- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 73 โต้กลับวิชาสร้างฝัน ความเปลี่ยนแปลงของประมุขยอดเขา
บทที่ 73 โต้กลับวิชาสร้างฝัน ความเปลี่ยนแปลงของประมุขยอดเขา
บทที่ 73 โต้กลับวิชาสร้างฝัน ความเปลี่ยนแปลงของประมุขยอดเขา
บทที่ 73 โต้กลับวิชาสร้างฝัน ความเปลี่ยนแปลงของประมุขยอดเขา
"เจ้าเด็กนี่มีจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงเสียจริง ถึงกับสามารถต้านทานคาถาล่อลวงใจของข้าได้ถึงหลายอึดใจ......"
เมื่อเห็นจ้าวอู๋แล้ว ในส่วนลึกของดวงตาของชายชราก็ประกายแววตาประหลาดใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆ "ทว่า แค่ขั้นชักนำปราณระดับหนึ่ง ก็ทำได้เพียงเท่านี้แหละ"
เมื่อเห็นแววตาของจ้าวอู๋จีพร่ามัวไปอย่างสิ้นเชิง สีหน้าของชายชราก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย น้ำเสียงอันแหบพร่าแฝงไปด้วยพลังล่อลวง ประดุจงูพิษที่พ่นพิษออกมาพลางเอ่ยอย่างช้าๆ: "มาสิ บอกข้ามา......"
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยพลังล่อลวง เริ่มป้อนคำถามประดุจการสอบสวนความลับส่วนตัวมากมาย
"เจ้ามีวาสนาหรือปาฏิหาริย์แห่งเซียนใดๆ นอกถ้ำสวรรค์บ้างหรือไม่? จงบอกมาตามความจริง......"
"เจ้ามีความไม่พอใจต่อราชวงศ์แว่นแคว้นเสวียนและถ้ำสวรรค์หลินหลางบ้างหรือไม่ จงบอกมาตามความจริง......"
"เจ้าเป็นไส้ศึกที่สำนักอื่นส่งมายังถ้ำสวรรค์ของเรา เพื่อหวังจะชิงโควตาและทรัพยากรในแดนเร้นลับใช่หรือไม่......"
คำถามสองสามข้อแรกนั้น จ้าวอู๋จีแสร้งทำเป็นตอบปฏิเสธไปในขณะที่ยังง่วงงุน
ในใจของเขาเริ่มตระหนักถึงวิธีการของถ้ำสวรรค์หลินหลางแห่งนี้แล้ว
ก่อนหน้านี้ เขายังนึกว่าด่าน 'ถามใจ' ที่ว่านี้ จะเหมือนกับในนิยายออนไลน์ที่เขาเคยอ่านในชาติปางก่อน ที่จะต้องเข้าไปอยู่ในค่ายกลวิถีเซียนที่เต็มไปด้วยภาพมายา หรือมีกลอุบายล่อลวงจิตใจอะไรเทือกนั้น
นึกไม่ถึงว่า มันจะเป็นการใช้วิชาล่อลวงใจเพื่อถามความลับโดยตรงอย่างเรียบง่ายและป่าเถื่อนเช่นนี้
ทว่าดูเหมือนว่า นี่แหละคือสถานะที่แท้จริงของสำนักและนิกายต่างๆ ในยุคเสื่อมถอยแห่งวิถีเซียน จะไปมีทรัพยากรมากมายขนาดนั้นมาเปิดค่ายกลเพื่อทดสอบพวกลูกศิษย์หน้าใหม่ได้อย่างไรกัน
"ถึงจะดูน่าสนใจอยู่บ้าง ทว่าวิชาที่คล้ายกับการสะกดจิตเช่นนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับวิชาส่งฝันแล้ว มันก็เป็นเพียงของเล่นเด็กเท่านั้น...... กระทั่งเคล็ดวิชาที่ประมุขยอดเขาฮวามมอบมาให้นั้น ก็ยังไม่จำเป็นต้องนำออกมาใช้ในตอนนี้เลย"
จ้าวอู๋จีรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก บนใบหน้ายังคงแสดงท่าทางง่วงงุนตอบคำถามไป ทว่าในใจกลับหัวเราะเย็นชา
วิธีการของถ้ำสวรรค์หลินหลางแห่งนี้นั้น กลับดูไร้ศักดิ์ศรีเสียยิ่งกว่าวิถีมารเสียอีก
ทันใดนั้น เขาสัมผัสได้ว่าชายชราเผากระดาษแผ่นนั้นทิ้งในทันที พร้อมกับคำรามเสียงต่ำ ใช้นิ้วป้ายเถ้ากระดาษมาแตะที่ตำแหน่งหัวใจบนทรวงอกของเขา
"ห้ามทรยศต่อถ้ำสวรรค์... รับคำสั่งห้ามมีความแค้น... ได้รับของล้ำค่าต้องส่งมอบให้สำนักเท่านั้น..."
พลังงานประหลาดสายหนึ่งพลันบังเกิดผลในทันที คำสาปแช่งอันแหบพร่าแฝงไปด้วยพลังงานแปลกประหลาด ประหนึ่งจะประทับลงไปในส่วนลึกของดวงวิญญาณ
จ้าวอู๋จีตระหนักได้ทันทีว่า นี่คงจะเป็นการทดสอบ 'นิสัยใจคอ' หลังจากผ่านด่านถามใจมาแล้ว พลังล่อลวงอันรุนแรงสายหนึ่งประหนึ่งจะประทับลงไปในส่วนลึกของดวงวิญญาณของเขา
จ้าวอู๋จีไม่อาจรักษาความสงบนิ่งไว้ได้อีกต่อไป
ในสมองรีบท่องเคล็ดวิชาที่ประมุขยอดเขาฮวามมอบมาให้นอย่างรวดเร็ว "จิตวิญญาณไร้ธุลี พระจันทร์กระจ่างส่องสว่างด้วยตนเอง...... หัวใจน้ำแข็งมิแปดเปื้อน ทวารลับเปิดออกเอง......"
ในตันเถียน พลังวิญญาณหนึ่งสายพลันถูกกระตุ้นตามไปด้วย สติสัมปชัญญะกำลังจะกลับคืนสู่ความแจ่มใส
"ย้าก!" ทว่าในตอนนั้นเอง ชายชรากลับเบิกตาโพลงเผยแววตาประหลาดออกมาจ้าพลางดุด่า "เจ้าเด็กน้อยบังอาจเล่นตถาหน้าตายใส่ข้า!"
กรงเล็บแห้งเหี่ยวของเขาประดุจตะขอ กรีดลงบนทรวงอกของจ้าวอู๋จีเป็นรอยสีเทาสามรอย คำสาปแช่งอันแหบพร่าดังระรัวและหนาหูขึ้นเป็นทวีคูณ เพื่อกดข่มไว้โดยแรง
"ห้ามทรยศต่อถ้ำสวรรค์...... ห้าม......."
"ห้ามพ่อแกสิ!"
จ้าวอู๋จีเงยหน้าขึ้นมาในทันที เขาสัมผัสได้ว่าเจตจำนงของเขากำลังเริ่มสั่นคลอน ยากที่จะรักษาท่าทางแสร้งทำเป็นง่วงงุนไว้ได้อีกต่อไป
เท้าขวาที่ยื่นออกมาใต้โต๊ะพลันออกแรง มัดกล้ามเนื้อใต้รองเท้าบดขยี้ลงบนหลังเท้าของชายชราอย่างรุนแรง โดยอาศัยการสัมผัสเป็นสื่อกลาง
ในขณะเดียวกัน มือทั้งสองข้างที่อยู่ใต้โต๊ะก็ขยับไหวประดุจผีเสื้อพริ้วไหว ลวดลายวิญญาณของวิชาส่งฝันถูกถักทอเป็นตาข่ายสะท้อนกลับอย่างรวดเร็ว
โต้กลับ!
"เจ้า?!" ดวงตาที่ขุ่นมัวของชายชราพลันเบิกกว้าง ทว่ากลับเห็นชายหนุ่มที่เมื่อครู่ยังสะลึมสะลืออยู่เงยหน้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ดวงตาคู่นั้นไม่มีวี่แววของความง่วงงุนแม้แต่น้อย
ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายเจิดจ้า เปี่ยมไปด้วยอำนาจอันน่าเกรงขาม แหลมคมประดุจกระบี่คมกริบที่แช่ในน้ำแข็งสองเล่ม ทิ่มแทงเข้าไปในส่วนลึกของดวงตาของเขาโดยตรง
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือ พลังของคาถาล่อลวงใจที่เขาใช้ไปนั้นกลับไหลย้อนกลับประดุจน้ำป่าไหลหลาก เกิดการสะท้อนกลับเข้าหาตัวเอง
ชายชราส่งเสียงครางอือออกมาทีหนึ่ง รู้สึกประหนึ่งว่าฟ้าถล่มดินทลาย รูม่านตาของฝ่ายตรงข้ามประดุจจะแปรเปลี่ยนเป็นวังวนอันไร้ก้นบึ้งที่ลากเขาเข้าไปในหุบเหวแห่งความฝันหลังจากถูกสะท้อนกลับ
...
สิบกว่าอึดใจต่อมา ภายในห้องสงบจิตสงบใจ
จ้าวอู๋จียังคงอยู่ในสภาวะที่กำลังใช้วิชาส่งฝัน พลังวิญญาณถูกส่งออกไปอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่เวลาสั้นๆ กลับต้องส่งออกไปถึงสามสายแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เขาแก้ไขความทรงจำของปุถุชนสามัญก่อนหน้านี้ การสูญเสียนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าหลายเท่าตัวนัก
ทว่าในขณะเดียวกัน ความแตกฉานของวิชาส่งฝันของเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่นี้ ก็เพิ่มขึ้นมามากกว่าสิบแต้มแล้ว
ที่ขมับของเขามีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดออกมา ทว่ากลับเห็นชายชราที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมีสีหน้าที่บิดเบี้ยวอย่างประหลาด บางครั้งก็ส่งเสียงหัวเราะ "กิกิ" ออกมาอย่างประหลาด บางครั้งก็เผยแววตาหยอกล้อประดุจเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้แล้ว
ในความฝันที่จ้าวอู๋จีบรรจงสร้างขึ้นมาด้วยวิชาส่งฝันนั้น ชายชรากำลังเห็นภาพ "ตามที่ใจปรารถนา" นั่นก็คือเมล็ดพันธุ์เซียนระดับสูงที่อยู่ใต้การคุ้มครองของประมุขยอดเขาฮวานั้น กำลังค่อยๆ แสดงความจงรักภักดีด้วยการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณต่อถ้ำสวรรค์หลินหลาง
ทว่าในความเป็นจริงนั้น จ้าวอู๋จีกำลังใช้ความฝันเป็นดั่งสะพาน แอบพลิกดูความทรงจำล่าสุดของชายชราอย่างเงียบเชียบ
ชายชรายังคงจมดิ่งอยู่ในความปีติยินดีที่สามารถควบคุมผู้อื่นได้ โดยหารู้ไม่ว่าตนเองกลับกลายเป็นเหยื่อที่ถูกสอดแนมเสียเอง
เรื่องราวลี้ลับเกี่ยวกับด่านถามใจและด่านทดสอบนิสัยใจคอเหล่านั้น ค่อยๆ คลี่ออกในทะเลความรู้ของจ้าวอู๋จีประดุจภาพวาด
"ที่แท้ตลอดหลายปีมานี้ ถ้ำสวรรค์หลินหลางก็ใช้วิธีล่อลวงจิตใจเพื่อควบคุมนิสัยใจคอของลูกศิษย์ได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ถึงแค่วิชานี้จะไม่ได้เป็นการควบคุมโดยตรง ทว่ามันกลับค่อยๆ ขัดเกลาความดื้อรั้นของเหล่าลูกศิษย์ที่เข้าสำนักมาอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า เกรงว่าพวกเขาคงจะเต็มใจสละชีพเพื่อถ้ำสวรรค์ด้วยความเต็มใจเป็นแน่
วิธีการเล่นตลกกับจิตใจคนของสำนักเซียนนั้น สำหรับปุถุชนแล้ว มันช่างง่ายดายเกินไปจริงๆ......"
จ้าวอู๋จีอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเคล็ดวิชาที่ประมุขยอดเขาฮวามอบมาให้
ด่านถามใจและด่านทดสอบนิสัยใจคอทั้งสองด่านนี้ เบื้องหน้าคือการทดสอบ ทว่าที่แท้จริงแล้วมันคือโซ่ตรวนที่ถ้ำสวรรค์สวมใส่ให้กับเหล่าลูกศิษย์นั่นเอง
และสัจจธรรมที่ประมุขยอดเขาฮวามอบมาให้นั้น ก็คือคมดาบที่ใช้ตัดพันธนาการที่ไร้รูปทรงเหล่านี้ให้ขาดสะบั้น
"ประมุขยอดเขาฮวาเองก็เป็นถึงระดับสูงของถ้ำสวรรค์หลินหลาง เหตุใดจึงต้องยอมเสี่ยงมาช่วยข้า เพียงเพราะต้องการให้ข้าช่วยรักษานางเท่านั้นรึ?"
"หากเพียงเพื่อการรักษา ข้ามีความจงรักภักดีต่อถ้ำสวรรค์มากขึ้น ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการรักษานาง หรือกระทั่งน่าจะเป็นผลดีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ นอกเสียจากว่า......"
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดพลางนึกไปถึงตอนนั้นที่ประมุขยอดเขาฮวาไม่ต้องการให้เขาแพร่งพรายผลการรักษาออกไปภายนอก ประหนึ่งว่ากำลังจงใจปกปิดหรือหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่างอยู่
ในใจของเขาเริ่มมีความกระจ่างแจ้งขึ้นมาบ้างแล้ว "ดูเหมือนว่า...... ในแผนการยังมีแผนการทับซ้อน ในคำสาปยังมีคำสาปซ่อนอยู่ ภายในถ้ำสวรรค์แห่งนี้ ก็ไม่ได้มีความสงบสุขแต่อย่างใดเลย"
ในตอนนั้นเอง ชายชราที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ค่อยๆ ตื่นขึ้นมาจากความฝัน แววตาดูพร่ามัวสลับกับแจ่มใส บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่แสดงถึงความพึงพอใจพลางพึมพัมออกมา
"เอาล่ะ เจ้าถือว่าผ่านด่านถามใจและด่านทดสอบนิสัยใจคอแล้ว วันหน้าจงตั้งใจบำเพ็ญเพียร เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับถ้ำสวรรค์สืบไป"
ชายชรายกมือขึ้นจับพู่กัน เขียนตัวอักษร 'ผ่าน' ลงบนกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่ง แล้วประทับตราวิญญาณลงไปก่อนจะยื่นส่งออกมา
จ้าวอู๋จีเผยแววตาประกายแวบหนึ่ง รับกระดาษสีเหลืองใบนั้นมา ในตอนที่ลุกขึ้นนั้นเขาก็เหลือบมองไปที่รอยเท้าบนรองเท้าของชายชรา
เขาส่ายหน้าเบาๆ พลันค้อมกายลง ใช้แขนเสื้อปัดเบาๆ เช็ดฝุ่นที่ติดอยู่บนหน้ารองเท้าออกจนสะอาดหมดจด ไม่ให้หลงเหลือร่องรอยใดๆ ไว้
จากนั้นก็แสร้งทำเป็นเดินออกจากห้องทดสอบสงบจิตสงบใจไปด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้า
ในตอนที่บานประตูส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ผู้ดูแลสวี่ก็พลันได้สติกลับคืนมา ใช้นิ้วนวดคลึงไปที่ขมับที่เริ่มรู้สึกเจ็บแปลกๆ ขึ้นมา
สิ่งที่ผุดขึ้นมาในสมองของเขา ก็คือท่าทางที่จ้าวอู๋จีสาบานว่าจะยอมทำตามคำสั่งของถ้ำสวรรค์ด้วยความนอบน้อมเมื่อครู่ อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเล็กน้อย
"ชิ......"
เขาใช้นิ้วกดไปที่ขมับพลางบ่นพึมพัมกับตัวเอง: "แค่ใช้คาถากับเจ้าเด็กที่เพิ่งเข้าสู่ข่ายวิถีเซียนคนหนึ่ง เหตุใดจึงต้องสิ้นเปลืองพลังจิตถึงเพียงนี้กันนะ?"
เขาจ้องมองไปที่ประตูที่ปิดลง ในส่วนลึกของดวงตามีแววตาแห่งความรำคาญใจแวบหนึ่ง "คราวหน้าต้องยื่นคำร้องต่อผู้อาวุโสให้ได้ ไม่ว่าจะมีเบื้องหลังอย่างไรก็ตาม หากยังไม่ได้เข้าสำนักแล้วฝึกฝนตบะขึ้นมาเองได้ล่ะก็ ห้ามเข้าทดสอบด่านนี้โดยเด็ดขาด!"
ภายนอกห้องสงบจิตสงบใจ ศิษย์พี่เหอที่เฝ้ารออยู่นั้น เมื่อเห็นยันต์สีเหลืองในมือของจ้าวอู๋จี เขาก็รีบประสานมือโค้งกายคารวะพร้อมระบายรอยยิ้มออกมาในทันที
"ยินดีด้วยศิษย์น้องจ้าวที่ผ่านด่านถามใจและด่านทดสอบนิสัยใจคอมาได้อย่างราบรื่น นับตั้งแต่นี้ไปเจ้าก็นับว่าเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการของถ้ำสวรรค์หลินหลางเราแล้ว สามารถเดินทางไปยังยอดเขาหานเย่ว์เพื่อบำเพ็ญเพียรได้เลย"
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกล่าวต่อว่า "เจ้ามีพรสวรรค์เมล็ดพันธุ์เซียนระดับสูง อีกทั้งยังมีตบะติดตัวมาบ้างแล้ว สามารถยื่นเรื่องเข้าออกถ้ำสวรรค์ได้เดือนละสองครั้ง เพียงแจ้งเรื่องกับผู้ดูแลหลิวที่ตำหนักจัดการงานก็พอแล้ว"
"ขอบพระคุณศิษย์พี่เหอที่ช่วยเตือนขอรับ"
จ้าวอู๋จีเหลือบมองศิษย์พี่เหอที่ดูอบอุ่นคนนี้แวบหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เขากลับสัมผัสได้ว่ารอยยิ้มของศิษย์พี่คนนี้ดูมีความเสแสร้งที่เมื่อวานยังไม่มีแวบออกมา ประหนึ่งเป็นหน้ากากที่ถูกวาดขึ้นมาอย่างบรรจง
เขาหันไปมองเหล่าเมล็ดพันธุ์เซียนในชุดเทาที่ทยอยเดินออกมาจากห้องโถงด้านข้างทีละคน
เหล่าศิษย์ชุดเทาที่มีความแค้นเคืองเต็มอกก่อนหน้านี้ ในตอนนี้กลับมีแววตาที่เต็มไปด้วยความปีติยินดี ประหนึ่งเป็นลาที่เพิ่งจะปลดพันธนาการหนักอึ้งนับพันชั่งลงได้
ท่าทางศิโรราบเช่นนี้ ช่างแตกต่างจากตอนก่อนเข้าตำหนักมาประดุจคนละคนเลยทีเดียว
"มิน่าล่ะเจ้าเหลียนยวิ๋นเซวียนที่ตายอยู่ในกำมือข้าถึงได้ยอมทำงานหนักอยู่ในถ้ำสวรรค์มานานหลายปีถึงเพียงนั้น...... ถ้ำสวรรค์หลินหลางแห่งนี้ ช่างลึกล้ำยิ่งนัก เจ้าถ้ำผู้รวมจิตผู้นั้น แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่?"
"กระทั่งถ้ำสวรรค์หลินหลางยังเป็นถึงเพียงนี้ แล้วถ้ำสวรรค์ไร้เทียมทานที่อยู่เบื้องหลังลัทธิไร้เทียมทานล่ะ...... จือเซี่ย......"
จ้าวอู๋จีหลับตาลงเล็กน้อย นึกถึงการกระทำในอดีตบางอย่างของหนานจือเซี่ย
ถึงแม้ในตอนนั้นนางจะสงสัยว่าเขารู้ที่ซ่อนของอวัยวะศักดิ์สิทธิ์ แต่นางก็ไม่ได้แย่งชิงมันไปโดยแรง ทว่ากลับเหลือทางรอดไว้ให้เขาทุกที่ กระทั่งแอบช่วยเขาอย่างลับๆ อีกด้วย
พอมองดูเช่นนี้แล้ว จือเซี่ยในตอนนั้นอย่างน้อยก็นึกถึงมิตรภาพ และยังมีสติสัมปชัญญะที่แจ่มใสอยู่
ทว่าหลังจากก้าวเข้าสู่ข่ายวิถีเซียนแล้วได้เดินทางไปยังถ้ำสวรรค์ไร้เทียมทาน จะยังรักษาความแจ่มใสไว้ได้อยู่อีกหรือไม่นั้น กลับ......
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้ว เขาไม่ได้รอผลของหลี่ซืออวี่และหลี่เนี่ยนเวยต่อ รีบเดินออกไปจากตำหนักใหญ่ก่อน
ด้วยพละกำลังของเขาในยามนี้ หากใช้วิชาส่งฝันออกไป ก็ใช่ว่าจะช่วยคนเหล่านี้ถอนคำสาปไม่ได้
อย่างน้อยก็สามารถปกป้องจิตวิญญาณไม่ให้มัวหมองได้ ไม่ถึงกับต้องกลายเป็นหัวเบี้ยหรือหุ่นเชิดของถ้ำสวรรค์ในภายภาคหน้า
ทว่า......
จ้าวอู๋จีก้าวเดินไปตามทางบนภูเขา ทอดสายตามองดูเมฆหมอกบนยอดเขาหานเย่ว์ในระยะไกล
ยังไม่ถึงเวลา
หากมีวันใดที่ต้องช่วยจือเซี่ยหรือผู้อื่นให้รอดพ้นจากคาถาอาคม วิธีการที่แอบซ่อนไว้นี้ ก็คือกุญแจสำคัญในการพลิกสถานการณ์
"หนทางสู่เซียนนั้นยาวไกลนัก ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน คาถาอาคมนั้นปลูกฝังได้ง่าย ทว่าหัวใจแห่งเต๋านั้นยากจะสยบ...... ผู้ร่ายอาคม ย่อมจะกลายเป็นนักโทษในอาคมของตนเองในท้ายที่สุด"
จ้าวอู๋จีที่ถือแผ่นยันต์ประทับตราไว้ในมือใช้วิชาตัวเบา ก้าวเดินไปตามม่านหมอก
ในทุกย่างก้าวที่ชุดสีเขียวพริ้วผ่านไป เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรชุดเทาต่างก็พากันหลีกทางและทำความเคารพ เขาพุ่งตรงไปยังยอดเขาหานเย่ว์ในทันที
ในเมื่อผ่านด่านมาแล้ว เขาก็ควรจะไปหาผู้หนุนหลังที่ใหญ่ที่สุด
จะว่าไปก็น่าแปลกใจนัก ยอดเขาโดดเดี่ยวที่เต็มไปด้วยหิมะเบื้องหน้านั้น ดูเหมือนจะหนาวเหน็บ ทว่ากลับทำให้เขารู้สึกสบายใจยิ่งกว่าที่ใดๆ ในถ้ำสวรรค์แห่งนี้เสียอีก
ประมุขยอดเขาฮวาที่ดูเย็นชาประดุจบัวหิมะนั้น กลับดูมีความมั่นคงและน่าไว้วางใจยิ่งกว่าพวกศิษย์ร่วมสำนักที่เอาแต่ปั้นหน้ายิ้มแย้มเหล่านั้นเป็นไหนๆ
ในช่วงเวลาไม่กี่วันต่อจากนี้ ขอเพียงแค่เขาช่วยสลายความหนาวเย็นให้ประมุขยอดเขาฮวาได้อีกไม่กี่ครั้ง เขาก็จะสามารถสะสมลูกปัดหยินได้จนเต็มเปี่ยม นอกจากจะได้อายุขัยเพิ่มขึ้นหนึ่งร้อยปีแล้ว ยังสามารถปลดล็อกลูกปัดหยินเม็ดที่สองได้อย่างแท้จริง และได้เรียนรู้วิชาตี้ซาเจ็ดสิบสองประการวิชาใหม่ได้อีกด้วย
"รักษาคนเพื่อสะสมพลัง บำเพ็ญเพียรเพื่อทะลวงขอบเขต แล้วแอบวางแผนเก็บเกี่ยวทรัพยากรและวัสดุต่างๆ อย่างเงียบๆ
ส่วนจือเซี่ย...... หรือว่าควรจะเขียนจดหมายไปหาเพื่อสืบดูความจริงสักฉับบดีไหมนะ......"
จ้าวอู๋จีพริ้วกายประดุจหงส์ร่อนผ่านมวลเมฆ ในใจได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางหิมะและม่านหมอกนั้น เห็นหลังคาตำหนักหิมะของยอดเขาเบื้องหน้าได้อย่างเลือนราง
ทว่าเพียงแค่เขามาถึงเชิงเขา เขาก็ได้ยินกระแสเสียงที่แฝงไปด้วยไอเย็นยะเยือกพุ่งทะลุเข้าสู่รูหูในทันที
เป็นเสียงที่เย็นชาและคุ้นเคยดีของประมุขยอดเขาฮวานั่นเอง ทว่าในครั้งนี้กลับแฝงไปด้วยความเร่งรีบถึงสามส่วน:
"ในเมื่อผ่านการทดสอบแล้ว ก็จงรีบมาหาข้าที่ตำหนักบรรทมเสียโดยเร็ว......"
"หือ?"
จ้าวอู๋จีชะงักไปครู่หนึ่ง ในตอนนั้นเองลูกปัดหยินในทะเลความรู้ก็พลันสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ประหนึ่งสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้
แววตาของเขาแปรเปลี่ยนไปในทันที ไม่ลังเลอีกต่อไป พลิ้วกายประดุจเงาสีเขียวสายหนึ่ง ก้าวดิ่งผ่านหินน้ำแข็งที่ขรุขระพุ่งไปยังยอดเขาในทันที......