- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 58 ระดับพรสวรรค์สูงขึ้น ราชวงศ์คัดเลือกเซียน
บทที่ 58 ระดับพรสวรรค์สูงขึ้น ราชวงศ์คัดเลือกเซียน
บทที่ 58 ระดับพรสวรรค์สูงขึ้น ราชวงศ์คัดเลือกเซียน
บทที่ 58 ระดับพรสวรรค์สูงขึ้น ราชวงศ์คัดเลือกเซียน
หลังจากสร่างเมาไปได้สักพัก จ้าวอู๋จีก็เหงื่อท่วมตัว ลูกกลอนจำลองพลังวิญญาณเปล่งประกายเจิดจ้า
ไอกลิ่นสุรามากมายมหาศาลกลับกลายเป็นพลังวิญญาณสายแล้วสายเล่า หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
ขั้นชักนำปราณระดับสอง!
จ้าวอู๋จีสร่างเมาลงไปหลายส่วน สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณสายหนึ่งที่ควบแน่นขึ้นภายในร่าง รวมถึงแสงสีทองที่แผ่ซ่านออกมาจากกระดูกสันหลัง เขารู้สึกประหลาดใจระคนดีใจ
"สุราแค่หนึ่งตำลึง กลับสามารถควบแน่นพลังวิญญาณได้ถึงหนึ่งสาย...? แถมระดับความแกร่งของวิญญาณยังกลายเป็นแสงสีทองชั้นเลิศอีกด้วย"
สายตาเขาเป็นประกายร้อนแรง ลิ้มรสสัมผัสอย่างละเอียด "สิ่งที่เรียกว่าการยกระดับใน 'ระยะสั้น' นี่..." เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "ตกลงแล้วมันจะคงอยู่ได้นานแค่ไหนกัน?"
แม้ว่าจะเป็นเพียงการยกระดับชั่วคราว แต่ระดับความแกร่งของวิญญาณในยามนี้ที่ก้าวกระโดดขึ้นสู่ระดับแสงสีทอง ก็พอจะจินตนาการได้เลยว่า ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการบำเพ็ญเพียรหรืออานุภาพในการร่ายเวทอาคม ล้วนได้รับการยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด
พลังวิญญาณไหลเวียนในเส้นชีพจรเชี่ยวกรากราวกับแม่น้ำสายใหญ่ ไหลลื่นกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว
เขาพลันหันไปมองยังรูบนหน้าผาหิน "หากได้ดื่มสุราสักเจ็ดชั่ง... ข้าคงจะทะลวงผ่านขั้นชักนำปราณระดับสามไปแล้ว"
ทันใดนั้น เขาก็ไม่รอช้าอีกต่อไป หยิบกล่องหยกและขวดยาเล็กๆ ที่เป็นภาชนะออกมาจากอกเสื้อ
และดำเนินการใช้ลูกไม้กลวงตักสุราต่อไป แม้จะเชื่องช้า แต่ก็ราวกับมองเห็นระดับการบำเพ็ญเพียรที่กำลังทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ
...
เมืองหลวงแคว้นเสวียน ภายในตำหนักพักร้อนเผิงไหล อวี้หลินจื่อมือหนึ่งถือแส้ปัด อีกมือหนึ่งถือม้วนทองคำรับเซียน สายตาหยุดอยู่ที่คำว่า 'แสงสีทอง' ในบรรทัดของพระสนมกุ้ยเฟยหลี่ หลี่ซืออวี่พลางพยักหน้าเล็กน้อย
"ศิษย์น้อง เจ้าช่างซ่อนสตรีงามไว้ในเรือนทองเสียจริง ไม่บอกไม่กล่าวจู่ๆ ก็หาต้นกล้าชั้นเลิศมาได้คนหนึ่งเชียวหรือ..."
เขากวาดสายตามายังบรรทัดที่สอง 'อู๋จื่อจิ้ง บุตรชายคนโตของอู๋ซือเฉิง สายรุ้งขาว'
เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ แอบนึกติติงในใจว่าช่างสิ้นเปลืองทรัพยากรในการทดสอบเสียจริง แต่พอเห็นข้อความในบรรทัดถัดลงมา คิ้วก็ค่อยๆ คลายออก
"หลี่เนี่ยนเวย ขุนนางโหรแห่งสำนักโหรหลวง เมฆาเขียว"
ส่วนบรรทัดที่สี่คือ 'หลู่ม่อเซียง บุตรสาวคนที่สองของผู้บัญชาการหลู่ เปลวเพลิงแดง'
อวี้หลินจื่อลอบถอนใจในใจ หันไปมองจักรพรรดิเจาหมิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งมีทีท่าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้นว่า "ศิษย์น้อง การคัดเลือกรอบแรกคราวนี้ คงต้องเอาพรสวรรค์ระดับกลางอย่างเปลวเพลิงแดงเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ หากได้พรสวรรค์ระดับเมฆาเขียว สมควรได้เข้าสู่ถ้ำสวรรค์โดยตรงเลย"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง "แต่หากมีพรสวรรค์ระดับแสงสีทองอย่างหลี่ซืออวี่ ก็สามารถรับเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของถ้ำสวรรค์ได้เลย!"
จักรพรรดิเจาหมิงทรงหมุนจอกหยกในพระหัตถ์เล่นพลางแย้มสรวลเสียงเบา "ศิษย์พี่เอ๋ยศิษย์พี่... เกณฑ์มาตรฐานนี้... ถ้าเจิ้นจำไม่ผิด ครั้งสุดท้ายที่ผ่อนปรนให้ถึงระดับเปลวเพลิงแดง ก็เป็นเรื่องเมื่อหกสิบปีก่อนแล้วหนา"
ประกายแห่งความระลึกถึงอดีตวาบผ่านพระเนตร "ตอนนั้นเจิ้นยังเป็นแค่เด็กน้อยผมจุกอยู่เลย"
อวี้หลินจื่อส่ายหน้าพลางกล่าว "ผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศไม่ได้มีเกลื่อนกลาด หากหาง่ายปานนั้น ศิษย์น้องก็คงไม่ได้มีเพียงแค่หลี่ซืออวี่คนเดียวในรอบหลายปีมานี้หรอก"
เขาเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน "เมื่อหกสิบปีก่อนคลังสมบัติอ๋องเซี่ยงถือกำเนิดขึ้น ถ้ำสวรรค์แต่ละแห่งต่างก็พากันลดเกณฑ์การรับสมัครเมล็ดพันธุ์เซียน บัดนี้แดนลับเทียนหนานกำลังจะเปิดออก ก็เป็นเช่นเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากการซุ่มทำอย่างลับๆ มาเป็นทำอย่างเปิดเผยเท่านั้น"
เขามองจักรพรรดิด้วยสายตาแฝงความหมายลึกซึ้ง "ปีนั้นผู้ที่โดดเด่นออกมาจากถ้ำสวรรค์หลินหลางของเรา ก็คือฮองเฮาอวี๋องค์ปัจจุบันนี่เอง
มาตอนนี้ที่ศิษย์น้องคิดจะแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่ ก็ไม่รู้ว่าหลี่ซืออวี่ผู้นี้... จะสามารถโดดเด่นขึ้นมาได้หรือไม่..."
"หึ!"
จักรพรรดิเจาหมิงทรงแสดงความไม่พอพระทัย "ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละคนเท่านั้นแหละ"
ประกายแสงสีทองวาบผ่านพระเนตรของพระองค์ "หากจะพูดถึงเรื่องพรสวรรค์ ซืออวี่กับเจิ้นและก็อวี๋หลานซี ล้วนแต่สูสีกัน หากเข้าไปในแดนลับแห่งนั้นได้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความหวังเสียทีเดียว"
อวี้หลินจื่อไม่อยากจะโต้เถียงด้วย เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงรีบเก็บงำท่าที "เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถิด มีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องรบกวนศิษย์น้องให้ช่วยเรียกใช้พลังจากพิกัดชีพจรมังกร เพื่อช่วยตรวจสอบสักหน่อย"
"หืม?" จักรพรรดิเจาหมิงทรงขมวดพระขนง "ศิษย์พี่ต้องการจะสืบเรื่องเหลียนอวิ๋นเซวียนที่หายตัวไปนานแล้วหรือ?
คนผู้นั้นก็แค่มีพรสวรรค์ระดับกลาง มีพลังฝีมืออยู่แค่ขั้นชักนำปราณระดับสอง บางทีอาจจะพ่ายแพ้บาดเจ็บสาหัสในสนามรบเมื่อวันนั้น จนมาสิ้นใจตายระหว่างทางกลับ ก็เป็นได้ ถึงกับต้องรบกวนให้เจิ้นสิ้นเปลืองพลังชีพจรมังกรของแคว้นเสวียนเพื่อตามหาคนๆ นี้เชียวหรือ?"
"ศิษย์น้อง" อวี้หลินจื่อสะบัดแส้ปัดคราหนึ่ง ตะเกียงทองแดงในตำหนักก็พลันหรี่แสงลง "ก่อนวันส่งท้ายปีเก่า หลานศิษย์เหลียนพักค้างแรมที่บ้านเกิดในเมืองหย่งกุ้ย ตามธรรมเนียมแล้วเขาควรจะต้องเข้าวังมาเข้าเฝ้า แต่เขากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่นั้นมา"
สีหน้าของเขาจริงจังขึ้น "วันนั้นที่ฮองเฮารายงานต่อหน้าประมุขยอดเขาฮวา ว่ามีผู้ฝึกตนจากถ้ำสวรรค์หมื่นสัตว์บังคับสัตว์อสูรบุกรุกวังหลวง กอปรกับลัทธิไร้ขอบเขตก็มีความเคลื่อนไหวผิดปกติไปบ่อยครั้ง ศิษย์น้องเอ๋ย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน!"
สายตาของจักรพรรดิเจาหมิงมืดมนลง "ฮองเฮามีพฤติกรรมเสื่อมเสีย กักขังวิญญาณอาฆาตของพระสนมในอดีตฮ่องเต้ไว้ในวังหลังแต่แรก นั่นก็เป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง!"
เส้นพระโลหิตบนหลังพระหัตถ์ภายใต้ชุดฉลองพระองค์ลายมังกรปูดโปน "หากนางไม่ดื้อรั้นหลอมสร้างของชั่วร้ายนั่น มีหรือจะต้องลงเอยเช่นนี้ ประมุขยอดเขาฮวา... ยังถือว่าใจกว้างกับนางมากเกินไปด้วยซ้ำ..."
"ศิษย์น้อง!" อวี้หลินจื่อขมวดคิ้ว
"ช่างเถอะ!"
จักรพรรดิเจาหมิงทรงผุดลุกขึ้น สายมุกระย้าสิบสองสายบนพระมาลากวัดแกว่งอย่างแรง "เจิ้นจะเรียกใช้ชีพจรมังกรสักครั้ง เพื่อช่วยศิษย์พี่สืบหาความจริง หวังว่าในวันหน้าที่หลี่ซืออวี่โดดเด่นขึ้นมา ศิษย์พี่จะช่วยพูดจาสนับสนุนนางต่อหน้าเจ้าถ้ำและประมุขยอดเขาฮวาบ้าง..."
"ศิษย์น้องวางใจได้!" อวี้หลินจื่อพยักหน้า ก่อนจะหยิบสิ่งของติดตัวของเหลียนอวิ๋นเซวียนออกจากอกเสื้อ
จักรพรรดิเจาหมิงทรงรับสิ่งของชิ้นนั้นมา เดินออกไปนอกตำหนัก แล้วเชิญตราหยกแผ่นดินออกมา พลันปรากฏไอปราณมังกรสีทองมหาศาลอัดแน่นอยู่ในดวงพระเนตรทั้งสองข้าง ขณะที่คลื่นพลังวิญญาณทั่วพระวรกายก็สั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง
"มังกรท่องหล้า แผ่นดินจงฟังคำสั่งเจิ้น! สั่ง!"
จักรพรรดิเจาหมิงทรงผูกลัญจกรพร้อมกับตวาดเสียงต่ำ ตราหยกพุ่งทะยานออกไป เปล่งแสงเรืองรองเจิดจ้า ลวดลายสีทองคล้ำบนแผ่นกระเบื้องปูพื้นใต้พระบาทพลันสว่างวาบขยายตัวเลื้อยพันดุจสิ่งมีชีวิตลุกลามออกไปยังลานกว้างเบื้องนอก
ภายนอกตำหนักพักร้อน ปราณมังกรแห่งพิกัดปฐพีของวังหลวงเดือดพล่าน ไอศิริมงคลแห่งภูผาและนทีไหลมารวมกันดุจแม่น้ำร้อยสายบรรจบมหาสมุทร ปราณมังกรเหนือตำหนักพักร้อนควบแน่นกลายเป็นมังกรยักษ์มหึมา ม้วนตัวมารวมกันอยู่ในฝ่าพระหัตถ์
จักรพรรดิเจาหมิงทรงหลับพระเนตรลงครึ่งหนึ่ง สัมผัสแห่งโอรสสวรรค์แผ่ขยายออกไปตามปราณของชีพจรมังกร เพื่อค้นหาร่องรอยกลิ่นอายที่เกี่ยวข้องกับเหลียนอวิ๋นเซวียนจากสิ่งของในพระหัตถ์
ภูเขา แม่น้ำ เมืองหลวง หมู่บ้าน ล้วนปรากฏเป็นภาพมายาฉายชัดอยู่ในปราณมังกร
ราษฎรเปรียบดั่งมดปลวก ผู้ฝึกตนเปรียบดั่งหิ่งห้อย
มีเพียงผู้ที่มีคลื่นพลังวิญญาณเท่านั้น จึงจะสามารถทิ้งร่องรอยไว้ในสายน้ำแห่งปราณมังกรของพิกัดปฐพีได้
ทันใดนั้น พระองค์ก็ทรงขมวดพระขนงมุ่น
เหนือท้องฟ้าเมืองหย่งกุ้ย กลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่สายหนึ่งลอยตามลักษณะภูมิประเทศมาจนถึงภูเขาหานซานที่อยู่ชานเมืองหลวง ก่อนจะขาดสะบั้นลงอย่างกะทันหันราวกับว่าวสายป่านขาด ปลิวว่อนจวนจะเลือนหายไป
นั่นคือร่องรอยสุดท้ายของเหลียนอวิ๋นเซวียน แต่กลับเหมือนถูกพลังบางอย่างตัดขาดอย่างจงใจ หลงเหลือเพียงกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่...
"ถูกคนฆ่าแล้วรึ?... ใครกันช่างบังอาจนัก?"
จักรพรรดิเจาหมิงทรงพึมพำ ทันใดนั้นปราณมังกรที่ปลายนิ้วก็เดือดพล่าน ท่ามกลางภาพมายาที่ฉายชัด พระองค์คล้ายจะจับกระแสปราณปีศาจสายหนึ่งไว้ได้เลือนลาง
ทว่าปราณปีศาจนั้นก็สลายหายไปจากเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจาย
"เป็นฝีมือของปีศาจจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นรึ?"
พระขนงของจักรพรรดิเจาหมิงขมวดมุ่น พระองค์ทรงค้นหาต่อไป และรับรู้ถึงกลิ่นอายอีกสายหนึ่งที่ภูเขาหานซานได้อย่างเลือนลาง
แต่กลิ่นอายนั้นกลับลอยวูบวาบอยู่กลางอากาศ ไร้ซึ่งร่องรอยให้จับต้อง แม้แต่ปราณมังกรก็ไม่อาจตามจับได้
ไม่นานกลิ่นอายนั้นก็พุ่งทะยานแหวกอากาศไป ยากจะตามสืบได้อีก
จักรพรรดิเจาหมิงทรงตกตะลึงอย่างยิ่ง "ใต้หล้าทั่วปฐพี ล้วนเป็นผืนแผ่นดินของราชัน ตราบใดที่ย่างกรายผ่านขุนเขาและแม่น้ำในแคว้นเสวียนของเจิ้น เจิ้นย่อมตามสืบได้ แต่กลิ่นอายนี้กลับไม่อาจตามรอยได้ ทะยานหายไปในอากาศ หรือว่าจะเป็นยอดคนระดับเซียนเหินเวหาที่เท้าไม่ต้องแตะพื้นงั้นรึ?"
อวี้หลินจื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ประหลาดใจเช่นกัน
ทุกชีวิตที่ย่างกรายผ่านเทือกเขาและแผ่นดินของแคว้นเสวียน ย่อมต้องถูกชีพจรมังกรจดจำกลิ่นอายเอาไว้
เว้นเสียแต่จะเป็นผู้อาวุโสที่เหาะเหินเดินอากาศอยู่บนที่สูง มิเหตุใดจึงตามรอยไม่ได้?
แต่ต่อให้เป็นยอดฝีมือผู้อาวุโส หากไม่ได้เหาะออกนอกเขตแดนของแคว้นเสวียนไปแบบรวดเดียวจบ หากมีจังหวะร่อนลงแตะพื้น ก็ตามรอยได้อยู่ดี
ขนาดตัวเขาเอง ยังยากที่จะใช้พลังวิญญาณของตัวเองเหาะเหินออกนอกเขตแดนแคว้นเสวียนไปได้โดยตรงเลย
ผู้อาวุโสที่มีความสามารถระดับนี้ ไฉนจึงไปร่วมมือกับปีศาจเฒ่าตัวหนึ่ง เพื่อลงมือกับตัวละครเล็กๆ ที่มีพลังแค่ขั้นชักนำปราณระดับต้นอย่างเหลียนอวิ๋นเซวียนกัน?
จักรพรรดิเจาหมิงไม่กล้าสืบค้นต่อ ทรงรีบเก็บตราหยกแผ่นดินลงทันที ทอดพระเนตรมองอวี้หลินจื่อด้วยสายตากังขาและตื่นตระหนก
"ศิษย์พี่ ที่ท่านพูดมาถูกต้องเลย เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว ยอดคนผู้นี้ร้ายกาจนัก"
อวี้หลินจื่อขมวดคิ้วรับคำ "เกรงว่าคงจะเกี่ยวข้องกับถ้ำสวรรค์หมื่นสัตว์ที่อยู่นอกแดนเทียนหนานจริงๆ เสียแล้ว ข้าจะรีบนำเรื่องนี้ไปกราบทูลให้เจ้าถ้ำทรงทราบทันที"
...
พูดถึงอีกฝั่งหนึ่ง จ้าวอู๋จีเองไม่ได้ศึกษาวิชาทำนายอย่างวิชาเลขดาราหรือวิชาลางสังหรณ์ จึงไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่า จักรพรรดิแห่งแคว้นเสวียนยอมทุ่มทุนเรียกใช้ชีพจรมังกร เพื่อสืบหาสาเหตุการตายของเหลียนอวิ๋นเซวียนด้วยตนเอง
โชคดีที่เขาเป็นคนรอบคอบและระมัดระวังตัวจนเป็นนิสัย หลังจากที่ดวงวิญญาณของเหลียนอวิ๋นเซวียนสลายไปแล้ว เขาก็ใช้วิชาชักนำพลังสลายกลิ่นอายไปจนหมดสิ้น
ส่งผลให้แม้แต่ชีพจรมังกรก็ไม่อาจตามรอยได้ บังเอิญสร้างภาพลวงตาให้เหมือนกับว่ามียอดฝีมือระดับผู้อาวุโสเหาะทะยานออกนอกเขตแดนของแคว้นเสวียนไป
แม้จักรพรรดิแห่งแคว้นเสวียนและอวี้หลินจื่อจะมีพลังฝีมือสูงส่งเพียงใด แต่จะไปจินตนาการถึงความมหัศจรรย์ของเจ็ดสิบสองคาถาตี้ซาได้อย่างไร
เวลานี้ จ้าวอู๋จีกลับกำลังเอนกายพิงหินสีน้ำเงิน ดื่มสุราอยู่บนสันเขามังกรแดงจนเริ่มมีอาการมึนเมา พวงแก้มขึ้นสีแดงปลั่ง ภาพที่เห็นตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน
หลังจากเขาบรรจุสุราลงในกล่องหยก ขวดยา และภาชนะอื่นๆ ที่พกติดตัวมาจนเต็มแล้ว สุราที่เหลืออยู่ในรูก็ตกสู่ท้องเขาทั้งหมด
สุราปริมาณเพียงแค่ชั่งเดียว กลับทำให้เขาแม้จะอมหินสร่างเมาเอาไว้ ก็ยังยากจะต้านทานฤทธิ์สุราได้ ภาพตรงหน้าเริ่มสั่นไหวและซ้อนทับกัน
จนใจ เขาทำได้เพียงผูกลัญจกรวิชาเสพกลืน ผสานเข้ากับบทกวีเทพสุราส่วนที่เหลือ เพื่อเร่งกลั่นฤทธิ์สุราที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในท้อง ไอกลิ่นสุราแต่ละสายแผดเผาเส้นชีพจรดั่งไฟบรรลัยกัลป์
จนกระทั่งดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดไม้ แสงจันทร์เย็นเยียบผสมผสานกับกระดลมภูเขาพัดโชยมาปะทะใบหน้า จ้าวอู๋จีจึงสามารถขับไล่ไอกลิ่นสุราสายสุดท้ายออกไปได้
พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์สิบสายจมดิ่งลงสู่จุดตันเถียนราวกับมังกรวารีหวนคืนสู่รัง ระดับการบำเพ็ญเพียรเลื่อนขึ้นเป็นขั้นชักนำปราณระดับสองอย่างเงียบงัน แสงสีทองจากกระดูกสันหลังสว่างจ้า
แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึกเหมือนมีไฟเผาที่ลำคอ ในกระเพาะก็ปวดแปลบเหมือนถูกเข็มทิ่มแทง แทบจะต้องอาเจียนออกมาให้รู้แล้วรู้รอด...