เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 ทะลวงสู่ขั้นคืนสู่สามัญ ถ้ำสวรรค์หลินหลาง

บทที่ 40 ทะลวงสู่ขั้นคืนสู่สามัญ ถ้ำสวรรค์หลินหลาง

บทที่ 40 ทะลวงสู่ขั้นคืนสู่สามัญ ถ้ำสวรรค์หลินหลาง


บทที่ 40 ทะลวงสู่ขั้นคืนสู่สามัญ ถ้ำสวรรค์หลินหลาง

หลังจากที่กลืนยาลูกกลอนหยกทองคำเม็ดที่สองลงไป และเพิ่งจะเริ่มกระบวนการดูดซับสรรพคุณของยา ร่างกายของจ้าวอู๋จีก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไอหมอกสีทองจางๆ ซึมทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้าของเขา

นี่คือสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า ร่างกายได้รับปริมาณยาที่มากเกินไปในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้สรรพคุณของยาวิ่งพล่านจนเกินขีดจำกัดที่เลือดเนื้อและร่างกายจะสามารถรองรับและดูดซับเอาไว้ได้ในคราวเดียว จึงเกิดปฏิกิริยาต่อต้านขึ้น

"หลอม!"

นัยน์ตาของจ้าวอู๋จีทอประกายเจิดจ้า เขาเร่งเร้าพลังของวิชากลืนกินให้ทำงานหนักขึ้น พลังภายในแหวกว่ายไปตามแขนขาและกระดูกทั่วร่าง ก่อนจะพุ่งเข้าทะลวงจุดชีพจรยวี่เจิ้นที่บริเวณท้ายทอยอย่างฉับพลัน

"เปรี้ยง!"

เขารู้สึกราวกับว่ามีเสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวอยู่บนกระหม่อม

มีปราณสีขาวสามสายพวยพุ่งขึ้นมาจากจุดชีพจรไป่ฮุ่ยที่กลางกระหม่อม เกิดเป็นปรากฏการณ์ 'ดอกไม้สามดอกบานบนกระหม่อม' และมีควันสีขาวลอยกรุ่นออกมา ร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อราวกับสายฝน นี่คือกระบวนการผลัดเปลี่ยนกระดูกและชำระล้างไขกระดูก ราวกับได้บรรลุเป็นเซียนในชั่วพริบตา

ในท้ายที่สุด พลังภายในที่หนาแน่นก็ไหลย้อนกลับไปรวมตัวกันที่จุดตันเถียน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว และควบแน่นกลายเป็นหยดลมปราณแท้ที่ใสกระจ่างราวกับหยดน้ำค้าง นี่แหละคือสัญลักษณ์ของการบรรลุระดับปรมาจารย์แห่งขั้นคืนสู่สามัญ

ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงตีเกราะบอกเวลาดังแว่วมาจากระยะไกลร้อยจั้ง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่ยามจื่อ (เที่ยงคืน) ไปเสียแล้ว

จ้าวอู๋จีรู้สึกได้ว่า หลังจากที่ทะลวงระดับพลังแล้ว ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ผ่านการชำระล้างไขกระดูกจะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ดวงจิตวิญญาณและสัมผัสวิญญาณของเขาก็ทรงพลังขึ้นด้วย แถมยังคงค่อยๆ พัฒนาความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นไปทีละน้อยๆ

สัมผัสวิญญาณของเขาแผ่ซ่านออกไปครอบคลุมพื้นที่ในรัศมีร้อยจั้งราวกับคลื่นน้ำ

เสียงกิ่งไม้แห้งหักกรอบแกรบจากการถูกหิมะทับถมจนร่วงหล่นลงพื้น เสียงหนวดของมดงานที่สั่นระริกอยู่ตามรอยแยกบนพื้นดิน หรือแม้แต่เสียงหยดน้ำแข็งที่กำลังละลายอยู่บนหลังคา... ทุกสรรพเสียงล้วนถูกจับสัมผัสเอาไว้ได้อย่างชัดเจน

พลังในการรับรู้ที่น่าทึ่งในระดับนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่เวอร์วังอลังการเหมือนกับผู้บำเพ็ญเพียรในขั้นควบแน่นจิตวิญญาณ ที่สามารถรับรู้ได้ไกลถึงหลายสิบหรือเป็นร้อยลี้ แต่มันก็น่าตื่นตาตื่นใจเอามากๆ แล้ว

หัวหน้าขันทีที่ถูกฆ่าตายอย่างอนาถคนนั้น ก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ในการล็อกเป้าหมายและแกะรอยลมปราณของเขา ตอนนี้เขาเองก็สามารถทำแบบนั้นได้เหมือนกันแล้ว

แต่พอพอนึกถึงความเสี่ยงอันตายจากการทานยาลูกกลอนติดต่อกันเมื่อครู่นี้ จ้าวอู๋จีก็รีบเตือนสติตัวเองทันที

"ถึงแม้ว่าข้าจะมีวิชากลืนกินคอยช่วยเหลือ แต่ทางที่ดี ควรจะเว้นระยะห่างในการทานยาลูกกลอนอย่างน้อยสักสองสามวันถึงจะปลอดภัย... ไม่อย่างนั้นมันก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ดี"

เขาสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณและลมปราณแท้ที่เปี่ยมล้นอยู่ในร่างกาย จ้าวอู๋จีรู้สึกปลอดโปร่งและเบิกบานใจเป็นอย่างมาก

ในเวลานี้ ภายในจุดตันเถียนของเขา ลมปราณแท้แต่ละหยดจับตัวกันเป็นก้อนกลมใสกระจ่างราวกับหยดน้ำค้าง ส่วนพลังวิญญาณก็เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนคล้ายรูปทรงยาลูกกลอนลวงตา ลอยละล่องไปมาอย่างแช่มช้า

ลูกปัดเก้าหยินเก้าหยางแสดงสถานะระดับพลังวิทยายุทธ์และการบำเพ็ญเพียรของเขาขึ้นมาให้เห็น

"ระดับพลังวิถีแห่งเซียน: ชักนำปราณขั้นที่หนึ่ง ระดับพลังวิถีแห่งยุทธ์: ขั้นคืนสู่สามัญ"

ขั้นคืนสู่สามัญ ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของวิทยายุทธ์ในยุคปัจจุบันแล้ว

และถ้ายังรักษาความเร็วในการพัฒนาเอาไว้ได้ระดับนี้ล่ะก็ ไม่ต้องรอให้ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า ระดับการบำเพ็ญเพียรในวิถีเซียนของเขาก็คงจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นชักนำปราณระดับสองได้สำเร็จอย่างแน่นอน

แต่ถ้าเทียบกับวิถีแห่งเซียนที่ต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณแล้วล่ะก็ ในยุคเสื่อมถอยแห่งวิถีเซียนแบบนี้ วิถีแห่งยุทธ์ก็ถือว่าเป็นทักษะการป้องกันตัวที่ขาดไม่ได้เลยเหมือนกัน

เพราะถึงยังไง ถ้าเจอเรื่องวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ เขาก็คงไม่สามารถใช้วิชาอาคมและผลาญพลังวิญญาณไปได้ซะทุกครั้งหรอกนะ

เขาเก็บยาลูกกลอนที่เหลืออีกสองเม็ดเอาไว้อย่างมิดชิด ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ดับไฟในเตาหลอมยา ลุกขึ้นเดินออกจากห้องหลอมยา แล้วเรียกเสี่ยวเยว่ให้เข้ามาทำความสะอาดและเก็บกวาดให้เรียบร้อย

...

หลังจากนั้นสามวัน จู่ๆ ก็มีรายงานด่วนเรื่องศึกสงครามถูกส่งเข้ามาในเมืองหลวง ทำให้ช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ต้องถูกย้อมไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

ข่าวที่ว่า โหวฉู่เฉิน ราชครูแห่งแคว้นเฉียนได้นำกองทัพม้าหมาป่าหุ้มเกราะแปดหมื่นนายมาประชิดชายแดนด้วยตัวเอง ได้พุ่งเข้ามาทำลายบรรยากาศแห่งความสุขสนุกสนานของเทศกาลปีใหม่ในเมืองหลวงราวกับสายฟ้าแลบ ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งเมืองตึงเครียดขึ้นมาในพริบตา

มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่า โหวฉู่เฉินผู้นี้ เพียงแค่ยกมือขึ้นก็สามารถเรียกพายุหิมะได้ แค่เป่าลมหายใจออกมากก็สามารถเสกน้ำแข็งให้กลายเป็นใบมีดที่แหลมคมได้ ต่อให้เป็นราชครูฟางเองก็ยังไม่ใช่คู่มือของเขา สถานการณ์ที่ด่านกูซานในเวลานี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนัก

ในขณะเดียวกัน เรื่องราวเกี่ยวกับวิถีแห่งเซียน ก็เริ่มมีข้อกังขาและข่าวลือต่างๆ แพร่สะพัดไปในหมู่ประชาชน เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

แม้แต่เรื่องที่ราชครูฟางประกาศในงานชุมนุมเซียนเผิงไหล ว่าจะเปิดรับสมัครศิษย์เข้าบำเพ็ญเพียรในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็ยังแพร่กระจายและถูกพูดถึงไปทั่วทุกสารทิศราวกับติดปีก

เพียงแต่ว่า คนแต่ละชนชั้น ก็ย่อมจะมีความรู้สึกและมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง

ภายในจวนทางฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง เสนาบดีกรมกลาโหมนั่งฟังลูกชายพร่ำเพ้อถึงความฝันที่อยากจะเป็นเซียน พลางสูดดมยาดมในขวดยานัตถุ์ ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมาอย่างไม่แยแส "อยากเป็นเซียนงั้นรึ? จิ๋นซีฮ่องเต้กับฮั่นอู่ตี้ ต่างก็ทุ่มเทตามหายาอายุวัฒนะมาทั้งชีวิต สุดท้ายแล้วใครบ้างล่ะ ที่ไม่ต้องกลายเป็นเถ้าธุลีกลับคืนสู่ผืนดิน?

ส่วนไอ้พวกราชครูในยุคนี้ ถึงภายนอกจะดูเก่งกาจสามารถเรียกฝนเรียกพายุได้ แต่พวกมันจะมีชีวิตเป็นอมตะได้จริงๆ งั้นรึ?

การจะเป็นเซียนได้นั้น ต่อให้มีคนตั้งล้านคนก็ยังหาคนที่มีพรสวรรค์ยากเลย แถมยังต้องใช้ทรัพยากรอีกมหาศาล มันเป็นอำนาจผูกขาดที่สงวนไว้สำหรับพวกเชื้อพระวงศ์เท่านั้นแหละ คนธรรมดาๆ อย่างเราๆ จะไปหวังอะไรได้?

เจ้าลองดูหมอหลวงจ้าวที่บ้าคลั่งตามหาวิถีแห่งเซียนอยู่ในเขตเมืองชั้นในสิ เจ้าเห็นว่าเขาฝึนปรือจนได้เรื่องอะไรขึ้นมาบ้างไหมล่ะ อายุก็ปาเข้าไปตั้งเท่าไหร่แล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัวเลยด้วยซ้ำ!

ไอ้ลูกไม่รักดี เจ้าตั้งใจฝึกวรยุทธ์ของเจ้าไปเถอะ ขืนช่วงใบไม้ผลิปีหน้าเจ้ากล้าไปเสนอหน้าให้พวกมันทดสอบพรสวรรค์ล่ะก็ ข้าจะตีขาเจ้าให้หักเลยคอยดู! หน้าที่ของเจ้าคือการแต่งงานมีเมีย และสืบทอดสายเลือดให้กับตระกูลของเราต่างหาก"

ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์ของพ่อค้าเกลือรายใหญ่ในเมืองแห่งหนึ่ง บุตรสาวของคหบดีกำลังนั่งฟังข่าวสงคราม พลางลูบแก้มตัวเองหน้ากระจกทองเหลืองแล้วยิ้มเพ้อฝันอยู่คนเดียว "ถ้าหากว่าวิถีแห่งเซียนเป็นเรื่องจริงล่ะก็ คนที่สวยและฉลาดอย่างข้า ก็สมควรที่จะได้เป็นลูกศิษย์ของราชครูแล้วล่ะ... ได้ยินมาว่าการบำเพ็ญเพียรเซียน จะช่วยทำให้เราดูสาวและสวยอยู่ตลอดกาลได้ด้วยนี่นา?"

กลุ่มชนชั้นสูงและผู้มีอันจะกินที่มีอำนาจและผลประโยชน์ ต่างก็มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ที่แตกต่างกันออกไป

ถึงแม้ว่าจะรู้สึกสนใจและอยากรู้อยากเห็น แต่พวกเขาก็พอจะรู้ดีว่า เรื่องของพรสวรรค์และการผูกขาดอำนาจของราชสำนักนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ใครนึกอยากจะก้าวเข้าไปมีเอี่ยวด้วย ก็ก้าวเข้าไปได้ง่ายๆ

ต่างจากชนชั้นรากหญ้าและชาวบ้านตาดำๆ ที่วันๆ ต้องคอยดิ้นรนหาเช้ากินค่ำและกังวลแต่เรื่องปากท้อง การเข้าถึงข่าวสารของพวกเขาย่อมเป็นไปอย่างยากลำบาก

จะไปสนใจเรื่องการเป็นเซียนที่เป็นเรื่องเพ้อฝันไปทำไมกันล่ะ สู้ไปคอยติดตามข่าวว่าปีนี้ทางการจะลดภาษีการเกษตรให้สามส่วนไหม หรือร้านขายเนื้อหมูเขาจะยอมแถมมันหมูให้บ้างหรือเปล่าจะดีกว่า

ในสายตาของชาวบ้านส่วนใหญ่ การที่บุคคลระดับชาติอย่างราชครูจะสามารถใช้เวทมนตร์คาถาได้นั้น มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาจะได้เป็นราชครูได้ยังไงกันล่ะ?

ในเมื่อตอนนี้ราชครูเป็นฝ่ายนำทัพออกไปรบด้วยตัวเองแล้ว เปลวเพลิงแห่งสงครามก็จะไม่มีวันลุกลามเข้ามาถึงในประเทศอย่างแน่นอน ประชาชนอย่างพวกเขาก็จะได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขต่อไป

...

ในขณะที่เรื่องนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันไปทั่วทุกหัวระแหง ห่างออกไปจากพระราชวังของแคว้นเสวียนหลายร้อยลี้

เทือกเขาเหิงอวิ๋น ทอดยาวคดเคี้ยวราวกับมังกรยักษ์ที่หมอบตัวอยู่เชื่อมระหว่างฟ้ากับดิน ท่ามกลางทะเลหมอกที่หนาทึบ ทำให้มนุษย์ทั่วไปยากที่จะสังเกตเห็นการมีอยู่ของมันได้

และบริเวณด้านหลังของหน้าผาสูงชันนับพันจั้งนั้น ก็คือสถานที่ตั้งของถ้ำสวรรค์ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

บริเวณรอบนอกของตัวภูเขา มีวิหารและตำหนักเรียงรายลดหลั่นกันไปตามความชันของภูเขา ชายคาที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงโผล่พ้นทะเลหมอกให้เห็นเป็นระยะๆ

บนพื้นผิวของภูเขายังมีเศษซากของผลึกต้นกำเนิดฝังอยู่ประปราย เมื่อกระทบกับแสงแดด มันก็จะสะท้อนแสงสีรุ้งออกมา ทำให้ดูราวกับทางช้างเผือกที่กำลังไหลรินลงมาจากฟากฟ้า

พื้นที่ทั้งหมดของถ้ำสวรรค์ ถูกครอบคลุมและปกป้องเอาไว้ด้วยม่านพลังงานโปร่งใสบางๆ ที่ดูเหมือนคลื่นน้ำที่กำลังกระเพื่อมไหว ซึ่งทำหน้าที่สกัดกั้นและแยกแยะความขุ่นมัวของยุคเสื่อมถอยแห่งวิถีเซียนเอาไว้ที่ด้านนอก

บางครั้งก็มีนกวิเศษบินโฉบผ่านไปมา เมื่อปีกของพวกมันสัมผัสกับม่านพลังงาน ก็จะทำให้เกิดระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง พร้อมกับเสียงร้องอันไพเราะกังวาน

ที่นี่คือดินแดนอันบริสุทธิ์เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในยุคเสื่อมถอยแห่งวิถีเซียน มันตั้งอยู่บนชัยภูมิและฮวงจุ้ยที่พิเศษสุดๆ นับว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่โชคดีรอดพ้นจากวิกฤตพลังวิญญาณเหือดแห้งมาได้ และที่แห่งนี้ก็คือ ถ้ำสวรรค์หลินหลาง

ในเวลานี้ ภายในวิหารหินแห่งหนึ่ง ควันธูปอำพันทะเลลอยกรุ่นออกมาจากกระถางธูปสัมฤทธิ์รูปสิงโตสีทอง

ฮ่องเต้เจามิงกำลังเอนกายพิงพนักพิงหยกอย่างสบายอารมณ์ พระองค์สวมชุดคลุมมังกรสีดำ สวมปิ่นปักผมหยกเขียวรวบผมเอาไว้อย่างลวกๆ

ปลายนิ้วของพระองค์เคาะลงบนโต๊ะเบาๆ ราวกับกำลังตั้งใจฟังอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็อาจจะกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด

ในขณะเดียวกัน นักพรตวัยกลางคนที่สวมชุดคลุมลายเมฆนกกระเรียนกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ท่าทางของเขาดูสงบและเยือกเย็น บ่งบอกให้เห็นถึงภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ทั้งสองกำลังสนทนากันเกี่ยวกับการรุกรานครั้งใหญ่ของแคว้นเฉียนในครั้งนี้

"ศิษย์น้องมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ โหวฉู่เฉิน ราชครูแห่งแคว้นเฉียนผู้นั้น? เขาครอบครองพรสวรรค์ระดับสูงสุดยอด และยังได้รับการถ่ายทอดหนึ่งในสามเคล็ดวิชาสูงสุดของถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่งอีกด้วย ราชครูของเจ้าจะรับมือกับเขาไหวอย่างนั้นรึ?"

"โหวฉู่เฉิน ราชครูแห่งแคว้นเฉียนงั้นรึ?"

ในดวงตาของฮ่องเต้เจามิงปรากฏแววตาเย็นเยียบดุจสายฟ้าฟาด แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับเรียบเฉยราวกับน้ำพุบนภูเขา "ก็เป็นแค่ 'ตาเฒ่าตกปลาแห่งผืนน้ำเย็นยะเยือก' เท่านั้น ถึงแม้จะพอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่การที่ฟางซืออวี่ถือไม้เท้าเจี่ยซินไปคอยช่วยเหลือฝูอวิ๋นเทาในคราวนี้ เพียงแค่การปกป้องด่านกูซานเอาไว้ ย่อมไม่ใช่ปัญหาที่น่าหนักใจอะไรหรอก"

พระองค์ใช้นิ้วชี้ตวัดเบาๆ รายงานศึกที่วางอยู่บนโต๊ะก็ถูกเปิดออกโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นตัวอักษรสีแดงที่เขียนเอาไว้ว่า 'ผู้บำเพ็ญเพียรเซียนแห่งแคว้นเฉียนถืออาวุธวิเศษเข้าร่วมรบ'

"สิ่งที่เจิ้นกังวลใจอยู่ ไม่ใช่โหวฉู่เฉินหรอก แต่เป็นหลี่เยี่ยนผิงมากกว่า"

ฮ่องเต้เจามิงแค่นเสียงเย็นชา "แค่แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉียนคนเดียว ถึงกับกล้าฉีกสนธิสัญญาแห่งเทียนหนานทิ้ง แล้วปล่อยให้ผู้บำเพ็ญเพียรเซียนใช้อาวุธวิเศษเข่นฆ่าทหารธรรมดาๆ อย่างบ้าคลั่ง... ถ้าหากไม่มี 'ถ้ำสวรรค์อวิ๋นเฟิ่ง' คอยชักใยอยู่เบื้องหลังล่ะก็ มันจะไปเอาความกล้าหาญชาญชัยระดับนี้มาจากไหนกันล่ะ?"

เมื่อนักพรตวัยกลางคน 'อวี้หลินจื่อ' ได้ฟังดังนั้น เขาก็สะบัดแส้ปัดรังควานในมือเบาๆ แล้วหัวเราะเยาะออกมาว่า "ศิษย์น้องจาง เจ้าคิดมากเกินไปแล้วล่ะ เซียนเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งอายุขัยใกล้จะสิ้นสุดเต็มทีแล้ว แถมพวกลูกศิษย์ลูกหาก็ไม่ได้เรื่องสักคน

ที่พวกมันทำไปในครั้งนี้ ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า แดนลับแห่งเทียนหนานกำลังจะเปิดในอีกไม่ช้านี้แล้ว พวกมันคงกลัวว่าจะได้โควตาไม่มากพอ ก็เลยคิดจะใช้วิธีสกปรกๆ แบบนี้เข้ามาป่วน เพื่อบีบบังคับต่อรองขอรับทรัพยากรสำหรับต่ออายุขัยของตัวเองเพิ่มขึ้นก็เท่านั้นแหละ

ในเมื่อนางกล้าฉีกสนธิสัญญาแห่งเทียนหนานแบบนี้ ไม่ต้องถึงมือถ้ำสวรรค์หลินหลางของเราหรอก ต่อให้เป็น 'ถ้ำเสวียนเซียว' ของแคว้นอวิ๋น หรือ 'ถ้ำชิงหมิง' ของแคว้นอวี๋ ก็สามารถร่วมมือกันกำจัดนางได้สบายๆ!"

"ข้าเกรงว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นน่ะสิ"

ในดวงตาของฮ่องเต้เจามิงแฝงแววครุ่นคิดอันลึกซึ้ง "ตอนนี้ทั้งแคว้นอวิ๋นและแคว้นอวี๋เอง ต่างก็มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ แถมยังมีพวกลัทธิวิถีกระดูกขาวเข้าไปปั่นป่วนอยู่ตรงกลางอีก ทำให้ทั้งสองแคว้นต่างก็เอาตัวแทบไม่รอดกันอยู่แล้ว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เป็นเพราะต้องการจะแย่งชิงโควตาในการเข้าไปในแดนลับแห่งเทียนหนานเท่านั้น

แต่เจิ้นกลับมีความรู้สึกว่า เหมือนกำลังมีสุดยอดฝีมือลึกลับบางคน จงใจปั่นป่วนสถานการณ์ให้มันวุ่นวายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้นยังไงยังงั้น

บางทีเซียนเฒ่าอวิ๋นเฟิ่งอาจจะรู้เท่าทันแผนการนี้ นางก็เลยฉวยโอกาสผสมโรงตามน้ำไปด้วย คนที่อายุขัยใกล้จะสิ้นสุดอย่างนาง แน่นอนว่าต้องกล้าได้กล้าเสียอยู่แล้ว แต่สำหรับเจ้าสำนักฮุ่ยเทียนคนอื่นๆ มีรึที่พวกมันจะไม่รักตัวกลัวตาย?"

อวี้หลินจื่อส่ายหน้า "เรื่องการชิงไหวชิงพริบระหว่างพวกเจ้าสำนักนั้น ศิษย์น้องไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจหรือกังวลให้ปวดหัวหรอก

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ ช่วงนี้มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วแคว้นเสวียน ว่าวิถีแห่งเซียนกำลังจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ดูเหมือนว่าตอนนี้ไม่ว่าใครๆ ต่างก็มีความทะเยอทะยานฝันอยากจะเป็นมังกรกัน...

ศิษย์น้อง ถ้ำสวรรค์ของเราแค่ประกาศว่า จะรับสมัครคนที่มีพรสวรรค์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และจะให้พวกเขาเป็นตัวแทนเข้าไปสำรวจแดนลับในอนาคต แต่เราไม่ได้คิดจะเอาทรัพยากรอันมีค่าไปฟาดหัวแบ่งปันให้ชาวบ้านตาดำๆ พวกนั้นจริงๆ เสียหน่อย..."

...

จบบทที่ บทที่ 40 ทะลวงสู่ขั้นคืนสู่สามัญ ถ้ำสวรรค์หลินหลาง

คัดลอกลิงก์แล้ว