- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 57 สถานที่ฝังสุรา อาวุธวิเศษแคว้นเย่หลาง
บทที่ 57 สถานที่ฝังสุรา อาวุธวิเศษแคว้นเย่หลาง
บทที่ 57 สถานที่ฝังสุรา อาวุธวิเศษแคว้นเย่หลาง
บทที่ 57 สถานที่ฝังสุรา อาวุธวิเศษแคว้นเย่หลาง
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องราวกับสีเลือด อาบไล้หน้าผาสูงชันสีแดงคล้ำริมฝั่งแม่น้ำชื่อสุ่ย
ณ บริเวณหน้าผา เยี่ยอู่กางแผนที่ฝังสุราสีเหลืองซีดออก กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า "ใต้เท้า ที่นี่แหละขอรับ แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมานับพันปี แต่ลักษณะภูมิประเทศชระภูเขา 'มังกรสามตัวคาบแก้ว' ก็ยังคงอยู่"
จ้าวอู๋จีเพ่งมองไป ก็เห็นสันหินสามสายบนยอดผาราวกับกระดูกมังกรที่ขาดสะบั้น ส่องประกายแปลกประหลาดยามย่ำค่ำ
เยี่ยอู่เดินเข้าไปแหวกพุ่มหนามหนาทึบ เผยให้เห็นเข็มทิศหินสลักที่บิ่นแหว่งปกคลุมด้วยมอส
แม้เข็มทิศนั้นจะขึ้นสนิมกรังร แต่ก็ยังคงชี้ไปยังรูที่เจ็ดบนหน้าผาอย่างแน่วแน่
รูนั้นมีขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารก ขอบรูเต็มไปด้วยรอยกัดเซาะคล้ายรังผึ้ง ยามลมหุบเขาพัดผ่าน กลับมีเสียงลมหวีดหวิวสะอื้นไห้ดังลอดออกมา
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้ว "เป็นที่นี่งั้นรึ? รูแค่นี้จะเข้าไปได้อย่างไร? หรือว่ามีกลไกรังซ่อนอยู่?"
เยี่ยอู่ส่ายหน้าทอดถอนใจ "ใต้เท้า แคว้นเย่หลางในอดีตนั้นพิถีพิถันเรื่องการหาสุราสามประการ นั่นคือ จังหวะเวลา ภูมิประเทศ และบุคคลที่เหมาะสม
บัดนี้แม้อยู่ในมือเราจะมีแผนที่ฝังสุรา มีทั้งภูมิประเทศและบุคคลที่เหมาะสม แต่กลับไม่รู้ว่าจังหวะเวลาคือเมื่อใดขอรับ"
"จังหวะเวลา..." จ้าวอู๋จีนิ่งเงียบแหงนมองท้องฟ้า
เมฆยามเย็นสีเทาทะมึนดั่งเหล็ก ดวงอาทิตย์ตกดิน
ในยุคสิ้นธรรมเช่นนี้ จะไปมี 'จังหวะเวลา' ที่ปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร?
หรือจะต้องกลับมือเปล่าจริงๆ ต้องรอจนกว่าปราณวิญญาณจะฟื้นฟู ถึงจะเป็นจังหวะเวลาที่ใช่หรือ?
"พวกเจ้าตามหามาหลายวันคงเหนื่อยแล้ว ลงเขาไปก่อนเถอะ"
จ้าวอู๋จีลูบคลำหน้าผาเบาๆ "ข้าขอวิเคราะห์ดูอีกหน่อย"
เยี่ยอู่ถอนหายใจ รู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถช่วยใต้เท้าหาสุราชั้นยอดพบได้ หลังจากส่งแผนที่ฝังสุราให้จ้าวอู๋จีแล้ว เขาก็ลงเขาไปรอพร้อมกับเสี่ยวหลิน
เมื่อในป่าเงียบสงัดลง จ้าวอู๋จีก็จ้องมองรูเล็กๆ บนหน้าผาฝั่งตรงข้าม ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผูกลัญจกรใช้วิชาทักษะลูกกลอนอย่างฉับพลัน
"ฟุ่บ"
กระบี่ลูกกลอนเกราะคมบินออกจากแขนเสื้อ มุดเข้าไปในรูขนาดเท่ากำปั้นนั้น และสำรวจเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้ส่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เข้าไปด้วยโดยตรง เพื่อป้องกันการไปกระตุ้นค่ายกลหรือกลไกบางอย่างของแคว้นเย่หลางในอดีตเข้า
ในยุคก่อนๆ มีผู้ฝึกตนอยู่เป็นจำนวนมาก ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีลูกไม้แพรวพราวอะไรซ่อนอยู่
กระบี่ลูกกลอนพุ่งทะยานไปตามทางเดินที่มืดมิด เสียงลมปะทะผนังหินดังก้องสะท้อนแผ่วเบา
จ้าวอู๋จีหลับตาตั้งสมาธิ หูขยับเล็กน้อย สัมผัสวิญญาณแห่งขอบเขตกุยเจินดักจับคลื่นเสียงเอาไว้ได้ทั้งหมด
เส้นทางในถ้ำที่คดเคี้ยวราวกับเขาวงกต ปรากฏขึ้นในหัวเขาทีละแห่ง
บางแห่งก็เป็นทางตัน แต่กลับไม่มีอันตรายใดๆ เป็นเพียงแค่ค่ายกลวงกตที่ซับซ้อนเท่านั้น
จ้าวอู๋จีใจชื้นขึ้นมาบ้าง ควบคุมทักษะลูกกลอนสำรวจต่อไป
หลังจากนั้นราวร้อยอึดใจ กระบี่ลูกกลอนก็ทะลุเข้าสู่ที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งอย่างกะทันหัน
จ้าวอู๋จีเลิกคิ้วเล็กน้อย เขากลับสัมผัสได้ถึงเสียงน้ำไหลริน
"มีสุรางั้นรึ?!"
ขณะที่เขากำลังจะเรียกกระบี่ลูกกลอนกลับมา ก็พลันรู้สึกถึงแรงต้านทานประหลาดสายหนึ่ง
กระบี่ลูกกลอนคล้ายกับชนเข้ากับวัตถุทรงกลมบางอย่าง ที่กำลังลอยฟ่องไปมาอยู่ในสุรา
"อะไรกัน... ทรงกลมเหมือนกันด้วย..."
จ้าวอู๋จีประหลาดใจ
ตราบใดที่เป็นวัตถุทรงลูกกลอน วิชาทักษะลูกกลอนก็สามารถควบคุมได้ทั้งสิ้น
ด้วยความแปลกประหลาดใจ เขาจึงเลิกควบคุมกระบี่ลูกกลอนสลับเปลี่ยนลัญจกรอย่างรวดเร็ว หันไปใช้ทักษะลูกกลอนควบคุมวัตถุทรงกลมลึกลับนั่นแทน
ชั่ววินาทีที่สัมผัสได้ รูม่านตาของจ้าวอู๋จีก็หดตัวลงอย่างแรง
สิ่งนั้นไม่ใช่ทั้งทองและหยก แต่กลับหมุนช้าๆ ตามการชักนำของวิชาอาคม ราวกับ... กำลังตอบสนองการเรียกหาของเขา...
"อาวุธวิเศษรึ?"
วัตถุทรงลูกกลอนที่ทักษะลูกกลอนบังเอิญไปควบคุมเข้านั้น ดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งวิญญาณ ทำให้จ้าวอู๋จีตระหนักได้ในทันทีว่า มันน่าจะเป็นอาวุธวิเศษที่ไร้เจ้าของอย่างแน่นอน
"แปลกประหลาดนัก ผู้ฝึกตนโบราณในอดีต ก็มีคนชอบเล่นอาวุธวิเศษทรงลูกกลอนเหมือนข้าด้วยหรือ?"
จ้าวอู๋จีละทิ้งกระบี่ลูกกลอนเกราะคมชั่วคราว พยายามบังคับวัตถุทรงลูกกลอนภายในรูนั้นออกมา ด้วยเกรงว่ามันจะใหญ่เกินกว่าจะรอดออกมาจากรูได้
ทว่าครู่ต่อมา สายตาเขาก็จับจ้องเขม็ง
ก้อนหินทรงกลมสีอำพันขนาดเท่าไข่นกพิราบ ลอยออกมาจากรู
ลวดลายตามธรรมชาติบนพื้นผิวของลูกปัดหินราวกับหยดสุราที่จับตัวเป็นก้อน กลับแผ่ซ่านกลิ่นหอมหวนของสุราเก่าแก่นับพันปีออกมาจางๆ
ก้อนหินทรงกลมหยุดลอยอยู่ตรงหน้า กลิ่นสุราโชยเข้าจมูก พลังลมปราณในกายพลันพลุ่งพล่านราวกับน้ำเดือดพล่าน แม้แต่ลูกปัดหยินหยางก็ยังสั่นไหวเล็กน้อย
"เพียงแค่กลิ่นสุราที่ระเหยออกมา ก็มีกลิ่นอายแห่งวิญญาณถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
เขาแตะปลายนิ้วลงไปเบาๆ พลังวิญญาณผสานเข้ากับทักษะลูกกลอน ลวดลายสุราบนก้อนหินทรงกลมก็สว่างวาบขึ้น อักขระนับไม่ถ้วนปรากฏเชื่อมโยงกันราวกับฝูงปลาแหวกว่าย
「หินสร่างเมา·จอกทองคำ」
「สามจอกรู้มรรคคา หนึ่งโต่วผสานธรรมชาติ」
「เพียงรู้รสสุทรีย์ในสุราไยต้องบอกต่อผู้ตื่นรู้」
「ฮูหยินหลี่เฉวียนทิ้งไว้」
จ้าวอู๋จีใจสั่นสะท้าน ของสิ่งนี้แท้จริงแล้วคือหินสร่างเมาจอกทองคำ หนึ่งในสี่หินสร่างเมาที่ฮูหยินหลี่เฉวียน ภริยาของกษัตริย์แคว้นเย่หลางเป็นผู้ทิ้งเอาไว้!
และบทกวีเทพสุราที่บันทึกอยู่ภายในนั้น ก็คือบทกวีที่เหลือเพียงหนึ่งในสี่ส่วน เพียงแค่ดื่มสุราก็สามารถเพิ่มพูนระดับการบำเพ็ญเพียรได้
จ้าวอู๋จีเพียงแค่บงการมันในเบื้องต้น ก็พอจะล่วงรู้ถึงที่มาที่ไปและสรรพคุณของของสิ่งนี้แล้ว
หากอมหินก้อนนี้ไว้ในปากสามลมหายใจ ก็สามารถแก้พิษได้สารพัด โดยเฉพาะแก้อาการเมาสุรา
หากได้หินสร่างเมาอีกสามชนิด รวบรวมหินฟ้า หินดิน หินคน และหินทองคำครบทั้งสี่ก้อน ก็จะสามารถสร้างค่ายกลเทพสุราได้ หินฟ้าเป็นตัวแทนความบริสุทธิ์ หินดินเป็นตัวแทนความขุ่น หินคนเป็นตัวแทนวิญญาณ หินทองคำเป็นตัวแทนความร้อนแรง ก่อเกิดเป็นภาพลวงตา 'เมามายเป็นตาย'
ผู้ที่ตกอยู่ค่ายกล ประสาทสัมผัสทั้งห้าจะถูกพิษสุรากัดกร่อน สิ่งที่เห็นและได้ยินจะเหมือนคนเมามายไม่ได้สติ สถานเบาก็จะเลอะเลือน สถานหนักก็จะจมดิ่งอยู่ในค่ายกลลวงตา ระดับพลังการบำเพ็ญเพียรจะมลายหายกลายเป็นเพียงสุราขุ่นไหหนึ่ง
"ยังไม่เคยได้ยินค่ายกลสุราแบบนี้มาก่อนเลย ช่างน่ากลัวจริงๆ..."
จ้าวอู๋จีเบนสายตาไปที่หน้าผาอย่างหวาดผวา
เบื้องหลังหน้าผานี้ ก็คือค่ายกลเทพสุราที่อาศัยสุราวิญญาณและภูมิทัศน์เป็นรากฐาน อาศัยกระแสพลังแห่งภูเขาและแม่น้ำก่อให้เกิดวัฏจักรปราณวิญญาณได้เอง
หากฝืนทำลายค่ายกล ก็จะเป็นการกระตุ้นการทำงานของค่ายกลทันที!
ทว่าสิ่งที่จ้าวอู๋จีให้ความสนใจมากกว่าก็คือ...
"เปลือกนอกของหินก้อนนี้สร้างขึ้นจากการหลอมรวมกันระหว่างยางสนหมื่นปีและเหล็กอุกกาบาตนอกโลก แข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายได้
หยดสุราแก่นสกัดพันปีที่ถูกผนึกไว้แกนกลาง ต้องใช้บทกวีเทพสุราฉบับสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะนำออกมาได้ หลังจากใช้หินก้อนนี้สร่างเมาแล้ว ยังช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของวิญญาณในช่วงเวลาสั้นๆ ได้อีกด้วย..."
จ้าวอู๋จีใช้วิชาทักษะลูกกลอนทดลองควบคุมมันอยู่ครู่ใหญ่ ก็เข้าใจได้ว่าตนเองสามารถสั่งการมันให้ใช้เพียงความผสามารถพื้นฐานของหินสร่างเมาเท่านั้น
ส่วนในระดับที่ลึกลงไป ซึ่งก็คือหยดสุราสกัดแก่นแท้พันปีที่ฮูหยินหลี่เฉวียนร่ายเวทผนึกไว้นั้น วิชาทักษะลูกกลอนไม่อาจฝืนคลายได้
นี่ก็เป็นเรื่องปกติ หากไม่มีทักษะลูกกลอน เขาก็คงไม่อาจใช้งานหินก้อนนี้ได้แต่แรก ต้องเป็นผู้ฝึกตนของแคว้นเย่หลางที่ใช้เคล็ดวิชาลับเฉพาะควบคู่กับสายเลือดจึงจะเปิดใช้งานมันได้
ทว่าสรรพคุณของอาวุธวิเศษชิ้นนี้ ไม่ว่าจะความต้านทานทำลายไม่ได้ หรือความสามารถในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้วิญญาณ ฟังดูแล้วล้วนยอดเยี่ยมทั้งสิ้น
"แข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายได้จริงๆ นินะ? "
จ้าวอู๋จีหยิบอาวุธวิเศษกระดูกนิ้วมือที่พันด้วยเส้นด้ายออกมาจากอกเสื้อ จากนั้นก็ส่งผ่านพลังหยินเข้าไปวูบหนึ่ง
ปลายนิ้วดีดออก อาวุธวิเศษพุ่งแหวกอากาศราวกับงูพิษพ่นพิษ กระแทกเข้าใส่หินสร่างเมาที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างแรง
"เคร้ง!"
ท่ามกลางเสียงปะทะอันบาดแก้วหู อาวุธวิเศษกระดูกนิ้วมือกลับถูกผลักให้กระเด็นออกไปอย่างแรง
จ้าวอู๋จียื่นมือออกไปรับไว้ ก็เห็นว่าเกราะกระดูกที่เคยคมกริบประดุจใบมีด บัดนี้กลับมีรอยร้าวปริแตกเป็นริ้วเส้นเล็กๆ พลังหยินที่ปกคลุมอยู่ภายนอกก็สูญสลายไปเกือบครึ่ง
"แข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายได้จริงๆ ด้วย... ระดับของอาวุธวิเศษชิ้นนี้น่าจะสูงกว่าอาวุธวิเศษกระดูกนิ้วมือพวกนั้นมาก..."
จ้าวอู๋จีพินิจดูหินสร่างเมาอย่างละเอียด ก็พบว่าบนพื้นผิวไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
หินสร่างเมาก้อนนี้ไม่เพียงแต่เป็นสุดยอดของวิเศษในการถอนพิษเท่านั้น
แต่เพียงแค่ความทนทานต่อการสึกหรอมานับพันปี ก็เหนือล้ำกว่าอาวุธเทพศาสตราใดๆ นับหมื่นชิ้น สามารถนำมาแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาวุธวิเศษคู่กายของเขาได้เป็นอย่างดี!
ในใจรู้สึกยินดีปรีดา
"แต่เรื่องสรรพคุณสร่างเมาอะไรนี่ ออกจะน่าขำอยู่นิดหน่อย... ในฐานะผู้ฝึกตน แถมยังมีร่างกายอันแข็งแกร่งระดับมหาปรมาจารย์สายบู๊ ต่อให้ดื่มพันจอกก็ไม่เมา นับประสาอะไรกับแค่จุบจิบสุราสองหมึกแล้วต้องมาหาทางสร่างเมา...
แต่การที่พอสร่างเมาแล้วจะช่วยยกระดับความแกร่งของวิญญาณได้ชั่วขณะ นี่สิคือสรรพคุณชั้นยอดเลย"
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เรียกหินสร่างเมาที่ยังคงมีกลิ่นหอมกรุ่นของสุราแผ่ซ่านออกมาจางๆ นำมาจ่อริมฝีปากเพื่อลิ้มลองรสชาติ
เมื่อหินสัมผัสลำคอ รสชาติสุราก็พลันเผ็ดร้อนและตามติดด้วยความหวานล้ำ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความหอมกรุ่นละมุนละไม อบอวลอยู่ในปากตลบอบอวลไม่จางหาย
จ้าวอู๋จีรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวาของวิญญาณที่กระดูกสันหลัง แสงวิญญาณสีเขียวเข้มกลับเจือประกายสีทองบางๆ พลังวิญญาณในร่างเต้นระรัวอย่างลิงโลด แม้แต่ลูกปัดหยินหยางก็ยังสั่นไหวเล็กน้อย
"เพิ่มความแกร่งให้วิญญาณได้จริงๆ ด้วย? นี่สิถึงจะสมกับ... สมกับเป็นสุราทรงคุณค่าระดับจอกทองคำ..."
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พุ่งทะยานเข้าไปในป่าไม้ด้านข้าง
ไม่นานนัก เขาก็กลับมาพร้อมกับก้อนไม้กลวงหลายลูกที่เพิ่งสลักเสร็จ
ลูกไม้เหล่านี้กลวงโบ๋ ด้านในถูกขุดเจาะด้วยเข็มทองปราณแท้ ประมาณว่าสามารถเก็บสุราวิญญาณได้ราวหนึ่งตำลึง
จ้าวอู๋จีบังคับก้อนไม้ให้พุ่งลอดเข้าไปในรูที่หน้าผาหิน ไม่นานก้อนไม้ก็ลอยกลับออกมา
เขารับก้อนไม้ไว้ในมือ แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียว
สุราสีอำพันส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย เมื่อไหลลงคอราวกับสายไฟ นำไปสู่เปลวเพลิงที่แผดเผาไหม้ลามไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมกรุ่นตลบอบอวลไปทั้งกาย
"เผ็ดร้อนนัก"
จ้าวอู๋จีส่งเสียง 'จิ๊' ขึ้นมาคำหนึ่ง พลันรู้สึกถึงความผิดปกติ อาการมึนเมาเริ่มเข้าโจมตี และฤทธิ์สุราก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้าฝั่ง ความเมามายก็พุ่งทะลวงสติสัมปชัญญะของเขาจนพร่ามัวไปในชั่วพริบตา
แย่แล้ว!
นี่คือสุราจอกทองคำ ดื่มเข้าไปแค่ตำลึงเดียวก็ทนไม่ไหวแล้วหรีอ?
เขารีบอมหินสร่างเมาเข้าไปในปาก พลางท่องบทกวีเทพสุราในใจ 'สามจอกรู้มรรคคา หนึ่งโต่วผสานธรรมชาติ...'
อาการมึนเมาค่อยๆ จางหายไป สมองค่อยๆ โปร่งโล่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ในร่างกายของเขาก็อบอุ่นราวกับถูกย่างด้วยไฟ แสงวิญญาณที่กระดูกสันหลังสว่างโรจน์ เปล่งประกายแสงสีทองออกมาหลายสายแทนที่จะเป็นเพียงแสงสีเขียวเข้มเหมือนก่อนหน้านี้...