- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 59 กระดูกขาวตามรอย หมอธรรมดาเข้าสู่แดนเซียน
บทที่ 59 กระดูกขาวตามรอย หมอธรรมดาเข้าสู่แดนเซียน
บทที่ 59 กระดูกขาวตามรอย หมอธรรมดาเข้าสู่แดนเซียน
บทที่ 59 กระดูกขาวตามรอย หมอธรรมดาเข้าสู่แดนเซียน
"พรวด" จ้าวอู๋จีบ้วนหินสร่างเมาที่ร้อนระอุราวกับถ่านอยู่ใต้ลิ้นออกมา
กลับมีเลือดสีดำปะปนออกมาด้วยเล็กน้อย คล้ายเกิดจากปราณขยะในร่างกายที่สะสมกันเป็นก้อน พอคายออกมาแล้วก็รู้สึกโล่งสบายขึ้นมาก
จ้าวอู๋จีลูบคลำลำคอ ภายในลำคอยังคงรู้สึกแผดเผาราวกับกลืนถ่านไฟ ในกระเพาะก็ยังรู้สึกปั่นป่วนอยู่บ้าง
"สุราพวกนี้ ดื่มรวดเดียวมากไปหน่อย ถ้าเป็นคนธรรมดาดื่มเข้าไป คงเอาชีวิตไม่รอดแน่"
สุราวิญญาณในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ก็คือยาพิษในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง
ปลายนิ้วของเขาผูกลัญจกรโคจร "วิชาเสพกลืน" เพื่อสะกดและกลั่นกรองปราณวิญญาณอันแสนดุดันที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายเป็นครั้งสุดท้าย
วิชาเสพกลืนนับว่าสมศักดิ์ศรีการเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองคาถาตี้ซา แม้ความเร็วในการสกัดกลั่นสุราวิญญาณจะเทียบไม่ได้กับบทกวีเทพสุราส่วนที่เหลือ แต่ก็สามารถประสานการทำงานเพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับบทกวีเทพสุราฉบับสมบูรณ์ได้
หากเปลี่ยนไปใช้วิชาอาคมอื่น เขาอาจจะเมาสุราจนตายไปแล้ว
"เมาครั้งนี้ ก็ถือว่าคุ้มค่า"
เขาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวๆ สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ พรสวรรค์ด้านพลังวิญญาณระดับแสงสีทองชั้นเลิศ
การรับสมัครเมล็ดพันธุ์เซียนของราชวงศ์ใกล้เข้ามาแล้ว หากในตอนตรวจสอบพรสวรรค์ สามารถตบตาผ่านด่าน แสร้งทำเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงได้ บางทีอาจจะได้รับการละเว้นจากงานใช้แรงงานอย่างการขุดเหมืองทำนา และได้ก้าวเข้าสู่การเป็นศิษย์หลักโดยตรง ได้รับการเพาะบ่มอย่างเน้นหนัก
"หวังว่าพรสวรรค์ด้านพลังวิญญาณนี้ จะคงอยู่ได้นานขึ้นอีกสักหน่อย คงต้องหาโอกาสทดสอบขีดจำกัดดูเสียแล้ว"
จ้าวอู๋จีลอบคิดในใจ พลางเก็บหินสร่างเมาเอาไว้
ในโลกบำเพ็ญเพียรที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้ ปัจจัยใดๆ ที่ไม่แน่นอน ล้วนอาจกลายเป็นจุดอ่อนถึงตายได้
เขาลุกขึ้นตรวจสอบขวดโหลต่างๆ บนตัว คร่าวๆ แล้ว ภาชนะเหล่านี้บรรจุสุราโบราณจอกทองคำไว้ได้ประมาณแปดชั่งเศษ
หากดื่มเพิ่มอีกสักหกชั่ง การทะลวงสู่ขั้นชักนำปราณระดับสามก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ดูเหมือนจะง่ายกว่าตอนทะลวงสู่ระดับสองมาก
ทว่า สุราในรูหน้าผาหิน ก็ถูกเขาควักออกมาหมดแล้ว
"สุราในรูแห่งนี้ เป็นเพียงหยดสุราจอกทองคำที่ถูกผนึกเอาไว้จนซึมออกมา... เมื่อใช้งานคู่กับหินสร่างเมา ก็จะทำหน้าที่เสมือนเป็นตาข่ายค่ายกลชนิดหนึ่ง ต้องใช้วิชาลับของแคว้นเย่หลางจึงจะเปิดได้
ส่วนสุราวิเศษ ฟ้า ดิน คน และทองคำของแท้นั้น ยังคงซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในค่ายกล..."
จ้าวอู๋จีเดินไปที่หน้าผาหิน ลูบคลำพื้นผิวหินที่เย็นเฉียบ รู้สึกดายอยู่บ้าง "น่าเสียดาย แม้วิชาทักษะลูกกลอนของข้าจะสามารถควบคุมหินสร่างเมาได้ แต่มันก็ไม่ใช่วิชาลับของแคว้นเย่หลางอยู่ดี จึงไม่สามารถเปิดค่ายกลเพื่อนำสุราวิเศษทั้งสี่ที่ฝังอยู่ภายในออกมาได้"
แม้จะนึกเสียดาย แต่เขาก็พอใจแล้ว และไม่ได้ดึงดัน
วันหน้าหากได้เรียนรู้วิชาเคลื่อนย้าย วิชาจัดค่ายกล หรือวิชาเรียกของในเจ็ดสิบสองคาถาตี้ซา
ขอเพียงสำเร็จแค่วิชาใดวิชาหนึ่ง สมบัติล้ำค่าเบื้องหลังหน้าผาหินแห่งนี้ ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องเปลี่ยนมาใช้แซ่จ้าวอยู่ดี
เขาไม่มัวอาลัยอาวรณ์อีก หันหลังเดินลงจากเขา
ที่ริมฝั่งแม่น้ำชื่อสุ่ยบริเวณตีนเขาไม่ไกลนัก เสี่ยวหลินและเยี่ยอู่ต่างก็ชะเง้อคอรอคอยอยู่นานแล้ว
เมื่อเห็นเขากลับมาอย่างปลอดภัย สีหน้าที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงในที่สุด
"ออกเดินทางกลับเมืองหลวง"
จ้าวอู๋จีกระโจนขึ้นรถม้า สะบัดแขนเสื้อเบาๆ "ระหว่างทางหากเจอเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ค่อยไปซื้อม้าเพิ่มแล้วแวะพักเอาแรง"
"ขอรับ!"
"ในที่สุดข้าก็จะได้กลับไปหาน้องสาวเสียที"
เมื่อทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้ายินดีปรีดา ความหวาดผวาตลอดหลายวันที่ผ่านมากวาดหายไปจนหมดสิ้น รีบฟาดแส้เร่งม้าทันที
ภายในห้องโดยสารรถม้า จ้าวอู๋จีเทสุราจากขวดโหลต่างๆ ที่พกติดตัวมา ใส่ลงในไหสุราภายในรถจนหมด
จากนั้น ขณะที่คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงความแข็งแกร่งของวิญญาณที่กระดูกสันหลัง เขาก็อาศัยแสงจันทร์ พลิกอ่านบันทึกความรู้ของถ้ำสวรรค์หมื่นสัตว์ หวังจะทำความเข้าใจกับวิชาควบคุมนกหรือวิชารวบรวมสัตว์ป่า
ตำราเหล่านี้ รวมถึงตำราที่ปีศาจจิ้งจอกเฒ่าทิ้งไว้ เมื่อเขาศึกษาจนจบแล้ว ก็จะทำลายทิ้งให้สิ้นซาก
เพราะถึงอย่างไร ทั้งสองก็มีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำของฮองเฮาผู้ชั่วร้ายทั้งสิ้น
หลังจากกลับไปแล้ว ตำราเหล่านี้ไม่ควรปรากฏอยู่ในจวนขุนนางเด็ดขาด
รวมถึงเสี่ยวหลินและเยี่ยอู่ด้วย หลังจากกลับถึงเมืองหลวงอย่างลุล่วง เขาจะใช้วิชาคลายฝันเพื่อแก้ไขความทรงจำระยะสั้นของทั้งสองคนอีกครั้ง ทำให้เรื่องราวการหาสุราแห่งแคว้นเย่หลาง กลายเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง
ประสบการณ์การหาสุราในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการตายของเจ้าวิญญาณแห่งวิถีกระดูกขาว และพัวพันกับความแค้นของลัทธิกระดูกขาว
หากจัดการเรื่องนี้ไม่เรียบร้อย การอำพรางตัวที่เขาอุตส่าห์ทำไว้ที่พรรคหว่าจินก็จะสูญเปล่า และไม่จำเป็นต้องดึงรั้งคนธรรมดาสองคนให้เข้ามาเกี่ยวพันด้วย
ดังนั้น ความเสี่ยงบางประการ เขาก็ควรเป็นคนลบทิ้งด้วยมืองตัวเองจะดีกว่า
ล้อรถม้าหมุนฟันฝ่าไปข้างหน้า และห่างออกไปอย่างรวดเร็ว บรรทุกพาวาสนาเซียนที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย แล่นกลับไปตามเส้นทางเดิม เลือนหายไปไกลลิบในสายฝุ่นแห่งโลกียวิสัย
...
เพียงแค่สองวันหลังจากที่จ้าวอู๋จีและคณะนั่งรถม้าจากไป
ภายในหอบัญชาการพรรคหว่าจินเมืองชื่อสุ่ย บรรยากาศอึดอัดหนักอึ้งราวกับก้อนเหล็ก
โครงกระดูกสตรีที่แห้งเกรียมไหม้เป็นตอตะโก ร่างหนึ่งวางทอดอยู่กลางโถง
หูซื่อและเหล่าหัวหน้าระดับสูงของพรรคต่างก็ยืนก้มหน้า เหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่มแผ่นหลัง ขาทั้งสองข้างสั่นเทาประดุจตะแกรงร่อน
ชายชราหน้าม่วงผู้มีฐานะสูงส่งนั่งตระหง่านอยู่ด้านบน ร่างกายกำยำดั่งราชสีห์ทาบทับเกิดเป็นเงาดำทะมึนน่าสะพรึงกลัว เสียงแค่นจมูกดังดุจฟ้าผ่า ส่งผลให้ทุกคนรีบคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้น หน้าผากแนบชิดแผ่นอิฐสีเขียวทันที
"ท่าน ซ้าย... ซ้ายเจินจุน..." หูซื่อฟันกระทบกันดังกึกๆ "คนผู้นั้นห้อยป้ายคำสั่งหอเทียนจีจริงๆ ขอรับ... ต้องเป็นคนของหอเทียนจีแน่ๆ ไม่ผิดแน่"
"โอ้?" ประกายแสงในดวงตาของชายชราสาดส่องอย่างดุดัน "พวกเจ้าลองบรรยายมาสิ ป้ายคำสั่งหอเทียนจีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?"
ทั้งสี่คนตัวแข็งทื่อทันที พยายามเค้นสมองนึก ทว่าความทรงจำช่วงนั้นกลับคลุมเครือราวกับมองดูดอกไม้ผ่านม่านหมอก นึกอย่างไรก็มองเห็นไม่ชัดเจน...
"ป้ายนั่น... ดูเหมือนจะมีสลักคำว่า 'เทียนจี' อยู่..." ลูกพรรคคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ผายลม!"
ชายชราหน้าม่วงตวาดลั่นดุจสายฟ้าฟาด คลื่นเสียงอัดแน่นจนกลายเป็นพลังโจมตีรุนแรง กระแทกคนที่พูดจนลอยละลิ่วถอยหลังไปไกลถึงสามจั้ง ชนเสาไม้หักสะบั้น กระอักเลือดออกมาไม่หยุด
คนอื่นๆ ที่เหลือใบหน้าซีดเผือดดุจคนตาย โขกศีรษะขอชีวิตไม่หยุดจนแผ่นอิฐเขียวแตกกระจาย เลือดไหลอาบ
ชายชราผุดลุกขึ้นด้วยแววตาวาวโรจน์น่าเกรงขาม เดินไปที่โครงกระดูกที่ถูกขุดขึ้นมาวางบนพื้น ยกมือขึ้นคว้ากะโหลกศีรษะสีดำเกรียมที่แตกเป็นช่องโหว่มาไว้ตรงหน้า พิจารณาดูพลางแค่นเสียงเย็นชาว่า
"คนของหอเทียนจี น้อยนักที่จะปรากฏตัวในยุทธภพ ยิ่งไปกว่านั้นก็แทบไม่เคยลงมือเลย จึงลึกลับเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาไม่มีทางพกตัวระบุตัวตนติดตัวเพื่อโอ้อวดไปทั่วหรอก
คนเช่นนั้น จะยอมให้พวกเศษสวะอย่างพวกเจ้าล่วงรู้ถึงที่มาที่ไปได้อย่างไร..."
หูซื่อและคนอื่นๆ ฟังแล้ว สีหน้าก็เลื่อนลอยงุนงง หากไม่ใช่คนของหอเทียนจี แล้วจะเป็นใครไปได้เล่า?
ชายชรากวาดสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองไปยังฝูงชน "คนที่สามารถสังหารเจ้าวิญญาณเผิงและจงใจใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น... ต้องเป็นเพราะหวาดกลัวการแก้แค้นของลัทธิกระดูกขาวของข้าเป็นแน่ ทว่าวิธีการทำลายศพของเขานั้น กลับเรียบง่ายจนเกินไป กลายเป็นทำเกินกว่าเหตุไปเสีย
พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งของที่กัดกร่อนร่างกายเหล่านี้คืออะไร?"
หูซื่อและพรรคพวกม่านตาหดวูบ ยังไม่ทันนึกอะไรออก ก็เห็นชายชรากำนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน
"ปัง!"
ท่ามกลางละอองเลือดที่ระเบิดกระจาย เลือดเนื้อของหูซื่อและพวกหลุดลอกออกจากกัน ร่วงหล่นกลายเป็นโครงกระดูกขาวโพลนหลายร่างตกลงพื้น
ชายชราสะบัดแขนเสื้อหันหลัง เดินเหยียบย่ำผ่านกองเลือดเศษกระดูกบนพื้นพร้อมแค่นเสียงหัวเราะหยัน "ให้พวกโง่เขลาอย่างพวกเจ้า... ไปเป็นยมทูตนำทางรับใช้ท่านเจ้าวิญญาณก็แล้วกัน..."
ผงกระดูกปลิวว่อนไปตามสายลม เจินจุนซ้ายแห่งลัทธิกระดูกขาวสะบัดมือโปรยเถ้ากระดูกอย่างไม่แยแส เสื้อคลุมสีดำพลิ้วไหว ร่างกายพุ่งติดตามไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำชื่อสุ่ย
เขากวาดสายตาเยือกเย็นมองรอยล้อรถม้าที่รางเลือนบนตลิ่งแม่น้ำ ร่องรอยล้อรถม้านั้นเลือนหายไปจนไม่อาจตามรอยต่อได้
วิชาตามรอยกระดูกขาวขาดเบาะแสลงตรงนี้
ทว่าจากคำให้การของพรรคพวกก่อนหน้านี้ ทำให้เขามั่นใจได้ว่า ชายลึกลับผู้นั้นถือแผนที่ฝังสุราไว้ในมือ และมุ่งหวังหาสุราวิเศษทั้งสี่ของแคว้นเย่หลางเช่นเดียวกัน
"แผนที่ฝังสุรา... แม้เจ้าวิญญาณหยกดำจะตกตายไป แต่ก็นับว่าตายได้อย่างมีคุณค่าอยู่บ้าง" เขากระซิบด้วยเสียงแหบพร่า
ณ ตอนนี้แม้เบาะแสจะขาดหายไป แต่เขากลับมีทิศทางในการตามล่าที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเสียแล้ว
"คนในวังหลวงแคว้นเสวียนงั้นรึ? สิ่งที่ใช้กัดกร่อนกระดูกศพนั้นแม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับคล้ายคลึงกับผงสลายกระดูกที่ข้าเคยพบเห็นเมื่อหลายปีก่อนอย่างยิ่ง..."
เจินจุนซ้ายหรี่ตามองไปยังจุดที่รอยล้อรถม้าหายไป จู่ๆ ก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา
ในฐานะเจินจุนแห่งลัทธิกระดูกขาว เขาจะไม่มีทางไม่รู้จักยาวิเศษประหลาดอย่างผงสลายกระดูกที่ใช้จัดเตรียมเกี่ยวกับเศษกระดูก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังล่วงรู้ที่มาที่ไปของมันอย่างแน่ชัดด้วยซ้ำ
เขาดึงกระดูกมือท่อนหนึ่งของเจ้าวิญญาณหยกดำออกมาจากในแขนเสื้อ ขยี้กระดูกจนเป็นผุยผง ปากท่องคาถา ปล่อยให้คาถาผสานเข้ากับผงกระดูกเพื่อใช้เป็นสื่อนำ จากนั้นก็เริ่มต้นตามรอย
วิชาตามรอยกระดูกขาวนี้ ต้องอยู่ในระยะทางที่กำหนดจึงจะสามารถตามรอยเป้าหมายได้ หากระยะห่างไกลเกินไป กลับจะตามรอยไม่ได้
แต่ตราบใดที่ตามรอยไปตามเบาะแสที่มุ่งหน้าไปยังวังหลวงแคว้นเสวียน ไม่นานก็ต้องตามตัวฆาตกรตัวจริงที่ถือแผนที่ฝังสุราเจออย่างแน่นอน
...
และในช่วงเวลานี้เอง การรับสมัครเมล็ดพันธุ์เซียนของถ้ำสวรรค์หลินหลางพร้อมกับการมาถึงของผู้ฝึกตนจากถ้ำสวรรค์หลายสิบคน ก็ค่อยๆ เริ่มต้นเปิดฉากขึ้น
ณ ตำหนักพักร้อนเผิงไหล แคว้นเสวียน
พระสนมกุ้ยเฟยหลี่คุกเข่าถวายเห็ดหลินจือสุริยันสีชาดแก่ผู้ฝึกตนหญิงสวมชุดคลุมตัวยาวสีม่วงที่นั่งอยู่ด้านบนอย่างนอบน้อม
ขณะที่ปลายนิ้วของนางเพิ่งจะแตะลงบนกล่อง นางก็พลันส่งยิ้มพริ้มพรายไปยังจักรพรรดิเจาหมิง "ฝ่าบาท ของวิเศษชิ้นนี้ช่างลึกล้ำเสียจริง หม่อมฉันเพียงแค่แตะเบาๆ ก็รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรแล้วเพคะ..."
นางปรายตามองไปยังประมุขยอดเขาฮวาที่มีผ้าคลุมหน้าบางๆ ปิดบังใบหน้า "ความรู้สึกช่างคล้ายคลึงกับเมื่อเดือนก่อน ตอนที่หมอหลวงจ้าวฝังเข็มให้หม่อมฉันไม่ผิดเพี้ยนเลยเพคะ
เข็มเงินนั้นเย็นเฉียบอย่างชัดเจน ทว่าเมื่อฝังลงไปในร่างกายแล้ว กลับให้ความรู้สึกราวกำลังอาบแสงอรุโณทัย ทำให้ร่างกายหม่อมฉันอบอุ่นซ่านไปทั่วสรรพางค์เลยเพคะ"
"ข้าผู้เป็นเจ้ายอดเขากำลังต้องการของสิ่งนี้พอดี รับน้ำใจนี้ไว้แล้วกัน"
จู่ๆ ประมุขยอดเขาฮวาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
พระสนมกุ้ยเฟยหลี่หยุดคำพูดอย่างรู้กาลเทศะ หันมาเสิร์ฟน้ำชาด้วยกิริยาอ่อนน้อม ขณะที่กำลังคาดเดาความคิดของผู้อาวุโสแห่งโลกเซียนอยู่
ผ้าคลุมหน้าของประมุขยอดเขาฮวาขยับเล็กน้อย น้ำเสียงที่เย็นชาประกุจสายน้ำแข็งไหลรินก็ดังขึ้น "ในยุคก่อนๆ ไม่เคยขาดแคลนหมอเทวดาในโลกฆราวาสที่บำเพ็ญเพียรและสกัดยาเม็ด จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ เหนือล้ำผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปเสียอีก
อย่างเก่อหงที่แต่งตำรา <ตำรับยาโจ่วโฮ่วฟาง> เป้าผู่จื่อที่หลอมยาเม็ดเก้าวัฏจักร และเถาหงจิ่งที่แต่งตำรา <เจินเก้า> และ <เปิ่นเฉ่าจิงจี๋จู้> จนได้รับฉายา 'อัครมหาเสนาบดีในขุนเขา'..."
นางใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ "ส่วนหมอหลวงแห่งแคว้นเสวียนของพวกเจ้า ข้าผู้เป็นประมุขยอดเขาส่วนตัวกลับไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามว่ามีผู้ใดเป็นอัจฉริยะลือนาม
หมอหลวงจ้าวผู้นี้ หรือจะมีความโดดเด่นอะไรที่ต่างออกไป?"
พระสนมกุ้ยเฟยหลี่ลอบยินดีอยู่ในใจ นางนึกรู้แล้วว่าผู้อาวุโสแห่งแดนเซียนท่านนี้เริ่มสนใจประเด็นนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว...