสวนสมุนไพรไป แีกอันทรงพลังพัดพาเอากลิ่นหอมของสมุนไพรอบอวลไปทั่ว
มันลงเกาะที่ชั้นตากสมุนไพรอย่างภาคภูมิใจ ขนสีดำสนิทฉายประกายแวววาวสีม่วงทองภายใต้แสงแดด
มันชูปีกข้างหนึ่งให้จ้าวอู๋จีประดุจดั่งนิ้วโป้ง พลางเอ่ยชมออกมาว่า "กรู้ว! สุยอด! ป้า! สุยอด!"
เสี่ยวเยว่ผู้เป็นเด็กเฝ้ากดูแลสมุนไพรที่อยู่ข้างๆ ต่างกพากันหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน มือที่ถือเสียมหยกเกเกือบจะทำตะกร้าสมุนไพรคว่ำล้มลง
จ้าวอู๋จีพยักหน้าหัวเราะออกมาเบาๆ เจ้าหมอนี่อาจจะดีใจเร็วเกินไปหน่อยซะละมั้ง
สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยปราณวิญญาณหนาแน่นเช่นนี้ เจ้านกที่คอยปรนนิบัตินี่ดูจะพอใจมากทีเดียว
รู้สึกประดุจดั่งว่าชีวิตนกน้อยมันช่างขึ้นสู่จุดสูงสุดเสียเหลือเกิน
เมื่อก่อนที่เคยมีชีวิตแบบนกป่าที่ยากลำบาก พอได้ตามเจ้านายอย่างอู๋จีมาในที่สุดกสามารถลืมตาอ้าปากได้เสียที
สิ่งที่น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือก จ้าวอู๋จิกิได้อนุญาตให้มันพาบรรดาเมียนกของมันเข้ามาอยู่ภายในถ้ำสวรรค์เพื่อเสวยสุขด้วยกัน
อีกทั้งกังบอกกับมันอีกว่า การที่พามันเข้ามาบำเพ็ญเพียรในที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นเข่นนี้ เพราะวันหน้าต้องการให้มันช่วยงาน ทว่าพวกนกตัวเมียเหล่านั้นกคงจะไม่ได้ช่วยงานอะไรได้นัก
เรื่องนี้เกสร้างความปลาบปลื้มใจให้เจ้าสงป้าเป็นอย่างมากที่ได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้
ในอดีตเสี่ยวอวี่จิ้งจอกน้อยเป็นคนเลือกมันออกมาจากกลุ่มนกเพื่อสอนวิชาการหายใจให้
ในยามนี้เจ้านายอย่างอู๋จีกังจะมอบงานสำคัญให้กดูแล อีกทั้งกังตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "สงป้า" ยิ่งทำให้มันรู้สึกมีพละกำลังและความมุ่งมั่นขึ้นมาอย่างมหาศาล
ดูเหมือนว่าที่เสี่ยวอวี่จิ้งจอกน้อยเคยกกล่าวไว้จะเป็นเรื่องจริง ที่ว่าแท้จริงแล้วมันคือทายาทที่หลงเหลืออยู่ของหงส์ดำ
หงส์ดำที่พลัดตกหลงเข้าไปอยู่ในฝูงนกกา ที่เกิดมาเกมีสิ่งที่แตกต่างจากพวกอื่นอย่างสิ้นเชิง
"ตั้งใจฝึกฝนเข้าล่ะ"
จ้าวอู๋จีดีดนิ้วส่งกระแสปราณวิญญาณเข้าไปหนึ่งสาย พลางไล่สงป้าให้ออกไป "วันหน้าเจ้าย่อมต้องมีโอกาสได้แสดงฝีมือเป็นแน่"
การพานกตัวนี้มาด้วย กิได้พามาเพียงเพื่อเสวยสุขเท่านั้น ตั้งใจฝึกฝนเข้าไว้ล่ะ วันหน้าข้าจะได้ขอปันเลือดของเจ้ามาช่วยในการฝึกฝนสายนุษย์เซียนสายวรยุทธ์ให้ข้าบ้าง
...