- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 85 สิบมังกรหยอกหงส์ เก้าโคจรขุยหยวน
บทที่ 85 สิบมังกรหยอกหงส์ เก้าโคจรขุยหยวน
บทที่ 85 สิบมังกรหยอกหงส์ เก้าโคจรขุยหยวน
บทที่ 85 สิบมังกรหยอกหงส์ เก้าโคจรขุยหยวน
ไอหยินที่หนาวเหน็บที่ตีกลับมาอย่างบ้าคลั่งราวกับมังกรชือสิบตัวที่สะบัดหาง พุ่งเข้าจู่โจมผ่านเส้นไหมทองคำและเงินในชั่วพริบตา
ทำให้เส้นไหมทองคำและเงินถูกเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมในทันที
มันถึงกับแช่แข็งนิ้วมือทั้งสิบของจ้าวอู๋จีไว้บนเส้นไหม บีบให้เขาต้องรีบโคจรไอหยางในลูกปัดหยางส่งผ่านไปยังเส้นไหมทองคำและเงินทั้งสิบสาย แล้วพุ่งเข้าสู่เข็มทองคำทั้งสิบเล่มที่อยู่เบื้องหน้าในทันที
ในพริบตานั้น เข็มทองคำทั้งสิบเล่มพลันเปล่งรัศมีสีทองเจิดจ้าดุจดั่งแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ปลายเข็มเบ่งบานไปด้วยแสงระยิบระยับแห่งการเริ่มต้นเช้าวันใหม่
เคร้ง
นิ้วมือทั้งสิบของจ้าวอู๋จีดีดเส้นไหม ท่าทาง สิบมังกรหยอกหงส์ ใน วิชาเข็มทองแขวนน้ำเต้าช่วยเหลือชาวโลก ถูกนำมาใช้ด้วยความรวดเร็ว
ปลายเส้นไหมทองคำและเงินไขว้สลับไปมา ถึงกับวาดลวดลายหงส์ขึ้นกลางอากาศ แฝงไปด้วยคลื่นสั่นสะเทือนของเสียงที่แปลกประหลาด ราวกับมังกรคำรามและหงส์กู่ก้อง สะท้อนกังวานอยู่ระหว่างเข็มทองคำทั้งสิบเล่ม
ทุกครั้งที่สั่นไหวจะช่วยสลายเกล็ดน้ำแข็ง ทำให้ไอหยินมลายหายไปจนสิ้น
เข็มทองคำสั่นไหวไม่หยุดนิ่ง เปลี่ยนไอหยางที่บรรจุอยู่ให้กลายเป็นแสงสีทองมหาศาลซึมซาบเข้าสู่แผ่นหลังหยก สั่นสลายเข้าสู่แขนขาและจุดชีพจรที่สำคัญทั่วร่างของฮวาชิงซวง
อึก
ฮวาชิงซวงส่งเสียงครางแผ่วเบา ผิวพรรณที่ขาวนวลประดุจน้ำแข็งพลันปรากฏสีแดงระเรื่อดุจดอกไห่ถัง หยาดเหงื่อร่วงหล่นตามแนวสันหลังประดุจหยาดน้ำค้างยามเช้า ไอหมอกหนาวเย็นรอบกายถึงกับกลั่นตัวเป็นรูปบงกชที่เบ่งบานและร่วงโรย
ไอหยินที่บ้าคลั่งและถาโถมนั้นพลันค่อยๆ สงบลง ลูกปัดหยินดูดซับพิษเย็นเข้าไปราวกับวาฬมหาศาลที่สูดน้ำ
เขามองดูฮวาชิงซวงที่กลิ่นอายเริ่มมั่นคงขึ้นและค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูท่าว่าจะผ่านพ้นจุดวิกฤติมาได้แล้ว
ทว่าเขาว์ยังไม่ได้รีบถอนเข็มออกมา ยังคงรักษาท่าทางการฝังเข็มผ่านเส้นไหมเอาไว้ เพื่อดูดซับไอหยินทีละสาย
อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งจะเสียไอหยางไปถึงห้าสิบเส้น ในยามนี้ย่อมต้องขอเก็บไอหยินคืนเป็นดอกเบี้ยบ้าง
นับว่าโชคดีที่ด้วยระดับพลังปัจจุบันของเขาในขอบเขตชักนำปราณขั้นที่สองที่เปิดเผยออกมานั้น ยังพอที่จะดูดซับไอหยินเพิ่มขึ้นได้อีกเล็กน้อยโดยไม่ทำให้ใครสงสัย
ผ่านไปครู่ใหญ่ กลิ่นอายที่แข็งแกร่งพลันปะทุออกมาจากร่างกายของฮวาชิงซวง คลื่นพลังสั่นสะเทือนจนตะเกียงทั้งสามวงแตกกระจายทันที หน้าต่างรอบข้างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
เข็มทองคำและเส้นไหมทองคำเงินพลันดีดกระเด็นออกมา ร่วงหล่นทับตัวจ้าวอู๋จีราวกับกองด้ายที่ยุ่งเหยิง ทำให้เขากลายเป็น เม่นเส้นทอง ในทันที
ทะลวงผ่านแล้ว ขอบเขตชักนำปราณขั้นที่สิบ
จ้าวอู๋จีรีบแกะเส้นไหมออกจากตัวพลางมองไปข้างหน้าด้วยความดีใจ
ชัดเจนว่ามองเห็นชุดอาคมของฮวาชิงซวงที่หลุดลุ่ยร่วงหล่นลงสู่พื้นจนหมดสิ้น แผ่นหลังหยกงดงามประดุจหิมะที่เริ่มละลายยามตะวันฉาย เผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าดุจจันทร์เสี้ยวอยู่ภายใต้ผ้าโปร่งสีม่วง
จ้าวอู๋จีเบิกตากว้าง แล้วรีบหลุบตาลงมองจมูกและมองฐานจิตของตนเองทันที พลางกล่าวอย่างรู้หน้าที่ว่า อะแฮ่ม ท่านประมุขยอดเขาบรรลุยอดวิชาแล้ว ข้าขอตัวหลีกทางไปก่อน
ฮวาชิงซวงไม่กล่าวสิ่งใด นางยังคงนั่งหันหลังให้ เงาร่างดุจดั่งรูปปั้นหยกแกะสลักเหมันต์ มีเพียงหัวไหล่ที่ขยับขึ้นลงเล็กน้อยเท่านั้นที่บ่งบอกถึงการมีชีวิต
จ้าวอู๋จีรีบก้าวเท้าเตรียมจะถอยออกไป ทว่าทันใดนั้นก็ได้ยินน้ำเสียงที่เย็นเยียบของฮวาชิงซวงที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าถึงสามส่วน และยังดูเหมือนจะมีความดีใจเลือนลางราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้าหลังหิมะโปรย
ในครั้งนี้... นับว่าราบรื่นดี ครั้งนี้ลำบาตกองพะเนินเทินทึกเจ้าแล้ว...
จ้าวอู๋จีชะงักฝีเท้า ประสานมือกล่าวว่า ท่านประมุขยอดขอบรรลุก็ดีแล้ว ความเหนื่อยล้าเพียงเท่านี้ของข้าไม่นับเป็นอย่างไรหรอก
เสียงเสียดสีของชุดอาคมน้ำแข็งเร้นลับดังขึ้นเบาๆ ฮวาชิงซวงดึงมันขึ้นมาพาดไหล่พลางกล่าวว่า เจ้ามานี่ ประคองข้าไปที่เตียงหยกอุ่นด้านหน้าก่อน แล้วเจ้าค่อยไป
จ้าวอู๋จีนิ่งไปครู่หนึ่ง ทะลวงขอบเขตแล้วยังเคลื่อนไหวไม่ได้อีกรึ
เขาจำต้องเดินเข้าไป เมื่อสัมผัสถูกต้นแขนของฮวาชิงซวง ก็รู้สึกราวกับสัมผัสถูกก้อนน้ำแข็ง ความรู้สึกสัมผัสดูแข็งทื่อเล็กน้อย ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายและพิษเย็นที่ถูกกดเอาไว้
จึงเข้าใจได้ทันที ไม่แปลกที่ท่านประมุขยอดเขาจะเคลื่อนไหวไม่ได้หลังจากทะลวงขอบเขต หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป ป่านนี้คงได้แข็งตายเป็นแท่งน้ำแข็งไปแล้ว
พิษเย็นยังคงเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานสินะ... ดูท่าว่าในวันหน้าคงต้องใช้ เข็มเก้าหยางขจัดภัย ซึ่งเป็นวิชาประจำตระกูลค่อยๆ ช่วยสลายให้เสียแล้ว...
จ้าวอู๋จีคิดในใจพลางกล่าวว่า ท่านประมุขยอดเขา ล่วงเกินแล้ว
เขาประคองข้อศอกของนางเบาๆ ทว่ากลับรู้สึกว่าร่างกายในอ้อมแขนพลันหนักขึ้นมาทันที ที่แท้ขาทั้งสองข้างของนางก็ถูกแช่แข็งจนไร้ความรู้สึกไปนานแล้ว
ฮวาชิงซวงหันมามองเล็กน้อย ดวงตาเย็นชาเหลือบมองดวงจ้าวอู๋จีที่ใสกระจ่างราวกับกระจกเงา แล้วมองผ่านนิ้วมือของเขาที่พยายามรักษาระยะห่างอย่างระมัดระวัง
ในที่สุดนางก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการอนุญาต
จ้าวอู๋จีจึงอุ้มนางขึ้นในท่าอุ้มสาวงาม แล้วพานางไปวางนอนลงบนเตียงหยกอุ่นอย่างระมัดระวัง
ผ้าโปร่งสีม่วงสายหนึ่งพาดผ่านใบหน้าประดุจเมฆหมอกที่ขวางกั้นสายตา เขาจึงช่วยจัดเสื้อผ้าให้นางอย่างระมัดระวัง
ปลายนิ้วของฮวาชิงซวงเผลอกำชายเสื้อของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว นางเพียงรู้สึกว่าในยามที่อยู่ในอ้อมกอดของเขา เมื่อกี้ราวกับได้กอดเตาผิงท่ามกลางหิมะ มันช่างอบอุ่นและสบายตัวเหลือเกินสำหรับร่างกายที่หนาวเหน็บนี้
เมื่อได้เห็นท่าทางที่จ้าวอู๋จีตั้งใจสวมเสื้อผ้าให้แขนเสื้อให้นาง แววตาที่เย็นเยียบก็พลันอ่อนโยนลงเล็กน้อย
คนผู้นี้ นางไม่ได้ดูคนผิดไปจริงๆ
ท่านประมุขยอดเขา เคล็ดวิชาน้ำแข็งเร้นลับหกโคจร นี้ในเมื่อฝึกฝนแล้วมีข้อเสียมากมายขนาดนี้ ขนาดตอนทะลวงขอบเขตยังอันตรายเพียงนี้...
จ้าวอู๋จีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม เหตุใดจึงยังต้องฝึกฝนต่อหรือ
ฮวาชิงซวงชะงักไป ดวงตาพลันหม่นหมองลงราวกับหุบเขาที่ถูกม่านหมอกปกคลุม มุมปากขยับยิ้มเยาะตนเองเล็กน้อย เคล็ดวิชาน้ำแข็งเร้นลับหกโคจร คือหนึ่งในสามสุดยอดวิชาพิทักษ์สำนักของถ้ำสวรรค์ มีเพียงประมุขยอดเขาเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้ หากข้าไม่ฝึกฝนวิชานี้ หรือว่าข้าจะยังมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกเรื่อย
นางถอนหายใจพร้อมรอยยิ้มจางๆ ใช่แล้ว ความจริงแล้วยังมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ นั่นคือ คัมภีร์เก้าโคจรขุยหยวน ที่มีเฉพาะเจ้าถ้ำเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้ แต่น่าเสียดาย... นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าสามารถสัมผัสได้ในยามนี้
คราวนี้กลับเป็นจ้าวอู๋จีที่นิ่งอึ้งไป
เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า คำพูดที่ถามออกมาเมื่อครู่นี้นั้น ช่างดูเหมือนคำถามที่ว่า กังหันลมหมุนติ้ว เหตุใดจึงไม่ใช้เพชรมาทำเป็นแกน หรือเปรียบได้กับการถามคนตัดฟืนบนภูเขาว่า
ในเมื่อรู้ว่าขวานทำจากไม้เริ่มทื่อแล้ว เหตุใดไม่เปลี่ยนมาใช้ขวานทองคำแทน
เขามีวิชานำทางซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองดินอาถรรพ์ เพียงแค่ฝึกฝนและพัฒนาวิชานำทางไปเรื่อยๆ ก็เหนือกว่าการไปเรียนรู้วิชาบำเพ็ญเพียรอย่างอื่นใดๆ แล้ว ย่อมรู้สึกว่าวิชาอื่นๆ นั้นล้วนไม่เข้าตา
ทว่าวิชาอย่าง เคล็ดวิชาน้ำแข็งเร้นลับหกโคจร ที่สามารถฝึกฝนพลังวิญญาณธาตุน้ำแข็งที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังมีระบบการฝึกฝนที่สมบูรณ์สืบต่อกันมา ในยุคปลายธรรมเช่นนี้ ช่างเป็นวาสนาที่ใครหลายคนต่างถวิลหาโดยแท้
วางใจเถิด รอจนกว่าข้าจะบรรลุขอบเขตรวมจิต และได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าถ้ำ...
ฮวาชิงซวงกล่าว เกล็ดเหมันต์แห่งวิชาน้ำแข็งเร้นลับ ขนนกอัคคีแห่งวิชาหยางเพลิง วายุแห่งวิชาโบยบิน เมฆา สามวิชาหลอมรวมเป็นหนึ่ง ย่อมจะตกอยู่ในกำมือของข้าจนหมดสิ้น และจะกลายเป็น... วิถีแห่งเก้าโคจรขุยหยวน ที่แท้จริง
ในยามที่นางกล่าวคำสี่คำสุดท้าย ดวงตาที่ประดุจน้ำแข็งคู่นั้นก็พลันลุกโชนไปด้วยไฟสีฟ้าพุ่งมองมาทางจ้าวอู๋จีพลางกล่าวต่อ แต่ก็เป็นอย่างที่ข้าเคยบอกไว้เมื่อคราวก่อน...
จ้าวอู๋จีประสานสายตากับนาง ต่างฝ่ายต่างเข้าใจในความหมายที่ไม่ได้กล่าวออกมาเป็นอย่างดี
ใช่แล้ว เป็นอย่างที่เคยบอกไว้เมื่อคราวก่อน
เจ้าถ้ำนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่เลย
จะยอมมอบคัมภีร์เก้าโคจรขุยหยวนให้อย่างนั้นรึ
หรือแม้แต่...
เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ประสานมือแล้วถอยออกจากตำหนักบรรทม ในใจคิดว่า แทนที่จะให้ท่านประมุขยอดเขารอคัมภีร์นั่น
สู้รอให้เขามีวิชานำทางที่บรรลุขั้นสูงสุด แล้วคอยช่วยปรับลมปราณให้สิ จะช่วยแก้ปัญหาของเคล็ดวิชาน้ำแข็งเร้นลับหกโคจรได้ดีกว่าเป็นไหนๆ
ทว่านั่นย่อมต้องรอจนกว่าเขาจะแข็งแกร่งพอ และความสัมพันธ์กับท่านประมุขยอดเขามั่นคงและยาวนานพอ รวมถึงต้องรอจังหวะที่เหมาะสมด้วย
เสียงกระดิ่งลมที่ชายคาดังขึ้นเบาๆ เขายืนไพล่มืออยู่ใต้ชายคา คอยเฝ้าคุ้มกันให้ฮวาชิงซวงอยู่ครู่หนึ่ง
เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านประมุขยอดเขาที่เคลื่อนไหวไม่ได้ในยามนี้ต้องตกอยู่ในอันตราย
เผื่อว่าจะมีคนร้ายคนใดเกิดความคิดชั่ววูบขึ้นมา ย่อมจะเป็นปัญหาใหญ่ได้
อย่างไรเสีย คดีอัศวินมังกร ในตำนานก่อนที่เขาจะข้ามภพมานั้น จำเป็นต้องระวังไว้ก่อน ยอมเฝ้ายามให้เสียเวลาไปพันคืน ดีกว่าจะพลาดพลั้งไปเพียงวินาทีเดียว
จนกระทั่งสัมผัสได้ว่าไอพลังภายในตำหนักเริ่มไหลเวียนเป็นปกติ เขาจึงพุ่งตัวจากไป
ภายในตำหนักบรรทม ฮวาชิงซวงลุกขึ้นนั่ง พลังวิญญาณมหาศาลไหลเวียนไปทั่วร่าย สัมผัสขอบเตียงหยกอุ่นที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นไว้เลือนลาง
เมื่อสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของจ้าวอู๋จีหายไปจากประตูอย่างสมบูรณ์แล้ว มุมปากที่เคยเย็นชาพลันเผยลอยยิ้มที่อ่อนโยนออกมา
...
รวยแล้ว รวยแล้ว...
เมื่อกลับถึงถ้ำบำเพ็ญเพียร จ้าวอู๋จีก็สำรวจดูภายในห้วงจิต
ลูกปัดหยินสองเม็ดลอยเด่นอยู่ประดุจหยกสีดำ
มีไอหมอกหนาวเย็นเพิ่มขึ้นมาถึงหนึ่งพันสามร้อยสาย
ไอหยินรวมในลูกปัดหยินเม็ดที่สองสูงถึง 4154 เส้นแล้ว
เมื่อเทียบกับไอหยางห้าสิบเส้นที่เสียไป...
กำไรครั้งนี้ช่างงามยิ่งกว่าการไปปล้นฆ่าชิงทรัพย์มารวมกันเสียอีก
ตะ ท่าน ท่านกลับมาแล้วรึคะ...
ในตอนนั้นเอง เสี่ยวเยว่ที่อยู่ในห้องก็เดินออกมาพลางขยี้ตาที่งัวเงีย คอเสื้อชุดนอนเบี้ยวจนเผยให้เห็นท่อนแขนขาวผ่องครึ่งหนึ่ง
เมื่อกี้ข้าจำได้ว่า ท่านเพิ่งบอกให้ข้าหลับตา แล้วทำไมข้าถึงเผลอหลับไปเสียล่ะคะ
เมื่อได้เห็นเงาร่างของจ้าวอู๋จี ความแดงระเรื่อก็ลามจากแก้มไปถึงใบหู ราวกับแมวที่ถูกจับได้ตอนแอบขโมยปลา แววตาหลบลี้รีบวิ่งไปที่ห้องปรุงยาทันที
อ้อ ข้านึกออกแล้วว่ายังมีสมุนไพรที่ยังจัดไม่เสร็จ ขอตัวไปจัดก่อน...
ยัยหนูคนนี้...
จ้าวอู๋จีหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหัว แล้วหันหลังกลับเดินเข้าห้องไป รินเหล้าหลวงกาหนึ่งมาดื่มพลางบำเพ็ญเพียร
เหล้าหลวงทยอยลงท้องไปครึ่งไหน ผสมเข้ากับหินสร่างเมาเพื่อช่วยลดอาการมึน
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นเหล้าที่ทำให้มึนเมา พรสวรรค์ระดับเมฆาครามของจ้าวอู๋จีก็ค่อยๆ ขยับขึ้นเป็นประกายสีทอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกฝน
ทว่าการฝึกฝนเช่นนี้ ในทุกๆ วันต้องดื่มเหล้าหลวงไปครึ่งไหน จวนจะกลายเป็นเซียนขี้เมาอยู่รอมร่อแล้ว
พรสวรรค์ระดับประกายสีทอง ประสานเข้ากับวิชานำทาง หนึ่งวันสามารถกลั่นพลังวิญญาณได้เพิ่มอีกหนึ่งสาย...
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกครึ่งปีข้าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตชักนำปราณขั้นที่ห้าได้... เมื่อถึงเวลานั้น เหล้าหลวงร้อยไหนก็คงจะถูกดื่มจนหมดเกลี้ยงพอดี
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดพลางนึกถึงคำเตือนของฮวาชิงซวงก่อนหน้านี้ ทันใดนั้นเขาก็เขวี้ยงไหเหล้าออกไป ปล่อยให้มันลอยละล่องไปตามอากาศแล้ววางลงที่มุมกำแพงอย่างแผ่วเบา
นอกจากจะฝึกปรือพลังวรยุทธ์แล้ว...
วิชาเจ็ดสิบสองดินอาถรรพ์ก็ต้องก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันด้วย
รวมถึงวิชาเหินเวหาและวิชาอื่นๆ ก็ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมพลังวิญญาณในถ้ำสวรรค์แห่งนี้ รีบพัฒนาขอบเขตของมันให้สูงขึ้นโดยเร็ว
อย่างที่ท่านประมุขยอดเขาบอกไว้ ทันทีที่การประลองฝีมือกับถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งจบลง ย่อมต้องเกิดความวุ่นวายตามมา ระดับสูงยังมีอันตราย ระดับล่างยิ่งลำบากกว่าเป็นไหนๆ
หากรังนกพังลงมา ไข่ในรังจะมีสภาพดีได้อย่างไร
...
ในวันต่อมา ข่าวเรื่องจ้าวอู๋จีลูกศิษย์คนใหม่ของยอดเขาหานเย่ว์เอาชนะศิษย์สวมชุดคลุมสีน้ำเงินของยอดเขาเพลิงแดงได้ถึงสามคน ก็แพร่สะพัดไปทั่วถ้ำสวรรค์ราวกับไฟลามทุ่ง
แม้แต่ข่าวนี้ยังลามไปถึงหูของจักรพรรดิจาวหมิงแห่งราชวงศ์เสวียน
จักรพรรดิจาวหมิงเองก็ยังนึกไม่ถึงว่า เขาเพิ่งจะประทานรางวัลให้จ้าวอู๋จีไปได้ไม่กี่วัน ศิษย์น้องจ้าวคนนี้ก็ก่อเรื่องใหญ่อีกแล้ว และยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วถ้ำสวรรค์
เขาจึงรีบแต่งตั้งจ้าวอู๋จีให้เป็น เซียนหมอหัตถ์เทวะ ในทันที ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมแพทย์ฝ่ายหน้า พร้อมมอบเบี้ยเลี้ยงเป็นสองเท่าและถุงปลาทองม่วงให้เป็นรางวัล
นับเป็นเรื่องน่ายินดีสองต่อ ความชอบในการกำจัดลูกศิษย์นอกรีตจากนิยายลัทธิกระดูกขาวของจ้าวอู๋จี ก็ถูกรายงานโดยผู้อาวุโสเซินไปยังถ้ำสวรรค์เช่นกัน จึงได้รับผลึกต้นกำเนิดสามก้อนและแต้มผลงานเล็กสามร้อยแต้ม
และในยามนี้ จ้าวอู๋จีผู้เป็นศิษย์ผู้บำเพ็ญกระบี่แห่งยอดเขาหานเย่ว์ที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงนั้น กำลังยืนอยู่ตรงหน้าขั้นบันไดหยกของหอคัมภีร์ ฟังผู้ดูแลหูที่มีใบหน้ากลมโตและจมูกแดงจากการดื่มเหล้ากล่าวอย่างโอ้อวดว่า
ภายในหอคัมภีร์ชั้นล่างสามชั้น จะเก็บวางพวกหนังสือโบราณที่หามาจากภายนอก แม้จะเป็นหนังสือทางโลกปุถุชน แต่ก็บันทึกเรื่องราวความลับของผู้บำเพ็ญเพียรในราชวงศ์ก่อนๆ เรื่องราวแปลกประหลาด รวมถึงสัตว์ประหลาดและวัถตุวิเศษต่างๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างความรู้
ส่วนชั้นกลางสามชั้น...
ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือโบราณที่ล้ำค่า แม้แต่ตำรับยากลางสมัยฉินและฮั่นก็ยังมี รวมถึงสมุดบันทึกการเดินทางของผู้บำเพ็ญเพียรในยุคก่อนด้วย ไม่แน่ว่าในหนังสือเล่มไหนอาจจะมีของล้ำค่าซ่อนอยู่...
ผู้ดูแลหูพลันลดน้ำเสียงให้ต่ำลง
เมื่อยี่สิบปีก่อน ข้ายังเคยพลิกเจอเศษส่วนของ อรรถาธิบายอสนีบาตที่แท้จริง เลยนะ! ฮ่าๆ มิเจ้าคิดว่าข้าจะได้หน้าได้ตาจนกลายมาเป็นผู้ดูแลที่นี่ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความดีความชอบทั้งสิ้น
ผู้ดูแลหูลูบเคราพลางชี้ไปที่ยอดหอที่มีรัศมีเจิดจ้า
ส่วนชั้นบนสุดสามชั้น นั่นคือที่เก็บพวกวิชาอาคมและคัมภีร์หยกของถ้ำสวรรค์
เจ้าเป็นศิษย์สืบทอด สามารถเข้าไปดูได้ในนั้นเท่านั้น ห้ามนำคัมภีร์หยกออกไปข้างนอก
แต่พวกหนังสือโบราณยังพอกู้ยืมออกไปได้ หนึ่งร้อยแต้มผลงานเล็กสามารถยืมอ่านได้หนึ่งเล่มต่อเดือน
หนึ่งร้อยแต้มแต้มผลงานเล็กต่อเล่มเชียวรึ แพงเหลือเกิน...
จ้าวอู๋จีบ่นกระปอดกระแปดพลางคิดในใจว่า ก่อนที่เขาจะเข้าสำนักนี้ ท่านประมุขยอดเขาฮวาก็ได้มอบวิชาที่ล้ำค่าเปี่ยมด้วยความดีความชอบมาให้เขาไม่น้อยเลยทีเดียว นับว่านางเปิดโอกาสพิเศษให้เขาโดยเฉพาะเลยจริงๆ
เขายังคงยกป้ายห้อยเอวของศิษย์สืบทอดออกมา แล้วก้าวเข้าไปดูหนังสือในชั้นกลางและชั้นล่างก่อน
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่านประมุขยอดเขาจะต้องเดินทางออกจากสำนักเพื่อไปประลองฝีมือแล้ว
เขาจึงตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลานี้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับโลกผู้บำเพ็ญเพียรให้แตกฉาน
เงาร่างของจ้าวอู๋จีเดินผ่านค่ายกลอาคมเข้าสู่ภายในหอคัมภีร์ ก้าวเดินไปตามชั้นวางหนังสือไม้หอม ปลายนิ้วสัมผัสที่หน้าปกหนังสือ บันทึกเรื่องราวแมลงพิษแคว้นหนาน แล้วหยุดฝีเท้าลง พลันหยิบหนังสือ การศึกษาพืชวิญญาณพันปี ออกมาเล่มหนึ่ง
กำลังจะเปิดอ่าน ก็พบว่าถูกอาคมผนึกไว้ ต้องออกไปจ่ายแต้มผลงานถึงจะอ่านได้
เหย เจ้าหนูนี่... กลิ่นเหล้าบนตัว เจ้ายืนยันว่าเป็นเหล้าหลวงจากวังของจักรพรรดิจาวหมิงนั่นรึ...
ภายนอกหอคัมภีร์ ผู้ดูแลหูย่นจมูกที่เยิ้มไปด้วยเหล้าพลันหรี่ตาพิงไปทางเก้าอี้พลางหัวเราะออกมา ดูเหมือนจะเป็น同道中人ที่มีรสนิยมชอบหนังสือและชอบดื่มเหล้าเหมือนกันเสียด้วย... น่าเสียดายที่เหล้าหลวงที่มีกลิ่นอายของดอกกุ้ยฮวานั่น ก็นับว่าเป็นเพียงเหล้าเริ่มต้นเท่านั้น... จักรพรรดิจาวหมิงนั่นก็มีรสนิยมได้เพียงเท่านี้เอง...
ในมือของเขาไม่รู้ว่ามีน้ำเต้าเหล้าสีแดงสดปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาสะบัดเบาๆ สามครั้ง พลันมีกลิ่นเหล้าสีอำพันลอยออกมา
หาเจ้านี่เข้าใจเรื่องเหล้าจริงๆ... ในวันหน้าข้าอาจจะมอบ สุราเซียนสลบ ที่หมักไว้สามร้อยปีให้ลิ้มลองบ้าง...