- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 68 ประมุขยอดเขามาเยือนยามวิกาล ยอดฝีมือผู้ว้าเหว่
บทที่ 68 ประมุขยอดเขามาเยือนยามวิกาล ยอดฝีมือผู้ว้าเหว่
บทที่ 68 ประมุขยอดเขามาเยือนยามวิกาล ยอดฝีมือผู้ว้าเหว่
บทที่ 68 ประมุขยอดเขามาเยือนยามวิกาล ยอดฝีมือผู้ว้าเหว่
ภายในสำนักโหรหลวง อวี้หลินจื่อและฮวาชิงซวงนั่งจิบชาเผชิญหน้ากัน หลังจากปรึกษาหารือเรื่องการรับสมัครเมล็ดพันธุ์เซียนและเรื่องราวของถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งเสร็จสิ้นแล้ว หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนมาเป็นเหตุการณ์ที่จวนสกุลโม่เมื่อวานนี้
"เมื่อวานนี้ผู้บำเพ็ญเพียรในวิถีกระดูกขาวคนนั้น แม้จะมีตบะวรยุทธ์เพียงขั้นชักนำปราณระดับสาม อีกทั้งยังได้รับบาดเจ็บสาหัส ทว่าก่อนจะหลบหนีไปกลับใช้วิชาพลีโลหิต สังหารผู้คนไปหลายชีวิต"
อวี้หลินจื่อลูบถ้วยชาเบาๆ ใบหน้าฉายแววละอายใจ "หลังจากใช้วิชาพลีโลหิต ความเร็วในการหลบหนีของเขาก็รวดเร็วยิ่งนัก กว่าผู้น้อยจะไปถึงก็สายเกินไปแล้ว ไม่สามารถตามได้ทัน"
ฮวาชิงซวงใช้มือเรียวงามพัดไออุ่นจากน้ำชาเบาๆ กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า: "เพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างในขั้นต้นคนหนึ่ง คราวหน้าถ้าพบเจอก็แค่ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง ท่านจงใจเอ่ยถึงเรื่องนี้ หรือว่าจะมีลับลมคมในอย่างอื่น?"
"ถูกต้องขอรับ" สีหน้าของอวี้หลินจื่อพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที กล่าวเสียงหนักแน่นว่า: "ผู้น้อยสงสัยว่า ภายในเมืองหลวงแคว้นเสวียนแห่งนี้ เกรงว่าจะมีสหายเต๋าผู้หนึ่งที่มีตบะวรยุทธ์ล้ำลึกหาที่เปรียบไม่ได้แฝงกายอยู่ ตบะของเขา... เกรงว่าจะก้าวข้ามผู้น้อยไปแล้ว หรืออาจจะ... ไม่ด้อยไปกว่าท่านประมุขยอดเขาด้วยซ้ำ"
"หืม?" ฮวาชิงซวงผู้เป็นประมุขยอดเขาชะงักถ้วยชาในมือเล็กน้อย ท่าทางที่ดูไม่ใส่ใจในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที "ที่กล่าวมานี้มีหลักฐานอะไร?"
อวี้หลินจื่อจึงเล่ารายละเอียดเรื่องการตายของเหลียนอวิ๋นเซวียนเมื่อหลายวันก่อนให้ฟัง รวมถึงเรื่องที่เชิญจักรพรรดิแคว้นเสวียนให้ใช้ชีพจรมังกรตามรอยแต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ คาดเดาว่าคนผู้นั้นหากไม่หนีออกนอกเขตแคว้นเสวียนไปแล้ว ก็คงจะมีวิชาพรางกายที่พิเศษพิสดารยิ่งนัก
เขาหยิบเครายาวขึ้นมาลูบเบาๆ แล้วกล่าวต่อไปว่า: "เมื่อคืนนี้ ขณะที่ผู้บำเพ็ญเพียรลัทธิกระดูกขาวคนนั้นกำลังก่อเหตุร้าย ก็ถูกผู้บำเพ็ญเพียรลึกลับคนหนึ่งลงมือขัดขวาง จนต้องบาดเจ็บสาหัสและหลบหนีไป
เมื่อผู้น้อยไปถึงจุดเกิดเหตุ แม้จะสัมผัสได้ถึงร่องรอยการลงมือของผู้บำเพ็ญเพียร ทว่ากลับไม่พบร่องรอยของคนผู้นั้นเลย
ด้วยความจนปัญญา จึงต้องขอให้จักรพรรดิแคว้นเสวียนสิ้นเปลืองพลังชีพจรมังกรเพื่อตามรอยอีกครั้ง ทว่าใครจะรู้ว่า......"
เขาพ่นลมหายใจออกอย่างหม่นหมอง: "กลิ่นอายสายนั้นกลับแปรเปลี่ยนและหายวับไปในระหว่างการตามล่า ประหนึ่งเหตุการณ์ครั้งก่อนที่เกิดขึ้นกับเหลียนอวิ๋นเซวียนไม่มีผิดเพี้ยนเลยขอรับ"
ฮวาชิงซวงขมวดคิ้วงามเล็กน้อย: "ก็แค่ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมารในขั้นต้นคนหนึ่ง คนผู้นั้นในเมื่อสามารถทำร้ายเขาจนบาดเจ็บสาหัสได้ ทำไมถึงไม่ฆ่าทิ้งเสียให้สิ้นซาก? แล้วท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าตบะวรยุทธ์ของเขาไม่ด้อยไปกว่าข้า"
อวี้หลินจื่อกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "คนผู้นั้นอาจจะไม่อยากผูกใจเจ็บเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับถ้ำสวรรค์กระดูกขาว จึงเพียงแค่ลงทัณฑ์เล็กน้อยเท่านั้น ทว่าที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ..."
เขาหรี่เสียงต่ำลง "วิชาพรางกายของเขานั้นล้ำเลิศยิ่งนัก ถึงกับสามารถหลบเลี่ยงการตามรอยของชีพจรมังกรได้ถึงสองครั้งติดต่อกัน อีกทั้งกลิ่นอายยังมีการเปลี่ยนแปลงไป
ตบะระดับนี้ หากไม่ใช่คนเดียวกับครั้งก่อน ก็ต้องเป็นผู้สืบทอดสายวิชาเดียวกันแน่นอนขอรับ"
"ก็มีความเป็นไปได้......"
ฮวาชิงซวงนิ่งคิดแล้วพยักหน้า "คนผู้นี้ในเมื่อลงมือขยับขวาง เห็นได้ชัดว่ายังพอมีน้ำใจไมตรีอยู่บ้าง ยอดฝีมือเช่นนี้แฝงกายอยู่ในย่านชุมชนทว่าไม่อยากปรากฏตัว คาดว่าคงไม่อยากถูกล่วงเกินรบกวนละมั้ง......"
"แต่ว่า...... อย่างไรเสียเขาก็อาจจะสังหารเหลียนอวิ๋นเซวียนไปแล้ว" อวี้หลินจื่อพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ตกลงประมุขยอดเขาผู้นี้อยู่ฝ่ายไหนกันแน่? เดิมทีเขาคิดจะยืมมืออีกฝ่ายเพื่อตามหายอดฝีมือที่แฝงกายอยู่ผู้นี้ให้พบ
ฮวาชิงซวงสายตาอันเฉียบคมจ้องมองอวี้หลินจื่อแวบหนึ่ง "ท่านเห็นกับตาตัวเองหรือว่าเขาฆ่าคน?"
อวี้หลินจื่อถึงกับอึ้งไป
เรื่องนี้เขาก็ไม่อาจรับรองได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แม้ว่าชีพจรมังกรในวันนั้นจะล็อคกลิ่นอายของคนผู้นี้ไว้ได้ แต่ก็เพียงแค่รับรู้ว่าคนผู้นี้ปรากฏตัวในที่ที่เหลียนอวิ๋นเซวียนตาย ส่วนเรื่องจะฆ่าคนหรือไม่นั้น ก็ยังไม่แน่ชัด
ฮวาชิงซวงลุกขึ้นยืนอย่างสงบ กล่าวว่า "คราวหน้าที่คนผู้นั้นปรากฏตัวอีกครั้ง และได้ก่อความวุ่นวายอะไรใหญ่โตค่อยว่ากันอีกที ผู้บำเพ็ญเพียรในเทียนหนานนั้นมีจำนวนจำกัด คนผู้นี้อาจจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรในเทียนหนานก็เป็นได้"
นางก็ไม่ใช่คนโง่เขลา เพียงคำพูดไม่กี่คำของอวี้หลินจื่อ จะให้นางออกไปล่วงเกินยอดฝีมือเร้นกายที่อาจจะมีตบะวรยุทธ์แข็งแกร่งมาก เพื่อศิษย์ที่ไม่เอาไหนเพียงไม่กี่คนให้ถึงกับต้องเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งนั้นได้อย่างไร
ผู้ดูแลความสงบที่รักษาสถิติจัดการดูแลแคว้นเสวียนอยู่คืออวี้หลินจื่อ ไม่ใช่นาง
เมื้อมองส่งแผ่นหลังของฮวาชิงซวงที่เดินจากไป อวี้หลินจื่อก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มขื่น ความคิดที่จะตามล่าสืบสวนต่อไปก็ค่อยๆ จางหายไปจากใจ
เหลียนอวิ๋นเซวียนตายก็ตายไปแล้ว อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงศิษย์ชุดเทาที่มีพรสวรรค์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง จำเป็นต้องไปล่วงเกินสหายเต๋าที่อาจจะมีตบะแข็งแกร่งมากเพื่อเขาคนหนึ่งเชียวหรือ?
ไยต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า เส้นทางแห่งวิถีเซียนนั้น การรู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดี ความมุ่งมั่นของเขาในตอนแรกก็เพียงเพราะอำนาจบารมีถูกลดทอนลงจนเกิดความโกรธแค้นเท่านั้นเอง
"สหายเต๋าท่านนี้ทำอะไรก็รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา... การที่เขาคอยหลบๆ ซ่อนๆ คาดว่าคงจะเกรงใจข้าอยู่บ้าง"
อวี้หลินจื่อพึมพำกับตนเอง "บางทีเหลียนอวิ๋นเซวียนอาจจะไปล่วงเกินคนอื่นเข้า จึงได้ถูก...... ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นฝีมือของเซียนจิ้งจอกเฒ่าตนนั้นก็ได้"
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาหลายวันก็สลายหายไปตามลม
เรื่องอะไรที่คิดไม่ตก ก็ลองเปลี่ยนมุมมองดูเสียหน่อย แล้วมันก็จะคิดออกไปเองนั่นแหละ
ภายในจวนสกุลจ้าว เด็กรับใช้เยว่น้อยและคนอื่นๆ กำลังยืนอึ้งอยู่ ก็เห็นขุนนางโหรแห่งสำนักโหรหลวงมาส่งใต้เท้าของตนด้วยตัวเอง
ข้างหลังยังมีกลุ่มบ่าวไพร่จากสำนักโหรหลวงคอยติดตามมา กำลังยุ่งอยู่กับการประดับประดาโคมไฟและผูกผ้าสีแดง ดูราวกว่ากำลังจะมีงานมงคลใหญ่โตเกิดขึ้นที่บ้าน
เยว่น้อยและคนอื่นๆ ต่างพากันมองหน้ากันไปมา จนกระทั่งขุนนางโหรหลี่เหนี้ยนเวยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงไปด้วยความตกตะลึง พวกเขาจึงเพิ่งจะได้สติ
"ใต้เท้า...... ถูกรับสมัครเป็นเมล็ดพันธุ์เซียนแล้ว!"
"แถมยังเป็นระดับสูงอีกด้วย!"
คนรับใช้ในจวนพากันนึ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงฮือฮากันขนานใหญ่
พวกเขาแม้จะไม่ล่วงรู้เรื่องราวในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ทว่าก็รู้ดีว่าคำว่าระดับสูงนั้นหมายความว่าอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นขอเพียงเป็นเมล็ดพันธุ์เซียน นั่นก็หมายความว่าแตกต่างไปจากปุถุชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว จึงพากันร่วมแสดงความยินดีกันอย่างยกใหญ่
จ้าวอู๋จีมองดูภาพความเร่าร้อนทั้งภายในและภายนอกจวน บรรดาเพื่อนบ้านต่างพากันมาแสดงความยินดี ถึงกับมีคนเริ่มส่งของขวัญมาให้แล้ว เขาก็ได้แต่รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
เคยชินกับการทำตัวเงียบๆ มาจนติดเป็นนิสัย จู่ๆ ก็ต้องมาทำตัวโดดเด่นเช่นนี้ เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชินนัก ทว่าก็รู้สึกปลาบปลื้มใจอยู่ไม่น้อย
ทว่าหลังจากที่ความปลาบปลื้มนั้นผ่านพ้นไป เมื่อมองดูบรรยากาศที่คึกคักวุ่นวายรอบตัว ดูเหมือนจะกลับกลายเป็นความรู้สึกที่ไร้รสชาติไป
ดูเหมือนว่าเขาจะยังคงชอบความเงียบสงบเสียมากกว่า ความคึกคักนั้นแค่ดูผ่านๆ ก็พอแล้ว ท้ายที่สุดก็ยังต้องกลับเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรที่เงียบสงบ ไม่ใช่ว่ามีคำกล่าวที่ว่ายอดฝีมือมักจะว้าเหว่หรอกหรือ
ทว่าวันนี้มันไม่ธรรมดา เขาจึงปล่อยให้พวกคนรับใช้จัดงานเฉลิมฉลองกันไปตามใจชอบ
บรรดาขุนนางชั้นสูงเหล่านั้นเมื่อที่บ้านมีเมล็ดพันธุ์เซียนปรากฏขึ้นมา มักจะจัดงานเลี้ยงสลองเจ็ดวันเจ็ดคืนกันอย่างไม่หยุดหย่อน
ความครึกครื้นภายในจวนในเวลานี้ ก็นับว่าเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาสามัญเท่านั้น
"การบำเพ็ญเพียรต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง รักษาใจให้สงบเยือกเย็น แม้ว่าข้าจะสามารถบำเพ็ญได้อย่างเปิดเผยและภาคภูมิใจแล้ว ทว่าก็ต้องรู้จักไม่โอ้อวดและไม่ใจร้อน การบำเพ็ญเพียรสิตรงหน้าต่างหากคือรากฐานที่สำคัญ......"
จ้าวอู๋จีสำรวจใจตนเอง แล้วเดินเข้าห้องไปคนเดียว หยิบพู่กันจุ่มน้ำหมึก บรรจงเขียนรายชื่อวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการปรุงยาเม็ดมังกรพยัคฆ์ตามที่เถาเฟยมอบให้ลงบนกระดาอย่างละเอียด
เตรียมตัวเอาไว้เพื่อจะไปสืบหาข้อมูลที่สำนักโหรหลวงและสำนักงานหมอหลวงโดยตรงในวันหน้า
บัดนี้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์เซียนแล้ว ของวิเศษและวัตถุดิบวิญญาณบางอย่างที่ราชวงศ์กุมอำนาจเอาไว้นั้น ก็น่าจะมีโอกาสเปิดกว้างให้เขาได้ครอบครองแล้วกระมัง?
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดอยู่ในใจ ประตูห้องปรุงยาเปิดออกแล้วปิดลง ร่างของเขาก็หายลับเข้าสู่ห้องฝึกฝนไป
ความวุ่นวายจากภายนอกราวกับถูกกั้นขวางไว้ด้วยกำแพงที่ไร้ล่องหน เหลือไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องเพียงลำพัง
ความคึกคักนั้นเอาไว้ให้คนอื่นดู การบำเพ็ญเพียรต่างหากที่เป็นเรื่องของตนเอง
บัดนี้เป็นพรสวรรค์วิญญาณสีทองระดับสูง ยังสามารถรักษาได้อีกอย่างน้อยสองเดือนครึ่ง
หากดื่มสุราจิ้นจุนที่เหลืออยู่อีกสองจินจนหมด ก็สามารถยื้อเวลาไปได้จนถึงกลางฤดูร้อนได้ไม่เป็นปัญหาเลย
ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ ประกอบกับการฝึกฝนวิชาชักนำที่บรรลุขั้นเล็กแล้ว ในหนึ่งวันเขาสามารถกลั่นพลังวิญญาณออกมาได้ถึงสองสาย
ตามความเร็วระดับนี้ อย่างมากที่สุดเพียงเดือนครึ่งเขาก็จะสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นชักนำปราณระดับกลางได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ทว่า แม้พรสวรรค์วิญญาณจะเปิดเผยให้คนอื่นเห็นได้ ทว่าตบะวรยุทธ์ที่แท้จริงนั้นยังต้องรอเวลาเสียหน่อย
ยังดีที่มีพรสวรรค์ระดับสูงคอยเป็นเกราะกำบัง ต่อให้เข้าสู่ถ้ำสวรรค์ไปหนึ่งปีแล้วฝึกฝนจนถึงขั้นชักนำปราณระดับสาม ก็คงไม่มีใครสงสัย
"ขั้นชักนำปราณระดับกลางกับขั้นชักนำปราณระดับต้นนั้นกว้างมาก เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับกลางแล้ว ความยากในการฝึกฝนน่าจะเพิ่มขึ้นอีกมาก......"
จ้าวอู๋จีเพ่งกระแสพลังวิญญาณในตัวพลางครุ่นคิด อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหนานจือเซี่ยขึ้นมา
คู่หมั้นผู้นี้จะมีพรสวรรค์วิญญาณระดับไหนกันนะ เขาก็ยังไม่ล่วงรู้เลย
ทว่าในฐานะว่าที่พระแม่ศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิไร้ขอบเขต พรสวรรค์วิญญาณของนางก็น่าจะอยู่ในระดับสูง หรืออาจจะสูงยิ่งกว่านั้นก็เป็นได้
หากคราวก่อนหนานจือเซี่ยเคยใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบพรสวรรค์ให้เขาแล้ว วันนี้เมื่อได้ยินข่าวเรื่องพรสวรรค์วิญญาณสีทองที่กระฉ่อนมาจากสำนักโหรหลวง เกรงว่านางคงจะตกตะลึงและสงสัยเป็นแน่
ทว่าเขาก็ไม่ได้กังวลใจอะไรนัก
เพราะสิ่งที่ช่วยเพิ่มระดับพรสวรรค์วิญญาณให้เขาได้ชั่วครั้งชั่วคราวนั้น ก็คือหินสร่างเมานั่นเอง
ด้วยนิสัยของหนานจือเซี่ยที่ทำอะไรก็นึกถึงแต่เขา ก่อนจะจากไปก็ยังอุตส่าห์เข้าไปในถ้ำอู้ซงเพื่อเก็บตัวยาให้เขาผนวกกับพรสวรรค์เดิมที่สูงส่งของนางอยู่แล้ว นางคงไม่ถึงกับต้องมาแย่งชิงหินสร่างเมาไปจากเขาหรอกนะ วันหน้าค่อยใช้ร่วมกันก็ยังได้
ยิ่งไปกว่านั้น...
บัดนี้ตบะวรยุทธ์ของเขาแก่กล้าขึ้นตามลำดับ อีกทั้งยังมีเบื้องหลังเป็นที่พึ่งพาที่มีผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว เขาย่อมมีความมั่นใจในการปกป้องสิ่งของล้ำค่าได้ด้วยตัวเองเสียที
ความคิดต่างๆ ค่อยๆ จางหายไป จ้าวอู๋จีเข้าสู่ภาวะจิตว่างเปล่า
จนกระทั่งดึกดื่นค่ำมืด ความวุ่นวายที่ลานด้านนอกสงบลง เขาก็ได้ชักนำไอหยินและไอหยางมากลั่นตัวกลายเป็นพลังวิญญาณได้สองสาย ตบะวรยุทธ์ค่อยๆ เลื่อนขึ้นสู่ขั้นชักนำปราณระดับสามอย่างเงียบๆ
เขาลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจออกมา กำลังจะลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นประสาทสัมผัสจากการชักนำไอพลังจากเส้นชีพจรปฐพีก็สัมผัสอะไรบางอย่างได้ หัวใจพลันเต้นตึกตักด้วยความตกใจ
เขารีบเก็บพลังวิญญาณที่มีอยู่มากมายในจุดตันเถียนเข้าสู่ลูกปัดเก้าหยินเก้าหยางไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าหลังจากนั้นเพียงชั่วอึดใจ เสียงอันเย็นเยียบเลิศลอยสายหนึ่งก็ดังแทรกความเงียบสงบของห้องฝึกฝนเข้ามา ราวกับเกล็ดหิมะร่วงหล่นลงในสระน้ำเย็น:
"อู๋จี ข้ามาเยี่ยมเยียนกลางดึกเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นการรบกวนการฝึกฝนของเจ้าเสียแล้วละมั้ง"
น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกชื่นชมอย่างคาดไม่ถึง "หาได้ยากนักที่เจ้าไม่ถูกภาพลวงตาแห่งชื่อเสียงลาภยศครอบงำ ไม่ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปกับพวกชาวบ้านทั่วไป ทว่ากลับตั้งใจบำเพ็ญเพียรต่อ......"
นอกหน้าต่างภายใต้แสงจันทร์ ปรากฏเงาร่างที่สมส่วนและงดงามสายหนึ่งขึ้นมา "สภาพจิตใจเช่นนี้...... ช่างหาได้ยากยิ่งนัก"
แสงเทียนในห้องสั่นไหวเล็กน้อย จ้าวอู๋จีรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
คิดไม่ถึงว่าประมุขยอดเขาฮวาจะมาเยือนกลางดึกเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาเพียงเพื่อแค่จะเอ่ยชมเชยทัศนคติในการบำเพ็ญเพียรของเขาเพียงแค่นั้นแน่ๆ......