เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71 ความสูงส่งต่ำต้อยของพรสวรรค์ ศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน

บทที่ 71 ความสูงส่งต่ำต้อยของพรสวรรค์ ศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน

บทที่ 71 ความสูงส่งต่ำต้อยของพรสวรรค์ ศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน


บทที่ 71 ความสูงส่งต่ำต้อยของพรสวรรค์ ศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน

"ความรู้สึกแบบนี้...... คือพลังวิญญาณอย่างนั้นหรือ?"

แม้จ้าวอู๋จีจะมีความรู้เห็นที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น ทว่าในยามนี้เมื่อได้มาอยู่ในหุบเขา สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาในอากาศ ก็อดไม่ได้ที่จะมีแววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นเช่นนี้ ในทุกลมหายใจไม่จำเป็นต้องชักนำปราณ สัมผัสวิญญาณก็สามารถรับรู้ได้ถึงความแจ่มชัดของพลังวิญญาณในอากาศที่แทบจะเป็นรูปธรรม

นี่น่ะหรือคือทัศนียภาพของโลกเซียน?

เขาเคยแต่เพียงมองดูอยู่ห่างๆ จากภายนอก ทว่าในที่สุดวันนี้เขาก็ได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งถ้ำสวรรค์และวาสนาเซียนแห่งนี้เสียที

ยามที่มองดูจากภายนอกนั้นยังไม่รู้สึกเท่าใดนัก เช่นดั่งนกที่ไม่อาจล่วงรู้ความลึกของก้นบึ้งทะเล ปลาที่ไม่อาจเข้าถึงความสูงชันของขุนเขา ผู้ที่ไม่ได้ก้าวเข้าสู่ประตูนี้ ย่อมไม่มีวันเข้าใจว่าเหตุใดเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรถึงได้พากันอยากจะครอบครองดินแดนล้ำค่าแห่งนี้กันนัก

การบำเพ็ญเพียรที่นี่เพียงหนึ่งวัน เกรงว่าจะเทียบได้กับการฝึกฝนอย่างหนักในโลกภายนอกถึงครึ่งเดือนทีเดียว

ความยิ่งใหญ่ของถ้ำสวรรค์หลินหลางเช่นนี้ ช่างสมกับที่เป็นสำนักเซียนระดับสูงโดยแท้

"เพียงแต่อยู่ในเขานี้ เมฆาหนาทึบจนไม่อาจรู้ได้ว่าอยู่ที่ใด...... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง......"

จ้าวอู๋จีลอบทอดถอนใจ ในเวลานี้เขาก็ไม่ได้ดูแตกต่างไปจากคนอื่นๆ รอบตัวที่พากันตกตะลึงพรึงเพริดไปกับความมหัศจรรย์ตรงหน้าเท่าใดนัก

ในตอนนั้น เงาร่างของผู้บำเพ็ญเพียรในชุดน้ำเงินหลายคนก็เหินเวหามาแต่ไกล เรียกเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงจากทุกคนรอบข้าง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นคนบินอยู่บนฟ้าได้จริงๆ ช่างสมกับที่เป็นคนในสำนักเซียนโดยแท้

ทว่าใครจะนึกว่าในตอนนั้นท่านกฤษฎาธิการฟางก็ได้เหินเวหาขึ้นไปเช่นกัน แล้วร่อนลงบนแท่นสูงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้น พลางพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม

"ที่นี่มีพลังวิญญาณหนาแน่น พวกเขาที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นชักนำปราณระดับกลางย่อมไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียพลังวิญญาณ จึงสามารถเหินเวหาไปมาได้ตามใจชอบภายในถ้ำสวรรค์แห่งนี้

ทว่าวิชาเหินเวหาแบบนี้ ยังขาดความพลิกแพลง ทำได้เพียงพุ่งไปข้างหน้าตรงๆ หรือเหินขึ้นลงตามแนวเฉียงเท่านั้น

หากอยู่ในโลกภายนอกที่ไม่มีพลังวิญญาณ อีกทั้งยังไม่อาจใช้วิชาเร่งฝีเท้าเพื่อยืมแรงลมได้เช่นนั้น เกรงว่าเหินไปไม่ถึงสามลี้ก็คงจะหมดแรงแล้ว......"

จ้าวอู๋จีมองเห็นจุดอ่อนเบื้องหลังวิชาอาคมเหล่านั้น

เขาได้รับรู้มาจากประมุขยอดเขาฮวาตั้งนานแล้วว่า หลังจากเข้าสู่ขั้นชักนำปราณระดับสามแล้ว ก็จะสามารถเรียนรู้วิชาเหินเวหา วิชาหอกอัคคี วิชาโล่วารี และวิชาอาคมระดับเริ่มต้นที่แข็งแกร่งอื่นๆ ได้

หากตบะวรยุทธ์ยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พลังวิญญาณในตัวมีน้อยเกินไป วิชาอาคมเหล่านี้ก็ยากที่จะประคองเอาไว้ได้

ทว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ เขาได้เรียนรู้วิชาอาคมจากหยกบันทึกสองชิ้นที่ประมุขยอดเขาฮวามอบให้จนแตกฉานแล้ว

สำหรับผู้ที่แตกฉานวิชาตี้ซาเจ็ดสิบสองประการมาหลายวิชาเช่นเขา การจะเรียนรู้เคล็ดวิชาพื้นฐานในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้นั้น ก็ประดุจการสร้างหอสูงบนฐานรากที่มั่นคง สามารถเรียนรู้ได้อย่างง่ายดายสมกับเป็นยอดอัจฉริยะ เพียงแค่ได้หยิบจับก็เข้าใจในทันที เพียงแต่ความรุนแรงของวิชาอาคมนั้นยังต้องหมั่นฝึกฝนให้มากขึ้นเท่านั้น

"วิชาเล็กๆ เหล่านี้สามารถเรียนรู้ไว้เพื่อเป็นวิชาเสริมได้ ทว่าที่สำคัญคือการถอดรหัสวิชาตี้ซาเจ็ดสิบสองประการ คัมภีร์เจินเก้าบทเสี่ยชางข้านั้นก็ได้ถอดความไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว วิชาตี้ซาใหม่ๆ กำลังจะถูกถอดรหัสออกมา...... ถึงเวลานั้นลูกปัดหยินก็น่าจะเป็นอันสมบูรณ์พร้อมแล้ว"

จ้าวอู๋จีกำลังครุ่นคิดอยู่ ทันใดนั้นท่านกฤษฎาธิการฟางและผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ บนแท่นสูงก็ได้ปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้นแล้ว ต่างพากันหันหลังกลับมาแล้วกวาดสายตามองลงไปยังบรรดาเมล็ดพันธุ์เซียนที่อยู่ด้านล่าง แววตานั้นแฝงไปด้วยการจับจ้องมองที่ดูจะสูงส่งกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง

ทว่าเมื่อสายตาเหล่านั้นกวาดผ่านจ้าวอู๋จีและพระสนมกุ้ยเฟยหลี่ไป ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้นต่างพากันสายตาไหววูบ แล้วพากันสบตาแลกเปลี่ยนความหมายที่รู้กันเป็นนัยๆ

จากนั้นทุกคนต่างก็เผยสีหน้าท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตออกมา พลางพยักหน้าให้แก่ทั้งสองคนเบาๆ

ในตอนนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงในชุดสีน้ำเงินคนหนึ่งได้ก้าวเท้าออกมา ร่อนร่างลงบนพื้นที่ว่างอย่างแผ่วเบา แล้วกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า "เมล็ดพันธุ์เซียนที่มีพรสวรรค์วิญญาณเพลิงแดง ให้ตามข้ามา"

ชายหนุ่มหญิงสาวสิบเจ็ดคนต่างพากันก้าวเท้าออกมาด้วยความตื่นเต้นปนหวาดหวั่น บางคนยังแอบชะเง้อหน้ามองนั่นมองนี่ไปทั่ว

ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงผู้นั้นแววตาเย็นเยียบ พลันแผ่แรงกดดันวิญญาณออกมาจากร่างทันที:

"มัวรีรออะไรกันอยู่!" เสียงตวาดนั้นดังกึกก้องประดุจฟ้าร้อง

บรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ปกติมักจะถือดีเหล่านั้น ต่างพากันนึ่งเงียบประดุจจั๊กจั่นในหน้าหนาว ด้วยความหวาดเกรงในบารมีของท่านเซียนในสถานที่แปลกถิ่นแห่งนี้ จึงไม่กล้าทำตัววุ่นวายอีก รีบพากันจัดแถวอย่างรวดเร็ว

จากนั้นก็มีชายชราในชุดน้ำเงินอีกคนหนึ่งเหินเวหาออกมา กวาดสายตามองไปที่หลี่เหนี้ยนเวยอย่างเรียบเฉย "เจ้าคงจะเป็นเมล็ดพันธุ์เซียนที่มีพรสวรรค์วิญญาณเมฆาเขียวคนนั้นสินะ?"

เมื่อเห็นหลี่เหนี้ยนเวยพยักหน้าตอบรับด้วยความหวาดหวั่นและตื่นเต้น ชายชราก็สะบัดแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์พลางเอ่ยว่า "เจ้าตามข้ามา"

หลี่เหนี้ยนเวยลอบเหลือบมองแผ่นหลังของจ้าวอู๋จีแวบหนึ่ง เม้มริมฝีปากแน่นแล้วก้าวเท้าเดินตามชายชราผู้นั้นไป

ในยามที่จ้าวอู๋จีและพระสนมกุ้ยเฟยหลี่หลี่ซืออวี่กำลังมองหน้ากันไปมาอยู่นั้น ผู้บำเพ็ญเพียรชายวัยกลางคนในชุดน้ำเงินคนสุดท้ายก็ได้เหินลงมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสที่เป็นมิตร

"ทั้งสองท่านคือเมล็ดพันธุ์เซียนระดับสูง ย่อมจะได้รับบ่มเพาะเป็นพิเศษจากถ้ำสวรรค์หลินหลางของเรา พวกเจ้าสามารถเรียกข้าว่าศิษย์พี่เหอได้ โปรดตามข้ามาเถิด"

จ้าวอู๋จีลอบสังเกตศิษย์พี่เหอผู้นี้ จากพลังวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่รอบกายเขานั้น คาดว่าน่าจะมีตบะวรยุทธ์ถึงขั้นชักนำปราณระดับสามแล้ว ทว่าความหนาแน่นของพลังวิญญาณนั้นดูจะสูงกว่าตนเองอยู่ขั้นหนึ่ง

คำว่า 'ศิษย์พี่' นี้ ก็นับว่าเรียกได้ไม่ขัดเขิน

ทว่าภายในถ้ำสวรรค์หลินหลางแห่งนี้ ท่าทีในการเลือกปฏิบัตินั้นช่างชัดเจนเกินไปนัก เกรงว่าบรรดาเมล็ดพันธุ์เซียนที่มีพรสวรรค์เพลิงแดงเหล่านั้น บัดนี้คงจะถูกกวาดต้อนไปทำงานหนักประดุจวัวควายไปแล้ว

ส่วนหลี่เหนี้ยนเวยซึ่งมีพรสวรรค์เมฆาเขียวนั้น ความเป็นไปได้ก็น่าจะดูดีกว่าบ้าง ทว่าก็เห็นได้ชัดว่าจะไม่ได้รับการให้ความสำคัญมากนักเช่นกัน

หลังจากที่จ้าวอู๋จีและหลี่ซืออวี่ประสานมือโค้งคำนับให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียรแซ่เหอแล้ว ก็บอกลาท่านกฤษฎาธิการฟาง แล้วเดินตามศิษย์พี่เหอจากไป

ศิษย์พี่เหอผู้นี้ดูท่าทางจะเป็นคนที่มีน้ำใจไมตรีจริงๆ เขาพาทั้งสองคนเดินเที่ยวชมไปตามยอดเขาและหุบเขาน้อยใหญ่ภายในถ้ำสวรรค์หลินหลาง ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดเขาก็มีความอดทนเป็นอย่างมาก คอยชี้แนะอาคารสถานที่และหอสูงต่างๆ ไปตลอดรายทาง:

"นั่นคือหอปรุงยา ทุกๆ วันขึ้นเก้าค่ำของทุกเดือนจะมีการเปิดเตาปรุงยา...“

"ส่วนทางซ้ายมือนั้นคือสวนพรรณไม้วิญญาณ ปลูกพืชพรรณวิญญาณเอาไว้หลายชนิด... ได้ยินมาว่าศิษย์น้องจ้าวชื่นชอบการปรุงยา วันหน้าท่านสามารถแวะมาเที่ยวชมดูได้นะ“

ตลอดรายทางมักจะมีผู้บำเพ็ญเพียรเดินสวนกันไปมาเป็นระยะ

หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรชุดเทา เมื่อเห็นพวกเขาเดินผ่านมาก็จะต้องรีบหลีกทางให้ด้วยความเกรงใจ พลางก้มตัวลงประดุจกุ้ง

ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรชุดเขียวจะประสานมือคารวะอย่างสง่าผ่าเผย แล้วเอ่ยว่า "คารวะสหายเต๋า"

ท่ามกลางหมอกเมฆที่ปกคลุมขุนเขา ทั้งสามคนเดินขึ้นบันไดไปตามไหล่เขา

ศิษย์พี่เหอสะบัดแขนเสื้ออย่างแผ่วเบา พลางเอ่ยเตือนกฎระเบียบของถ้ำสวรรค์ออกมา:

"ถ้ำสวรรค์หลินหลางของเราจะจำแนกพรสวรรค์จากสีของชุดที่สวมใส่"

เขาชี้ไปยังบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรชุดเทาที่เดินผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว "ผู้ที่มีพรสวรรค์วิญญาณธรรมดาสามัญ หากยังบำเพ็ญไม่ถึงขั้นชักนำปราณระดับสาม จะไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนมาสวมใส่ชุดสีเขียว ทว่า......"

เขาพ่นลมหายใจเบาๆ พลางส่ายหน้า "พรสวรรค์ระดับนั้นหากคิดจะทะลวงขอบเขต ยากเย็นแสนเข็ญราวกับจะปีนขึ้นสู่สรวงสวรรค์เลยทีเดียว"

"ส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์เมฆาเขียว หากภายในสามปีสามารถฝึกฝนจนถึงขั้นชักนำปราณระดับสองได้ ก็นับว่ามีคุณสมบัติพอที่จะเปลี่ยนมาใส่ชุดสีเขียวได้ มิ......"

เขาเผยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งออกมา "ก็ยังคงต้องรอจนกระทั่งถึงระดับสามถึงจะทำได้เช่นกัน"

เขาพลันหันกลับมา แล้วกล่าวกับจ้าวอู๋จีและคนอื่นๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า "ทว่าศิษย์น้องทั้งสองท่านคือเมล็ดพันธุ์เซียนระดับสูง ย่อมไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้ สามารถสวมใส่ชุดสีเขียวได้ในทันที อีกทั้งยังได้รับการยกเว้นจากการทำงานจิปาถะรืองานใช้แรงงานทาส แม้แต่งานทั่วไปของศิษย์ชุดเขียว ก็ยังไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวในช่วงเริ่มต้นนี้

หากทั้งสองท่านสามารถฝึกฝนจนก้าวเข้าสู่ขั้นชักนำปราณระดับสองได้ภายในหนึ่งปี ก็จะสามารถสวมใส่ชุดชุดสีน้ำเงินได้เหมือนเช่นข้า"

เขาเอ่ยยิ้มๆ อย่างภาคภูมิใจ "ฐานะศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน นอกเสียจากว่าถ้ำสวรรค์จะมีการเรียกตัวเป็นกรณีพิเศษ เพื่อไปเข้าร่วมการประลองวิชาอาคมกับผู้บำเพ็ญเพียรจากถ้ำสวรรค์แห่งอื่นๆ แล้ว ในยามปกติย่อมสามารถทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียรได้อย่างเต็มที่"

หลังจากพูดจบ เขาก็หันมามองทางจ้าวอู๋จี แล้วเผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความอิจฉาปนไมตรีจิตออกมา "ศิษย์น้องจ้าวท่านมีประมุขยอดเขาฮวาคอยชี้แนะ นับว่าช่วยให้เดินอ้อมน้อยลงไปได้มากนัก บัดนี้ท่านก็บรรลุขั้นชักนำปราณระดับหนึ่งแล้ว เกรงว่าอีกครึ่งปีข้างหน้าท่านก็คงจะทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นชักนำปราณระดับสองได้แล้วละมั้ง"

"ศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน ได้รับการบ่มเพาะเป็นพิเศษ ทว่าก็ต้องถูกเรียกตัวไปประลองวิชากับผู้บำเพ็ญเพียรจากถ้ำสวรรค์อื่นด้วย ถ้ำสวรรค์หลินหลางแห่งนี้ช่างไม่เลี้ยงคนว่างงานจริงๆ......"

จ้าวอู๋จีลอบคิดในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงรอยยิ้มไว้พลางกล่าวถ้อยคำนอบน้อมตามมารยาทกับศิษย์พี่เหอผู้นี้ไปหลายประโยค

หลี่ซืออวี่ที่อยู่ข้างๆ พอได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับตะลึงและอิจฉาเป็นอย่างมาก ในยามนี้เพิ่งจะได้รู้ว่าจ้าวอู๋จีนั้นกลับกลายเป็นท่านเซียนไปแล้วจริงๆ

แม้ตัวนางจะได้รับการชี้แนะจากอวี้หลินจื่อมาล่วงหน้าแล้ว และถึงขั้นได้ใช้ผลึกวิญญาณในการบำเพ็ญ ทว่ากลับยังไม่อาจบำเพ็ญจนบรรลุขั้นชักนำปราณได้เลย

หรือว่าถึงแม้พรสวรรค์วิญญาณของนางจะทัดเทียมกับจ้าวอู๋จี ทว่าพรสวรรค์ในการหยั่งรู้กลับด้อยกว่าอีกฝ่ายมาก? หรือว่าประมุขยอดเขาฮวาจะได้แอบมอบบทเรียนพิเศษอะไรให้เขาไปกันนะ?

ในยามที่หลี่ซืออวี่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น ศิษย์พี่เหอก็พาทั้งสองคนเดินเที่ยวชมจนทั่วถ้ำสวรรค์หลินหลางแล้ว

ตั้งแต่เตาหลอมยาลงลายมังกรที่หอปรุงยา ไปจนถึงหอคอยหยกเก้าชั้นของหอเก็บคัมภีร์

ตั้งแต่ทิศทางตำแหน่งของที่พำนักของบรรดาผู้อาวุโส ไปจนถึงนิสัยใจคอและข้อควรระวังของพวกผู้ดูแลกฎต่างๆ...... เขาก็บอกกล่าวเล่าแจ้งอย่างละเอียดละออไม่มีตกหล่น

สุดท้ายเขาก็พาคนทั้งสองไปรับชุดสีเขียวและป้ายห้อยเอว แล้วพาทั้งคู่ไปพักอยู่ที่เขาบงกชซึ่งอยู่รอบนอกสำนักเซียน

"แม้ทั้งสองท่านจะได้รับการคัดเลือกจากประมุขยอดเขาฮวาและอาวุโสอวี้แล้วก็ตาม" ศิษย์พี่เหอชี้ไปยังยอดเขาสองลูกที่ปรากฏรำไรอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกแต่ไกล "ทว่าตราบใดที่ด่านถามใจและด่านทดสอบนิสัยใจคอยยังไม่ผ่านพ้นไป ก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ยอดเขาหานเย่ว์และตำหนักอวี้หลินได้โดยตรง"

สายตาของหลี่ซืออวี่ไหววูบ ยามที่ก้มตัวลงกราบกรานอย่างงดงาม แขนเสื้อที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะก็มีผลึกวิญญาณชิ้นหนึ่งแอบเลื่อนเข้าไปซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของศิษย์พี่เหออย่างแนบเนียน ท่าทางลื่นไหลประดุจสายน้ำ เห็นชัดว่าเชี่ยวชาญในการทำเรื่องเช่นนี้มาอย่างดี: "ตลอดรายทางนี้ต้องขอบคุณศิษย์พี่ที่คอยชี้แนะด้วยนะเจ้าคะ"

จ้าวอู๋จีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กำลังลอบคิดว่าตัวเขาเองไม่มีทรัพย์สินล้ำค่าติดตัวมาเลย ศิษย์พี่เหอผู้นี้จะขุ่นเคืองรำคาญใจหรือไม่ ทว่ากลับเห็นหลี่ซืออวี่หยิบผลึกวิญญาณออกมาอีกชิ้นหนึ่งยื่นให้ พลางป้องปากลอบเหลือบมองจ้าวอู๋จีแล้วหัวเราะเบาๆ:

"ชิ้นนี้คือสิ่งที่ศิษย์พี่จ้างฝากให้ข้าช่วยจัดการให้เมื่อครู่นี้เจ้าค่ะ นิสัยของเขาค่อนข้างจะเหนียมอาย หวังว่าศิษย์พี่คงจะไม่ถือสาหาความเขานะเจ้าคะ"

"ไม่หรอก ไม่หรอก ทั้งศิษย์น้องชายและศิษย์น้องหญิงต่างก็เกรงอกเกรงใจกันเกินไปแล้ว" ศิษย์พี่เหอรีบปฏิเสธตามมารยาท สะบัดแขนเสื้อเบาๆ สุดท้ายก็จำยอมรับไว้ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรยิ่งขึ้น ประสานมืออำลากับทั้งสองคนแล้วเดินจากไป

"ภายในสำนักเซียนแห่งนี้ เบื้องหน้ามีกฎระเบียบชุดหนึ่ง เบื้องหลังกลับมีความสัมพันธ์รอยยิ้มและกิเลสตัณหาอีกชุดหนึ่ง ดูแล้วก็ไม่ต่างไปจากโลกปุถุชนเลยสินะ......"

จ้าวอู๋จีคิดในใจ กำลังจะประสานมือขอบคุณหลี่ซืออวี่ ทว่ากลับถูกนิ้วเรียวงามประดุจหยกของอีกฝ่ายห้ามไว้เสียก่อน

หลี่ซืออวี่สายตาไหวระริก เอ่ยเสียงทอดถอนหายใจออกมาแผ่วเบา:

"ก่อนจะออกเดินทาง องค์จักรพรรดิจงใจกำชับข้ามาเป็นพิเศษ ว่าให้ข้าคอยติดตามศิษย์พี่จ้างเพื่อเรียนรู้วิชาการบำเพ็ญเพียรจากท่านให้ดี ทว่าตัวข้านั้นกลับมีสติปัญญาทึบโฉดเขลาเบาปัญญา......"

ทันใดนั้นนางก็มีแววตาเป็นประกายขึ้นมา ชี้ไปยังบ้านพักสองหลังที่อยู่ไม่ไกลพลางยิ้มกล่าวว่า "ไม่สู้ศิษย์พี่เข้าไปในห้อง แล้วช่วยชี้แนะข้าสักประโยคสองประโยคจะได้หรือไม่?

ตั้งแต่ที่ได้รับการฝังเข็มในครั้งก่อน ร่างกายแม้จะดีขึ้นบ้าง ทว่าช่วงนี้กลับเริ่มรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาอีกแล้ว......"

ท่ามกลางแสงสนธยา ต่างหูของนางสั่นไหวเล็กน้อย รอยยิ้มดูสดใสมีชีวิตชีวา ยามที่เอ่ยปากออกมานั้น เห็นได้ชัดว่าต้องการให้จ้าวอู๋จีถ่ายทอดประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรให้แก่ตนบ้างนั่นเอง

จ้าวอู๋จีลอบถอนหายใจ ความสามารถที่พระสนมกุ้ยเฟยผู้นี้ฝึกฝนเคี่ยวกรำมาจากการชิงดีชิงเด่นในวังหลังนั้น ช่างล้ำลึกยิ่งกว่าวิชาอาคมใดๆ เสียอีก ช่างรู้งานและช่ำชองไปเสียทุกอย่างจริงๆ

เมื่อครู่เขาเพิ่งจะได้รับการแนะนำจากนางให้ได้ฝังเข็มรักษาประมุขยอดเขาฮวา จนได้เกาะขาทองคำเส้นใหญ่มาเป็นที่พึ่งพา

และเมื่อครู่นี้ยังต้องติดค้างบุญคุณที่นางช่วยแก้สถานการณ์ยามลำบากด้วยการมอบผลึกวิญญาณให้แทนตนอีก หนี้บุญคุณที่ทับถมกันมาเช่นนี้ ในยามนี้เขาก็ยากจะปฏิเสธได้ลงจริงๆ

"เอาเถอะ พระสนมกุ้ยเฟยผู้นี้เป็นคนหน้าเนื้อใจเสือที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีที่พึ่งพาเป็นทั้งจักรพรรดิจาหมิงและอาวุโสอวี้ซึ่งเปรียบเสมือนขุนเขาอันยิ่งใหญ่ทั้งสองลูก อีกทั้งยังมีพรสวรรค์วิญญาณสีทองที่เจิดจ้าจับตา วันหน้าย่อมต้องเป็นบุคคลสำคัญที่ผู้คนพากันแย่งชิงตัวกันในถ้ำสวรรค์แห่งนี้อย่างแน่นอน

จักรพรรดิเจาหมิงอยากจะถอดถอนฮองเฮาเพื่อแต่งตั้งคนใหม่...... การสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกันไว้ในตอนนี้ วันหน้ายามที่สถานการณ์ทางการเมืองและในสำนักเซียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง อาจจะได้มีกำลังเสริมที่สำคัญเพิ่มมาอีกหนึ่งทางก็ได้"

เมื่อคิดได้ดังนั้น ในที่สุดจ้าวอู๋จีภายใต้สายตาอันเต็มไปด้วยความคาดหวังของหลี่ซืออวี่ ก็สะบัดแขนเสื้อพยักหน้าตอบรับตามคำเรียกขานของนางว่า:

"ในเมื่อศิษย์น้องหญิงรู้สึกไม่สบายตัว พี่ชายผู้นี้ก็ยินดีปรนนิบัติช่วยเหลือ"

เส้นทางสู่ศิษย์เซียนนั้นช่างยาวไกลนัก แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันกันทางตบะวรยุทธ์เท่านั้น ทว่ายังเป็นการเดินหมากแก้เกมที่ล้ำลึกหาที่เปรียบไม่ได้อีกด้วย

จ้าวอู๋จีได้รับการชี้แนะจากประมุขยอดเขาฮวามาแล้ว จึงเข้าใจแจ่มแจ้งดีว่า ในยุคสิ้นสุดมรรคาที่พลังวิญญาณเหือดแห้งเช่นนี้ ลำพังเพียงแค่การฝึกฝนอย่างหนักเพียงอย่างเดียวนั้นยากที่จะประคองมรรคผลอันยิ่งใหญ่เอาไว้ได้

จำเป็นต้องรู้จักอาศัยแรงลมส่งเพื่อทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าให้ได้

เช่นเดียวกับการที่เขาเข้าร่วมยอดเขาหานเย่ว์

และเช่นเดียวกับในตอนนี้ การไปมาหาสู่เพื่อสร้างมิตรภาพก็ประดุจการวางหมากบนกระดาน การชั่งน้ำหนักระหว่างผลกำไรและโทษภัยก็คือการวางผังแผนการเดินเกม......

จบบทที่ บทที่ 71 ความสูงส่งต่ำต้อยของพรสวรรค์ ศิษย์สายตรงชุดน้ำเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว