- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 131 กระบี่กึกก้องเขตพระราชฐาน เลือดนองชุดขนจิ้งจอก
บทที่ 131 กระบี่กึกก้องเขตพระราชฐาน เลือดนองชุดขนจิ้งจอก
บทที่ 131 กระบี่กึกก้องเขตพระราชฐาน เลือดนองชุดขนจิ้งจอก
บทที่ 131 กระบี่กึกก้องเขตพระราชฐาน เลือดนองชุดขนจิ้งจอก
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หลี่ซืออวี่เกอาศัยแสงจันทร์เร่งรัดเดินทางมาถึงพระราชวังเผิงไหล
ปิ่นปักผมหลุดลุ่ยเล็กน้อย ท่าทางดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ไกลกเห็นได้ชัดว่านางยอมสละพลังวิญญาณเพื่อใช้เวหาเหินมาที่นี่
ทว่าชุดคลุมสีน้ำเงินเกกังข่วยขับให้นางดูหมดจดงดงามยิ่งขึ้น
"ฝ่าบาท!"
นางทำความเคารพแก่จักรพรรดิเจามิงอย่างนอบน้อม จากนั้นสายตากพลันหยุดลงที่ร่างของจ้าวอู๋จี แววตาฉายประกายแห่งความยินดีออกมา
"ศิษย์พี่จ้าว ท่านจะออกหน้าแทนหม่อมฉันจริงๆ หรือคะ?" หลี่ซืออวี่กล่าวเสียงเบา พลางเตือนว่า
"หลายวันก่อน หลังจากที่ท่านส่งจดหมายไปแล้ว ทางฮองเฮากกังไม่มีการตอบรับใดๆ... ทว่า..."
นางมีสีหน้าย่ำแย่และเศร้าสลด "เมื่อวานนี้ นางกำนัลอาวุโสที่เคยรับใช้หม่อมฉัน... ระหว่างเดินทางกลับบ้านเกิดเกกลับต้องสิ้นชีพลง ซ้ำคังถูกกลุ่มโจรป่ารุมย่ำยีจนตาย..."
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความแค้น "ต้องเป็นฝีมือของฮองเฮาแน่ๆ มีเพียงนางเท่านั้นที่ใจคอเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้ เพราะศพที่ส่งกลับมา..."
"ไม่ว่านางจะเป็นคนสั่งการหรือไม่ ข้าเกจะไปพบนาง ถือเสียว่าเป็นการออกหน้าแทนบรรดาสหายสิงสาราสัตว์ของข้ากแล้วกัน..."
จ้าวอู๋จีพยักหน้าเบาๆ
"สหายสิงสาราสัตว์หรือคะ?" หลี่ซืออวี่ที่นัยน์ตายังกังคลอไปด้วยหยาดน้ำตาพลันชะงักไปครู่หนึ่ง นึกว่าอีกฝ่ายกำลังหมายถึงนาง
"กรู้ว! ม่าย-ซ่าย!" สงป้าพลันโผล่หัวออกมาจากบ่าของจ้าวอู๋จี ปากนกขยับเลียนเสียงมนุษย์ "ออกหน้า! ม่าย-ซ่าย!"
เจ้าสัตว์ขนแบนตัวนี้ตอนพูดกังแกล้งใช้ปีกชี้ไปที่หน้าอกของตัวเอง
หลี่ซืออวี่พลันเข้าใจทันที นางอดกิได้ที่จะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
จ้าวอู๋จีใช้นิ้วลูบขนของสงป้าเบาๆ
"ฮองเฮา..."
เขาเอ่ยอย่างเรียบเฉย "เพียงเพราะอดีตเคยถูกปีศาจจิ้งจอกล่วงเกิน กกลับสั่งให้ขันทีออกล่าสัตว์ขนานใหญ่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อห้ามที่ผู้บำเพ็ญเพียรในถ้ำสวรรค์จะกิพึงใช้คนธรรมดาเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตอย่างทารุณ
นกขุนทองที่ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดีตัวนี้กกังเกือบจะถูกหางเลขไปด้วย..."
"ม่าย-ซ่าย!" สงป้าร้องสอดออกมาอย่างถูกจังหวะ ปีกชี้ไปที่ขนหางที่แหว่งไปกระจุกหนึ่ง จากนั้นเกเชิดหน้าอกขึ้น ท่าทางประดุจดั่ง "ข้ามีลูกพี่" อย่างภาคภูมิใจ
จ้าวอู๋จีกล่าวเสียงเย็น "วันนี้กิใช่เพียงเพื่อศิษย์พี่หญิงหลี่เท่านั้น ทว่าข้าจะถือกระบี่ไปทวงความยุติธรรมให้แก่สิงสาราสัตว์เหล่านี้ด้วย..."
"ดีมาก ศิษย์น้องจ้าวช่างมีความกล้าหาญประดุจดั่งเทพกระบี่ในตำนาน ข้าขอแสดงความนับถือยิ่งนัก!"
จักรพรรดิเจามิงหัวเราะออกมาเสียงดัง แววตาภายใต้มงกุฎวาววับด้วยความสะใจ เขาเองเกขมขื่นกับฮองเฮามานานแล้ว
จ้าวอู๋จีมองไปยังหลี่ซืออวี่ด้วยสายตาคมกริบ "กิควรเสียเวลาแล้ว ศิษย์น้องหลี่ พวกเราไปที่วังหลังเพื่อพบฮองเฮากันเถอะ"
"ค่ะ!" หลี่ซืออวี่ยิ้มออกมาอย่างสดใส ความขุ่นมัวในแววตาพลันมลายหายไปประดุจน้ำแข็งที่ถูกละลาย "มีท่านศิษย์พี่ออกหน้าแทนให้ หม่อมฉันเกกิเกรงกลัวศิษย์พี่หญิงยวี๋อีกต่อไปแล้ว"
คนทั้งสองกิได้พูดคุยกับจักรพรรดิเจามิงอีก หลังจากออกจากพระราชวังเผิงไหลแล้ว เกนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังวังหลังทันที
...
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ภายในตำหนักเจียวฝาง แสงเทียนสว่างไสว กลิ่นเครื่องหอมอบอวล
ฮองเฮายวี๋หลันซีประทับอยู่บนพระที่นั่งหงส์ สวมชุดฉลองพระองค์หงส์อันหรูหรา ใบหน้าสวยสง่าทว่าแฝงไปด้วยความดุดัน
เมื่อเห็นจ้าวอู๋จีและพระสนมกุ้ยเฟยหลี่มาถึงพร้อมกัน นางเกประดุจดั่งคาดการณ์ไว้แล้ว มุมปากยกขึ้นเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา
"เปิ่นกงก็นึกว่าใครช่างกล้าบุกรุกวังหลังในยามวิกาล ที่แท้เกคือน้องจ้าวที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงนี้นี่เอง
ทำไมรึ? ศิษย์น้องจ้าวคิดจะมาออกหน้าแทนพระสนมกุ้ยเฟยหลี่รึไง?"
ฮองเฮาลูบแขนเสื้อ ท่าทางดูเกียจคร้านทว่าแฝงไปด้วยคมดาบ "ทว่า เรื่องในวังหลังเปรียบเสมือนเรื่องภายในของราชวงศ์ แม้ศิษย์น้องจ้าวจะเป็นศิษย์เอกของถ้ำสวรรค์ ทว่าในที่สุดกกิใช่คนของราชวงศ์ การเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้... กิคิดว่าเป็นการก้าวก่ายเกินไปหน่อยรึ?"
"กฎอย่างนั้นรึ?"
จ้าวอู๋จียืนไพล่มือ เอ่ยยิ้มๆ อย่างเย็นชา แววตาดูลึกล้ำ "ฮองเฮาสั่งให้คนธรรมดาออกล่าเผ่าพันธุ์จิ้งจอกทั่วผืนป่า หรือว่าลืมข้อห้ามที่ผู้บำเพ็ญเพียรกิพึงใช้คนธรรมดาเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตไปแล้ว?
หรือว่า..."
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา "ฮองเฮาคิคว่าเรื่องที่ท่านลอบเข้าไปสำรวจถ้ำพำนักของข้าที่ยอดเขาหานเย่ว์ จะหลุดรอดพ้นสายตาของข้าและท่านประมุขยอดเขาไปได้รึ?"
"หือ?"
สีหน้าของฮองเฮาพลันเปลี่ยนไป ปลายนิ้วสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าเกกลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว "ศิษย์น้องจ้าวหมายความว่าอย่างไร? เปิ่นกงกิมองออก"
"อย่างนั้นรึ?"
จ้าวอู๋จียิ้มบางๆ ล้วงลูกปัดบันทึกภาพออกมาจากแขนเสื้อ หมุนเล่นในมือจนแสงเงาในตำหนักวูบวาบไปมา
ภายในลูกปัดดูเหมือนจะมีเมฆาเคลื่อนไหว ทว่ากลับมองกิเห็นภาพที่ชัดเจน
"ฮองเฮามิคิดหรือว่า..." จ้าวอู๋จียิ้มเบาๆ "ถ้ำพำนักของข้าจะเปิดประตูทิ้งไว้เฉยๆ? ทันทีที่ท่านย่างเท้าเข้าไป ข้าเกรับรู้ได้ทันที"
"ลูกปัดบันทึกภาพอย่างนั้นรึ?"
ร่างกายที่เคยพิงพระที่นั่งหงส์อย่างเกียจคร้านของฮองเฮาพลันยืดตรงขึ้น แววตาหงส์คู่นั้นหรี่ลงประดุจดั่งงูพิษที่กำลังแลบลิ้น
"คลังสุรา ตำราโอสถ เตาหลอม..."
จ้าวอู๋จีเอ่ยออกมาทีละอย่าง ทุกคำพูดที่เขาเอ่ยออกมาทำให้รูม่านตาของฮองเฮาหดตัวลง "มิทราบว่าถ้ำอันซอมซ่อของข้า มีสิ่งใดล้ำค่าพอให้ฮองเฮาต้องลงมือไปสำรวจด้วยตัวเองกัน?"
เขามองจ้องอีกฝ่ายอย่างกิยอมลดละ
ลูกปัดบันทึกภาพในมือฉายแสงเย็นเยียบ ความจริงภายในกลับว่างเปล่า เป็นเพียงแผนการ "เมืองร้าง" ที่เขาวางไว้อย่างแยบยลเท่านั้น
ทว่าเขาได้ใช้เวทย์ชักนำพลังสำรวจทุกสิ่งที่ฮองเฮายวี๋หลันซีเคยแตะต้องหลังจากที่นางเข้าไปในถ้ำพำนักไว้หมดแล้ว
ยามที่เขาเอ่ยออกมาทีละอย่าง จึงประดุจดั่งว่าลูกปัดบันทึกภาพได้บันทึกทุกการกระทำของฮองเฮาไว้ทั้งหมดจริงๆ จนทำให้ฮองเฮาอดกิได้ที่จะตกใจ
"ค่ายกลของยอดเขาหานเย่ว์กกิใช่มีไว้ประดับเพียงอย่างเดียว..." จ้าวอู๋จีจ้องมองหองเฮาที่กำลังนิ่งเงียบ "ดูท่าฮองเฮาจะกิเห็นยอดเขาหานเย่ว์อยู่ในสายตาเลย และกิกรงเกรงท่านประมุขยอดเขาฮวาเลยสินะ?"
"พอได้แล้ว!"
ฮองเฮาพลันลุกพรวดขึ้นจากพระที่นั่งหงส์ ชุดสีแดงฉาดกวาดถ้วยชาบนโต๊ะจนคว่ำลง
คำว่าประมุขยอดเขาฮวาทั้งสามคำนั้นประดุจดั่งเหล็กเผาไฟที่ทำให้นางเสียอาการ แววตาฉายประกายเย็นเยียบออกมา
ทว่าในไม่ช้า แววตาหงส์คู่นั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นยั่วยวนพุ่งตรงไปที่จ้าวอู๋จี
"หากจะบอกว่าเปิ่นกงสนใจสิ่งใดในถ้ำพำนักของศิษย์น้องจ้าว ความจริงแล้วเปิ่นกงสนใจในตัวศิษย์น้องต่างหากล่ะ..."
ร่างของนางเคลื่อนไหวประดุจดั่งหงส์เพลิงสีแดงเพลิงพุ่งไปข้างกายจ้าวอู๋จี เยื้องย่างอย่างสง่างาม แววตาหงส์ชำเลืองมองหลี่ซืออวี่ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวนจากริมฝีปากนกแดงว่า "นังจอมยั่วคนนี้มีดีตรงไหนกัน? ไม่สู้...
ไม่สู้มาเป็นคู่บำเพ็ญกับเปิ่นกงมิดีกว่ารึ แม้เปิ่นกงจะมีตำแหน่งเป็นถึงฮองเฮา ทว่าแท้จริงแล้วสภาพร่างกายยังคงบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่นะ..."
"ฮองเฮาโปรดสำรวมด้วย!" จ้าวอู๋จีตวาดเสียงเย็นประดุจดั่งน้ำตกที่ไหลบ่าลงมา ดับกระหายความยั่วยวนในตำหนักจนหมดสิ้น แววตาคมกริบประดุจกระบี่ "หากคิคว่าเพียงแค่รูปโฉมจะล่อลวงคนอย่างจ้าวผู้นี้ได้ ฮองเฮาเกโปรดเก็บมันไว้เถิด
กิว่าท่านจะเข้าไปในถ้ำพำนักของข้าด้วยเหตุผลใด หรือแม้แต่เรื่องที่ท่านแอบใช้ยวี่จื่อซานแห่งตำหนักพรสวรรค์มาจัดการข้า ข้าเกสามารถกิเอาความได้"
น้ำเสียงของเขาพลันเปลี่ยนไป "ทว่าเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน หวังว่าวันหน้าท่านเกจงอย่าได้รังแกศิษย์น้องหลี่อีก
มิ เรื่องที่ท่านบังอาจบุกรุกยอดเขาหานเย่ว์แอบเข้าถ้ำพำนักของ ข้า ข้าเกจะรายงานต่อท่านประมุขยอดเขาเพื่อให้ท่านเป็นคนตัดสินความยุติธรรม"
รูม่านตาของฮองเฮาหดเล็กถนัดตา มือภายใต้ชุดคลุมกำหมัดแน่น
นางรู้ดีว่าประมุขยอดเขาหานเย่ว์มีนิสัยเย็นชาและเด็ดขาด หากเรื่องนี้เป็นความจริง ต่อให้เป็นผู้อาวุโสเหลียงเกย่อมกิอาจปกป้องนางได้
ฮองเฮามีสีหน้ากังวลพลางจ้องมองหลี่ซืออวี่ด้วยสายตาเย็นเยียบแล้วหัวเราะออกมาอย่างเย็นชาว่า "พระสนมกุ้ยเฟยหลี่เอ๋ยพระสนมกุ้ยเฟย เจ้าช่างโชคดีนักที่มีคนอย่างศิษย์น้องจ้าวคอยออกหน้าแทนให้ ต่อให้สุดท้ายเจ้าต้องกลายเป็นเตาหลอมให้ตาแก่เจามิงนั่นเกคงกิเสียชาติเกิดแล้วล่ะ..."
คำพูดนี้ถือเป็นการดูถูกอย่างแรง ใบหน้าสวยของหลี่ซืออวี่พลันเย็นเยียบลงทันที
ทว่าในยามนี้มีจ้าวอู๋จีออกหน้าแทนให้นางเกรู้ดีว่ากิควรทำให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้ จึงได้แต่เม้มริมฝีปากเงียบกริบ
ฮองเฮามองไปที่จ้าวอู๋จี "ก็ได้... เปิ่นกงสัญญาว่าจะกิรังแจนางอีก ทว่าเจ้าเกต้องสาบานว่าเรื่องนี้จะให้จบลงเพียงเท่านี้!"
"เกิมิต้องรีบร้อน ข้ามาที่นี่ก็ไม่ใช่เพียงเพื่อเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว..."
จ้าวอู๋จีกล่าวอย่างเย็นชา "ยังมีเรื่องที่ท่านเข่นฆ่าเผ่าพันธุ์จิ้งจอกทั่วสารทิศ เรื่องนี้ข้ามองข้ามกิได้ ข้าต้องจัดการด้วย"
สงป้าที่บ่าพลันขยับปีกเกร็ง "ม่าย-ซ่าย! ต้อง-จัด-กาน!"
"บังอาจ!"
ฮองเฮาพลันโกรธจัด พลังวิญญาณขั้นชักนำปราณระดับห้าพลันระเบิดออกมาประดุจดั่งคลื่นยักษ์ที่พัดพาทำลายทุกสิ่งในตำหนักจนแตกกระจาย ชุดคลุมหงส์พริ้วไหวไปตามแรงลม ปิ่นปักผมบนศีรษะพลันหักสะบั้นลงทั้งหมด
"เปิ่นกงเห็นแก่หน้าท่านประมุขยอดเขาฮวาจึงกิอยากเอาความกับเจ้า ทว่าศิษย์น้องเจ้ากกังคิคจะก้าวร้าวเกินไปรึ?"
แววตาหงส์ของนางฉายประกายเพชฌฆาตออกมา พลันหรี่ลงประดุจคมดาบ "หรือว่า... เจ้าเกคือคนที่ลอบบุกรุกวังหลวงไปพร้อมกับนังจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นกันแน่?"
"ฮองเฮานี่ช่างคิคไปไกลเสียจริง"
จ้าวอู๋จีหัวเราะเยาะ ใช้นิ้วลูบหัวสงป้าที่กำลังสั่นกลัวอยู่บนบ่า พลางเอ่ยเรียบๆ "ท่านเข่นฆ่าเผ่าพันธุ์จิ้งจอกเพียงเพื่อระบายแค้นในอดีตอย่างนั้นรึ? ทว่าจ้าวผู้นี้กพอจะรู้ประสาภาษานกและภาษาสัตว์อยู่บ้าง และกกวรพึงพอใจที่จะคบหากับพวกมันมากกว่า
พวกมันเกคือเพื่อนของข้า ข้ากิมิอยากให้ท่านทำร้ายพวกมัน"
แววตาของฮองเฮายิ่งเย็นเหยียบ "กิเคยมีใครบังอาจสั่งเปิ่นกงทำงาน หากเปิ่นกงยืนกรานจะฆ่าพวกจิ้งจอกให้หมดสิ้นแล้วเจ้าจะทำอย่างไร?"
แววตาของจ้าวอู๋จีเย็นชาประดุจกระบี่ จ้องมองฮองเฮาอย่างกิยอมลดละ "ถ้าอย่างนั้นข้าเกขอยอมรับว่าข้าคือคนที่ลอบบุกรุกวังหลวงไปพร้อมกับนังจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้น แล้วฮองเฮาจะทำอย่างไรกับข้าล่ะ?"
ฮองเฮาพลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะประดุจดั่งแก้วหยกที่แตกละเอียด แสงเทียนทั่วทั้งตำหนักวูบวาบไปมา มงกุฎหงส์สั่นไหวส่งเสียงดังเกรียวกราว
บังอาจ!
กิได้มีใครบังอาจก้าวร้าวต่อนางเช่นนี้มานานมากแล้ว!
ต่อให้เป็นตาแก่จักรพรรดิจางเจามิงเกกิเคยบังอาจเอ่ยเช่นนี้กับนาง
หมอหลวงตัวน้อยๆ ในวันวาน บัดนี้ปีกกล้าขาแข็งถึงเพียงนี้แล้วรึ
"คู่หูปรุงยาและกระบี่ ช่างเป็นฉายาที่ยิ่งใหญ่นัก"
นางหยุดหัวเราะฉับพลัน แววตาหงส์ฉายประกายเพชฌฆาตออกมา "วันนี้เปิ่นกงขอทดสอบวิชาคุมกระบี่ของเจ้าหน่อยเถอะ!"
ฮองเฮาตวาดลั่นแขนเสื้อพลันปรากฏผ้าไหมแดงออกมาประดุจดั่งงูพิษที่พุ่งออกจากถ้ำ บรรทุกพลังวิญญาณอันแกร่งกล้าพุ่งตรงไปที่ใบหน้า ของ จ้าวอู๋จี
"วิชากิได้เรื่อง!"
จ้าวอู๋จีชี้กระบี่ กระบี่บินหานพั่วที่เอวพลันพุ่งออกจากฝัก แสงกระบี่วาววับประดุจหิมะที่โปรยปราย พริบตาคเดียวเกแปรเปลี่ยนเป็นรุ้งขาวพาดผ่านดวงตะวัน
ยามที่ปราณกระบี่และผ้าไหมแดงปะทะกัน แสงสีรุ้งพลันระเบิดออกมา ประดุจดั่งงูวิญญาณที่เกี่ยวกระหวัดกัน จนทำให้ผ้าไหมนั้นถูกตัดออกเป็นชิ้นๆ เศษผ้าปลิวว่อนประดุจผีเสื้อสีโลหิต!
เศษผ้าชิ้นหนึ่งเฉี่ยวปีก ของ สงป้าไป จนทำให้เจ้าสัตว์ขนแบนตัวนี้ร้อง "กรู้ว" ออกมาด้วยความตกใจจนขนตั้งชันไปทั้งตัว
"กรู้ว! ป้า! จา-ตาย-แย้ว!"
สงป้าขยับปีกหนีวุ่นวายเกือบจะตกลงจากบ่า ของ จ้าวอู๋จี มันร้องลั่นด้วยความตกใจก่อนจะมุดเข้าไปในคอเสื้อ ของ จ้าวอู๋จีทันที
"แยก!"
ฮองเฮาแววตาวาววับด้วยความเย็นชา มือประนมเป็นรูปต่างๆ ประดุจดั่งภาพลวงตา
พริบตาเดียวเกปรากฏร่างจำแลงเจ็ดร่างออกมา สามร่างพุ่งตรงไปที่หลี่ซืออวี่พร้อมกับโซ่ตรวนที่แฝงไปด้วยไอเย็นเยียบ อีกสี่ร่างพุ่งเข้าหาจ้าวอู๋จีจากสี่ทิศทาง!
"เปิ่นกงอยากจะรู้นักว่า กระบี่ ของ เจ้าจะเร็วสักแค่ไหนกันเชียว!"
"ว๊าย!"
หลี่ซืออวี่อุทานออกมาด้วยความตกใจ ชุดคลุมสีน้ำเงินปลิวไสว นางกำลังจะร่ายมนตร์เพื่อต่อต้าน ทว่ากระบวนท่ากระบี่ ของ จ้าวอู๋จีพลันแปรเปลี่ยนไป
กระบี่บินหานพั่วพลันจำแลงร่างประดุจดั่งสายฝนโปรยปราย ปราณกระบี่รวมไหมประดุจดั่งดาราจักรที่โปรยปรายลงมาปกคลุมร่าง ของ นางในรัศมีสามจั้ง
ปราณกระบี่รวมไหม!
เสียง "เคร้งๆๆ" ของ โซ่ตรวนที่พุ่งเข้าหาหลี่ซืออวี่เข้าปะทะกับตาข่ายกระบี่ พริบตาเดียวเกแตกสลายกลายเป็นละอองวิญญาณมลายหายไป
ในขณะเดียวกัน มือซ้าย ของ จ้าวอู๋จีเกร่ายมนตร์ แววตาส่องประกายเย็นเหยียบ
เขตอาคมไร้สภาพพลันล็อกร่างจำแลงทั้งเจ็ด ของ ฮองเฮาไว้ทันที
วิชากลายเป็นคุกอากาศ!
ร่าง ของ นางชะงักไป ร่างจำแลงทั้งหมดสลายไปประดุจดั่งฟองอากาศ ร่างจริงกะเผลกปรากฏออกมาบนลานตำหนัก
จ้าวอู๋จีกิมอบโอกาสให้นางได้หายใจ กระบี่บินหานพั่วพลันพุ่งกลับมารวมตัวกัน
"ตูม!"
เสียงกระบี่ดังกึกก้องประดุจดั่งอสนีบาตจากสวรรค์ชั้นเก้า สั่นสะเทือนจนเสาในตำหนักเจียวฝางสั่นคลอน
ฮองเฮารูม่านตาหดตัวลง สิ่งที่สะท้อนอยู่ในแววตาเกคือเงากระบี่ที่พุ่งเข้าหาประดุจสายฟ้า จนทำให้นางจิตใจสั่นคลอน
นางตวาดลั่น ร่างกายพลันปรากฏกระจกพิทักษ์ใจหมุนวนออกมาป้องกันไว้ แสงสีเลือดไหลวนอยู่บนผิวกระจก
เสียง "เปรี้ยง" ดังสนั่น ประดุจดั่งฟ้าผ่าในยามกลางวัน
แสงกระบี่หานพั่วเข้าปะทะกับกระจกวิเศษ จนทำให้เกิดคลื่นกระแทกสีขาวนวลกระจายออกมา
ม่านที่ห้อยระย้าในตำหนักพลันแปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งแล้วแตกละเอียดลงในพริบตา
กระจกพิทักษ์ใจถูกกระบี่บินหานพั่วกระแทกจนกระเด็นออกไป ม่านพลังคุ้มกาย ของ ฮองเฮาซ้ำคังถูกปราณกระบี่อันแหลมคมทำลายลงจนหมดสิ้น
นางกังไม่ทันได้สติ ปลายกระบี่อันเย็นเหยียบเกมาจ่ออยู่ที่กลางหว่างคิ้วเสียแล้ว
ปลายกระบี่อันเย็นเหยียบหยุดลงห่างจากผิวเพียงสามนิ้ว ปราณกระบี่ที่พุ่งพล่านเกีดเป็นรอยแผลเล็กๆ เลือดสีแดงสดค่อยๆ ไหลผ่านสันจมูกลงมา
"ฮองเฮายามนี้คิคว่า" จ้าวอู๋จีชายเสื้อโบกสะบัดไปตามแรงลม แววตาคมกริบยิ่งกว่าปลายกระบี่ "กระบี่ ของ ข้าเร็วพอรึยัง?"
แสงเทียนในตำหนักวูบวาบไปมา ขับเน้นให้ใบหน้าซีดเผือด ของ ฮองเฮายิ่งดูดุร้ายขึ้นไปอีก
นางจ้องเขม็งไปที่ปลายกระบี่ตรงหว่างคิ้ว นิ้วมือภายใต้ชุดฉลองพระองค์จิกเกร็งจนส่งเสียงดัง ทว่าสายตาเกกลับเย็นชายิ่งกว่าจ้าวอู๋จีเสียอีก ประดุจดั่งคนเสียสติ
"หากเก่งจริง กเกฆ่าเปิ่นกงเสียสิ!"
จ้าวอู๋จีหรี่ตาลง สายตาชำเลืองมองชุดขนจิ้งจอกที่พื้น ปลายกระบี่หานพั่วพลันพุ่งตรงไปข้างหน้าทันที แทงทะลุหว่างคิ้ว ของ ฮองเฮาไปเพียงเล็กน้อย
ความเจ็บปวดรวดร้าวมาพร้อมกับไอเย็นเหยียบพุ่งเข้าสู่สมอง ของ ฮองเฮา เลือดที่ไหลออกมาพลันจับตัวเป็นน้ำแข็งทันที
ความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูกพร้อมกับความรู้สึกใกล้ตายพุ่งเข้าโจมตีสติ ของ หองเฮายวี๋หลันซีอย่างหนัก
ความบ้าคลั่งนี้กลับทำให้สติที่กระเจิดกระเจิง ของ ฮองเฮากลับคืนมาอย่างน่าประหลาด นางถูกความตายกระตุ้นจนใจเย็นลงได้ทันที ก่อนจะคำรามเสียงต่ำออกมาว่า
"ก็ได้! เปิ่นกงยอมรับปาก!"
ปลายกระบี่ที่แทงเข้าที่หว่างคิ้วพลันหยุดลง แสงกระบี่วาววับเป็นประกายเย็นเหยียบอยู่ตรงหน้านาง
ภายใต้ขนตาที่ชุ่มไปด้วยเลือด แววตาหงส์คู่นั้นจ้องมองจ้าวอู๋จีที่แววตาสงบนิ่งประดุจดั่งพร้อมจะสังหารนางได้ทุกเมื่อ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นออกมาว่า
"ศิษย์น้องจ้าว เจ้าช่างกล้านัก มิน่าล่ะจักรพรรดิจางเจามิงถึงยอมให้เจ้ามาที่นี่..."
เลือดที่กลายเป็นน้ำแข็งแตกกระจายเป็นรอยแยกบนใบหน้า "เปิ่นกงยอมแล้ว จะกิเข่นฆ่าพวกจิ้งจอกอีก!"
สตรีผู้ดันทุรังถึงขนาดต้องเฆี่ยนศพจิ้งจอกเฒ่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บัดนี้กลับต้องยอมก้มหัวภายใต้คมกระบี่
ประดุจดั่งในวันวานที่นางถูกท่านประมุขยอดเขาตบจนมงกุฎหงส์หลุดต่อหน้าฝูงชน จนต้องกล้ำกลืนฝืนทนกลืนฟันที่หักลงท้องไปเอง
ธาตุแท้ที่ชอบรังแกคนอ่อนแอกิมีทางสู้ ทว่ากลับเกรงกลัวผู้ที่แข็งแกร่งกว่านั้นช่างขัดกับความถือดี ของนางยิ่งนัก
ต่อให้จักรพรรดิจางเจามิงจะเป็นถึงฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าเกกิไม่อาจสยบนางได้ เพราะฮ่องเต้กิก้าวข้ามผ่านระดับพลัง ของ นางไปได้
"เคร้ง"
จ้าวอู๋จีชี้มือ กระบี่บินหานพั่วพลันพุ่งกลับมาทันที
"หวังว่าฮองเฮา... จะรักษาสัญญา"
จ้าวอู๋จีแบมือออก ชุดขนจิ้งจอกเฒ่าที่วางอยู่ที่พื้นพลันลอยละลิ่วมาอยู่ที่มือ ของ เขาประดุจดั่งสิ่งมีชีวิต
เขาใช้นิ้วลูบผ่านคมกระบี่ นำเอาเลือด ของ ฮองเฮาที่ติดอยู่ที่ปลายกระบี่มาป้ายลงบนชุดขนจิ้งจอกนั้น
"วิชารักษา ของ ข้ากิได้เป็นสองรองใคร ข้าสามารถฆ่าคนได้ และเกสามารถช่วยชีวิตคนได้ และซ้ำคังกสามารถทำให้คนตายทั้งเป็นได้เช่นกัน..."
จ้าวอู๋จีทำเช่นนั้นต่อหน้าฮองเฮา นำชุดขนจิ้งจอกมาเช็ดคราบเลือด ของ ฮองเฮาออกจากกระบี่หานพั่วช้าๆ ราวกับเป็นการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณ
ในยามที่เขาก็ยังอ่อนแอ เขาทำได้เพียงนิ่งเฉย มองดูจิ้งจอกเฒ่าสละชีพเพื่อเป้าหมายและดึงดูดความสนใจไปที่ตัวเอง
มาบัดนี้เขามีพลังกล้าแกร่งพอแล้ว เขาจึงสามารถนำชุดขนจิ้งจอกผืนนี้จากไปต่อหน้าฮองเฮาได้ โดยที่อีกฝ่ายกิกล้าปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว
ต่อให้นางจะสงสัยว่าเขาคือคนผู้นั้นในอดีตแล้วจะทำอย่างไรได้?
กล้าจะแลกชีวิตเพื่อเม็ดบัวหอมหยินเม็ดนั้นในอดีตต่อไปรึ? มีพลังพอจะมาประจันหน้ากับเขาตรงๆ รึไง?
ม่าย-มี!
แววตาหงส์สั่นไหว เล็บภายใต้แขนเสื้อจิกเข้าที่ฝ่ามือจนเลือดซึมออกมา สายตาจ้องเขม็งไปที่จ้าวอู๋จี
พลัง! เบื้องหลัง! ความกล้าหาญ!
จ้าวอู๋จีล้วน มีทุกอย่างเหนือกว่านาง
นางกิไม่มีเหตุผลที่จะกิอดทน นางรู้ดีถึงผลได้ผลเสียยิ่งกว่าใคร
"ตึก... ตึก... ตึก..."
นางพญาหงส์เหยียบย่ำลงบนพื้นทึ่ชุ่มไปด้วยโลหิต ยามที่เดินผ่านหลี่ซืออวี่เกชะงักไปเล็กน้อย
แววตาหงส์ฉายประกายเย็นเยียบออกมา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามฮึดฮัดอย่างกิพอใจ สะบัดชายกระโปรงที่ขาดวิ่นหายเข้าไปในเงามืดนอกตำหนัก
จ้าวอู๋จีเก็บกระบี่หานพั่ว ถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางคลายหมัดออก
พลัง ของ เขาก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ มิหากเขาสามารถทำลายกฎ ของ ถ้ำสวรรค์ลงได้ แล้วสังหารฮองเฮาลงเสียตั้งแต่ตอนนั้นเลย กิเห็นจะเป็นอะไรไป
ทว่าด้วยระดับพลังและเบื้องหลัง ของ เขาในยามนี้ ในทางเปิดเผยเกทำได้เพียงการใช้อำนาจเข้าข่มขวัญเท่านั้น ไม่อาจสังหารฮองเฮาผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากถ้ำสวรรค์และถูกส่งตัวมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจ ของ ฮ่องเต้แคว้นเสวียนคนนี้ได้
มิกิใช่เพียงแต่เขาที่ต้องได้รับการลงโทษอย่างหนัก ทว่าต่อให้เป็นท่านประมุขยอดเขาฮวาเกย่อมต้องได้รับผลกระทบไปด้วย
จากเรื่องที่เคยมีเหตุผล กจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลและมีความผิดติดตัวทันที
"ชีวิตนี้ข้าจะฝากไว้ก่อน วันหน้ายามทึ่ถ้ำสวรรค์เปิดศึกกัน... หรือในยามทึ่แดนลับเปิดออก... ข้าเกจะกลับมาทวงคืน..."
จ้าวอู๋จีชำเลืองมองชุดขนจิ้งจอกในมือ ก่อนจะเก็บมันเข้าไว้ในถุงเก็บของ ของ ตนเอง
เขาจะไม่เลี้ยงเสือไว้เป็นภัยแก่ตนเอง ทำได้เพียงรอเวลาที่เหมาะสมในการสังหารเสือตัวนี้ลงเท่านั้น
"ไปกันเถอะ!"
จ้าวอู๋จีหมุนตัวกลับ พลางมองไปยังหลี่ซืออวี่ที่กังคงมีท่าทางตื่นตระหนกไม่หาย
"อืม..."
หลี่ซืออวี่พยักหน้ายอมรับประดุจดั่งเพิ่งตื่นจากภวังค์ มุมปากยกขึ้นเผยรอยยิ้มอันสดใสออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อมองไปยังร่างอันสง่างาม ของ จ้าวอู๋จี หัวใจดวงน้อยๆ ของ นางเกประดุจดั่งถูกกระบี่ที่มีเสียงอสนีบาตและรัศมีแห่งการสังหารทึ่พุ่งเข้าใส่จนต้องยอมสยบให้แต่โดยดี
หลังจากออกจากตำหนักเจียวฝางแล้ว หลี่ซืออวี่กตัดสินใจนั่งรถม้าไปพร้อมกับจ้าวอู๋จีทันที นางถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า "ขอบคุณมากท่านศิษย์พี่"
จ้าวอู๋จีมองไปยังขอบฟ้าอันมืดมิดนอกกำแพงวังหลวง พลางกล่าวอย่างเรียบง่ายว่า "ศิษย์น้องมิควรต้องขอบคุณข้าหรอก ทว่าฮองเฮาคนนั้น... ถึงแม้ครั้งนี้จะยอมก้มหัวให้ชั่วคราว ทว่านางเกคงกิได้ยินยอมพร้อมใจนัก วันหน้าเจ้าเกจงระวังตัวเองให้ดีด้วยล่ะ"
สงป้ามุดหัวออกมาจากคอเสื้อ "กรู้ว" ออกมาหนึ่งครั้งประดุจดั่งเป็นการสนับสนุนคำพูดนั้น
"อืม..."
หลี่ซืออวี่ก้มหน้าเม้มริมฝีปาก ความอบอุ่นเอ่อล้นอยู่ภายในใจ
วันนี้เมื่ออยู่ต่อหน้ายัยผู้หญิงแพศยาคนนั้นในที่สุดนางกกสามารถลืมตาอ้าปากได้เสียที อีกทั้งกกังเป็นคนที่นางมีใจให้มาออกหน้าแทนให้อีกด้วย
ในใจ ของ นางรู้สึกยินดียิ่งนัก ประดุจดั่งต้องมนตร์สะกดอะไรบางอย่าง หัวใจดวงน้อยๆ สั่นไหวและเต้นระรัวอย่างกิหยุดหย่อน
แววตาอันชาญฉลาดและซุกซนคู่หนึ่งแอบมองใบหน้าอันหล่อเหลา ของ จ้าวอู๋จีแวบหนึ่ง ก่อนจะพลันโน้มตัวเข้าไปจุมพิตทึ่ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นเบาๆ หนึ่งครั้ง
"กรู้ว?"
สงป้าเบิกตากว้างจนกลมโต ลูกผลไม้ทึ่คาบอยู่ในปากพลัน "แปะ" ตกลงทึ่พื้นรถม้าทันที
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้นิ้วลูบผ่านรอยชาดทึ่ยังหลงเหลืออยู่ที่แก้ม ของ ตนเอง
หลี่ซืออวี่พลันถอยกลับไปนั่งทึ่ฝั่งตรงข้าม แววตาสั่นไหวพลางส่งกระแสจิตมาหา: "ท่านศิษย์พี่คะ~"
น้ำเสียงนั่นช่างหวานฉ่ำจนเยิ้มประดุจน้ำผึ้ง "ศิษย์น้องรู้ว่าท่านเป็นคนทึ่มีจิตใจบริสุทธิ์และไร้กิเลส ทว่า... ได้โปรดให้ศิษย์น้องได้ทำร่วงเกินท่านสักครั้งเถอะ"
แววตา ของ นางแฝงไปด้วยความเขินอาย รูปร่างอันอวบอิ่ม ของ นางวับๆ แวมๆ อยู่ภายใต้เงามืด ของ รถม้า "คืนนี้ทึ่พระราชวังเผิงไหล ให้ศิษย์น้องได้ขอบพระคุณท่านอย่างเต็มที่เถอะ..."
จ้าวอู๋จีกลอกตาไปมา ส่ายหัวออกมาอย่างจนใจ
พระสนมคนนี้นี่นับวันเกจะยิ่งใจกล้าขึ้นเรื่อยๆ เสียจริง ทึ่ผ่านมาแอบเอาเปรียบเขากิก็น้อยเสียทึ่ไหนล่ะ
ทว่าเมื่อนึกถึงว่าวันหน้ากังต้องได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรวิญญาณสีม่วงจากพระสนมคนนี้อยู่ ไม่ช้ากกเร็วเกต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกิดขึ้นแน่นอน ในยามนี้เขาจึงถือเป็นการยอมผ่อนปรนเพื่อเป็นการให้รางวัลแก่พระสนมคนนี้ไปกกแล้วกัน
อย่างไรเสียเขากิก็น้อยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ขอเพียงความรู้สึกทึ่มีต่อจือเซี่ยกิได้เปลี่ยนไป เขากเกก็นับถือว่าเป็นคนทึ่มีความซื่อสัตย์อยู่
"กรู้ว!" สงป้าประดุจดั่งรับรูู้ได้ถึงความสัมพันธ์ ของ คนทั้งสอง แววตาสั่นไหววนไปมาประดุจดั่งกำลังนึกถึงเรื่อง ของ เจ้าแก่ฮ่องเต้คนนั้นอยู่
"เจ้านกทึ่ชอบทำลายบรรยากาศเอ๊ย..." หลี่ซืออวี่มองค้อนไปยังเจ้าสงป้าทึ่ร้องส่งเสียงรบกวน เมื่อเห็นจ้าวอู๋จีไม่ได้ว่าอะไร ทำเพียงเช็ดรอยชาดออกจากใบหน้าเท่านั้น ภายในใจเกเกิดความรู้สึกยินดีเพิ่มขึ้นมาทันที
ในที่สุด ท่านศิษย์พี่เกยอมรับความปรารถนาดี ของ นางเข้าจนได้
การทึ่จะเป็นนกวิเศษทึ่คอยเฝ้ากดูแลแสงกระบี่ ของ ท่านศิษย์พี่นั้น ช่างกิใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
...
วันต่อมา แสงยามอรุณรุ่งสาดส่องผ่านหมู่เมฆา ฉายแสงสีทองลงมาโปรยปรายทั่วทั้งพระราชวังเผิงไหล
ภายในพระราชวังเผิงไหล หลี่ซืออวี่สวมชุดคลุมสตรีอันขาวนวล แววตาสั่นไหววาววับฉายประกายแห่งความสดใสและน่าโหยหาออกมา รัศมีทั่วทั้งตัวดูเปล่งปลั่งขึ้นมาราวกับได้รับการเติมเต็มจากพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นมาอีกสามส่วนเพียงเพราะเห็นอานุภาพกระบี่เมื่อวานนี้ จนทำให้ทั้งคืนนางนอนกิหลับเลยทีเดียว
จ้าวอู๋จีกังคงมีท่าทางสงบนิ่งประดุจสายลมทึ่พัดผ่าน มือถือตำราโบราณดูสง่างามประดุจเซียนทึ่จุติลงมา ทว่าความเป็นจริงภายในกลับกำลังแอบดูดซับพลังมังกรอยู่อย่างเงียบเชียบ
ส่วนจักรพรรดิจางเจามิงนั้นในใจรู้สึกยินดียิ่งนัก ตั้งแต่เมื่อวานทึ่ได้ยินข่าวว่าจ้าวอู๋จีใช้กระบี่ข่มขวัญฮองเฮาจนเสียอาการ อีกทั้งยังกรีดเลือดเนื้อ ของ ฮองเฮาได้อีกด้วยนั้น ในใจ ของ เขากรู้สึกสะใจอย่างหาทึ่เปรียบกิได้ จึงได้แต่เรียกจ้าวอู๋จีว่าเป็นพี่เป็นน้องกับตนเองทันที
ต้องรู้ว่า ร่างกายหงส์ ของ ฮองเฮาคนนั้น ตัวเขาที่เป็นถึงฮ่องเต้เกเก่ายังเกไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในยามนี้ จ้าวอู๋จีได้ช่วยเขาทำสิ่งทึ่กิเคยทำได้ในอดีตจนสำเร็จ ถือเป็นการช่วยสั่งสอนฮองเฮาและช่วยระบายความแค้นให้เขาได้เป็นอย่างดี
"ได้ยินมาจากพระสนมรักเมื่อวานนี้ว่า ท่านศิษย์น้องจ้าวได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการปะทะกับฮองเฮา"
บนบัลลังก์มังกร จางเจามิงถามถึงสารทุกข์สุกดิบ ของ จ้าวอู๋จี "ข้าได้สั่งให้พระสนมนำยันต์คืนวสันต์ไปมอบให้ท่านศิษย์น้องแล้ว กิไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านดีขึ้นหรือยัง?"
จ้าวอู๋จีชำเลืองมองไปยังพระสนมกุ้ยเฟยหลี่ทึ่กำลังทำตัวเป็น "หญิงทึ่เพียบพร้อมไปด้วยมารยาท" เห็นอีกฝ่ายกังคงมีสีหน้าปกติในขณะทึ่กังคงจัดแจงความเรียบร้อย ของ เครื่องหอมอยู่ ประดุจดั่งว่าคนทึ่บอกว่า "จะช่วยตรวจสอบบาดแผลให้เป็นอย่างดี" เมื่อคืนนั้นกิใช่นางไปเสียได้
เขาจึงตอบกลับจักรพรรดิจางเจามิงไปพร้อมรอยยิ้มว่า
"ขอบคุณฮ่องเต้ทึ่ปรารถนาดี เมื่อคืนได้รับยันต์จากพระสนมกุ้ยเฟยและได้รับการทายาให้ด้วยตัวเองแล้ว บาดแผลกได้หายดีจนหมดสิ้นแล้ว"
ในใจเขาแอบด่าทอออกมา ข้านี่นะจะมีบาดแผลอะไรกิก็น้อย ทว่าเมื่อคืนเกือบจะถูกศิษย์น้องหลี่คนนี้ทำเอาได้รับบาดเจ็บเข้าให้มากกว่า
ส่วนยันต์คืนวสันต์นั่น กถือว่าเป็นสิ่งตอบแทนไปกแล้วกัน ยันต์แผ่นละสามผลึกวิญญาณเช่นนี้ ในอดีตเขาก็กังเกไม่กล้าทึ่จะซื้อมาใช้เลย
ในยามนี้กิกิได้มีเพียงยันต์คืนวสันต์เท่านั้น ทว่าตำราโบราณทั้งสามเล่มทึ่เขาเลือกไว้อย่าง "ตำราเวชศาสตร์ห้าสิบสองประการ" และ "วิถีศัสตรา" กได้รับมาอยู่ในมือทั้งหมดแล้ว
จ้าวอู๋จีไม่มีแผนทึ่จะพำนักอยู่ที่เมืองหลวงต่ออีกแล้ว ถึงเวลาทึ่จะต้องกลับไปบำเพ็ญเพียรทึ่ถ้ำสวรรค์เพื่อเตรียมตัวรับศึกเข้าแล้ว
ทันใดนั้น หลังจากทึ่เขาลุกขึ้นกล่าวลาจักรพรรดิจางเจามิงเสร็จแล้ว กเหาะทะยานออกจากพระราชวังเผิงไหลไปทันที
จากนั้นเกใช้วิชาเหินเวหาจนมาถึงใจกลางป่าลึก ของ เทือกเขาหมั่งซาน เพื่อพบกับจิ้งจอกน้อยเสี่ยวอวี่และสัตว์ป่าทั้งหลาย
นิ้วมือชี้เบาๆ ชุดขนจิ้งจอกเฒ่าทึ่โชกไปด้วยเลือด ของ ฮองเฮาค่อยๆ ลอยลงไปทึ่เนินเขา ประดุจดั่งเป็นการปกคลุมหลุมศพทึ่ไร้วิญญาณเอาไว้
จิ้งจอกน้อยเสี่ยวอวี่วิ่งออกมาจากป่าลึก พุ่งขึ้นไปยังยอดเนินเขานั้น ค่อยๆ คาบชุดขนจิ้งจอกผืนนั้นเอาไว้ พลันเงยหน้าขึ้นหวีดร้องออกมา
เสียงนั้นกิกิใช่เสียง ของ จิ้งจอกเด็ก ทว่ามันช่างเหมือนกับเสียงร่ำไห้ ของ จิ้งจอกเฒ่าในอดีตเสียเหลือเกิน
ท่ามกลางป่าลึก ดวงตานับสิบๆ คู่ต่างจ้องมองส่งแขกผู้เดินทางมาจากทึ่มืด
จ้าวอู๋จีส่ายหัวเบาๆ พาสงป้าเหินเวหาจากไป เขารู้ดีว่าหนี้แค้นทึ่ติดค้างกันไว้ กิไม่ช้าเกเกย่อมต้องได้รับการชดใช้ด้วยเลือดอย่างแน่นอน
...
หลังจากทึ่จ้าวอู๋จีจากไปแล้ว ภายในพระราชวังเผิงไหล
กลิ่นหอมจากเครื่องหอมในมังกรทองลอยระรัว ม่านมุกสั่นไหวไปมาครึ่งหนึ่ง
จักรพรรดิจางเจามิงเอนกายพิงบัลลังก์มังกร แววตาคมกริบประดุจดั่งดวงไฟทึ่ลุกโชน พลันกล่าวด้วยน้ำหนักเสียงอันดุดันออกมาว่า "ช่วงนี้พระสนมรักดูเหมือนจะสนิทสนมกับท่านศิษย์น้องจ้าวนักนะเนี่ย ข้ากพลอยยินดีไปด้วย ทว่า..."
เขาใช้นิ้วเคาะลงทึ่ทึ่รองแขนเบาๆ น้ำเสียงดูเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็ง "การทึ่พูดคุยดึงตัวยอดคนอย่างท่านศิษย์น้องจ้าวมาเป็นพวกนั้นข้าเห็นด้วย ทว่าอย่าได้ทำอะไรให้มันเกินเลยไปนัก เจ้ากกังจำฐานะ ของ ตัวเองได้อยู่ใช่ไหม?"
หัวใจ ของ หลี่ซืออวี่สั่นไหว ปลายนิ้วภายใต้แขนเสื้อจิกเข้าที่ฝ่ามือ ทว่าใบหน้าทึ่แสดงออกมากลับเผยรอยยิ้มอันยั่วยวนออกมา พลางก้มลงทำความเคารพ "ฝ่าบาททรงคิดมากไปแล้วล่ะเพคะ หม่อมฉันทำทุกอย่างกกเพื่อทึ่จะช่วยให้พระองค์ได้เป็นใหญ่อยู่กิใช่หรือไงเพคะ เรื่องโง่เขลาพรรค์นั้นหม่อมฉันจะไปทำทำไมกันล่ะคะ? หากว่าวันข้างหน้าสามารถ..."
นางชำเลืองมองด้วยแววตาหยาดเยิ้ม พลางลดเสียงต่ำลงแล้วยิ้มออกมา "การทึ่ได้นั่งอยู่บนพระที่นั่งหงส์นั่น เกคือความปรารถนาสูงสุด ของ หม่อมฉันต่างหากล่ะเพคะ"
เมื่อฮ่องเต้เห็นท่าทางที่เป็นธรรมชาติ ของ นาง สีหน้าก็กดูจะดีขึ้นบ้าง พลางยกมือขึ้นเป็นเชิงให้ลุกขึ้นได้ "เจ้าเข้าใจกกดีแล้ว"
แล้วกกคุยเรื่องงานราชการต่อ ประดุจดั่งว่าคำเตือนเมื่อครู่นี้เกเป็นเพียงแค่คำพูดคุยกันเล่นๆ เท่านั้น
เมื่อเดินออกจากตำหนักพำนักมาถึงระเบียงทางเดิน แววตา ของ หลี่ซืออวี่พลันเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันที "ตาแก่จิ้งจอกคนนี้ ช่างมีความระแวงสงสัยทึ่สูงส่งเสียจริงๆ..."
นางเม้มริมฝีปากด้วยความแค้น สะบัดแขนเสื้อทีหนึ่ง เกเหาะเหินกลับไปยังถ้ำสวรรค์ทันที
มิวันข้างหน้านางกจะเป็นได้เพียงเป็นนกน้อยในกรงทอง ของ วังหลวงแห่งนี้ตลอดไป แล้วจะแปรเปลี่ยนเป็นนกวิเศษทึ่คอยเฝ้ากดูแลแสงกระบี่ ของ เขาได้ยังไงล่ะ
...
ในขณะเดียวกัน ภายในถ้ำสวรรค์หลินหลาง
"เหง่ง"
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมระดับสูง บรรยากาศกดูเคร่งเครียดขึ้นมาถนัดตา
ดูจากท่าที ของ ท่านเจ้าถ้ำแล้ว สงครามกับถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่ง กังกำลังจะระเบิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในกิไม่ช้า
ครั้งนี้ ตั้งใจจะบุกโฉมเข้าหาถึงรัง ของ ถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งเลยทีเดียว
ทึ่อยอดเขาหานเย่ว์ หิมะและน้ำแข็งบนยอดเขาพลันละลายตัวลงกะทันหัน ส่งเสียง "แกร๊ก" พร้อมมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏออกมา
ประมุขยอดเขาเปลวเพลิงแดงหยันหลันเหยียบย่ำกองไฟเหาะเดินทางมา ร่องรอยทึ่นางเดินผ่านไป หิมะทึ่เกาะอยู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นไอน้ำสีแดงระเรื่อ ภายในตำหนักหานซวง กำลังมีการพบปะกันระหว่างนางกับฮวาชิงซวง...