- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 65 แส้กระดูกทำลายจันทร์ ยืมดาบดื่มโลหิต
บทที่ 65 แส้กระดูกทำลายจันทร์ ยืมดาบดื่มโลหิต
บทที่ 65 แส้กระดูกทำลายจันทร์ ยืมดาบดื่มโลหิต
บทที่ 65 แส้กระดูกทำลายจันทร์ ยืมดาบดื่มโลหิต
จันทร์เย็นแขวนฟ้า บรรยากาศในห้องโถงหน้าจวนสกุลโม่ช่างตึงเครียดนัก
เจินจุนซ้ายแห่งลัทธิกระดูกขาวผู้มีร่างกายสูงใหญ่กำยำได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ สวมเสื้อคลุมและงอบประดุจนักเลงพเนจรที่แวะมาเยี่ยมเยียน
ทว่าในเวลานี้ บรรดาคนรับใช้ของสกุลโม่ในโถงหน้าต่างพากันยืนนิ่งแข็งค้างราวกับถูกวิชาสะกดร่างไว้ ร่างกายแข็งทื่อไม่อาจขยับเขยื้อนได้ แต่ละคนมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"อา อย่า อย่าฆ่าข้าเลย ข้าจะพูดแล้ว ท่านอยากรู้อะไรข้าจะพูดให้หมด..."
โม่เฉวียนไฉที่ไหนเคยเห็นเหตุการณ์ที่น่าหวาดสยองเช่นนี้มาก่อน ล่วงรู้ดีว่าได้ไปล่วงเกินบุคคลสำคัญเข้าเสียแล้ว บัดนี้เขานอนทรุดฮวบอยู่บนพื้น กางเกงเปียกโชก ลำคอส่งเสียงขลุกขลัก
เจินจุนซ้ายแววตาฉายแววประหลาดใจ แส้กระดูกท่อนหนึ่งพลันยื่นออกมาจากแขนเสื้อ พันรอบลำคอของโม่เฉวียนไฉแล้วค่อยๆ ยกขึ้น พลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
"วางใจเถอะ อย่างไรเสียที่นี่ก็คือเมืองหลวงแคว้นเสวียน ต่อให้ข้าอยากจะฆ่าล้างบางเสียเพียงใด ก็ต้องเพลาๆ ลงบ้าง
พวกเจ้าพวกนี้ทำเอาข้าต้องตามหาจนเหนื่อยยากสิ้นดี สุราหนึ่งชุดเปลี่ยนมือขายไปตั้งหลายครั้ง ข้าต้องตามหาอยู่ถึงสามวันกว่าจะมาเจอที่นี่
บอกมา แผนที่ฝังสุราและสุราพวกนั้นอยู่ที่ไหน?"
ขณะที่แส้กระดูก 'กึกๆ' รัดแน่นขึ้น ใบหน้าของโม่เฉวียนไฉก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ พยายามเค้นเสียงออกมาทีละคำอย่างยากลำบาก: "แผ แผนที่ฝังสุรา? ข้า ข้าไม่รู้..."
เขายังพูดไม่ทันจบคำดี ทันใดนั้นสีหน้าของเจินจุนซ้ายก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ในพริบตาที่ดึงแส้กระดูกขาวกลับไปนั้น แส้กระดูกพลันแผ่รัศมีเจิดจ้า ราวกับมังกรขาวท่อนหนึ่งที่ร่ายรำเข้าปกป้องข้างกาย
เสียง 'ปัง' ดังขึ้น หน้าต่างห้องระเบิดออก กรงเล็บเหล็กขนาดใหญ่ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามแรงลมพุ่งเข้าตะปบอย่างรุนแรง ลงบนแส้กระดูกขาวที่หมุนวนดุจมังกรขาว เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับโลหะปะทะกัน
กลิ่นอายพลังพลันแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง ซัดพาผู้คนรอบข้างกระเด็นหายไปจนสลบไสลไปตามๆ กัน
"สหายเต๋าจากที่ใดกัน!?"
เจินจุนซ้ายทั้งตกใจและโกรธแค้น เดิมทีเขาไม่อยากใช้วิชาอาวุธวิเศษในเมืองหลวงให้เป็นที่เอิกเกริกนัก ทว่ากลับถูกผู้บำเพ็ญเพียรลอบโจมตีเข้าเสียได้
เขาพลันรู้สึกไม่ดี ในพริบตาที่เสื้อคลุมดำสะบัด ร่างของเขาก็ล่าถอยไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว มือพลางคว้าเอาเหรียญอาคมออกมาใบหนึ่ง
ทว่าเพียงชั่วอึดใจนั้น เงาดำสายหนึ่งที่รวดเร็วดุจพายุบุแคมก็พุ่งเข้าใส่เป้าหมายตรงหน้าผากของเขาในทันที
"ย้าก!"
เจินจุนซ้ายคำรามกึกก้อง เหรียญอาคมพลันลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงสีขาวซีดส่งเสียงหวีดร้องดุจผีพรายแหวกอากาศยามราตรี พุ่งเข้าหาเจ้าของกลิ่นอายที่พลิ้วไหวอยู่เบื้องหลังในทันที!
ไอพลังรอบตัวพุ่งพล่าน แส้กระดูกหยักโค้งกลายเป็นโล่เข้าขวางพิกัดเบื้องหน้าไว้
"เปรี้ยง!"
เสียงระเบิดดังสนั่น โล่กระดูกกลับถูกเงาดำอันแข็งแกร่งเจาะทะลุราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษ!
รูม่านตาของเจินจุนซ้ายหดตัวลง รีบเบี่ยงศีรษะหลบอย่างลนลาน
"ฉึก!"
หมอกโลหิตระเบิดกระจาย! ใบหูซ้ายรวมถึงกะโหลกศีรษะครึ่งซีกของเขาถูกฉีกกระชากจนแหลกเหลว โลหิตพุ่งกระฉูด ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสประดุจระลอกคลื่นเข้าท่วมท้นสติสัมปชัญญะ!
"อ๊าก"
กระบี่กระดูกที่เกิดจากเหรียญอาคมประดุจผีพรายทวงวิญญาณ ห่อหุ้มไปด้วยเสียงหวีดแหลมบาดแก้วหู พุ่งตรงไปยังร่างที่เลือนรางอยู่ภายใต้ชายคาบ้านในทันที!
แสงสีขาวซีดราวกับกรงเล็บผีใต้แสงจันทร์ แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น
ร่างของจ้าวอู๋จีจำต้องปรากฏกายขึ้น เขาใช้วิชาก้าวเข็มดุจปลาแหวกว่าย พลิ้วตัวถอยหลังไปสามจางในชั่วพริบตา
ทว่ากระบี่กระดูกนั้นกลับประดุจหนอนในกระดูกที่สลัดไม่หลุด รอยทางสีขาวซีดนั้นตามล่าเขาอย่างไม่ลดละ!
"มีลูกเล่นไม่เบานี่!"
แววตาของเขาฉายแววเย็นเยียบ หินสร่างเมาภายใต้การควบคุมของวิชาคุมยาเม็ดแปรเปลี่ยนเป็นสายฟ้าสีน้ำเงินสายหนึ่ง พุ่งผ่านอากาศกลับมา
"เคร้ง!!"
แสงสีน้ำเงินพุ่งเข้าปะทะ กระบี่กระดูกระเบิดออกตามเสียง!
"เจ้าเป็นใครกันแน่!?"
เจินจุนซ้ายใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ส่งเสียงคำรามแหบแห้งบาดแก้วหู ฝ่ามือแห้งเหี่ยวร่ายมนตร์กลางอากาศ ไออัปมงคลพุ่งพล่าน
จ้าวอู๋จีพลันรู้สึกถึงลางสังหารที่ระเบิดขึ้นในใจ จึงรีบร่ายวิชากักลมปราณในทันที
"ตู้ม!"
เกราะปราณรอบกายราวกับถูกค้อนไร้ล่องหนทุบเข้าอย่างจัง ระลอกคลื่นบิดเบี้ยวทว่าก็สามารถตั้งมั่นไว้ได้อย่างรวดเร็ว!
ในช่วงเวลาอันรวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาดนี้ เจินจุนซ้ายในชุดคลุมดำก็พุ่งทะยานขึ้นดั่งนกเค้ายามราตรี ชายเสื้อสะบัดพลิ้วจนร่างลอยสูงขึ้นสามจางอย่างรวดเร็ว หายลับไปในความมืดมิดนอกกำแพง
"คิดจะหนีหรือ!?"
แววตาของจ้าวอู๋จีเย็นนิ่งดุจสายฟ้า เขาเปลี่ยนท่าร่ายมนตร์อีกครั้ง หินสร่างเมาแปรเปลี่ยนเป็นสายฟ้าพุ่งทะยานออกไป!
จากตรอกซอกซอยที่อยู่ไกลออกไปมีเสียงครางในลำคอดังขึ้นขยับหนึ่ง เงาดำนั้นชะงักงันไปครู่หนึ่ง ทว่ากลับเร่งความเร็วมากขึ้น พุ่งตรงไปยังทิศทางประตูเมือง
ทว่าในเวลานั้นเอง จากทิศทางของสำนักโหรหลวงที่อยู่ไม่ไกล ก็มีกลิ่นอายพลังวิญญาณพุ่งพล่านขึ้น ซึ่งถูกตรวจพบโดยวิชาชักนำหาไอพลัง
"สำนักโหรหลวงตอบโตได้รวดเร็วดีนัก"
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก แล้วละทิ้งความคิดที่จะตามล่าต่อ "ก็นับว่าช่วยประหยัดแรงไปได้มาก"
แผนการเข้าสู่ช่วงยืมดาบสังหารคนแล้ว ไยต้องลงมือเองให้เหนื่อยยาก?
เขาชำเลืองมองดูที่พื้น
เศษซากเหรียญอาคมกระดูกส่องแสงสีขาวซีดจางๆ ภายใต้แสงจันทร์ กระตุ้นให้ลูกปัดหยินหยางสั่นไหว
เขาจึงรีบย่อตัวลง ใช้ฝ่ามือลูบผ่าน ไอหยินและไอหยางสิบกว่าสายก็พุ่งออกมาจากเศษซากนั้น แล้วไหลเข้าสู่ลูกปัดหยินหยางไป
นับว่ายังดีที่คืนนี้ออกมาตามล่า นอกจากจะทำใเหยื่อที่ตามตื๊อไม่เลิกราผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว ยังได้รับของตอบแทนติดไม้ติดมือมาด้วย ไม่นับว่าเสียเที่ยวเปล่า
จ้าวอู๋จีกลับเข้าใปในจวนอีกครั้ง ก็พบว่าคนรับใช้สกุลโม่หลายคนราวกับถูกลอกคราบ เนื้อหนังมังสาหลุดลอกออกจนเหลือแต่เพียงกระดูกสีขาว 'โครม' พังครืนลงกองกับพื้นจมกองเลือด
"ช่างเป็นวิชาอาคมที่ชั่วร้ายยิ่งนัก..."
รูม่านตาของเขาหดตัวลง พลันนึกถึงวิชาที่เจินจุนซ้ายร่ายออกมาจากระยะไกลเมื่อครู่ หากไม่มีวิชากักลมปราณคอยคุ้มครอง เกรงว่าตัวเขาเองก็คงตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน
เมื่อเห็นโม่เฉวียนไฉที่ยังปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน จ้าวอู๋จีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เจินจุนซ้ายผู้นี้ตามหาโม่เฉวียนไฉได้รวดเร็วเกินไปแล้ว
เดิมทีเขาคิดว่าคนผู้นี้จะเข้าเมืองมาสืบหาข้อมูลอยู่พักใหญ่ เขาจะได้ใช้ความได้เปรียบในที่ลับเพื่อวางแผนและลอบสังเกตการณ์อยู่ในที่มืดได้
คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะพุ่งตรงมาที่จวนสกุลโม่โดยตรงเช่นนี้
เวลานี้ ยอดฝีมือจากสำนักโหรหลวงใกล้จะมาถึงแล้ว
จ้าวอู๋จีไม่รั้งอยู่นาน ร่างของเขาเคลื่อนไหวดุจน้ำหมึกที่ละลายหายไปในเงาราตรี
เขาได้ใช้พลังร่ายวิชาเปลี่ยนและแปลงไอพลัง
เมื่อกลิ่นอายเปลี่ยนไปแล้ว วิธีการในวิถีเซียนทั่วไปก็ยากที่จะเอาชนะวิชาชักนำเพื่อลวงล่อและตามรอยเขาได้
เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักโหรหลวงมาถึงที่นี่ หากไม่ผิดคาดคงจะรีบตามล่าเจินจุนซ้ายแห่งลัทธิกระดูกขาวไปในทันที
อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเงื้อมมือเขาแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าจะหนีไปได้ไม่ไกลนัก
จ้าวอู๋จีรีบกลับมายังจวนของตนเอง ถอดหน้ากากออก กลิ่นอายพลังกลับคืนสู่สภาวะปกติของตน และใช้วิชาชักนำสลายกลิ่นอายภายนอกออกไปจนสิ้น
เขาเปลี่ยนมาสวมชุดหมอหลวง แล้วทะยานร่างขึ้นไปอยู่บนหลังคาจวนของตน
ไม่ได้ร่ายมนตร์เพื่อสร้างระลอกคลื่นพลังวิญญาณ เพียงแต่รวบรวมพลังไว้ที่ดวงตา แล้วกางสัมผัสวิญญาณเพื่อสังเกตการณ์เหตุการณ์ที่อยู่ไกลออกไป
เขาเห็นเงาร่างสองสายเลือนรางราวกับว่าวที่ถูกดึงด้วยเส้นด้ายไร้ล่องหนพุ่งทะยานขึ้นลงผ่านอาคารเตี้ยๆ หายลับไปในความมืดมิดของยามราตรี
ทันใดนั้น ก็มีเงาดำอีกสายหนึ่งห่อหุ้มด้วยแสงวิญญาณพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูง เพียงพริบตาก็มาถึงจวนสกุลโม่
"ควบคุมอาวุธบิน? หรือว่าจะเป็นอวี้หลินจื่อผู้ลือชื่อที่คอยคุ้มครองราชวงศ์ท่านนั้น?"
จ้าวอู๋จีหรี่ตาลง แล้วเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไปอีกครู่หนึ่ง
แล้วก็เห็นแสงวิญญาณสายนั้นทะยานขึ้นฟ้าอีกครั้ง ประดุจดาวตกพุ่งผ่านท้องฟ้ายามราตรี มุ่งหน้าออกนอกเมืองไปอย่างรวดเร็ว
เขาจึงเริ่มเบาใจลงได้บ้าง
ดูท่าครั้งนี้เจินจุนซ้ายแห่งลัทธิกระดูกขาวคงจะประสบเคราะห์เข้าให้เสียแล้ว ต่อให้หนีไปได้ ในเวลาอันสั้นก็คงไม่กล้ากลับมาที่เมืองหลวงอีกเป็นแน่
และเมื่อเวลาผ่านไปเขาได้เข้าร่วมถ้ำสวรรค์หลินหลาง และได้เรียนรู้วิชาอาคมที่มากขึ้น ประกอบกับมีอาวุธวิเศษที่เหมาะสม ย่อมไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวพวกมารนอกคตธรรมเหล่านี้อีกต่อไป
"วิธีการต่อสู้ของข้ายังนับว่าน้อยนัก แม้จะทำร้ายเจินจุนซ้ายผู้นั้นจนบาดเจ็บได้ แต่หากมีเหรียญอาคมอยู่ในมือ หรือมีวิชาสังหารกลางเวหาที่ชำนาญ เพียงชั่วครู่ก็คงสามารถสังหารคนผู้นี้ได้แล้ว..."
จ้าวอู๋จีทบทวนการต่อสู้เมื่อครู่อยู่ในใจ แววตาแหลมคมดุจใบมีด
เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้น ทุกก้าวย่างล้วนเป็นการแก่งแย่งแข่งขัน มีวิธีการเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน ย่อมหมายถึงมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน
เขาทะยานลงจากหลังคา ร่างกายร่อนลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา แล้วเดินท่ามกลางแสงจันทร์เข้าสู่ห้องปรุงยาไป
พบว่าเสี่ยวเย่ว์เด็กรับใช้ในห้องยากำลังก้มหน้าบดฝูหลิงอยู่ เส้นผมสีดำสลวยปรกลงมาเล็กน้อย ตรงหน้าผากมีเม็ดเหงื่อผุดซึมออกมา
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยบดต่อก็ยังไม่สาย" เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน
"ว้าย!" เสี่ยวเย่ว์ไหล่สั่นไหวหันกลับมาเห็นจ้าวอู๋จียืนพิงประตูอยู่ จึงรีบตบอกตนเองเบาๆ แล้วกล่าวตัดพ้อ "ท่านหมอหลวงเดินเท้าเบาราวกับแมว ทำเอาเสี่ยวเย่ว์ตกอกตกใจแทบแย่เลยเจ้าค่ะ"
นางวางแท่นบดยาลง แล้วย่อกายคารวะด้วยความอยากรู้อยากเห็น: "ท่านหมอหลวงเจ้าคะ สำนักโหรหลวงประกาศรับสมัครเมล็ดพันธุ์เซียนมาตั้งหลายวันแล้ว ท่านน่ะหลงใหลในวิถีเซียนเป็นที่สุด ทำไมถึงยังไม่ไปลองดูล่ะเจ้าคะ?"
"ช่วงนี้งานตรวจรักษาค่อนข้างยุ่ง" จ้าวอู๋จียิ้มบางๆ "พรุ่งนี้จะลองไปดูสักหน่อย"
เขายังไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ประมุขยอดเขาฮวามาชักชวน ไม่ว่าชื่อของเขาจะถูกบรรจุลงในรายชื่อเมล็ดพันธุ์เซียนโดยตรง หรือจะมีข้อตกลงอย่างอื่น ก็คงต้องรอดูว่านางเซียนน้ำแข็งผู้นั้นจะเดินหมากอย่างไรต่อไป
ทว่าในช่วงเวลาหลังจากนี้ ที่ไม่สามารถไปฝังเข็มให้ประมุขยอดเขาผู้นี้ได้นั้น ทำให้เขารู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เพราะทำใฝการสะสมไอหยินต้องล่าช้าออกไป
"ในช่วงวันสองวันนี้ ควรจะยกระดับวิชาดูดกลืนขึ้นมาเสียที ข้าจะได้เปลี่ยนพิษให้เป็นสมบัติ กินพิษเข้าไปก็สามารถบำรุงร่างกายได้ บางทีอาจจะช่วยเลื่อนระดับตบะได้ด้วย"
เขาครุ่นคิดพลางช่วยเสี่ยวเย่ว์เก็บผงยาเข้าที่ จากนั้นจึงเข้าสู่ห้องฝึกฝน จิบสุราจิ้นจุนสักสองเฉียนเพื่อช่วยในการฝึกฝน
บัดนี้สุราจิ้นจุนที่เขามีอยู่นั้น เหลือไม่ถึงสองจินแล้ว ในขณะที่ตบะของเขาบรรลุถึงขั้นชักนำปราณระดับสามแล้ว
สุราจิ้นจุนสองจินนี้ ต่อให้ดื่มจนหมดสิ้น ก็ยากที่จะทะลวงไปสู่ขั้นชักนำปราณระดับกลางได้
ในแต่ละวันเขาจึงเพียงแค่จิบชิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อวานเขาได้ลองดื่มสุราทั่วไปดูแล้ว ถึงแม้จะใช้หินสร่างเมาช่วยสร่างสุราหลังดื่มจนจะสามารถเพิ่มระดับพรสวรรค์วิญญาณได้บ้าง ทว่าก็ไม่ทัดเทียมกับสุราจิ้นจุนอันล้ำค่าเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ สุราสองจินนี้จึงควรเก็บรักษาไว้ให้ดีที่สุด
หลังจากฝึกฝนมาตลอดทั้งคืน จ้าวอู๋จีก็กลั่นพลังวิญญาณออกมาได้สองสาย ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก
หลังจากกินยาเม็ดปี้กู่ไปหนึ่งเม็ด เขาก็เก็บพลังวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่ลูกปัดหยินหยาง เปลี่ยนมาสวมชุดธรรมดาแล้วออกจากบ้านไป
อาศัยช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์สาดส่อง เดินทางไปยังสำนักโหรหลวงเพื่อสังเกตการณ์การรับสมัครเมล็ดพันธุ์เซียน และแฝงตัวสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่จวนสกุลโม่เมื่อคืนนี้ไปพร้อมๆ กัน......