- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 84 ท่านประมุขยอดเขาทะลวงขอบเขต เข็มแขวนขจัดภัย
บทที่ 84 ท่านประมุขยอดเขาทะลวงขอบเขต เข็มแขวนขจัดภัย
บทที่ 84 ท่านประมุขยอดเขาทะลวงขอบเขต เข็มแขวนขจัดภัย
บทที่ 84 ท่านประมุขยอดเขาทะลวงขอบเขต เข็มแขวนขจัดภัย
จิตสำนึกของจ้าวอู๋จีกลับคืนสู่ร่าง นอกหน้าต่างดวงจันทร์เกาะกุมกิ่งสนเก่าแก่อยู่บนยอดเขา
ยามจื่อกำลังจะมาถึง แสงจันทร์สาดส่องไปทั่วผืนดิน
เขามองไปยังเด็กสาวที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง ใบหน้าประดุจดอกโบตั๋นที่ยังคงมีสีแดงระเรื่อ มุมปากมีลักยิ้มแฝงไปด้วยรอยยิ้ม
จ้าวอู๋จีห่มผ้าให้เบาๆ แล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ถึงเวลาต้องไปตามนัดของท่านประมุขยอดเขาแล้ว
จ้าวอู๋จียืนไพล่มืออยู่ใต้เฉลียงทางเดิน พลางดื่มด่ำกับความอัศจรรย์หลังจากที่วิชาส่งฝันบรรลุขอบเขตใหม่
วิชาส่งฝันไม่จำเป็นต้องใชเส้นผมเป็นสื่อกลางอีกต่อไป เพียงแค่ใช้ลมหายใจสายหนึ่งก็สามารถเข้าสู่ห้วงฝันได้ และสัมผัสรับรู้ยังสอดประสานกับห้วงฝันได้อย่างเลือนลาง หากพบเจอกับอันตรายหรือสถานการณ์พิเศษ ก็สามารถปลุกความสามารถ วิเศษเศษฝันเตือนภัย ออกมาได้ล่วงหน้า
นี่คือความสามารถในการพยากรณ์ห้วงฝันหลังจากที่บรรลุขอบเขตใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำนายฝันของจูกงที่มีความลึกซึ้งยิ่งกว่า
ในเมื่อวิชาส่งฝันบรรลุแล้ว ครั้งนี้ก็ถือโอกาสทำให้วิชาล่องหนบรรลุไปด้วยกันเลยก็แล้วกัน
หากวิชาล่องหนบรรลุขอบเขตใหม่ ความสามารถในการพรางกายและปกปิดกลิ่นอายก็จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
จ้าวอู๋จีตัดสินใจว่าในคืนนี้ที่ต้องไปพบท่านประมุขยอดเขา จะขอลองใช้วิชาล่องหนดูว่าจะสามารถหลบเลี่ยงการรับรู้ของยอดฝีมือระดับนี้ได้หรือไม่
เขากล้าลองใช้แต่ในดินแดนของตนเองกับท่านประมุขยอดเขาที่ภายนอกเย็นชาแต่ภายในอบอุ่นเท่านั้น หากเป็นยอดฝีมือจากที่อื่น เขาคงไม่กล้าเอาตัวไปเสี่ยงเช่นนี้
หากถูกท่านประมุขยอดเขาจับได้ อย่างมากเขาก็แค่รีบคลายวิชาออกแล้วบอกว่ากำลังทดลองวิธีปกปิดกลิ่นอายแบบใหม่ดู ดีกว่าจะไปเสียหน้าต่อหน้าคนนอก
ในยามนี้ จ้าวอู๋จีร่ายมนตร์ใช้พลังวิญญาณใช้วิชาล่องหน ปลายนิ้วเกิดระลอกคลื่นราวดุจผิวน้ำ ร่างกายค่อยๆ เลือนหายไปดุจสายหมอก ผ่านไปสองอึดใจก็พรางกายเข้ากับบรรยากาศยามค่ำคืนได้อย่างสมบูรณ์
ลวดลายสีทองในลูกปัดหยางพลันปรากฏข้อความบรรทัดหนึ่ง
วิชาล่องหน เริ่มต้นฝึกฝน
หลังจากนั้นผ่านไปสองร้อยอึดใจ เขาก็ร่ายมนตร์อีกครั้ง
จนกระทั่งผ่านไปเก้าครั้ง พลังวิญญาณสูญเสียไปเก้าสาย ร่างกายปรากฏและเลือนหายไปเก้าครา ในที่สุดวิชาล่องหนก็บรรลุขอบเขตใหม่ได้อย่างราบรื่น
ลวดลายสีทองในลูกปัดหยางในห้วงจิตเปลี่ยนไป
เริ่มเห็นหนทาง
ความเข้าใจใหม่ๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวของจ้าวอู๋จี ทำให้ความซึ้งใจในวิชาล่องหนลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ระยะเวลาในการพรางกายขยายออกไปเป็นสองร้อยยี่สิบอึดใจ ระยะเวลาที่วิชาเกิดผลลดเหลือเพียงอึดใจเดียว การปกปิดร่างกายและจิตวิญญาณจะเป็นดุจใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นในฤดูใบไม้ร่วง แม้เงาร่างจะเคลื่อนไหวตามลมภูเขาก็ดูแนบเนียนไปกับธรรมชาติ
ในยามนี้เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ยามจื่อใกล้เข้ามาทุกที
จ้าวอู๋จีคงสภาพวิชาล่องหนเอาไว้ แล้วเริ่มเดินทางมุ่งหน้าไปยังตำหนักบรรทมของท่านประมุขยอดเขา
เขาราวกับสายลมที่พัดผ่านเส้นทางบนภูเขาอย่างรวดเร็ว
ลมแรงที่เกิดขึ้นดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง กลิ่นอายทั่วร่างถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิดดุจเนื้องานหิน ไม่มีการรั่วไหลของกลิ่นอายออกมาเลยแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก เขาก็เข้าใกล้ตำหนักบรรทมของท่านประมุขยอดเขาฮวาในระยะห้าร้อยจั้ง
เมื่อมาถึงจุดนี้ เขาก็ชะลอฝีเท้าลง เดินอย่างไร้เสียง ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้
จนกระทั่งเข้าใกล้ระยะหนึ่งร้อยจั้ง สัมผัสรับรู้ของจ้าวอู๋จีจึงเริ่มสัมผัสได้เลือนลาง ปรากฏเศษเสี้ยวของห้วงฝันเตือนภัยออกมา
เศษห้วงฝันดุจน้ำแข็งมหาศาล เงากระบี่เหมันต์เล่มหนึ่งแขวนเด่นอยู่ในห้วงจิต ความหนาวเย็นที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูกแล่นขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง...
จ้าวอู๋จีหยุดฝีเท้า แล้วค่อยๆ ถอยหลังกลับไปด้วยความประหลาดใจ
ท่านประมุขยอดเขายังไม่ได้ฝึกฝนถึงขอบเขตรวมจิต ข้ายังเข้าไม่ถึงระยะร้อยจั้งเลย นางกลับมีความเป็นไปได้ที่จะจับสังเกตข้าในสภาพล่องหนได้รึ
เขารู้สึกยำเกรงยิ่งนัก ตระหนักถึงความร้ายกาจของท่านประมุขยอดเขา คาดเดาว่าท่านประมุขยอดเขาอาจไม่ได้ใช้ความเคลื่อนไหวหรือกลิ่นอายในการตรวจจับตัวเขา
แต่เป็นขอบเขต จิตกระบี่กระจ่างแจ้ง ใน เคล็ดวิชากระบี่น้ำแข็งเร้นลับ
กระบี่บินวิญญาณเยือกแข็งของเขายังเตือนภัยยามมีวิกฤติได้เลย
กระบี่บินเหมันต์ในมือของท่านประมุขยอดเขาที่เหนือชั้นกว่า ย่อมต้องเตือนภัยได้เช่นกัน เมื่อประสานเข้ากับขอบเขตจิตกระบี่กระจ่างแจ้งของนาง การจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาย่อมเป็นเรื่องปกติ
จ้าวอู๋จีถอยออกไปนอกระยะพันจั้ง คลายวิชาล่องหนออก แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังตำหนักบรรทมอีกครั้ง
เพียงเข้าสู่ระยะพันจั้ง น้ำเสียงที่เย็นเยียบก็ดังขึ้นข้างหู
เข้าทางประตูข้าง
คำเพียงสามคำดุจหยาดหิมะที่ร่วงหล่นลงบนถาดหยก ทำให้จ้าวอู๋จีเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกใจ
นัดพบยามเที่ยงคืน แต่กลับให้เข้าทางประตูข้าง... ช่างแปลกประหลาดนัก
ทว่าเขาก็ยังคงทำตามคำสั่ง
ไม่นานนักเมื่อเข้าสู่ภายในตำหนัก ก็เห็นร่างของฮวาชิงซวงนั่งอยู่ใจกลางตำหนัก
ภาพตรงหน้าทำให้รูม่านตาของจ้าวอู๋จีหดเล็กลง
ตะเกียงดวงวิญญาณน้ำแข็งสามวงเรียงรายตามค่ายกลสามประสานห้อมล้อมท่านประมุขยอดเขาไว้
เปลวไฟสีฟ้าหม่นวูบไหวไปมาโดยไม่มีลม ทำให้ภายในตำหนักดูราวกับตกลงไปในห้องน้ำแข็ง
ที่ประตูตำหนักดูเหมือนจะมีค่ายกลรวบรวมวิญญาณขนาดเล็กกำลังทำงานอยู่ ดึงดูดพลังวิญญาณให้กลายเป็นสายหมอกหมุนวน มองเห็นสายหมอกบางๆ ได้อย่างเลือนลาง
ยอดเยี่ยมมาก แผนการใหญ่ดูท่าว่าคืนนี้ท่านประมุขยอดเขาคงจะตั้งใจทะลวงขอบเขตขั้นที่สิบให้สำเร็จจงได้
จ้าวอู๋จีคิดในใจพลางเดินเข้าไปใกล้ มองดูแผ่นหลังของฮวาชิงซวง ก็ไม่รู้ว่าจะไปยืนตรงไหนดี รอบข้างไม่มีแม้แต่เบาะรองนั่งตัวเดียว จึงได้แต่ประสานมือทำความเคารพ
พบท่านประมุขยอดเขา
ยามจื่อที่ไอหยินเข้มข้นที่สุด คือโอกาสในการทะลวงขอบเขต
ชายเสื้อยาวน้ำแข็งเร้นลับของฮวาชิงซวงโบกสะบัดไปมาโดยไม่มีลม เจ้าจงคอยสังเกตการณ์และคุ้มกันอยู่ข้างๆ ทันทีที่ไอหยินในร่างกายของข้ามีร่องรอยของการตีกลับอย่างรุนแรง ให้รีบฝังเข็มช่วยปรับสมดุลให้ข้าทันที
ฮวาชิงซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าด้านข้างของนางหันมาเล็กน้อย เผยให้เห็นกรามสีขาวประดุจหยกท่ามกลางเส้นผมสีดำ
เจ้าจงยืนอยู่ตรงนั้นห้ามขยับเด็ดขาด และอย่าได้เข้าใกล้ข้าโดยไม่จำเป็น
จ้าวอู๋จีรับคำพลางครุ่นคิดถึงสถานการณ์
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เขาได้ฝังเข็มให้ฮวาชิงซวงหลายต่อหลายครั้งเพื่อช่วยสลายไอหยินที่สะสมอยู่ตามแขนขา ทำให้ไอหยินในลูกปัดหยินเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ในยามนี้จึงเหลือเพียงพลังวิญญาณภายในลำตัวของนางที่ยังไม่ได้ถูกขับออกไปเท่านั้น
เขากำลังครุ่นคิดอยู่ ทว่ากลับเห็นฮวาชิงซวงยกมือน้อยๆ ขึ้นรวบเส้นผมสีดำที่ร่วงหล่นประดุจน้ำตกขึ้น
จากนั้นชุดอาคมไหมน้ำแข็งก็เลื่อนหลุดลงมาจากไหล่ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นแผ่นหลังที่ขาวเนียนดุจหิมะที่ปกคลุมสระน้ำเย็นเยียบ ท่ามกลางผิวพรรณนั้นปรากฏเส้นชีพจรหยินเร้นลับขึ้นมาเลือนลาง...
ท่าทางเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องการให้เขาสะดวกในการฝังเข็มหากเกิดสถานการณ์ไม่สู้ดีขึ้น
จ้าวอู๋จีต้องอดทนต่อความรู้สึกอยากกระแอมไอเอาไว้ แล้วพยายามมองข้ามภาพตรงหน้าด้วยจิตใจที่แน่วแน่และเคารพยำเกรง
ทว่าเวลาที่เหลืออีกเพียงสิบห้านาทีในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างผ่านไปได้อย่างยากลำบาตกองพะเนินเทินทึกเหลือเกิน
เขาจึงถือโอกาสชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบ
ท่านประมุขยอดเขา วันนี้ยามที่ท่านอาวุโสเหยียนส่งกระแสเสียงถึงข้า ดูเหมือนจะบอกเป็นนัยว่าท่านกำลังตกอยู่ในอันตรายในอนาคต หรือว่าการที่ท่านต้องไปประลองที่ถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งจะอันตรายมากขนาดนั้นเชียวรึ
หากไม่มีอันตราย เหตุใดข้าต้องรีบทะลวงขอบเขตชักนำปราณขั้นที่สิบก่อนการประลองด้วยเล่า
ฮวาชิงซวงย้อนถามกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาพลางกล่าวว่า สถานที่ประลองก็ไม่ได้อยู่ที่ถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่ง แต่อยู่ที่ตลาดป่าในหุบเขาแห่งหนึ่งตรงรอยต่อระหว่างแคว้นเสวียนและแคว้นเฉียน
นางชะงักคำพูดไปครู่หนึ่ง พลันน้ำเสียงก็เย็นเยียบขึ้นมาทันที จำไว้ ข้ายังไม่ได้รับเจ้าเป็นศิษย์ ที่อื่นเจ้าจะเรียกนางว่าอาจารย์อาหรืออะไรก็สุดแท้แต่... แต่ต่อหน้าข้า ให้เรียกนางว่า ประมุขยอดเขาเหยียน เท่านั้น
จ้าวอู๋จีไปไม่เป็นเลยทีเดียว นี่คือการตัดบทสนทนาโดยสิ้นเชิง เขาจึงรีบรับคำแล้วเปลี่ยนหัวข้อให้ท่านประมุขยอดเขารักษาตัวด้วย
ผู้ที่ควรระวัง... ฮวาชิงซวงใช้นิ้วมือที่เย็นเฉียบคือ เจ้ามากกว่า
ข้ารึ จ้าวอู๋จีประหลาดใจ
ยามนี้สถานการณ์กำลังตึงเครียด หากการประลองกับถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งล้มเหลว ย่อมต้องเกิดสงครามครั้งใหญ่ตามมา ไม่เพียงแต่พวกรดับสูงอย่างพวกข้าเท่านั้น แต่บรรดาลูกศิษย์ระดับล่างเช่นพวกเจ้าก็จะยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น
ฮวาชิงซวงกล่าวเรียบๆ เกรงว่าหลังจากที่ข้าจากไปแล้ว สำนักจะมอบหมายภารกิจให้บรรดาศิษย์สวมชุดคลุมสีน้ำเงินไปปฏิบัติหน้าที่ เจ้าที่เพิ่งจะแสดงฝีมือจนโดดเด่นในลานประลองยุทธ หากต้องออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอก ให้ระมัดระวังความปลอดภัยเป็นพิเศษด้วย
จ้าวอู๋จีรู้สึกสั่นสะท้านในใจเล็กน้อย ทว่าเมื่อนึกถึงวิชาเจ็ดสิบสองดินอาถรรพ์ที่ตนยังไม่เคยเปิดเผยเลยแม้แต่น้อย รวมถึงวิชาล่องหนที่เพิ่งจะบรรลุไป เขาก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา
ขอบพระคุณท่านประมุขยอดเขาที่ตักเตือน
คำขอบพระคุณนี้กล่าวออกมาจากใจจริง
ท่านประมุขยอดเขาผู้นี้ แม้ดูภายนอกจะเย็นชาและเข้มงวด แต่ความจริงแล้วนางยังคงห่วงใยเขาอยู่ไม่น้อย
ในตอนนั้นเอง เสียงนาฬิกาน้ำของยามจื่อก็ดังขึ้น
ฮวาชิงซวงไม่กล่าวสิ่งใดอีก เริ่มโคจร เคล็ดวิชาน้ำแข็งเร้นลับหกโคจร พลังวิญญาณอันมหาศาลทั่วร่างเริ่มก่อตัวและทะยานขึ้น พายุน้ำแข็งเร้นลับหกสายพวยพุ่งขึ้นมาสู่เพดานตำหนัก อุณหภูมิภายในตำหนักลดวูบลงราวกับตกลงไปในนรกน้ำแข็ง
จ้าวอู๋จีพลันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันวิญญาณที่รุนแรงอย่างยิ่งที่กำลังเดือดพล่าน ปะทุออกมาจากร่างกายที่ดูบอบบางของสตรีฝ่ายตรงข้าม ดูสง่างามและทรงพลัง ราวกับยอดเขาที่โดดเดี่ยวและหยิ่งทนงพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ทำให้ผู้คนรู้สึกยำเกรงประดุจมองดูขุนเขาที่สูงชัน
พลังวิญญาณช่างหนาแน่นยิ่งนัก
แววตาของเขาฉายแววประหลาดใจ คาดเดาว่าหลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตชักนำปราณช่วงท้ายแล้ว ขีดจำกัดของพลังวิญญาณย่อมต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแน่นอน
อย่างเช่นตอนที่เขาจากช่วงต้นทะลวงเข้าสู่ช่วงกลาง ความชำนาญที่แสดงในลูกปัดหยินหยางก็สูงถึง 300 แล้ว
นั่นคือต้องกลั่นกรองพลังวิญญาณสามร้อยสาย จึงจะสามารถทะลวงจากขอบเขตชักนำปราณขั้นที่สี่เข้าสู่ขั้นที่ห้าได้
ในยามนี้ดูเหมือนว่า เมื่อเข้าสู่ขั้นที่เจ็ดแล้ว ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
พลังวิญญาณที่ฮวาชิงซวงแสดงออกมาในตอนนี้ เขาสัมผัสได้ว่าแข็งแกร่งกว่าเขาถึงสิบเท่า
หากขุนเขาน้ำแข็งที่หยิ่งทนงนี้พังทลายลงมา ย่อมเพียงพอที่จะบดขยี้ร่างกายเล็กๆ ของเขาให้แหลกละเอียดเป็นผงได้โดยไม่เหลือซาก
ท่านประมุขยอดเขาแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
จ้าวอู๋จีอุทานด้วยความทึ่ง มือทั้งสองข้างวางไว้ที่ถุงใส่เข็มที่เอวทั้งสองข้าง ดวงตาฉายประกายแหลมคม จ้องมองไปยังแผ่นหลังที่เนียนละเอียดซึ่งมีพลังวิญญาณธาตุน้ำแข็งปกคลุมอยู่ประดุจขุนเขาน้ำแข็ง
เตรียมพร้อมที่จะฝังเข็มได้ทุกเมื่อ
ทันใดนั้น กระแสพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นประดุจคลื่นยักษ์ที่ถาโถม ก็ปะทุออกมาจากร่างกายของฮวาชิงซวงอย่างรุนแรง พุ่งตรงขึ้นสู่เพดานตำหนัก
การทะลวงขอบเขตกำลังจะมาถึงแล้ว
ตะเกียงทั้งสามวงรอบกายของฮวาชิงซวงส่องสว่างขึ้นพร้อมกัน ดึงดูดพลังวิญญาณมหาศาลมาเป็นแรงส่งเสริม
อ้า...
นางพลันส่งเสียงครางแผ่วเบาพลางเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งสองส่องประกาย พลังวิญญาณที่บ้าคลั่งรวบรวมเข้าสู่จุดศูนย์กลางเพื่อทะลวงด่าน พลังวิญญาณมหาศาลห้อมล้อมไปทั่วร่าง
ทันใดนั้น พิษเย็นที่สะสมอยู่ในร่างกายดูเหมือนจะถูกกระทบจากการทะลวงขอบเขตครั้งนี้ จึงระเบิดพุ่งกระจายออกมาในทันที
กระแสลมหนาวสีเงินยวงที่บ้าคลั่งพลันปรากฏขึ้นในพริบตา
แย่แล้ว คือตอนนี้เอง
จ้าวอู๋จีแววตาแน่วแน่ สะบัดมือทั้งสองข้างออกไปทันที
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ
เข็มทองคำหลายเล่มที่ร้อยด้วยเส้นเส้นไหมทองคำและเงินพุ่งแหวกอากาศเกิดเป็นกระแสลมที่แหลมคม ราวกับธารดาราที่ร่วงหล่นลงมาฉีกกระชากกระแสลมหนาวสีเงินยวงนั้น
ในพริบตาที่เข็มปักลงบนแผ่นหลังของฮวาชิงซวง เส้นไหมทองคำและเงินพลันดึงขึงตึงทันที ช่วยลดแรงปะทะจากการทิ่มแทงได้อย่างมหาศาล
จ้าวอู๋จีใช้สองพันเส้นไหมทองคำและเงินที่เชื่อมต่อกับเข็มทองคำไว้ บนหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายออกมา ทว่าเหยื่อเหล่านั้นยังไม่ทันได้ร่วงหล่นก็กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งไปเสียก่อน
นิ้วมือทั้งสิบที่มือทั้งสองข้างดีดดึงเส้นไหมราวกับกำลังดีดพิณ สะบัดเส้นไหมทองคำและเงินอย่างรวดเร็ว ทำให้เข็มทองคำที่ปักอยู่บนแผ่นหลังของฮวาชิงซวงสั่นสะเทือนตามไปด้วย
เส้นสายสีทองสั่นไหวราวกับหงส์ที่ลูบเหนือน้ำ เส้นไหมแต่ละเส้นต่างทำลายกระแสลมหนาวที่เสียดแทงออกมา
ไอหยินที่หนาวเหน็บสายแล้วสายเล่า ไหลย้อนกลับมาตามเข็มทองและเส้นไหมทองคำเงิน ถูกดูดซับเข้าสู่ลูกปัดหยินในห้วงจิตของจ้าวอู๋จีทันที
การวินิจฉัยโรคผ่านเส้นไหม เขาทำไม่เป็นหรอก
ทว่าการฝังเข็มผ่านเส้นไหม เขาทำเป็น
ในวันนี้เพื่อช่วยให้ท่านประมุขยอดเขาทะลวงขอบเขตได้สำเร็จ วิชาไม้ตายที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อนเลยแม้แต่คนเดียว ก็ถูกเขานำมาใช้จนสุดความสามารถแล้ว
ท่านประมุขยอดเขา ท่านต้องอดทนและทะลวงขอบเขตให้สำเร็จให้ได้นะ
แย่แล้ว เหตุใดไอหยินนี้ถึงได้รุนแรงขนาดนี้กัน...
สีหน้าของจ้าวอู๋จีพลันเปลี่ยนไป...