- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 54 เจ้าวิญญาณกระดูกขาว ตกปลาได้วาฬรึ
บทที่ 54 เจ้าวิญญาณกระดูกขาว ตกปลาได้วาฬรึ
บทที่ 54 เจ้าวิญญาณกระดูกขาว ตกปลาได้วาฬรึ
บทที่ 54 เจ้าวิญญาณกระดูกขาว ตกปลาได้วาฬรึ
เมื่อรับรู้ถึงเสียงของสตรีอันเย็นเยียบที่โผล่มาข้างหูอย่างกะทันหัน จ้าวอู๋จีก็ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด เขาจับสัมผัสพลังนี้ได้ตั้งนานแล้ว ว่าเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นกุยเจินที่สัมผัสได้ก่อนหน้านี้
"ใต้เท้า รีบหนีไปขอรับ พวกมันมาเพื่อแย่งชิงแผนที่ฝังสุราในมือท่าน"
ขณะนั้นเอง เสี่ยวหลินพลันอ้าปากเตือนด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ส่วนเยี่ยอู่ที่อยู่ด้านข้างกลับมีสีหน้าสิ้นหวัง
ดูเหมือนว่าพอเห็นจ้าวอู๋จีแล้วเพิ่งจะมีความหวังขึ้นมานิดหน่อย แต่ยังไม่ทันจะได้หนีก็ร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกแห่งความสิ้นหวังอีกครั้ง
ฟุ่บ! เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะลวงประตูเข้ามาดุจภูตผี ปิดกั้นทางออกจนมิด ชายกระโปรงสีดำตัวกว้างสะบัดพริ้วตามสายลมราวกับอีกากางปีก ขับเน้นใบหน้าขาวซีดของนางให้ดูราวกับยมทูตขาวดำ
จ้าวอู๋จีปรายตามองสตรีที่เข้ามาในห้องเพียงแวบเดียวและยังคงสงบนิ่ง มือที่ไพล่หลังแอบผูกลัญจกรวิชาสะกดปราณเอาไว้ ก่อนกล่าวอย่างเรียบเฉย
"พวกมันรู้ได้อย่างไรว่าแผนที่ฝังสุราอยู่ในมือข้า?"
"เป็น...เป็นข้าเองที่บอกขอรับใต้เท้า"
เยี่ยอู่กล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด "พวกมันใช้เหล็กร้อนนาบก้นข้า...ถามว่าทำไมข้าถึงรู้ว่าต้องมาขุดสุราที่นี่...ข้าก็เลยบอกไปว่า ตั้งแต่เด็กท่านพ่อพาข้ามาขุดสุราที่นี่..."
เขาพลันไออย่างรุนแรง พ่นฟันที่เปื้อนเลือดออกมาซี่หนึ่ง "พวกมัน...พอพวกมันรู้ว่าท่านพ่อมีแผนที่ใบหนึ่ง...ก็ใช้คีมเหล็กถอดเล็บข้า...ใต้เท้า ข้าผิดไปแล้วขอรับ"
เสี่ยวหลินที่อยู่ด้านข้างกล่าวด้วยความละอายใจ "ใต้เท้า เรื่องนี้จะโทษเยี่ยอู่ก็ไม่ได้ เป็นเพราะข้าเขียนจดหมายหาท่าน พวกมันกลับรู้ว่าข้าเคยเขียนจดหมายหาท่าน จึงเดาได้ว่าแผนที่ฝังสุราอยู่ที่ท่านขอรับ"
จ้าวอู๋จีมองเยี่ยอู่ที่มีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่าง ก่อนจะส่ายหน้า "ช่างเถอะ ยุทธภพโหดร้ายแต่เดิมก็ไม่ควรดึงพวกเจ้าเข้ามาพัวพัน"
"หึหึหึ เวลาแบบนี้ เจ้ายังมีกะจิตกะใจมาสงสารลูกน้องของตัวเองอยู่อีกหรือ?"
ตอนนั้นเอง สตรีหน้าประตูก็มองจ้าวอู๋จีด้วยสายตาเย็นเยียบแล้วยิ้มบาง
จ้าวอู๋จีระบุอย่างสงบนิ่ง "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเข้ามาในค่าย?"
สตรีผู้นั้นหัวเราะแผ่วเบา สีหน้าเย้ยหยัน "หรือเจ้าคิดว่า พรรคหว่าจินจะไม่มีสายหน้าในเมืองชื่อสุ่ย?"
จ้าวอู๋จีร้องอ้อ "ลูกจ้างร้านสุรางั้นรึ?"
สตรีผู้นั้นส่ายหน้าเบาๆ เอามือไพล่หลังเดินไปมา "เป็นเถ้าแก่ร้านสุราต่างหาก เจ้าช่างใจเย็นนัก คงจะมีฝีมือขั้นกุยเจินสินะ? อายุน้อยแถมยังหน้าตาหล่อเหลาปานนี้ มีระดับพลังขนาดนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง
แต่เจ้าคงจะเคยได้ยินชื่อเสียงความน่าเกรงขามของลัทธิกระดูกขาวแล้วกระมัง ข้าคือคนของลัทธิกระดูกขาว..."
"ข้าถามจบแล้ว เลิกหนวกหูอวดดีเสียที!"
จู่ๆ จ้าวอู๋จีก็พูดขัดจังหวะคำพูดของสตรีผู้นั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เจ้าว่าอะไรนะ?"
สตรีผู้นั้นตกตะลึง ขมวดคิ้วจ้องมองจ้าวอู๋จี นางไม่เคยเจอใครกล้าขัดจังหวะคำพูดของนางอย่างไร้มารยาทเช่นนี้มาก่อน ต่อให้เป็นมหาปรมาจารย์ระดับเดียวกันก็ไม่กล้าทำเช่นนี้เด็ดขาด
ใบหน้าของนางบึ้งตึง นัยน์ตาแฝงจิตสังหารแล้วยิ้ม "หลังจากข้าจับตัวเจ้าได้ ข้าจะค่อยๆ ทรมานไอ้หน้าขาวอย่างเจ้า บีบให้เจ้าคายแผน..."
คำพูดยังไม่ทันจบ นางก็รู้สึกว่าพลังปราณอันแกร่งกล้าในร่างพลันปั่นป่วนอย่างรุนแรง กระแทกจนตันเถียนเจ็บปวดรวดร้าว
ทางด้านเสี่ยวหลินและอีกคนที่อยู่ข้างหลังจ้าวอู๋จี กลับรู้สึกหายใจไม่ออก พลังลมปราณแตกซ่าน สลบไสลไปโดยไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ
จ้าวอู๋จีขี้เกียจพูดให้มากความ ร่ายวิชาสะกดปราณโดยตรง!
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
เข็มทองหลายเล่มถูกซัดออกจากแขนเสื้อของเขาอย่างกะทันหัน พุ่งแหวกลมออกไป ปลายเข็มปราณแท้ก่อตัวเป็นพลังลมที่แหลมคมพุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของสตรีผู้นั้นในชั่วพริบตา
สตรีผู้นั้นเห็นแต่แสงสีทองเรืองรองอยู่เบื้องหน้า
พลังลมปราณที่แหลมคมเป็นสายๆ พุ่งเข้ามาพร้อมจิตสังหารอันน่าครั่นคร้าม ทว่าพลังปราณในร่างของนางกลับปั่นป่วนและแข็งทื่อ ทำให้ไม่สามารถโคจรพลังป้องกันได้ทันท่วงที นางจึงตกตะลึงพรึงเพริด
ในวินาทีอันตึงเครียดแทบปริแตกนี้ นางพลันสะบัดมือซัดสิ่งของที่อยู่ในแขนเสื้อออกมา
วิ้ง!
คลื่นพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งพุ่งออกมาราวกับกระแสน้ำเชี่ยว ชนเข้ากับพลังลมปราณที่ถาโถมเข้ามา จนเข็มทองที่พุ่งเข้ามาถูกกระแทกแตกกระจายกลางอากาศ
และมีประกายแหลมคมจุดหนึ่งแหวกลมพุ่งตรงมาถึงหน้าจ้าวอู๋จี
"อาวุธวิเศษ!"
จ้าวอู๋จีตกใจ ถอยร่นไปด้านหลัง แต่ประกายแสงนั่นก็เปลี่ยนทิศทางตามติดอย่างรวดเร็ว
มันวาดวิถีเป็นเส้นโค้งงดงามกลางอากาศ แล้วม้วนพุ่งเข้าใส่ร่างของเขาประดุจสายฟ้าแลบ
"ปัง"
จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังสั่นสะเทือนแปลกประหลาดดังขึ้น
พลังปราณไร้สภาพก่อตัวเป็นเกราะคุ้มกันร่างของจ้าวอู๋จี ปัดป้องอาวุธวิเศษที่จู่โจมเข้ามา การปะทะกันก่อให้เกิดกระแสลมอันรุนแรง พัดพาสิ่งของรอบตัวกระเด็นออกไปไกลกว่าหนึ่งจั้ง
อาวุธวิเศษนั้นปรากฏรูปลักษณ์กลางอากาศ มันมีลักษณะคล้ายเส้นผมยาวๆ พันรัดกระดูกนิ้วมือสีขาวซีด ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
"ฆ่า!"
ในตอนนั้นสตรีผู้นั้นก็ประคองลมปราณในร่างให้คงที่ได้อย่างยากลำบาก แม้จะตกใจกลัวต่อยอดวิชาอันแปลกประหลาดของจ้าวอู๋จี ทว่ายิ่งตกใจกลัวมากเท่าไร ก็ยิ่งกระตุ้นจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในยามคับขันของนาง นางจึงตะโกนเสียงหลงขึ้นมา
"ตายเสียเถอะ"
ฟุ่บ
อาวุธวิเศษที่ดูราวกับเส้นผมขยับเตรียมตัดคอจ้าวอู๋จี
ทว่า กลับมีแสงเย็นวาบไวกว่านั้นหลายเท่า พุ่งเจาะกลางหน้าผากนางในพริบตา ดัง "ฉึก" จนกลายเป็นรูเลือด
เสียงกรีดร้องของสตรียังไม่ทันหลุดรอดจากปาก ประกายแสงสีเงินก็สาดกระเซ็นพร้อมเลือดสาดกระจาย
ใบมีดเปิดปิดทะลวงกะโหลกสตรีผู้นั้นทันควัน เลือดพุ่งกระฉูด ก่อนจะหดตัวกลับมาเป็นทรงกลมสีเงินลอยอยู่กลางอากาศ
"ตึง"
ร่างไร้หัวล้มตึงลงกับพื้นอย่างแรง ฝุ่นตลบ
จ้าวอู๋จียังคงประคองวิชาเกราะลมปราณไว้ ใบมีดกระบี่หมุนวนอยู่ข้างกายเขาราวกับมังกรแหวกว่าย
เขาคลายมือที่กุมอาวุธวิเศษกรงเล็บร้อยสัตว์ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังออก
ฝั่งตรงข้าม อาวุธวิเศษประหลาดชิ้นนั้นหล่นร่วงสู่พื้นอย่างอับแสง ตามการเสียชีวิตของผู้เป็นนาย
เขาใช้เท้าเขี่ยของวิเศษรูปทรงกระดูกชิ้นนั้น คิ้วขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
สตรีผู้นี้รู้ทั้งรู้ว่าคู่ต่อสู้คือมหาปรมาจารย์ขั้นกุยเจิน ก็ยังกล้าอวดดี ที่แท้ก็เพราะพึ่งพาของสะกดวิญญาณชิ้นนี้สินะ...
จู่ๆ รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลง
ผู้ที่ครอบครองอาวุธวิเศษระดับนี้ได้ จะเป็นเพียงตัวเสือกระดาษในลัทธิกระดูกขาวเชียวหรือ ครั้งนี้เกรงว่าคงเผลอแหย่รังแตนเข้าให้เสียแล้ว
"ช่างเถอะ ฆ่าก็ฆ่าไปแล้ว หัวก็หลุดไปแล้ว ข้าต่อคืนให้ไม่ได้หรอก"
จ้าวอู๋จีเตะร่างที่กองอยู่บนพื้น พลางส่ายหัว
เขาประสานอินร่ายวิชาทงโยวตามความเคยชิน
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์แปลงเป็นกลุ่มควันเขียว แบ่งสายลมวิญญาณแห่งปรโลกพัดม้วนวิญญาณที่ลอยออกมาจากร่างของสตรีผู้นั้น
"ตายแล้วกลายเป็นผีก็อย่าอวดดีเลย ยอมให้ข้าดูความทรงจำแต่โดยดี..."
วิญญาณแห่งปรโลกของจ้าวอู๋จีม้วนดึงวิญญาณของสตรีชุดดำเข้ามากอดไว้ และเริ่มกวาดดูความทรงจำในนั้น
หลังจากใช้วิชาทงโยวค้นดูความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของจ้าวอู๋จีก็ประเดี๋ยวคล้ำหม่น ประเดี๋ยวแปลกประหลาด
สตรีผู้นี้ แท้จริงแล้วคือเจ้าวิญญาณหยกดำ หนึ่งในสี่เจ้าวิญญาณกระดูกขาวแห่งลัทธิกระดูกขาว
ตำแหน่งระดับนี้ ก็พอๆ กับว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิอู๋ซั่งเลยทีเดียว
หมายความว่า เขาได้ฆ่าคนที่มีตำแหน่งคล้ายคลึงกับคู่หมั้นของตนเองไป
มิน่าเล่า นางถึงมีอาวุธวิเศษไว้ในครอบครอง แถมเวลาพูดจายังชอบใช้คำแทนตัวว่าตัวข้าผู้ยิ่งใหญ่
"ทำตัวหยิ่งผยองนัก ตอนนี้ก็ไม่มีที่ให้ผยองแล้ว!"
จ้าวอู๋จีส่ายหัว
นานจือเซี่ยยังไม่เคยวางกล้ามใส่เขาแบบนี้เลย นางเอาใจใส่และอ่อนโยนอยู่เสมอ เจ้าวิญญาณกระดูกขาวผู้นี้ตายได้ไม่สมควรได้รับความสงสารเลย
แต่ในความทรงจำของอีกฝ่าย กลับมีข้อมูลที่สำคัญกว่านั้นอยู่
ที่แท้สุราวิเศษทั้งสี่ชนิดของแคว้นเย่หลางโบราณ ได้แก่ ฟ้า ดิน คน และจอกทองคำ ล้วนไม่ใช่สุราธรรมดาเลย
แคว้นเย่หลางโบราณในอดีต คือดินแดนแห่งเซียนสุรา ที่ดึงดูดผู้ฝึกตนที่หลงใหลในสุราให้แห่แหนกันมา
ต่อมาแม้จะล่มสลายไป แต่สุราวิเศษทั้งสี่ชนิดก็ยังหลงเหลืออยู่บ้าง
แม้จะผ่านยุคสิ้นธรรมมาแล้ว แต่สุราเก่าแก่ที่ถูกฝังลึกอยู่ใต้ดินนับพันปี ก็ยังอัดแน่นไปด้วยปราณวิญญาณอันน่าทึ่ง
ด้วยเหตุนี้ หลังจากลัทธิกระดูกขาวรู้ความลับนี้เข้า จึงได้บังคับให้พรรคหว่าจินออกขุดค้นโบราณสถานของเมืองเย่หลางไปทั่ว
แม้เมื่อครึ่งปีก่อนจะพบสุราเลิศรสในถิ่นเดิมของพ่อเยี่ยอู่ แต่ก็ยังไร้วี่แววของสุราวิเศษทั้งสี่ ซ้ำยังพบว่าแผนที่ฝังสุราถูกคนเอาไปแล้วด้วย
เมื่อเสี่ยวหลินและเยี่ยอู่ตามมาขุดสุรา พรรคหว่าจินก็รับรู้ถึงความผิดปกติและรีบรายงานต่อลัทธิกระดูกขาวทันที
ลัทธิกระดูกขาวจึงส่งเจ้าวิญญาณกระดูกขาวผู้นี้มาควบคุมสถานการณ์
นางผู้นี้ก็เจ้าเล่ห์นัก จงใจปล่อยเสี่ยวหลินทั้งสองคนไปหลายวัน รอกระทั่งเสี่ยวหลินเขียนจดหมายหาจ้าวอู๋จี จึงค่อยลงมือจับกุมคนทั้งสอง
จุดประสงค์ก็เพื่อล่อให้จ้าวอู๋จีผู้ถือครองแผนที่ฝังสุราเดินทางมายังเมืองชื่อสุ่ยด้วยตนเอง แล้วค่อยรวบหัวรวบหางในคราวเดียว
ทว่าเห็นได้ชัดว่า พวกเขาเตะแผ่นเหล็กเข้าให้แล้ว มั่นใจในฝีมือตัวเองเกินไปหน่อย ตกปลาได้วาฬ เรือก็เลยล่มไม่เป็นท่า
"ในความทรงจำของเจ้าวิญญาณ ประมุขลัทธิกระดูกขาวเป็นผู้ฝึกตนที่บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จ อาจจะเหนือกว่าขั้นชักนำปราณระดับกลางด้วยซ้ำ...
อีกทั้งท่านผู้คุ้มกฎซ้ายขวาก็ยังรู้วิชาเวทมนตร์เล็กๆ น้อยๆ อยู่ในระดับชักนำปราณระดับต้น ดูท่าทางอำนาจของลัทธิกระดูกขาวจะยิ่งใหญ่กว่าลัทธิอู๋ซั่งเสียอีก..."
จ้าวอู๋จีปล่อยให้วิญญาณของสตรีผู้นั้นแตกสลายไป สีหน้าครุ่นคิด
"โชคดีที่เรื่องทางนี้อยู่ในความดูแลของนางแต่เพียงผู้เดียว คงไม่ถึงขั้นแจ้งประมุขลัทธิกระดูกขาวในเร็วๆ นี้หรอก..."
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากข้างนอก เห็นได้ชัดว่ายอดฝีมือพรรคหว่าจินถูกกวนด้วยเสียงต่อสู้...
...